บ้านเพลงเก่า

Category: สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

  • เรวัต พุทธินันทน์ คนดนตรีที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ “แกรมมี่”

    เต๋อ เรวัติ

    “แกรมมี่” เป็นบริษัทที่เริ่มทำธุรกิจบันเทิงในแขนงนี้แห่งแรก เป็นตัวเปิดตลาดการทำธุรกิจในแนวนี้ให้แพร่ขยายไปมากขึ้น และนับได้ว่าเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ภายใต้การบริหารของบุคคลที่ร่วมสร้างแกรมมี่ให้ผงาดขึ้นมา และบุคคลสำคัญหนึ่งในนั้นก็คือ  เรวัติ พุทธินันทน์ หรือ พี่เต๋อ ที่เราเรียกกันติดปากนั่นเอง

    “การที่เราคิดทำในสิ่งที่ดี  หรือว่าอยากคิดทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนในสังคม   บางครั้งมันก็จะต้องมีสิ่งที่มาบั่นทอนความรู้สึกตลอดเวลาโดยเรื่องไร้สาระ  เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์  และมันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า  ในสังคมเรายังต้องการการพัฒนาอีกเยอะมากในทุกจุด  แม้กระทั้งในเรื่องของจิตใจคน”

    “ผมเรียนมาทางด้านการเงินการธนาคารแต่ชีวิตผม ตั้งแต่ช่วงเรียนหนังสือมาแล้วจะเกี่ยวพันกับดนตรีมาตลอด  ผมชอบดนตรีอยู่แล้ว

    การที่ผมมาทำงานเกี่ยวกับเรื่องดนตรีก็เพราะความรักส่วนหนึ่ง  แต่ว่าในเรื่องของชีวิตตั้งแต่ก่อนที่ผมเรียนหนังสือ  จนกระทั่งเรื่องการศึกษษที่ผมเรียนอยู่  มันทำให้คิดไปว่าดนตรีจริงๆ  มันเป็นวัฒนธรรม  เป็นสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตคน  ซึ่งจนถึงขณะนี้  ผมก็มองเรื่องของการดนตรีว่า  มันไม่ไปถึงไหน  อยู่แถวๆ  นั้น  ในขณะที่ประเทศอื่นๆ  ดนตรีมันไปกว้างไกลเหลือเกิน

    ดนตรีกับคนไทยมันจะอยู่ห่างกันมากเลย  สำหรับดนตรีต้องเป็นคนที่รักจริงๆ  ถึงจะเข้าใกล้  ไม่งั้นมันก็ผ่านไปผ่านมา  แต่ในบางประเทศความใกล้ชิดระหว่างดนตรีจะมีเยอะมาก

    การพัฒนาในหลายๆ  องค์กร  ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือว่าวัฒนธรรมในการกินการอยู่  การใช้ชีวิตประจำวัน  ประเทศเราก็กำลังตามคนอื่นที่เขาเรียกว่าเป็นอารยประเทศไปอยู่แล้ว  ตรงนั้น ผมก็มาคิดว่า  ในเมื่อดนตรีเขาไปถึงตรงนั้นแล้ว  ทำไมเรายังไม่ไปไหนอีกเลย  คิดว่ามันควรจะต้องมีคนที่มาทุ่มเทตรงนี้กับมันมั่ง  ถึงจะเกิดอะไรขึ้น”

    และจากความคิดที่เริ่มก่อตัวขึ้น โดยมีความหวังจะให้มีการพัฒนาทางด้านดนตรีขึ้นในบ้านเรานี่เอง  เป็นแรงผลักดันให้คุณ เรวัติ  เริ่มสนใจที่จะทำธุรกิจทางด้านดนตรี

    “คำว่าธุรกิจทางด้านดนตรี  ในสมัยนั้นมันไม่ได้เป็นธุรกิจทั้งหมด  คือของเราอาจจะเรียกกันว่ามันเป็นแบบ งูๆ ปลาๆ เพราะเราคิดกันว่าดนตรีมันเป็นเรื่องของการบันเทิง  มันเป็นสิ่งที่ไม่ซีเรียส  จึงไม่มีใครสนใจกับมันอย่างจริงจัง  ให้มันผ่านไปแล้วก็ผ่านมา  เหมือนกับคำพูดที่เราเรียกกันว่า เต้นกินรำกิน  อะไรทำนองนี้  มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ  แต่คนที่รักดนตรีจริงๆ  เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น  ผมคนนึงก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น

    ผมกลับมองว่าจริงๆ ดนตรีมันมี momentum ใหญ่มากเลย  สำหรับประเทศไทย  ซึ่งมันจะต้องเป็นไปได้ในอนาคต  แต่ว่าใครล่ะจะเป็นคนทำ  ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าจะลงมือทำอะไรได้มาก  ผมคิดว่าคงจะมีคนที่ความสามารถหรือผู้ผลักผู้ใหญ่ที่เขาจะมีความชอบทางนี้  ซึ่งถ้าเรารู้อะไร  เราก็พอจะช่วยเหลือได้บ้าง

    ผมคิดว่าผมจะเดินบนเส้นนี้  ผมถึงตัดสินใจเลือกอาชีพดนตรี 

    หลังจากเรียนจบผมเริ่มเป็นคนดนตรีอาชีพตั้งแต่ตอนนั้น  ใช้เวลาเวียนว่ายตายเกิดในการระหกระเหิน  สนุกสนาน  เจ็บปวด  ยิ้มกับชีวิต  ตรงนี้ on the road  เป็นสิบๆ ปี  ในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่า  ผมเลิกแล้ว  on the road  แล้วจะต้องออกมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

    ช่วงนั้นก็พอดีได้มาพบกับหลายๆ คนที่นี่  ไม่ว่าจะเป็น  บุษบา  ดาวเรือง  คุณกิตติศักดิ์  ซึ่งเราก็มีจุดหมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน 

     แน่นอนว่าเรื่องดนตรีที่ทุกคนเสพย์อยู่ในโลกนี้  ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของธุรกิจ  มันเป็นธุรกิจที่นำความบันเทิงไปสู่ประชาชน  ประชาชนก็แลกมาด้วยการจ่ายเงิน  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  มันเป็นการซื้อความสุขที่ถูกมาก

    ในการซื้อธุรกิจที่เผอิญมันเป็นธุรกิจที่มีอาร์ตเข้ามาเจือปน  เป็นแกนในการให้ความเสน่หาส่วนบุคคล

    จุดประสงค์ที่ผมเข้ามาตรงนี้มันมี  2  อย่าง  คือ  อย่างแรกเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า  คำว่าดนตรีบ้านเราเมื่อไหรมันจะเป็น business  สักที  เพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้ามันไม่เป็นธุรกิจ  การเจริญเติบโตมันจะไม่มีการผลักดัน  มันจะไม่มีเม็ดเงินมาล่อให้คนตะเกียกตะกายกัน

    อีกจุดประสงค์ก็คือ  เมื่อธุรกิจมันถูกผลักดันแล้ว  เชื่อมั่นว่าจะเกิดการแข่งขัน  เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่  ถ้ามันขยายกว้างออกไป  มันจะเกิดการแข่งขัน  มันจะเกิดพัฒนาการ  เกิดการยกระดับมาตรฐาน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งต่างๆ  เหล่านั้นที่เราทำ  คนที่เข้าไปร่วมอยู่ในธุรกิจนั้น  เป็นคนอย่างไร  ซึ่งตรงนี้  เป็นสิ่งที่ในต่างประเทศเขาทำกันมาตลอด

    ผมเชื่อมั่นว่า  สักวันหนึ่งทุกอย่างมันจะถูกจัดแบ่งลงตัวด้วยธรรมชาติ  เหมือนกับทุกสิ่งที่ผมคิด  แล้วในที่สุดเราก็เริ่มลุยงานกัน  โดยมีคุณไพบูลย์เป็นหัวเรือใหญ่  เป็นแบ็คอัพ  ทำกันมาเรื่อย  จนถึงวันนี้ก็ปีที่ 11 แล้ว  เราทำจากที่ไม่มีแม่แบบอะไรให้ศึกษาเลย  เราก็ทำกันมา  พยายามทำทุกอย่าง  ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง  ก็พยายามทำให้มันดีที่สุด  ได้ตามอัตภาพ  และสถานภาพของไทยเรา

    ซึ่งตรงนี้  factor  มันเยอะมาก  เราก็ถูกประเมินจากสังคมว่าเราประสบความสำเร็จ  ตรงนี้ในเรื่องส่วนตัว  ผมก็มีความภูมิใจ  ดีใจและขอบคุณสำหรับคนที่เห็น  ที่มองในแง่ดี  แต่ในเวลาเดียวกันในการทำธุรกิจ  ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่สำหรับบ้านเรา  ถ้ามีคำว่าธุรกิจมาเกี่ยวข้องด้วย  มักจะถูกรุม  ซึ่งตรงนี้เราก็อยู่ในฐานะนั้นอยู่

    เพราะเราเป็นบริษัทใหญ่  ซึ่งทำอะไรออกมาได้ผล  ส่วนมากแล้วจะถูกมองในทางร้ายตลอดเวลา  ตรงนี้ในส่วนตัวผม  ผมเชื่อว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง  ซึ่งสำหรับคนไทยผมกล้วพูดได้ว่า  ผมทำในสิ่งที่ดี  ทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ  ผมเป็นคนที่เห็นคุณค่าของคน  ซึ่งตรงนี้ในมุมมองของคนที่มองกันในแต่ละสังคมมันเป็นยังไง  แล้วความบริสุทธิ์ใจมันอยู่ตรงไหน

    ผมเป็นคนจริงจัง  เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการมองชีวิต  เป็นเรื่องของคน  สังคมใดที่ไม่มีเหตุผล  สังคมใดที่ไม่สามารถจะก้าวพัฒนาไปสู่จุดที่ดีกว่าได้มาก  มันเป็นผลสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว  สังคมนั้นยังล้าหลังอยู่  ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าได้ทำอะไรไว้ให้กับคนหลังๆ  ได้เยอะมากพอสมควร  ผมเพียงแต่หวังว่าคงจะมีคนที่ 2 ที่ 3 ที่ 4-5-6

    และในที่สุดผมก็อยากจะเพ้อฝันว่า  น่าจะมีคนเก่งๆ ระดับอินเตอร์  สักแสนคนในประเทศไทย  แล้วก็ช่วยกัน  ซึ่งตรงนี้อยากจะผ่านถึงคนรุ่งใหม่อยากให้รู้ว่า หนทางการต่อสู้ของพี่เต๋อมันทารุณและโหดร้ายมาก  กับคนที่มีอุดมคติ  คนที่มีความบริสุทธิ์ใจ  อยากฝากไปถึงคนรุ่นต่อๆ ไปว่า  การที่เราคิดทำในสิ่งที่ดี  หรือว่าอยากคิดทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนในสังคม  บางครั้งมันก็จะต้องมีสิ่งที่มาบั่นทอนความรู้สึกตลอดเวลาโดยเรื่องไร้สาระ  เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์  และมันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า  ในสังคมเรา  ยังต้องการการพัฒนาอีกเยอะมากในทุกจุด  แม้กระทั้งในเรื่องของจิตใจคน”

    บางส่วนจากบทสัมภาษณ์โดย  อนนต์\สมศิริ
    ในนิตยสาร image ปีที่ 8  ฉบับที่ 4 เมษายน 2538

  • รางวัล สีสันอวอร์ด

    ภารกิจของ “สีสัน อะวอร์ดส์” คือประทับเกียรติและให้กำลังใจคนที่ทำงานคุณภาพ ปลุกเร้าให้คนดนตรีได้สร้างสรรค์ผลงานด้วยความมุ่งมั่นซึ่งเท่ากับว่าคนดนตรีได้พัฒนาวงการของตนไปด้วย และปลายสุดคือตอบสนองต่อคนฟังผู้ใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาความสุขทางดนตรีและสนับสนุนให้วงการดนตรีมีชีวิต

    อยู่ได้ “สีสัน อะวอร์ดส์” อาจจะไม่ใช่รางวัลที่ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์

    รางวัลสีสันอวอร์ด ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2531
    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ จากอัลบั้ม “ยิ้มเหงาๆ”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม จริยา ปรีดากูล จากอัลบั้ม “ยอดแหมะ”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม วสันต์ โชติกุล และ อิสซึ่น จากอัลบั้ม “กีต้าร์โต๊ะ”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม นูโว จากอัลบั้ม “เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย”

    ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ.2532

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม ปรีชา ชนะภัย จากอัลบั้ม “ดนตรีที่มีวิญญาณ”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม อลิส คริสตัน จากอัลบั้ม “หุ่นไล่กา”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม ธนิสร์-เทียรี่-อำนาจ จากอัลบั้ม “ขอเดี่ยวด้วยคนนะ”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ใหม่ เจริญปุระ จากอัลบั้ม “ไม้ม้วน”
    เพลงยอดเยี่ยม “คนไร้ราก” คำร้อง แก้ว ลายทอง ทำนอง มงคล อุทก

    ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2533
    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม ยืนยง โอภากุล จากอัลบั้ม “โนพลอมแพลม”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม ไม่มีผู้ได้รับรางวัล
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม เฉลียง จากอัลบั้ม “ตระไคร่น้ำสุดขอบฟ้า”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ศุ บุญเลี้ยงกับไทละเมอ จากอัลบั้ม “หอมกลิ่นความฝัน”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม “โนพลอมแพลม” ของ ยืนยง โอภากุล
    เพลงยอดเยี่ยม “โลกา-โคม่า” คำร้องและทำนอง ประภาส ชลศลานนท์

    ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ.2534

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม ฤทธิพร อินสว่าง จากอัลบั้ม “ก้าวที่กล้า”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม นันทิดา แก้วบัวสาย จากอัลบั้ม “บ่งบอก”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : ไมโคร จากอัลบั้ม “เอี่ยมอ่องอรทัย”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : อารัก อาภากาศจากอัลบั้ม “คนเดินดิน”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม : “ก้าวที่กล้า” ของ ฤทธิพร อินสว่าง
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : ฤทธิพร อินสว่าง จากอัลบั้ม “ก้าวที่กล้า”
    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “วิงวอน” ศิลปิน ศุ บุญเลี้ยง
    คำร้องและทำนอง ประภาส ชลศรานนท์ และ ศุ บุญเลี้ยง
    เรียบเรียง ชัยวัฒน์ จุฬาพันธุ์
    เพลงยอดเยี่ยม : “สูงสุดสู่สามัญ”
    คำร้อง ธนพล อินทฤทธิ์
    ทำนอง เทียรี่ เมฆวัฒนา

    ครั้งที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2535

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : เทียรี่ เมฆวัฒนา จากอัลบั้ม “ไม่เต็มบาท”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม : ศิริพร อยู่ยอด จากอัลบั้ม “ลีลา2”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : ตาวัน จากอัลบั้ม “ม็อบ”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : ไฮดร้า จากอัลบั้ม “อัศเจรีย์”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม “ม็อบ” ของ ตาวัน
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : ศิริศักดิ์ นันทเสน จากอัลบั้ม “เต็มเหนี่ยว”
    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “กาม”
    ศิลปิน ตาวัน
    คำร้องและทำนอง พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
    เรียบเรียง ตาวัน
    เพลงยอดเยี่ยม : “ทะเลใจ”
    คำร้องและทำนอง ยืนยง โอภากุล

    ครั้งที่ 6 ประจำปี พ.ศ.2536

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : ศิริศักดิ์ นันทเสน จากอัลบั้ม “ยินดีต้อนรับ”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม : เสาวลักษณ์ ลีละบุตร จากอัลบั้ม “บันทึกของดอกไม้เหล็ก”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : ตาวัน จากอัลบั้ม “12 ราศี”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : หิน-เหล็ก-ไฟ จากอัลบั้ม “หิน-เหล็ก-ไฟ”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม “รุ้งกินน้ำ” ของ อัสนี – วสัน โชติกุล
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : หิน-เหล็ก-ไฟ จากอัลบั้ม “หิน-เหล็ก-ไฟ”
    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “ทุกข์ไม่เว้นวันราชการ”
    ศิลปิน อัสนี-วสัน โชติกุล
    คำร้อง ประชา พงษ์สุพัฒน์
    ทำนอง ชาตรี คงสุวรรณ
    เรียบเรียง อัสนี โชติกุล
    เพลงยอดเยี่ยม : “มือ”
    คำร้อง ปิติ ลิ้มเจริญ
    ทำนอง สุรชัย บุญแต่ง
    เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : “ท้องฟ้า” โดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

    ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ.2537

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : จรัล มโนเพ็ชร จากอัลบั้ม “ศิลปินป่า”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม : ฐิติมา สุตสุนทร จากอัลบั้ม “จู่โจม”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : โมเดิร์น ด๊อก จากอัลบั้ม “โมเดิร์น ด๊อก”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : ไทร็อค จากอัลบั้ม “โยกหัว”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม : “ศิลปินป่า” ของ จรัล มโนเพ็ชร
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : กมล สุโกศล แคลปป์ จากอัลบั้ม “โมเดิร์น ด๊อก”
    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “สวัสดีแร๊ปโย่!”
    ศิลปิน บิลลี่ โอแกน
    คำร้อง บิลลี่ โอแกน
    ทำนองและ เรียบเรียง เทียรี่ ตาเปียรัวโน
    เพลงยอดเยี่ยม : “ศิลปินป่า”
    คำร้องและ ทำนอง จรัล มโนเพ็ชร
    เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : “เมด อิน ไทยแลนด์” โดย นุภาพ สวันตรัจฉ์

    ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ.2538

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : สบชัย ไกลยูรเสน จากอัลบั้ม “ถามรักเธอ..(จนเจอ)ฟอร์ด”
    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม : วิยะดา โกมารกุล ณ นคร จากอัลบั้ม “คนพิเศษ”
    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : ไมโคร จากอัลบั้ม “สุริยคราส”
    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : สบชัย ไกลยูรเสน จากอัลบั้ม “ถามรักเธอ..(จนเจอ)ฟอร์ด”
    อัลบั้มยอดเยี่ยม “สุริยคราส” ของ ไมโคร
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : สันธาน เลาหวัฒนาวิทย์
    จากอัลบั้ม “สุริยคราส”
    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “แรงดึงดูด”
    ศิลปิน ทีโบน
    คำร้องและทำนอง นกเขา
    เรียบเรียง ทีโบน
    เพลงยอดเยี่ยม : “หนทางนักสู้
    คำร้องและ ทำนอง ฤทธิพร อินสว่าง
    เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : “A Day Sado Island” โดย บอยไทย

    ครั้งที่ 9 ประจำปี พ.ศ.2539

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จากอัลบั้ม “TNT”

    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม : วิศรุตา ทัพแสง จากอัลบั้ม “แอม มาแจม”

    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม : โซล อาฟเตอร์ ซิกซ์ จากอัลบั้ม “Soul After six”

    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : โซล อาฟเตอร์ ซิกซ์ จากอัลบั้ม “Soul After six”
     
    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : พรชัย ศรีขจร จากอัลบั้ม “Crossover”

    เพลงร็อคยอดเยี่ยม : “ในหัว”

    ศิลปิน ไซค์ บี
    คำร้อง ไบรอัน ยมจินดา
    ทำนองและเรียบเรียง ไซค์ บี

    ศิลปินชายร็อคยอดเยี่ยม : ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จากอัลบั้ม “TNT”

    ศิลปินหญิงร็อคยอดเยี่ยม : สุกัญญา มิเกล จากอัลบั้ม “Crossover”

    ศิลปินกลุ่มร็อคยอดเยี่ยม : ดิ โอฬาร โปรเจ็คท์ จากอัลบั้ม “ลิขิตดวงดาว”

    อัลบั้มยอดเยี่ยม : “ในทรรศนะของข้าพเจ้า” ของ มาโนช พุฒตาล

    อัลบั้มร็อคยอดเยี่ยม : “Wolfpack” ของ วูล์ฟแพ็ค

    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : “อีกทีได้ไหม”

    ศิลปิน โซลอาฟเตอร์ ซิกซ์

    คำร้องและทำนอง วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช

    เรียบเรียง โซล อาฟเตอร์ ซิกซ์

    เพลงยอดเยี่ยม : “6 ตุลาคม 2519”

    คำร้องและทำนอง พงษ์สิทธิ์ คำภีร์

    เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : “พลังและความตั้งใจ” โดย ดิ โอฬาร โปรเจ็คท์

    (more…)

  • “มาช่า” กับอัลบั้ม “FINE DAYS” (ไฟน์ เดย์)

    มาช่า“มาช่า วัฒนพานิช” อัลบั้มที่มีชื่อว่า “FINE DAYS” กับภาพลักษณ์ที่ดูสวย เท่ และสดใส ทั้งตัวตนและแนวเพลงสไตล์ “พ๊อพอะคูสติก” ที่เธอชอบเป็นชีวิตจิตใจ กำหนดวางแผงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ซึ่ง “มาช่า” ได้เผยถึงการทำงานอัลบั้มชุดที่ 5 “FINE DAYS” ให้ฟังว่า

    “สำหรับอัลบั้มใหม่ของช่าตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว การทำงานทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ พี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) บรูโน่ โปรดิวเซอร์ พี่ฟั่น(โกมล บุญเพียรผล) พี่เจี๊ยบ (สารภี ศิริสัมพันธ์) แล้วก็ทีมงานโปรดิวเซอร์ของ “แกรมมี่แกรนด์” ก็จะประชุมกันตลอดเกี่ยวกับเรื่องแนวดนตรี เนื้อหาเพลง พออัดเสียงเสร็จเพลงนึงก็จะเข้าที่ประชุมกันทุกครั้งว่าเพลงนี้โอเคมั๊ย เพลงนั้นเป็นยังไงแล้วควรจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า อัลบั้มนี้ดนตรีเป็นแนว “พ๊อพอะคูสติก” อยากให้ฟังสบายๆกัน โปรดิวเซอร์ก็สรรหาเครื่องดนตรีแปลกๆเข้ามาใส่ด้วย อย่างพวก “ORGAN HAMMOND (ออร์แกน แฮมมอนด์)” หรือ “MANDOLIN (เมนโดลีน)” และอีกหลายๆอย่างเข้าด้วยกันค่ะ ช่าเองก็ชอบดนตรีแนวนี้อยู่แล้ว มันฟังสบายดี ประกอบกับว่าช่าและทีมงานทุกคนคิดตรงกันหมดด้วย อัลบั้มนี้ก็จะได้ฟังเพลงช่าในแบบสบายๆ กันเยอะขึ้น บางเพลงก็จะมีการดีไซน์การร้องที่เปลี่ยนไปบ้างจะได้ฟีลไปอีกแบบหนึ่งแต่ก็ยังสไตล์ช่าเหมือนเดิม แล้วเพลงจังหวะสนุกก็มี ส่วนเนื้อร้องก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ช่าเคยพบเคยเจอมาบ้างแล้ว แต่ก็เป็นความรักที่เข้าใจนะ เข้มแข็ง โตขึ้นแล้ว เพราะช่าเองก็มีความสุขกับชีวิต ก็หวังว่าทุกคนจะได้รับความสุขเหมือนกับช่า ส่วนลุ๊คใหม่ของช่า ก็จะขอแบบสบายๆ รีแลกซ์ดีเหมือนกัน แต่ก็มีแฟชั่นนิดหน่อย ซึ่งทุกอย่างก็ตรงใจช่าหมดเลยค่ะ”

    ติดตามขอฟัง 2 เพลงใหม่ “มืออาชีพยังยอม” กับ “จากคนอื่นคนไกล” งานเพลงจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด “FINE DAYS” ของนักร้องสาวสวย “มาช่า วัฒนพานิช. ได้ในวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ 2544 ทางคลื่นวิทยุทั่วประเทศ ส่วนอัลบั้มเต็มนั้นมีกำหนดวางแผงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 นี้แน่นอน

     
     

     

     

  • บทสัมภาษณ์ นินา ญารินดา

    นินา

    Thaialbums : ญารินดา ชื่อเล่นชื่ออะไรคะ

    Yarinda : ชื่อ นินา ค่ะ นอนู สระอิ นอนู สระอา

    Thaialbums : นาเข้ามาทำอัลบั้มชุดนี้ได้ยังไงคะ

    Yarinda : ก็นาเริ่มเข้ามาที่แกรมมี่ประมาณปีครึ่งแล้วนะคะ โดยที่ก็ได้เขียนเพลงเก็บๆมา แล้วก็หลังจากเรียนจบโรงเรียนประจำที่อังกฤษก็ทำ Demo เทป แล้วก็นำมาเสนอพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค เมื่อประมาณปีกว่าที่แล้ว ก็เอามาเสนอ คุยกันแล้วนาก็กลับไปต่อที่คณะสถาปัตย์ที่อเมริกาอีกปีนึง แล้วก้อพอเรียนจบปี 1 ก็กลับมาปีนึงนี่แหล่ะคะ แล้วก็เดือนสิงหาคมนี้จะกลับไปต่อปี 2

    Thaialbums : ตอนนั้นทำไมตัดสินใจเข้ามาหาพี่ดี้คะ

    Yarinda : เพราะว่า จริงๆแล้วถ้าเรื่องด้านเพลง คือ ชอบ ชอบทางด้านนี้มานานมากแล้ว แล้วก็อยากทำตรงนี้ แต่ว่าตอนที่อยู่โรงเรียนก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้หยุดมาทำ เพราะว่าอยู่เมืองนอกด้วย จะทำตรงนี้ก็ยังไม่ได้ แล้วพอเห็นว่าเรียนจบ และเพลงที่เราแต่งเก็บเอาไว้มันก็มากพอสมควรแล้ว แล้วเราก็อยากทำมากน่ะ ก็เลยแบบ รอไม่ไหวละ กลับมา 2 เดือนนี้ เราอยากให้ใครสักคนนึงได้ฟังเพลงของเรา แต่ถ้าเผื่อเราส่งคนอาจจะไม่ได้รับหรืออะไรอย่างนี้ก็ต้องรอนาน ก็เลยขอนัดพบเลยละกันและก็โชคดีว่าพี่ดี้ รับนัด ก็เลยได้เข้ามาคุยแล้วก็ได้ให้เค้าฟังเพลงเรา

    Thaialbums : ตอนนั้นนี้ใช้เหตุผลหรือว่ามีอะไรมาให้พี่เค้าดูก่อนหรือยังคะ ถึงได้ตกลงกัน

    Yarinda : เอ่อ ไม่มี

    Thaialbums : ส่งจดหมายหรือว่าโทรเข้ามาเองคะ

    Yarinda : เอ่อ โทรเข้ามา โทรเข้ามาขอพูดกับเลขาเค้า เอ่อ เพราะว่ามีคนรู้จักเคยทำงานอยู่ที่แกรมมี่ด้วย แล้วออกไปแล้ว ก็เลยขอให้เค้าช่วยด้วยว่า เนี่ยเราอยากเจอเค้ามากเลยนะ อยากให้ฟังเพลงของเรา ให้เค้าช่วยรับนัดเราเถอะ แล้วก็โชคดีที่พี่ดี้รับนัด แล้วที่เลือกค่ายนี้เพราะว่านาชื่นชอบศิลปินหลายคนที่อยู่ค่ายนี้อย่างพี่ใหม่ พี่แอม พี่ช่า พี่นิโคล อยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่า เอ่อ แกรมมี่แกรน ก็ลองดู

    Thaialbums : มาคุยกันนี่บอกพี่ดี้ว่าอะไรคะ

    Yarinda : มาถึงคือนาเอาเทปและวีดีโอมา พอเข้ามานาก็ให้พี่ดี้ฟังเพลง แล้วก็เปิดวีดีโอให้พี่ดี้ดูเป็นคอนเสิร์ตที่นาเคยเล่นเล็กๆกับเพื่อนๆที่เมืองนอก พอเสร็จแล้วก็เริ่มคุยกัน ก็ เค้าก็คงรู้อยู่แล้วล่ะว่าเราอยากทำเพลง ไม่งั้นเราคงไม่มาเจอเค้า แต่ว่าเค้าก็ถามเราว่า เรียนสถาปัตย์เหรอ พี่เค้าก็จบสถาปัตย์มาเหมือนกันไรงี้ เลยคุยกันเรื่องสถาปัตย์ซะส่วนใหญ่ แล้วก็เรื่องผมอะไรอย่างนี้

    Thaialbums : ตอนที่เข้ามานี้คือมีความหวังว่าจะได้ทำหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ตอนนั้นอยากทำมาก แต่ว่ารู้สึกว่า คือ โอกาสมันก็ยากที่เค้าจะรับเรา แต่เราก็เราทำได้ดีที่สุดแค่นี้ คือให้เค้าได้ฟังเพลงของเรา ถ้าเค้าชอบก็นับว่าเราโชคดี แต่ถ้าเกิดเค้าไม่ชอบ เราก็ต้องไปพัฒนาตัวเอง

    Thaialbums : และทราบมั๊ยคะว่าเหตุผลที่พี่ดี้เค้าให้นาทำนี่เพราะอะไร

    Yarinda : เพราะสีผม เอ้ย ( หัวเราะ ) ไม่ทราบเหมือนกันคะ ก็เค้าฟังเพลงแล้วเค้าก็บอกว่า เอ่อ ตอนที่เค้าได้ฟังเพลงเค้าได้ฟังเพลงหน้ากากสีดำ แล้วเค้าก็บอกว่า มุมมองแปลกดี แต่ตอนนั้นก็คือเค้าไม่ได้รับเลยทันที พี่เค้าก็บอกว่า นากลับไปเรียนก่อนนะ แล้วก็กลับไปฝึกฝน คือ ไปแต่งเพลงเพิ่ม ไปเรียนร้องเพลงเพิ่ม ไปฝึก แล้วเราก็ติดต่อกันตลอด แล้วพอนาเรียนจบ ถ้านาดร็อปได้กลับมา ก็มาคุยกันอีกทีว่าจะเริ่มงานกันยังไง ก็คือไม่ใช่ว่าตอบรับทันทีตอนนั้นเลย แต่ว่าก็คือเป็นจุดเริ่มต้น

    Thaialbums : ตอนที่เข้ามาตอนแรกนี่คือ looks เราเป็นแบบนี้เลยอยู่แล้ว

    Yarinda : ค่ะ ใช่

    Thaialbums : มาทำอัลบั้มนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

    Yarinda : ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย

    Thaialbums : ตัว Demo ที่เอามาให้นี่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

    Yarinda : ก็เริ่มสะสมเขียนมาตั้งแต่อายุประมาณ 14 ตอนนั้นก็คือ ยังไม่ได้อะไร ก็เขียนเก็บไว้เล่นๆอะไรอย่างงี้ค่ะ แต่ก็เขียนเก็บๆมาเรื่อยๆ พอเรียนจะจบก็เลือกเอาอันที่เราชอบเป็นพิเศษเอามาทำ เพื่อจะเอากลับมาเสนอ

    Thaialbums : คือเนื้อร้อง ทำนอง อะไรเรียบร้อยเลย

    Yarinda : ค่ะ ก็คือ เนื้อร้อง ทำนอง แล้วก็ใส่ดนตรีคร่าว ๆ

    Thaialbums : เอามาประมาณกี่เพลงคะ

    Yarinda : ที่เอามาประมาณ 20 เพลง แต่ที่ใช้ในอัลบั้มนี้ 3 เพลง คือเพลง หน้ากากสีดำ ฉาบฉวย ซึ่งในเพลงนั้นนาก็ได้ขอเค้าเล่น แซ็กโซโฟน ในเพลงนั้นด้วยนะคะ แล้วก็เพลงในร้านกาแฟ ตอนแรกแต่งเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เป็น โบนัส แทร็ค ในอัลบั้ม แล้วนาก็เอามาแต่งเนื้อร้องใหม่เป็นภาษาไทย

    Thaialbums : พอเอางานมาเสนอ แล้วก็กลับไปเรียนต่อ ตอนนั้นนารู้สึกยังไงคะ ว่า ได้ทำแน่ หรือว่าไม่ได้ทำยังไงคะ

    Yarinda : ก็คือติดต่อกับพี่ดี้ตลอด โดยที่ตอนนั้นกลับไปก็ไปเริ่มเรียน เรียนเป็นยังไง เป็นไปได้มั๊ยที่จะดร็อปโดยที่ไม่มีผลกับการเรียน โดยที่นาก็ไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาของนา แล้วท่านก็บอกว่าคอร์สนี้มันยาวตั้ง 5 ปี สถาปัตย์ มีนักเรียนหลายคนที่นู้น ที่หยุดปีนึงเพื่อจะมาหางานทำ เก็บตังค์ หรือว่าอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะหยุดปีนึง ไม่มีปัญหา เราก็คิดว่า เอ่อ มันไม่มีผลกับการเรียนนะ ก็เลยหยุดแล้วก็มาเริ่มทำตรงนี้

    Thaialbums : ต้องปรึกษาใครมั๊ยตะว่าเราจะดร็อป

    Yarinda : อ๋อ ก็คือคุยกับคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งท่านก็เห็นด้วย ท่านก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าเราชอบตรงนี้มาตั้งนานแล้ว

    Thaialbums : จริงๆชอบมาตั้งนาน ทำไมช่วงมัธยมถึงไม่ทำคะ

    Yarinda : เพราะว่าอยู่โรงเรียนประจำ แล้วมันเป็นช่วงที่ คือ มันไม่มีข้อต่อ คือมันเป็นอะไรที่เรียนไปแบบต่อเนื่องไม่ได้หยุด ม.1 ม.2 ม.3 มันแบบหยุดคั่นตรงกลางมันไม่ได้ มันเสียการเรียน เพราะเราเรียนต่อกันเป็นคอร์ส แต่ว่าสถาปัตย์ที่นาเรียนนี่ แต่ละปีเนี่ย ตัวเลือกวิชาเรียนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่อะไรที่ต่อเนื่อง ถ้าหยุดมาไม่ใช่ว่าเราจะขาดตอน

    Thaialbums : พอกลับมาคุยงานแล้ว คุยกันยังไงคะ วิธีการทำงาน คอนเซ็ป เป็นไงบ้างคะ

    Yarinda : ก็คือเริ่มต้นเลยนี่ก็คือ มาถึงเนี่ยพี่ดี้ก็จะแนะนำให้เรารู้จักกับ โปรดิวเซอร์ 2 คน คือ Bruno และ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล ซึ่งนาก็ได้เอาเพลงมาให้ทั้ง 2 ฟังอีกครั้ง พอฟังแล้วก็จากตรงนั้นก็เลือกว่าใน 20 เพลงนี้จะเอาเพลงไหนบ้าง พอใช้ได้ก็เอามาทำดนตรี แล้วก็เริ่มจากตรงนั้น แล้วก็เป็นการคุยปรึกษากันว่าแต่ละเพลงอยากให้คอนเซ็ปเป็นยังไง ความหมายเป็นยังไง ก็คือจะปรึกษากันตลอด

    Thaialbums : แล้วมีเพลงที่ขอไปแต่งเองด้วย

    Yarinda : ใช่ ก็นอกจาก 3 เพลงนั้นที่แต่งมาก่อนหน้าแล้ว ก็จะมีอีก 2 เพลงที่โปรดิวเซอร์นาเป็นคนเชียนทำนอง แล้วนาก็ขอไปเขียนเนื้อร้อง แล้วก็พอไปเขียนเนื้อร้องก็จะเหมือนเป็นการทำการบ้าน เพราะตัวนาเองก็ไม่มีประสบการณ์ทางนี้ใช่มั๊ยคะ ก็จะเป็นเหมือนนาเนี่ย เอาไปเขียน แล้วก็เอามาปรึกษากัน เค้าก็จะ เออ ตรงนี้ต้องปรับปรุงหน่อยนะ ตรงนี้ต้องเปลี่ยนหน่อย อะไรงี้ นาก็จะเอากลับไปแก้ แล้วก็จะเอามาส่งการบ้าน ก็เหมือนครูกับนักเรียน แล้วก็พอใช้ได้ก็ ok

    Thaialbums : มั่นใจแค่ไหนคะ ตอนเอาตัวงานมาส่ง

    Yarinda : ไม่ได้มั่นใจ แต่ที่เราเอามาเสนอนี่มันดีที่สุดแล้วเท่าที่เราจะทำได้ ตัวเราเองทำได้แล้ว ถ้าเกิดว่ามันดีพอสำหรับเค้า เราก็โชคดี

    Thaialbums : แล้วถ้าเกิดว่า คุยกันแล้ว พี่ดี้ บอกว่าให้กลับไปเรียนให้จบก่อน หรือว่า คุยแล้วไม่ได้ทำเนี่ย นาจะเอางานไปคุยที่อื่น หรือว่ากลับไปฝึกแล้วยังจะเอามาเสนอที่แกรมมี่อีกคะ

    Yarinda : คิดว่า ถ้าเกิดเค้าปฎิเสธ ก็คงแปลว่ามันก็คงไม่ดีพอ ก็คงต้องไปฝึกปรือ แล้วก็ต้องไปทำให้พัฒนา แล้วก็คงจะเอามาเสนอเค้าใหม่

    Thaialbums : ไม่ได้มองที่อื่นไว้เลยเหรอคะ

    Yarinda : ไม่ได้มองเลย

    Thaialbums : เข้ามาที่แกรมมี่นี่ เข้ามาที่แกรมมี่แกรนด์ อย่างเดียวเลยเหรอคะ

    Yarinda : เอ่อ จริงๆ คือไม่ได้คิดว่าที่นี่ดีที่สุด แต่ที่อื่นไม่ดี แต่ว่าโดยแนวเพลงแนวดนตรีแล้วเนี่ย แต่ละค่ายก็จะมีไม่เหมือนกัน อย่างอังกอร์ ก็จะเป็น แดนซ์ ใช่มั๊ยคะ ถ้าเกิดเป็น กรีนบีนส์ ก็จะเป็น teen หน่อยๆ pop อะไรอย่างนี้ พอดีนาดูจากการสังเกตการณ์แล้วก็ดูพี่ๆที่นาชื่นชอบ บังเอิญมาอยู่ค่ายนี้ด้วยกันหมดเลย นาก็เลยคิดว่า ถ้าเป็นค่ายนี้คงดีนะ แต่ว่ามันคงไม่ใช่ว่าถ้าเกิดเค้าปฎิเสธแล้ว การที่เราไม่ไปหาที่อื่นเป็นเพราะว่าเราไม่อยากเข้าที่อื่น แต่มันเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่าเรายังเก่งไม่พอ ก็ต้องไปฝึกเพิ่ม

    Thaialbums : คุยกัน แล้วกลับไปเขียนเพลงเพิ่มนี่ยังไงคะ ช่วงที่เอางานมาคุยกันครั้งแรก

    Yarinda : ก็กลับไปแต่งเพลงเพิ่ม แล้วก็ ก็คือ อย่างเพลงหน้ากากสีดำนี่คือได้จากการที่เราได้คุยแล้ว แล้วก็กลับไปก็ไปดัดแปลงนิดนึง คือตัวมุมมองยังเหมือนเดิมอะไรอย่างนี้ แล้วก็ไปเรียนเพิ่ม ไปเรียนร้องเพลง คือเคยเรียนมาก่อนแล้ว แต่ว่าที่นาเคยเรียนมาตอนแรกที่โรงเรียนเนี่ยจะเรียนเป็นแบบ classical คือวิธีร้องแบบโอเปร่าอะไรอย่างนี้ ก็คือไปเปลี่ยนบ้างเป็นครูที่สอนให้มันออกมาแบบ pop มากขึ้นอะไรแบบนี่น่ะคะ

    Thaialbums : เรียนร้องเพลงกับครูที่นู้นนี่คือ ครูฝรั่งเหรอคะ

    Yarinda : ใช่ค่ะ

    Thaialbums : แล้วต่างกันยังไงคะ

    Yarinda : ตอนที่นาเรียนเนี่ย ครูคนแรกเป็นนักร้องโอเปร่าเลย เพราะฉะนั้นจะเป็นคนละแนวกันเลย เรียนเป็นทฤษฎี อ่านโน๊ต ร้องเป็นวิธีแบบ classic นะคะ ร้องเพลงแบบแนวบอร์ดเวย์ อะไรอย่างนี้ แล้วพอกลับมาคุยกับพี่ดี้ กลับไปก็ไปเรียนเป็นแนว pop มากขึ้น ก็คือเอาเพลง pop มาหัดร้อง เปลี่ยนวิธีการร้อง ดัดแปลง แล้วก็พอกลับมาก็มาเรียนเพิ่มเติมกับครูโรจน์ แล้วก็ครูที่มีฟ้า แต่ว่าครูแต่ละท่านก็มีเทคนิคไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ดีกันคนละแบบ

    Thaialbums : ทำไมถึงชอบดนตรีคะ

    Yarinda : ทำไมถึงชอบดนตรี เพราะว่าเวลาเล่นแล้วสนุก มีความสุข เล่นอยู่กับเพื่อนก็ enjoy เป็นอะไรที่ผ่อนคลาย เวลาที่เราเครียดกับงาน เวลาอยู่ที่โรงเรียนทำงานหนัก ๆ มาหยิบกีตาร์มานั่งเล่น เอ้อ มันสบายใจดี

    Thaialbums : การที่นาได้เล่นในวงดุริยางค์ คือนาเข้าไปเอง หรือว่ายังไงคะ

    Yarinda : เข้าไปเอง เริ่มเล่นแซ็คโซโฟน ตอนนั้นอยู่ที่อังกฤษ เพราะว่าไปแล้วเห็นวง jazz ของโรงเรียนแล้วมันน่าสนุกนะ นาอยากไปเล่นในนั้น แต่โดยส่วนตัวก็ชอบ เคนนี่ จี มาก่อน คือเคยสนใจอยากจะลองเริ่มดู เห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ก็เลยเริ่มเล่น

    Thaialbums : คู่แข่งเยอะมั๊ยในการเข้าวงดนตรี

    Yarinda : ที่โรงเรียน อืม ไม่เยอะ เพราะว่าที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนเล็กๆ เป็นโรงเรียนประจำ แล้วก็ค่อนช้างจะเป็นโรงเรียนที่ เอ่อ ครูน่ารัก ไม่ได้แบบมีการแข่งขันอะไรกันมาก เป็นแบบสนุกๆ จะไม่ได้แบบไปซีเรียส ไปเคร่งเครียดกับมัน แล้วก็เป็นการแข่งขัน ไม่ใช่ค่ะ

    Thaialbums : แล้วก่อนไปอังกฤษ ที่ประเทศไทยนี่นะคะ เล่นอะไรบ้างคะ

    Yarinda : ก็ตอนนั้นอยู่มาร์แต ก็อยู่วงดุริยางค์ ก็เล่นกลอง แล้วก็หัดเล่น คาริเน็ต แต่ก็คือ คาริเน็ตนี่ก็จะคล้ายๆ กับแซ็คโซโฟนค่ะ

    Thaialbums : แล้วจุดเริ่มจริงๆ ตอนเด็กๆ นี่เริ่มตั้งแต่ช่วงไหนคะ

    Yarinda : เครื่องดนตรีชิ้นแรกนี่คือ เปียโน ตอน 4 ขวบ

    Thaialbums : ที่บ้านให้ไปเล่นหรือยังไงคะ

    Yarinda : ใช่ค่ะ คือ คุณแม่ให้ไปเรียน เพราะคิดว่า มันเป็นพื้นฐานที่ดีนะ แล้วลูกเริ่มโตแล้วน่าจะมีกิจกรรมพิเศษยามว่างอะไรอย่างนี้ แต่ว่ามาค้นพบว่าตัวเองชอบจริงๆ คงเป็นตอนที่ไปเมืองนอก คือถึงเราไม่ได้เรียนเราก็หยิบมันมาเล่น เพราะว่าจำได้ว่าตอนเด็ก 4 -5 ขวบนี่ แบบ โอ้ย ขี้เกียจซ้อม แล้วต้องแบบซ้อมเพื่อจะไปส่งครู มันก็ไม่ได้ enjoy อะไร แต่ว่าพอโต ๆ มา ถึงไม่มีครูเราก็จะเล่น

    Thaialbums : แล้วความฝันนี้คือ ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษเลยหรือเปล่าคะ คือแบบ โตขึ้นมาจะแบบเป็นนักร้องหรืออะไร

    Yarinda : อยาก เอ่อ คืออยากร้องเพลง ทำงานทางด้านดนตรี อยากเขียนเพลง แต่ก็คือตอนนั้นไม่ได้คิดว่า เอ่อ จะต้องเป็นอัลบั้มของตัวเองเลยนะ เพียงแต่ว่ารู้สึกว่า ถ้าเกิดเราชอบมันมากขนาดนี้ ทำไมแทนที่จะให้มันเป็นแค่กิจกรรมพิเศษ ทำไมไม่ทำให้มันเป็นงานในชีวิตของเราจริงๆ เป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเรา

    Thaialbums : อะไรที่ทำให้นาเริ่มคิดที่จะแต่งเพลงคะ

    Yarinda : เป็นคนคิดมาก แล้วก็อาจจะเป็นเพราะว่าไปประเทศอังกฤษเนี่ยตอนแรกๆ ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ใช่มั๊ย ก็ แบบเวลามีปัญหาอะไรจะระบายกับใครล่ะ ตอนที่อยู่เมืองไทยมีอะไรก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่ แต่นี่เค้าไม่ได้อยู่ด้วย ก็เลยระบายก็คือเริ่มเขียนสมุดบันทึก แล้วก็เขียนมาเรื่อยๆ และความที่ชอบทางด้านดนตรี ก็เลย ลองร้องออกมาเป็นเพลง ก็คือเริ่มจากตรงนั้น แล้วก็เก็บสะสมมาเรื่อยๆ

    Thaialbums : เพลงแรกที่เขียนละคะ

    Yarinda : จำได้ว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับป่าไม้ ตอนนั้นแกรมมี่ทุกอัลบั้มต้องมีเพลงเกี่ยวกับป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ก็จะแบบ ขึ้นต้นมาก็แบบ ป่าไม้ บรรเลงเพลงสดใส ได้ยินเสียงน้ำไหลในลำธาร แล้วก็ร้อง

    Thaialbums : ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่คะ

    Yarinda : ตอนนั้นอายุประมาณ 14 ค่ะ

    Thaialbums : ป่าไม้นี่เพลงแรกเลย

    Yarinda : ค่ะ ออกมาก็ป่าไม้เลย ( หัวเราะ ) แต่ก็คือมาค้นพบทีหลังว่าคุณแม่จะมีเทปเก็บไว้ตอนที่นาอายุประมาณ 4 ขวบ ที่แบบนาอัดเอง ร้องสารพัดเพลงเลยอ่ะ แต่ตอนนั้นก็คือแบบร้องแบบ enjoy คนเดียวอะไรอย่างนี้นะคะ จริงๆถ้าถามว่าแต่งเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าแต่งเพลงคืออะไร แต่ว่าเราก็ชอบร้องขึ้นมาเองบ่อย ๆ

    Thaialbums : แล้วทำไมถึงไปเรียนที่อังกฤษล่ะคะ

    Yarinda : เอ่อ ตอนขอคุณพ่อคุณแม่ไป เพราะว่าเหตุผลจริงๆ คือเพื่อนที่สนิทที่สุดจะไป แล้วก็ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เราอยากเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีๆได้ แล้วถ้าเกิดเราไปเรียนตั้งแต่ตอนนั้น เรามีภาษาที่แข็ง โอกาสที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆของอเมริกาหรืออังกฤษมันคงจะมีมากขึ้น

    Thaialbums : ไปอยู่กับใครคะ

    Yarinda : อยู่โรงเรียนประจำค่ะ

    Thaialbums : แล้วมีญาติมีพี่น้องอยู่ที่อังกฤษมั๊ยคะ

    Yarinda : ไม่มีค่ะ

    Thaialbums : อย่างนี้ก็ต้องดูแลตัวเอง

    Yarinda : ค่ะ ก็จะมี ตอนแรกๆ จะไปอยู่กับแฟมมิรี่ฝรั่ง แต่ว่าก็คือจะอยู่โรงเรียนประจำตลอด จะออกมาทีนึงก็แค่เสาร์-อาทิตย์

    Thaialbums : ยังงี้เวลาช่วงที่แต่งเพลง และทำดนตรีก็คือช่วงที่เราอยู่ในโรงเรียน ว่าง ๆ พักผ่อนหรือคะ

    Yarinda : ที่โรงเรียน คือจริงๆถ้าเกิดไม่เป็นเวลาเรียน นาก็มีเวลาค่อนข้างจะเยอะเพราะว่าเราไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องนั่งรถอยู่ในรถติดอะไรอย่างนี้ใช่มั๊ย ทุกอย่างมันอยู่ในนั้น นาก็จะมีเวลาที่จะไปนั่ง เอ่อ ใน เค้าเรียกว่า music wing คือห้องซ้อมดนตรี แล้วก็นั่งเล่นนู้นเล่นนี่ จำได้ว่า มีอยู่ช่วงนึงก็เอาการบ้านไปทำในห้องซ้อมดนตรีตลอด

    Thaialbums : ส่วนมากเพลงที่เขียน เขียนที่ห้องซ้อมดนตรี หรือว่าห้องเรียน

    Yarinda : ตอนแรกๆ ใหม่ๆ ก็จะเป็นที่ห้องซ้อม อาจจะไม่ได้เขียนแต่ว่าจะไปเอาเครื่องอัดเสียง มาร้อง ร้องแล้วก็อัดเอาไว้ คือจะไม่ได้เขียนออกมา พอนานๆไปเริ่ม ok เริ่มเขียน เริ่มเอากีต้าร์มาจับคอร์ดอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าตอนเริ่มต้นก็คืออัดไป

    Thaialbums : แล้วติดตามข่าวอย่างพวกนักร้องอะไรอย่างนี้ จากเมืองไทยยังไงบ้างคะ

    Yarinda : คือชอบ แล้วก็คุณพ่อก็เป็นนักฟังเพลงคนนึง ก็จะส่งให้ตลอด ใครออกใหม่ก็จะส่งให้ฟัง

    Thaialbums : ที่โรงเรียนประจำเป็นยังไงบ้างคะ

    Yarinda : ที่โรงเรียนประจำสนุกมาก

    Thaialbums : เหงามั๊ยคะ

    Yarinda : ตอนแรกๆ ก็คิดถึงบ้าน เพราะว่าเราเจอสถานที่ใหม่ สิ่งแวดล้อม คน อะไรอย่างนี้ใหม่หมด ภาษาก็ยังไม่ค่อยได้ แต่ว่าพออยู่ไปนานๆก็เริ่มสนิทกับเพื่อน แล้วมันสนุกมากค่ะ เพราะว่าใช้ชีวิตอยู่กับคนที่อายุเท่ากัน

    Thaialbums : แล้วไม่คิดถึงบ้านเหรอคะ

    Yarinda : ก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ว่ามีอะไรอีกหลายๆอย่างที่มีโอกาสได้ทำ มีเวลาเยอะที่จได้ไปเรียนกิจกรรม อย่างเช่น การแสดง หรือว่า เล่นอยู่ในวง หรือว่าเล่นกีฬา คือเราสามารถที่จะเล่นบาส ในขณะที่เราเรียนการแสดงเล่นละครเวทีได้ไปด้วย คือเราไม่ต้องเลือกอะไรเพราะเวลามันค่อนข้างจะเยอะ

    Thaialbums : ในช่วงเรียนได้เดินทางกลับบ้านบ้างไหมคะ ทุกปีหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ก็ปีละ 2 ครั้ง

    Thaialbums : แล้วอย่างเวลามีปัญหานี่จะคุยกับใครล่ะคะ

    Yarinda : ก็คุยกับเพื่อนแล้วก็โทรกลับมาปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่

    Thaialbums : ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดนี่เกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ เรียนเรียน สังคม หรืออะไรคะ

    Yarinda : ก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั่วๆไปนะคะ ในชีวิตก็คงมีหลายๆเรื่อง แล้วแต่ว่าตอนนั้นกำลังผ่านอะไรมา แต่ว่าก็จะปรึกษาหมด อย่างคุณพ่อคุณแม่นี่ก็จะสนิทกันมาก เหมือนกับเป็นที่ปรึกษาสามารถที่จะเป็นผู้ปกครองแล้วก็เป็นเพื่อนได้ด้วย

    Thaialbums : กิจกรรมที่นาเลือก อย่างดนตรี หรืออะไรเนี่ย นาเลือกจากความสนใจของนาเองหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ใช่ค่ะ คือเริ่มตั้งแต่เปียโน หลังจากนั้นก็คือ โตมาคุณแม่คือจะ ให้เรียนอะไรก็ได้ คือตอนแรกที่จำได้นี่คือเรียนเปียโน แล้วก็เรียนบัลเล่ล์ แต่บัลเล่ล์นี่ไม่รอด ( หัวเราะ ) เรียนไปได้ 2 เดือนแล้ว โอ๊ะ ไม่ไหวแล้ว แล้วหลังจากนั้นก็คือจะเลือกเอง คุณแม่ก็ เอ่อ อยากเรียนอะไรก็เรียน ก็จะไปเรียนขี่ม้า เรียน อืม ตอนนั้นมีเรียนแบดมินตัน เรียนสควอส

    Thaialbums : แนวเพลงที่ทำนี่แนวอะไรคะ

    Yarinda : ART ROCK ค่ะ

    Thaialbums : แนว ART ROCK ทำไมถึงทำแนวนี้คะ

    Yarinda : เอ่อ เพราะว่าโดยส่วนตัวเนี่ยชอบดนตรีทุกแนวเลย ไม่ว่าจะเป็นโอเปร่า คลาสสิค ป๊อป แดนซ์ แจ๊ส อะไรอย่างนี้ ทั้งหมดเลย แต่ว่าที่ชอบมากที่สุดจะเป็น ร็อค ก็เลยจะเป็นพื้นฐานดนตรีร็อค แต่ว่าจะดีไซด์เอาจังหวะหรือเครื่องดนตรีจากแนวเพลงหลายๆแบบมาผสมกัน อย่างเพลงแค่ได้คิดถึงเนี่ย ก็จะมีไวโอลีน คือจะเป็น ออสเคสต้าทั้งวงเลย ถ้าพลาดไปแล้วก็จะเป็น อะคูสติคร็อค ถ้าเพลงหน้ากากสีดำก็จะเป็น ฮิปฮ็อป จังหวะจะหลอนๆหน่อย แต่ว่าก็ยังเป็นร็อคอยู่ดี ก็คือแต่ละกันก็แล้วแต่อารมณ์ของเพลงว่าอยากจะสื่อออกมาเป็นยังไง

    Thaialbums : ใครเป็นคนเลือกคะว่า จะใช้ ฮิปฮอป ใช้อย่างอื่นอะไรยังไง

    Yarinda : จะเป็นการปรึกษากันนะคะว่า เอ่อ นาชอบแนวเพลงแบบไหน แล้วพี่โปรดิวเซอร์เห็นว่าเพลงนี้ความหมายแบบนี้น่าจะเป็นยังไง อย่างเช่นเพลง แค่ได้คิดถึงเนี่ย ก็คุยกันว่ามันเป็นเพลงที่อ่านดูเนื้อหาก็จะรู้ว่ามันค่อยช้างที่จะหนาวๆขาดความอบอุ่นหน่อยๆ อะไรอย่างนี้ แล้วเสียงไวโอลีนมันก็ค่อยข้างจะโหยหวนหน่อย หรือว่าอย่างจังหวะฮิปฮอปนี่มันจะเสียงที่แบบหลอนๆหน่อย ลึกลับๆหน่อย มันก็เหมาะกับเนื้อเพลงหน้ากากสีดำ

    Thaialbums : เรียกว่านามีส่วนร่วมในเพลงทุกเพลง

    Yarinda : ค่ะ ก็จะเป็นการปรึกษากันตลอด

    Thaialbums : กว่าจะมาเป็นอัลบั้มชุดนี้นี่ใช้เวลานานเท่าไหร่คะ

    Yarinda : ก็ 9 เดือนค่ะ

    Thaialbums : แล้วคิดว่าตัวนาเองร้องเพลงช้าหรือเพลงเร็วได้ดีกว่ากันคะ

    Yarinda : คิดว่าร้องเพลงช้าได้ดีกว่า

    Thaialbums : แล้วชอบเพลงไหนของตัวเองเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ ในอัลบั้มชุดนี้

    Yarinda : เอ่อ ชอบเพลงหน้ากากสีดำ แล้วก็เพลงความงามที่ซ่อนอยู่

    Thaialbums : เพลงหน้ากากสีดำเนี่ย แต่งตอนไปเล็คเชอร์นี่คิดอะไรอยู่หรือเปล่าคะ อึดอัด อะไรอย่างนี้หรือเปล่าคะ

    Yarinda : อ๋อ ตัวเองไม่ได้อึดอัด แต่ว่าคือแบบเพื่อน จำได้ว่าช่วงนั้นคือแบบเพื่อนจะมาเล่าให้ฟังว่าเค้ากำลังอึดอัด ก็ตอนนั้นจริงๆไม่ได้คิด คือกำลังเดินแล้วอยู่ดีๆมันก็มีเนี่ยมันร้องขึ้นมาในหัว เราก็เลยรีบวิ่งกลับบ้านไปเขียน ไปแต่งต่อให้จบ

    Thaialbums : มันเกี่ยวกับอะไร ตอนนั้นที่แว๊บเข้ามา

    Yarinda : จริงๆแล้วชื่อเพลงนี่มาทีหลัง แต่ว่าตอนนั้นความรู้สึกที่ คือคนเราเนี่ยอึดอัด พูดอะไรก็พูดทั้งหมดไม่ได้ อาจจะเพราะว่าไม่อยากที่จะมีปัญหา ไม่อยากจะให้คนอื่นรู้ว่าเราแตกต่าง หรือว่าไม่อยากที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่เราเป็นออกมา คนทุกคนต้องมีอะไรสักอย่างที่เก็บไว้เป็นความลับส่วนตัว แต่ว่าในบางเวลาเราก็อยากที่จะบอกมัน ว่าเนี่ยตัวตนฉันเป็นอย่างนี้ เข้าใจเถอะ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นอารมณ์นั้นที่พยายามที่จะสื่อออกมา

    Thaialbums : แล้วเพื่อนที่กำลังระบายกับเรา เค้าพูดถึงเรื่องอะไรคะ

    Yarinda : เอ่อ เค้ากำลังบ่นกับความที่เค้ารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเค้าเลย แล้วเค้าอยากที่จะให้เหมือนกับว่าทำไมเค้าจะต้องอธิบายความเป็นตัวของเค้าเองออกมาเพื่อที่คนจะเข้าใจเค้าได้ ทำไมใครสักคนจะได้หยุดและคิดว่าเค้าเป็นคนแบบนี้นะ เ ข้าใจเค้าโดยที่เค้าไม่ต้องพูดอะไร ทำไมเค้าต้องออกมาประกาศตัวเองแบบนี้ด้วย

    Thaialbums : แล้วอย่างเพลงแรก เพลงอะไรวะ เนี่ยกลับมั๊ยที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้คำแรงไป

    Yarinda : เอ่อ ไม่กลัวนะคะ ก็คือหวังว่าพอคนฟังก็จะเข้าใจว่า จริงๆแล้วความหมายมันเป็นยังไง เราไม่ได้พยายามจะสื่อออกมาว่าเราแรง เราแค่เล่ามุมมองมุมมองนึงที่เราคิดว่าทุกคนคงสัมผัสได้

    Thaialbums : ดีใจไหมคะ ที่เราได้มีงานที่เราทำเป็นของตัวเอง

    Yarinda : ดีใจค่ะ ดีใจมาก ที่พี่ๆให้โอกาส ให้เราได้มีส่วนในการทำงาน ได้ออกความเห็น แล้วเค้าก็ช่วยเราที่จะปรับแต่งให้ดีขึ้น คือเรามาตรงนี้เราไม่มีประสบการณ์ แล้วเราก็ไม่เก่ง เค้ามาช่วยสอนเราให้เราเก่ง

    Thaialbums : หลังจากที่กลับจากคุยกับพี่ดี้แล้ว นาต้องฟังเพลงของอเมริกัน ของอังกฤษเยอะขึ้นมั๊ย มันต่างกันยังไง

    Yarinda : เอ่อ ก็ฟังเยอะขึ้น ต้องไปเหมือนกับทำ research แล้วก็ฟังแนวดนตรีว่า เอ๊ะ จริงๆแล้วเราชอบแบบไหนแน่ วิธีการร้อง เนื้อหาของดนตรี เราอยากให้มันเป็นแบบไหน เราอยากให้ออกมาเป็นหวานๆ ฉันรักเธอ เธอรักฉัน หรือว่าเราอยากให้เป็นอะไรที่ลึกซึ้งหน่อย หรือว่าเป็นอะไรที่ให้ข้อคิดหรือเปล่า หรืออยากให้เป็นอะไรที่แรงๆ คือมันมีหลายแบบเหลือเกิน เราก็ต้องมาคิดว่าจริงๆแล้วที่เราชอบ ที่เราอยากให้มันออกมาเป็นแบบไหน

    Thaialbums : แล้วอัลบั้มนี้ที่ทำออกมา สรุปแล้วเป็นแบบไหน

    Yarinda : มันก็คือ เป็นในแบบที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ จะเป็นมุมมองความคิดหรือว่าอะไรที่เป็นประสบการณ์ ทุกเพลงถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงที่นาไม่ได้เขียนเองเนี่ย มันก็คือประสบการณ์ที่นาไปเจอมา มุมมองความคิดหรือสิ่งที่ไปเห็นมาหรือเพื่อนมาเล่าให้ฟังมาถ่ายทอดให้ฟังออกมาเป็นเสียงเพลง ถึงแม้ว่าเพลงนั้นจะไม่ได้เขียน แต่ว่าก่อนเริ่มทำงานนี้นาเอาไดอารี่ของนามาให้พี่ที่แต่งเพลงอ่าน เพราะเรามีความรู้สึกว่า ถ้าเค้าได้อ่านนี่ เค้าจะได้รู้จักส่วนลึกของเรามากที่สุด ได้เห็นว่าจริงๆแล้วความคิดของเราเป็นยังไง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง

    Thaialbums : อย่างเพลงพลาดไปแล้วนี่ ได้ข้อมูลส่วนไหนจากนาไปบ้างคะ

    Yarinda : ข้อมูลโดยตรง ( หัวเราะ ) ก็เคยมีที่ไปแอบชอบเพื่อนสนิท แต่ว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จ

    Thaialbums : เป็นคนอังกฤษ หรือว่าคนไทยคะ

    Yarinda : เอ่อ เป็นคนอังกฤษ ก็คือเป็นเพื่อนสนิทกัน เราบอกเค้า คือความที่เรามีอะไร เราจะไม่มีความลับต่อกัน แล้วความที่เราสนิทกันมาก บางทีมันก็ล้ำเส้นแล้วเราก็ไปรู้สึกกับเค้ามากกว่านั้น แต่ว่าพอเราแบบเราอึดอัด เพราะเรามีอะไรเราบอกเค้าตลอด เอ่อ เราบอกเค้าไปนะ แต่ว่าเค้าก็อย่าเปลี่ยนไปเลย แล้วเค้าก็เข้าใจ ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ก็ไม่มีอะไร

    Thaialbums : คือนาเลือกที่จะบอกเค้าตรงๆ แทนที่จะระบายกับคนอื่น

    Yarinda : ค่ะ ใช่ค่ะ คือเค้าเป็นคนที่ปกติเรามีอะไรเราก็บอกเค้า พอมันเกิดเรื่องนี้ปั๊ปจะให้เราไปบอกใครล่ะ เค้าเป็นคนที่เราบอกตลอด ก็เลยบอกเค้า

    Thaialbums : ที่ตัดสินใจเข้ามาหาพี่ดี้นี่ เพราะว่า นาชอบอยู่ก่อนแล้วใช่ไหมคะ

    Yarinda : ใช่ๆ ก็ชอบมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าเวลายังไม่เหมาะสม เรายังมีเรื่องเรียนอยู่ เราต้องสมัครเช้ามหาวิทยาลัยให้ได้ก่อน ถึงตอนนั้นเวลามันเหมาะสมและเรามีเพลงที่พอแล้วเราถึงจะมาเสนอเค้า

    Thaialbums : รอหรือเปล่าคะ ว่าต้องมีงานเข้ามาด้วย ไม่ใช่ว่าเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเราชอบร้องเพลงนะ

    Yarinda : มัน คือ เรามีเวลาไม่มากที่จะพิสูจน์ให้เค้าเห็นว่าเราชอบตรงนี้จริงๆ ถ้าเราไม่มีของมาเค้าต้องมาหาในตัวเราเนี่ย เรามีเวลาไม่พอตรงนั้นที่จะมาเริ่มจากศูนย์

    Thaialbums : ทำไมถึงเลือกเรียนสถาปัตย์ นาชอบเรื่องดนตรี น่าจะเรียนทางด้านดนตรี

    Yarinda : จริงๆคือชอบ ART ทุกแขนง ชอบถ่ายรูปมาก ชอบออกแบบ เรียน art แล้วก็เรียน drama เรียนการแสดง แต่คิดว่าพอมาเลือกวิชาเรียนที่มหาลัยเนี่ยวิชา art ที่มันมีพื้นฐานของวิทย์ คือนาชอบฟิสิกซ์ หรือว่า เลข อะไรแบบนี้ด้วย ก็เลยคิดว่า มันเป็นวิชาที่รวมเอาวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน ก็คงจะเป็นพื้นฐานที่หนักแน่นดี แล้วก็ตัวคอร์สก็น่าสนใจ

    Thaialbums : เลือกเพราะคิดหรือเปล่าคะ ว่าจบไปแล้วเราจะทำงานอะไร

    Yarinda : เลือกเพราะชอบค่ะ คือ คือคิดว่าเป็นวิชาที่ชอบมาก แล้วก็ enjoy ที่จะเรียนมาก ๆ คิดว่ายังไงก็ต้องเรียนจบ แต่ไม่ใช่วิชาที่คิดว่าจบไปแล้วจะได้ไปทำงานด้านนี้

    Thaialbums : แล้วกีฬาตอนที่เล่นบาสเล่นเป็นตำแหน่งอะไรคะ

    Yarinda : เล่นเป็น เซนเตอร์ เพราะตัวสูง

    Thaialbums : แล้วตอนนี้ยังเล่นอยู่หรือเปล่าคะ

    Yarinda : เอ่อ ตอนนี้ไม่ได้เล่น ไม่มีโอกาสเล่น

    Thaialbums : สิ่งที่นาทำหลายๆอย่าง เช่น เล่นดนตรี เล่นบาส เป็นเพราะชอบ หรือว่าต้องการที่จะให้เวลาที่ว่างๆหายไป

    Yarinda : ชอบ เพราะชอบค่ะ ความที่เราชอบ พอมีเวลาว่าง พอมีโอกาสเราก็เล่น ไม่ใช่เพื่อที่จะกินเวลา คงไม่ใช่ ที่ทำเพราะว่ามันสนุกได้เล่นอะไรกับเพื่อนๆอะไรอย่างนี้มากกว่าค่ะ

    Thaialbums : แล้วช่วงตอนคิดถึงบ้านมากๆล่ะ

    Yarinda : ร้องไห้ ตอนไปใหม่ๆนี่ร้องไห้เลย เพราะบางทีเราแบบ เรารู้สึกเหมือนว่าเราอยู่คนเดียว อย่างสมมุคิทะเลาะกับเพื่อนแล้วไม่รู้จะหันหาใคร คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยุ่ ก็จะเหงา

    Thaialbums : ตอนมาอยู่อังกฤษใหม่ๆเนี่ย คุณพ่อคุณแม่ให้ข้อแนะนำ หรือว่าให้เราดูแลตัวเองยังไงบ้างหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ก็เป็นห่วงน่ะคะ ตรงนั้นเค้าก็ เค้าส่งเราไปเมืองนอก เค้าก็ต้องไว้ใจเราในระดับนึงแล้วล่ะนะ ว่าเราสามารถที่จะเป็นเด็กดีได้ แล้วเค้าไม่ห่วง แต่ก็จะคุยกันตลอด ติดต่อกับที่บ้านตลอดไม่ได้ขาดหาย มีเรื่องอะไรก็คุยกัน

    Thaialbums : แล้วนามั่นใจแค่ไหนคะ ว่าแบบเราไปอยู่นั่นแล้วเราอยู่ได้นะ

    Yarinda : ( หัวเราะ ) ตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยค่ะ แล้วก็ไปอยู่โรงเรียนประจำ คือ ตอนแรกเลยที่ไปเนี่ย ยังไม่รู้รสชาดของโรงเรียนประจำว่ามันจะเป็นยังไง ตอนแรกไปก็มั่นมากๆ พอเข้าไปถึงปั๊ป เออ มีแต่ครูกับคนแปลกหน้า ก็แบบ ร้องไห้คิดถึงบ้านสักพักนึง แต่ว่าพอเริ่มชินก็ไม่มีปัญหาอะไรคะ

    Thaialbums : นานมั๊ยคะ กว่าจะปรับตัวได้

    Yarinda : ก็นานเหมือนกัน ใช้เวลาสักปีนึงนะคะ กว่าจะแบบเริ่มมีเพื่อนจริงๆจังๆ เจอคนที่เรามีปัญหาแล้วคุยได้

    Thaialbums : กลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน ส่วนมากจะเป็นคนชาติไหนคะ

    Yarinda : เอ่อ ตอนที่อยู่อังกฤษก็จะเป็นคนอังกฤษ เอ่อ เพื่อนที่สนิทมากๆ ที่นู้นนะคะ ก็จะมีคนอังกฤษ 2 คน แล้วก็คนไทย แล้วก็จะมีคนหลายชาติเหมือนกัน แต่ว่าพอย้ายมาอยู่ที่อเมริกาแล้วคนจะยิ่ง international ไปใหญ่เลย ก็จะมี กรีก ฟิลิปินส์ ละตินอเมริกา

    Thaialbums : ช่วงที่อยู่อังกฤษหรือว่าอเมริกา มีช่วงไหนที่นาคิดว่า ลำบากที่สุดในการใช้ชีวิตคะ

    Yarinda : คงเป็นปีแรกที่ไปเรียนเมืองนอก คือที่อังกฤษ คงไม่ถึงกับลำบากมากในการใช้ชีวิต เพราะอยู่โรงเรียนประจำ ค่อนช้างที่จะ คือดูแลทุกอย่าง แต่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจมากกว่าที่เรารู้สึกว่า เราเหงาอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าตอนย้ายมาอเมริกานี่ คือแบบว่า เราโตแล้ว แล้วเราก็พูดภาษาอังกฤษได้แล้ว พอตรงนั้นก็คือจะมีแค่ปัญหาการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เราต้องปรับ

    Thaialbums : กับชีวิตที่อยู่ต่างแดนมาตลอด ปัญหาใหญ่ที่เจอคืออะไรเอ่ย ที่ใหญ่สำหรับเรา

    Yarinda : คงเป็นเนี่ย เวลาที่คิดถึงบ้าน เวลาที่เราอยากอยู่กับครอบครัว ซึ่งค่อนข้างจะมีน้อย คือถ้าเทียบกับคนอื่นที่เค้าเจอกันทุกวัน นี่พอดร็อปมาปีนึงได้มาอยู่จริงทุกวันเนี่ย แบบ โอ้โห เรารักเมืองไทยมากๆ ( หัวเราะ ) ก็แบบเอ่อ มีทุกอย่าง

    Thaialbums : แต่ที่เมืองนอกนี่ค่อนข้างจะเปิดกว้างมากในทุกเรื่อง ในส่วนนี้คุณพ่อคุณแม่เค้าสอนหรือบอกอะไรกับเราตรงนี้บ้างคะ

    Yarinda : คือ เค้าต้องไว้ใจในตัวเรา แล้วก็เชื่อว่าเราเป็นคนไทย เราต้องมีความเป็นไทยอยู่แล้ว เรื่องของการวางตัว ความเหมาะสม ว่าเออ เรามีนะ เค้าก็จะไม่ห่วง แล้วอีกอย่างโรงเรียนประจำก็เป็นโรงเรียนหญิงล้วน

    Thaialbums : แล้วเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายนี่ก็แสดงว่าเราพบเจอจากข้างนอกเหรอคะ

    Yarinda : จริงๆแล้วเพื่อนนาแบบ นามีเพื่อนทั้ง 2 เพศ แบบเยอะมาก คือ ไม่ได้ปิดว่า ต้องคบเพื่อนเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น หรือว่าอะไรอย่างนี้ค่ะ อย่างอยู่ที่อเมริกาเนี่ยก็คือคบเพื่อนทั้งผู้หญิงผู้ชาย คือจะไม่ใข่ว่าอึดอัดหรือว่าขัดเขินที่จะมีเพื่อนเพศตรงข้าม ก็คือจะไม่แบ่งแยกแยะอะไรอย่างนี้น่ะคะ แต่ว่าถ้าพิเศษกว่านั้นเนี่ย การวางตัวความเหมาะสมมันก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาแล้วก็อายุ ทุกอย่างอยู่แล้ว

    Thaialbums : พอจะมีโอกาสได้ออกไปท่องเที่ยวบ้างมั๊ยคะ อย่างช่วงเวลาปิดเทอม

    Yarinda : ก็มีได้ไปรัฐอื่น ได้ไปประเทศที่อยู่ใกล้ๆ

    Thaialbums : เป็นยังไงบ้างคะ แต่ละที่ๆ แต่ละรัศฐที่ได้ไป มีอะไรน่าสนใจเก็บมาเป็นประสบการณ์ด้วยหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ใช่ๆ แต่ละที่ก็จะมี เราก็จะมองเห็นการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน สถาปัตยกรรม หรือว่า การใช้ชีวิตชองแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป เราเห็นข้อดีข้อเสีย ถ้าพูดถึงตัวเองที่ไปอยู่ที่อังกฤษ กับ อเมริกามา เราได้เห็นความแตกต่างของคน ของ เอ่อ เรื่องการใช้ชีวิต เราเห็นข้อดี ข้อเสียของมัน อันไหนเราอยากเก็บมาใช้เป็นข้อดีเราก็เก็บมา อันไหนเราเห็นว่ามันอาจจะไม่เหมาะสมก็ละเอาไว้ แต่ก็รู้เอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร

    Thaialbums : แล้วพอกลับมาเมืองไทยเนี่ย มีอะไรที่ต้องปรับให้เข้ากับคนไทยมั๊ยคะ

    Yarinda : ไม่ค่ะ เพราะว่าจริงๆแล้ว ความเป็นไทยนี่ก็ยังเป็นคนไทยแท้อยู่เลยค่ะ นาก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอด เรื่องพูดภาษาไทยอะไรอย่างนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเก็บเอาไว้ ถึงคุณยายนาจะเป็นฝรั่ง เอ่อ คุณยายนาจะเป็นคนสวิสซ์ แต่ว่าก็อยู่เมืองไทยมาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว

    Thaialbums : แล้วอยากจะถามว่า ชื่อนา นี่มีคำแปลหรือเปล่าคะ

    Yarinda : ไม่มีค่ะ

    Thaialbums : เอ่อ นิดนึง ทำไมนาแบบเปลี่ยนสีผมแบบหลายสีมากเลยค่ะ เป็นแฟชั่นหรือว่านาอยากเปลี่ยนเอง

    Yarinda : ( หัวเราะ ) เอ่อ ไม่ใช่แฟชั่นค่ะ ที่ทำเพราะว่า จริงๆตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัว จะแบบขี้เกียจแต่งตัว ขี้เกียจแบบแต่งหน้าอะไรอย่างนี้ แต่งตัวง่ายๆสบายๆ แต่ว่าบางทีเวลาเบื่อตัวเอง อยากเปลี่ยนอะไรสักอย่าง รู้สึกว่าผมมันเป็นอะไรที่แบบสะใจที่สุดค่ะ เวลาทำแล้วมันแบบ เอ้อ..สะใจดี บางทีก็จะตัดสั้นมากๆเลย บางทีก็จะแบบเนี่ย ทำสีทำอะไรไปเรื่อย แล้วนาเชื่อว่ามันเป็นอะไรที่ทำแล้วมันก็ประหยัด แล้วเราก็ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือนร้อนน่ะ แล้วพ่อแม่เราก็รู้ว่าเราทำตรงนี้เราไม่ได้ทำเพราะก้าวร้าว หรือเราพยายามที่จะประท้วงเค้าไรงี้ ก็ไม่ใช่ แต่ว่าตอนอยู่โรงเรียนทำไม่ได้ก็ไม่ทำนะคะ แต่พอโชคดีมาอยู่อเมริกา เรียนสถาปัตย์เค้าไม่ม่ยูนิฟอร์ม จะแต่งตัวทำผม ทำอะไรก็ได้ ก็เลยทำซะเลย

    Thaialbums : แล้วทำสีผมบ่อยๆแบบนี้ ผมไม่เสียเหรอคะ

    Yarinda : ก็เสียเหมือนกันค่ะ ก็ต้องดูแล

    Thaialbums : แล้วดูแลยังไงบ้างคะ

    Yarinda : ก็ต้องหมัก หมักเยอะๆเลย และยิ่งช่วงนี้ต้องทำผมบ่อยด้วย ก็คือต้องไปอบไอน้ำ ก็คืออบไอน้ำธรรมดาตามร้านทำผมที่ไหนก็ได้

    Thaialbums : อย่างนี้ก็ต้องเข้าร้านทำผมบ่อยสิคะ

    Yarinda : ก็บ่อยขึ้นหน่อยนึง ปกติเมื่อก่อนก็คือจะไม่เข้าร้านทำผมเลย ตัดผมเอง แต่ว่าตอนนี้ก็ต้องดูแลนิดนึง

    Thaialbums : ตัดผมเองนี่ทำไงล่ะ ข้างหลังนี่มองเห็นเหรอคะ

    Yarinda : ก็ อ๊ะ ! มันก็เป็นฟิวอีกอย่างนึง ในคณะก็จะมีร้านทำผม นาก็จะเป็นช่างกับเพื่อน

    Thaialbums : อ๋อ ทำเป็นช่างด้วย ตัดให้มากี่หัวแล้วคะ

    Yarinda : เอ่อ ประมาณ 4 หัวได้ ( หัวเราะ )

    Thaialbums : เพลงที่ฟังบ่อยตอนนี้ล่ะคะ

    Yarinda : ฟังบ่อยตอนนี้ก็ Blackhead

    Thaialbums : ของ Blackhead นี่ชอบเพลงอะไรคะ

    Yarinda : ชอบเพลง รัก..คือ ค่ะ

    Thaialbums : ชอบเพราะอะไรคะ

    Yarinda : ชอบเพราะว่า ชอบความหมาย แบบเป็นการเล่าเรื่องไปเป็น step step ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆจากต้นจนจบ มีการเปลี่ยนแปลง

    Thaialbums : ผู้ชายในสเป็คที่ชอบเป็นแบบไหนคะ

    Yarinda : อืม คิดไม่ออก ( หัวเราะ )

    Thaialbums : งั้นมีดาราหรือนักร้องที่ชอบ ที่เป็นแบบผู้ชายในสเป็คเลยมั๊ยคะ

    Yarinda : ( หัวเราะ ) เอ่อ มีนายแบบ ฮิวโก้บอส อยู่คนนึงอยู่ที่เมืองนอก แต่ไม่รู้ชื่อซะด้วยสิ

    Thaialbums : แล้วถ้าเป็นคนไทยละคะ

    Yarinda : ถ้าเป็นคนไทย อืม …. เรย์ แมคโดนัล ….

    Thaialbums : ชอบเรย์ แมคโดนัล ชอบตรงไหนคะ

    Yarinda : ก็ เท่ห็ดี แล้วเป็นตัวของตัวเองดีค่ะ

    Thaialbums : ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่อยากจะทำเพลงแบบนา แต่ยังไม่มีโอกาสหน่อยค่ะ

    Yarinda : หมั่นฝึกฝน แล้วก็พยายามให้มากๆ แล้วโอกาสจะเป็นของเราสักวันค่ะ

  • สัมภาษณ์ พิเศษ คริสติน่า อากีล่าร์

    คริสติน่า อากิลาร์

    Thaialbums : อัลบั้มชุดนี้ห่างจากชุดที่แล้ว 2 ปี ช่วงที่หายไป ไปทำอะไรบ้างคะ

    Christina : ช่วงที่หายไปติ๊นาก็ไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำนมเหมือนใน Mv. น่ะค่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่ พูดเล่น 2 ปีนี้ก็คือ อืม 2 ปีจากชุดที่แล้วชุดที่ 5 นะคะ ก็ทำงานอยู่ประมาณปีนึงและติ๊นามีช่วงเวลาปีนึงในการทำงานชุดนี้ ช่วงต้นๆช่วงปีที่แล้วก็ไปเยี่ยมคุณแม่ คุณยาย กลับมาก็เริ่มทำงานก็ประมาณเดือนพฤษภานะคะ ก็ทำกันมาเรื่อยๆจนเนี่ยถึงล่าสุดเดือนนี้ค่ะ

    Thaialbums : แล้วไม่ได้พักผ่อนบ้างเหรอคะ
    Christina : อ๋อ ได้พักผ่อนคะ ได้พักช่วงผ่อนอยู่เดือนกว่าๆตอนที่ไปเยี่ยมคุณแม่กับคุณยาย นอกนั้นก็จะเป็นการแบบเข้าบริษัทตลอด อาทิตย์ละประมาณ 2 ครั้งอะไรอย่างนี้ ไปวอร์มเสียง ไปร้องเพลง ร้องเพลงของคนอื่นนะคะ แล้วก็ไปออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็เอ่อ ดูแลตัวเอง ดูแลตามภาษาผู้หญิงทั้งหลาย แต่อาจจะดูแลมากหน่อย เพราะว่าเอ็นจอยมาก

    Thaialbums : ช่วงที่บอกว่าเข้าบริษัทอาทิตย์ละ 2 ครั้งเนี่ย นอกจากวอร์มเสียงเนี่ย เริ่มคุยเรื่องงานหรือยังคะ

    Christina : เริ่มคุยตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มคุยตั้งแต่ต้นปี แต่ว่ากลางปีเนี่ยจะเป็นช่วงที่เราเริ่มทำงาน แล้วเริ่มคิด concept เริ่มหาเพลงแล้วนะคะ ก็คือทำไปเรื่อยๆ พี่เค้าก็จะแต่งเพลงมา แต่งมาแล้วก็ไม่เอาไปหลายเพลง บางเพลงเนี่ยร้องไปแล้ว และก็ตัดทิ้งออกจากอัลบั้มนี้ด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ

    Thaialbums : แสดงว่าเวลาทำงานจริงๆคือ ปีครึ่งสิคะ

    Christina : เอ่อ ก็เกือบปีครึ่งค่ะ

    Thaialbums : ทำไมต้องทำงาน เอ่อ ทิ้งระยะนานขนาดนี้คะ

    Christina : เอ่อ คือตอนนี้เนี่ยเรา คือตอนนี้เนี่ยติ๊นาย้ายมาอยู่ RPG ใช่มั๊ยคะ พอมาอยู่ใน RPG เนี่ย ก็คือยังเป็นบริษัทเล็กๆ อยู่ แล้วก็เอ่อด้วยวิธีการทำงานของพี่โอมแล้วเนี่ย ทุกคนจะทราบดีว่าพี่โอมเป็นคนที่ละเอียดมากนะคะ คือทำงาน แบบว่าแกสามารถที่จะหาอะไรใหม่ๆเข้ามาใส่ได้จนวินาทีสุดท้ายที่จะส่ง master เพราะฉะนั้นอะไรที่แบบว่าทำแล้วไม่ถูกใจก็เอาใหม่ เอาใหม่ เอาใหม่ตลอด อย่างเพลงนึงติ๊นาอาจจะร้องประมาณ 2 -3 ครั้ง คือร้องจริงนะคะ ร้องไปแล้ว แต่พอมาฟังอีกทีนึง ทำดนตรีใหม่ปุ๊ป เอ๊ะไอ้ที่ร้องไปมันไม่ได้ ก็ต้องมาร้องใหม่ แล้วพอแกไปเพิ่มอะไรมาอีก มันก็คือเอาใหม่อีก มันจะเสียเวลาตรงเรื่องเอ่อ สีสันของดนตรีอะไรแบบนี้ด้วยค่ะ

    คริสติน่า อากิล่าร์

    Thaialbums : ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำอะไรบ้างคะ ชุดที่ 6 แล้ว

    Christina : ก็ ชุดที่ 6 เนี่ย ถือว่าติ๊นาได้มีส่วนร่วมมากที่สุดนะคะ ตั้งแต่เริ่มต้นในการที่คุยกัน อย่างที่บอกว่า RPG เนี่ยเป็นบริษัทเล็กและที่สำคัญที่สุดเนี่ยติ๊นากับพี่โอมเนี่ยเราร่วมงานกันมาตั้งแต่ชุดแรก เพราะฉนั้นเนี่ยก็จะคุยกันได้ทุกเรื่อง เราอยากทำอะไร เราอยากเป็นยังไง คือพี่แกก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะเปิดกว้างทางความคิด ในอะไรหลายๆ อย่าง ก็ติ๊นาก็จะเลือกเพลงมา ในแนวที่เราชอบเอามาให้พี่เค้าฟัง พอพี่เค้าแต่งๆกันมาเนี่ย คือกระจายกันแต่งนะคะ ก็เป็นหน้าที่ของพี่โอมที่จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องสีสันของดนตรี ในส่วนของติ๊นาเนี่ย จะเป็นเรื่องการประสานเสียง แล้วก็การที่ เอ่อ สามารถที่จะออกไอเดียในการร้องได้ คืออย่างเพลง เอ่อ เพลงเหตุผล ไม่ต้องสนใจ เพลงนี้เนี่ยมันจะมีท่อน Solo อยู่ พี่ปุ้มเป็นคนคุมร้อง พี่ปุ้มพรมพงษ์ เอ่อ แกก็จะบอกว่าเนี่ยตอนนี้เนี่ยนะอยากให้ติ๊นาแบบ อิมโพไวส์ ไปเลย แล้วแกก็บอกว่า ติ๊นาต้องการจะทำแบบไหน แกก็บอกว่า มีอะไรจะขายพี่ ติ๊นาก็จะแบบว่าโอเค เดี๋ยวจะลองร้องแบบนี้ดูก่อนละกัน พอร้องไปแกก็แบบเอ้อ โอเค ดี มีอะไรจะขายพี่อีกมั๊ย ก็ร้องไป ร้องไปหลายๆแบบ แล้วก็เอามาใช้ในวันนี้นะคะ แล้วก็ส่วนร่วม อีกอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย เพลงดอกไม้ที่หายไปนะคะ คือมันเกิดจากตรงที่ว่า ติ๊นา เนี่ยได้มีโอกาสได้ไปทำบุญตามมูลนิธิเกี่ยวกับเด็กๆน่ะคะ แล้วก็คุยกับพี่โอม จำได้ว่า ประมาณ 2-3 ทุ่ม คือเข้าไปที่ RPG แล้วคุยกับพี่โอม บอก พี่มันจะเป็นไปได้มั๊ยที่จะมีเพลงเพลงนึงเนี่ย ที่พูดเกี่ยวกับเด็กๆ คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถทำให้เค้าได้ พี่โอมก็บอกว่า ก็เป็นไอเดียที่ดี แกก็บอกว่าอยากร้องแบบนั้นจริงๆ ใช่มั๊ย ก็คือจะเป็นเพลงที่แบบว่าพิเศษในอัลบั้มชุดนี้

    Thaialbums : แล้วอย่างเสื้อผ้าที่ใช้ในชุดนี้เนี่ย จะดูแบบหรูเริ่ดอลังการมากเลย ทำไมไม่มีแบบว่าสบายๆ เหมือนชุดที่แล้วเหรอคะ

    Christina : เอ่อ แบบสบาย สบายใช่มั๊ย ติดดิน ติดดิน ก็ เดี๋ยวต้องคอยดูชุดต่อไปหน่อยสิ (หัวเราะ) มันชุดนี้จะเป็นอะไรที่แบบว่าไม่ติดดิน ไม่ใช่ไม่ติดดินแบบนั้นนะ คือจะเป็นอะไรที่เหมาะกับเวทีมากที่สุดนะคะ แต่ว่าติ๊นาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากเห็นติ๊นาในลักษณะแบบนี้มากกว่าแบบสบายๆแบบชุดที่แล้ว ใช่มั๊ยคะ ก็เลยคิดว่าเอ่ออยากเห็นติ๊นาแบบนี้ ติ๊นาก็จะให้เห็นติ๊นาแบบนี้ แต่ว่าด้วยดีไซด์ ด้วยแบบเนี่ย มันก็คงจะเป็นอะไรที่อาจจะหลากหลายหน่อย หลายๆ แบบ ส่วนที่จะถามว่าเซ็กซี่หรือไม่เซ็กซี่เนี่ยนะ แหม ดูแววตาก็รู้ว่าจะต้องถามเรื่องนี้ (หัวเราะ) มันก็คงต้องมีบ้างเล็กน้อยนะคะ ตามความเป็นไปได้ ตามความเหมาะสม

    Thaialbums : คือรู้สึกจะเป็นชุดที่เปิด

    Christina : อืม ก็ไม่ได้เปิดมากนะ แต่ว่าเป็นมุมกล้องมากกว่านะคะ แล้วก็ด้วยตัวแบบเสื้อเนี่ย เอ่อ แบบเสื้อมันเป็นแบบนั้นแหล่ะ มันช่วยไม่ได้ เอ่อ มัน มันเอาออกไม่ได้ (หัวเราะ) ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน (หัวเราะ)

    Thaialbums : ติ๊นามีส่วนในเรื่องเสื้อผ้ายังไงบ้างหรือเปล่าคะ

    คริสติน่า อากิล่าร์Christina : มีค่ะ คนที่ทำเสื้อผ้าให้ติ๊นาก็คือคนที่ดูแลติ๊นามาตลอดนะคะ ก็จะเป็นคนดีไซด์เสื้อผ้าให้ติ๊นา แต่คือก็จะเป็นลักษณะว่า อืม เรามาคุยกัน เอาแบบมาให้ดู ว่าเนี่ยแบบนี้นะ ต้องทำให้เป็นแบบนี้ แบบนี้นะ แล้วโอเคมั๊ย อะไรแบบนี้ค่ะ ซึ่งเค้าจะรู้สไตย์ติ๊นาเลย

    Thaialbums : ก็คือเสื้อผ้าที่ออกมาเนี่ย เข้ากับ Concept ของอัลบั้มพอดีเลยหรือเปล่าคะ

    Christina : ค่ะ ใช่ เรื่องเสื้อผ้าจริงๆแล้วเนี่ย คือเราฟังเพลงเราต้องรู้ว่าเสื้อผ้าต้องเป็นแนวไหน มันไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าเอ่อ เพลงแบบนี้ เสื้อผ้าต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ แต่เรารู้ประมาณนึงว่า โอเค ป๊อป แดนซ์ ใช่มั๊ย เสื้อผ้าเนี่ยต้องออกมาให้มันดูเป็นอะไรที่แบบว่าเข้ากับเพลง แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมานั่งฟิคว่า โอ้โห จะต้องเป็นกางเกงจะต้องเป็นกระโปรง จะต้องเป็นอะไรอย่างนี้ค่ะ

    Thaialbums : กับคำว่า Queen of Pop Dance ล่ะคะ

    Christina : Queen of Pop Dance เนี่ย คือมันไม่ใช่คำที่ติ๊นาพูดกับตัวเอง แต่เป็นคำที่ติ๊นาได้ยินคนอื่นพูดมากกว่านะคะ สำหรับตัวติ๊นาเอง ติ๊นาไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น แล้วติ๊นาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็น Queen of Pop Dance นะคะ ติ๊นาก็คิดว่าติ๊นาเป็นติ๊นาที่ทำงาน ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด แล้วก็ติ๊นาจะทำงานร้องเพลงให้คนมีความสุขมากที่สุดเท่านั้นเอง

    Thaialbums : ซึ่งมันก็พอดีมาเข้ากับชื่ออัลบั้มนี้ด้วยหรือเปล่าคะ

    Christina : Dancing Queen Dancing Queen นี่จริงๆแล้วมันไม่เกี่ยวกับ Queen of Pop Dance เลยนะคะ (หัวเราะ) Dancing Queen ถ้าถามว่าเราจะแปลตรงๆ เลยเนี่ย เป็น Queen ที่กำลังเต้น เป็น Queen ที่เต้นรำอยู่น่ะ เพราะฉนั้นตรงนี้เนี่ย ก็คือ ถือว่าเป็น Queen ที่มีดนตรีอยู่ในหัวใจ คือมีเอ่อเค้าเรียกว่าไรล่ะ อืม เอ่อ มีความรักในการเต้นรำ มากกว่า
    Thaialbums : แล้วท่าเต้นล่ะคะ

    Christina : เอ่อ ปกติแล้วเนี่ยติ๊นาจะต้องมีคนคิดท่าเต้นอยู่แล้วใช่มั๊ยคะ แต่ว่าเอ่อแนวทางในการเต้นรำจะเป็นการคุยกันมากกว่า ติ๊นาจะต้องคุยว่าติ๊นาต้องการให้มันออกมาเป็นยังไง ประมาณไหน จะเต้นประมาณไหน เพลงนี้จะเอาฟิวล์ตรงไหนมากกว่า แล้วก็เป็นหน้าที่ของเค้าที่จะต้อง เอ่อ คิดท่ามา แล้วก็เหมือนมาขายเรา แล้วก็ท่าไหนที่เราคิดว่าโอเค เราก็เอา หรืออันไหนที่ติ๊นาคิดว่า เอ้อ ไม่เหมาะกับติ๊นา ก็ต้องเปลี่ยนท่าใหม่ให้ติ๊นา แต่ติ๊นาจะออกไอเดียได้ว่าอยากได้ฟิวล์ประมาณนี้อะไรอย่างนี้ แต่ว่าติ๊นา อย่างที่บอก ติ๊นาเป็นคนชอบเต้นรำ แต่ติ๊นาไม่ใช่นักเต้น ไม่ได้เป็นครูสอนเต้นรำ ไม่ได้เป็นอะไร

    Thaialbums : แล้วอย่างโปสเตอร์ ที่ออกมาเนี่ยล่ะคะ

    Christina : เอ่อ ออกแขกๆ อืม

    Thaialbums : ต้องการที่จะสื่ออะไรหรือเปล่าคะ

    Christina : จริงๆแล้วนะคะ ทุกอัลบั้มเนี่ย การที่เราถ่ายปก หรือว่า การที่จะตั้งชื่อชุดอัลบั้มเนี่ย เราต้องมีที่มาแล้วก็ที่ไปอยู่แล้ว เพราะว่า เอ่อ เราจะต้องคิดว่าเราตั้งชื่ออัลบั้มเนี่ย มันจะทำให้เรามีอะไรเล่นต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปหลังจากนี้ อย่างเช่นอัลบั้มนินจา ออกมาไม่ใช่ว่าติ๊นาจะเป็นนินจา แต่ว่ามันเป็นการเปิดตัวที่ทำให้เราสามารถจะพูดถึงอะไรสักอย่าง จับตัวได้ว่า โอเค อันนี้เป็นนินจานะ แล้วก็อาจจะมีพวกดาวกระจายที่เอามาเล่นบ้าง หรือว่าเป็นมิวสิควิดีโอ ที่เราอาจจะหาท่าอะไรที่มันเป็น แบบไปในทางนินจา คือสามารถที่จะทำงานต่อเนื่องได้อีกเรื่อยๆ ทำได้อีกเยอะแยะกับชื่อตรงนั้น อย่าง ของ Dancing Queen เนี่ย ที่ทำออกมาเป็นปกแบบว่าออกแขกๆ ก็เพราะว่าเราจะสามารถเล่นอะไรได้จากลุคตรงนี้ เพราะว่าในแนวดนตรีมันจะมี Sound ที่มันจะออกแขกๆเล็กน้อยใช่มั๊ยคะ เพราะฉนั้นใน Mv. ก็อาจจะมีอะไรที่แบบออกแขกๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดทั้งอัลบั้มติ๊นาจะฟิคอยู่กับลุกตรงนี้อย่างเดียว

    Thaialbums : ได้ข่าวว่าชุดหนักมากเลยใช่มั๊ยคะ

    คริสติน่า อากิลาร์Christina : ค่ะ ทั้งชุดก็ประมาณ 3 โล ค่ะ

    Thaialbums : แล้วจะมีคอนเสิร์ตใหญ่มั๊ยคะ

    Christina : เอ่อ คอนเสิร์ตใหญ่เหรอคะ เท่าที่คุยมาเนี่ย มีคะ

    Thaialbums : ประมาณเมื่อไหร่คะ

    Christina : ประมาณ เอ่อ อันนี้ต้องเช็คกับพี่โอมอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ว่าเท่าที่คุยมาเนี่ย มีแน่ๆ

    Thaialbums : อยากให้มี เอ่อ รูปแบบคอนเสิร์ตของเราออกมาเป็นยังไงคะ

    Christina : รูปแบบคอนเสิร์ตของตัวเองเหรอคะ ก็คงจะเป็นคอนเสิร์ตที่แบบ เอ่อ เป็นอะไรที่มีสีสัน สนุกสนานนะคะ เหมือนทุกครั้งที่ติ๊นาเคยทำมา อยากให้ทุกคนมีความสุขกับติ๊นา แล้วก็คอนเสิร์ตครั้งนี้เนี่ยคิดว่าเราทำงานตรงนี้มาก็หลายปีแล้ว มันคงจะมีเพลงให้ร้อง ให้พูดถึงค่อนข้างจะเยอะ แต่ว่ารูปแบบในคอนเสิร์ตจะเป็นแบบไหนก็คงจะต้องรอดูอีกทีหนึ่ง

    Thaialbums : เรื่อง Producer ได้ข่าวว่ามี Producer หลายคนมากเลย

    Christina : ใช่ ชุดนี้เป็นชุดที่แบบว่า Happy ที่สุดเลยที่ทำงานมา เพราะว่านอกจากพี่โอมแล้วที่ดูแลทุกอย่างเลย จริงๆก็ยังมีพี่ปุ้ม พี่ปิ๊ก แล้วก็ Producer ของ RPG ทั้งหมดมาช่วยในงานชุดนี้

    Thaialbums : ทำไมต้องมี Producer เยอะขนาดนั้นคะ

    Christina : ก็ ไม่รู้เค้าเหมือนกันน่ะคะ (หัวเราะ) แต่ก็ต้องถือว่าโชคดีมาก เพราะแต่ละคนก็เป็นคนที่มีฝีมือทั้งนั้นเลยนะคะ แล้วก็รู้สึกดีใจที่ทุกคนค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับอัลบั้มชุดนี้

    Thaialbums : การทำงานกับ Producer หลายๆคนเนี่ย มันไม่ยุ่งยากเหรอคะ

    Christina : โห ไม่ยุ่งยากเลย เพราะว่าทุกคนเนี่ยสนิทกันหมดอยู่แล้วนะคะ พี่โอมเนี่ยก็จะดูแลมาตั้งแต่ชุดแรก แล้วก็อย่างพี่ปุ้ม พี่ปิ๊กเนี่ย ก็คือแกก็เห็นกันมาตั้งแต่สมัยชุดแรกๆเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นเจอกันก็เหมือนครอบครัวใหญ่อยู่แล้ว แล้วก็พี่ๆบางคนก็อาจจะติดตลก คุยแบบขี้เล่น เพราะฉนั้นเราจะเป็นอะไรที่แบบว่าไม่น่าเบื่อเลยในการทำงาน

    Thaialbums : ในเรื่องของแนวนะคะ อย่างพี่ปุ้มก็ออกไปทางอิเล็คทรอนิกส์ แต่ละคนนี่จะมีแนวที่ไม่เหมือนกัน มันเป็นยังไงคะ ไม่ยุ่งยากเหรอคะ

    Christina : มันทำให้อัลบั้มชุดนี้เนี่ยมีสีสันมากขึ้นมากกว่า ไม่ยุ่งยาก เพราะว่าแต่ละเพลงเนี่ย อย่างเช่น เพลงคิดผิดคิดใหม่เนี่ยพี่ปุ้มแกจะเป็นคนทำในเรื่อง Sound ต่างๆ แล้วก็อย่างเพลงบางเพลงเนี่ยพี่โอมทำ หรือว่าพี่ปิ๊กทำ อะไรอย่างนี้ คือมันจะหลากหลายมากเลยนะคะ แล้วก็ทุกคนเนี่ยเค้าจะทำอะไรเค้าจะพูดคุยกัน แบบอุ๊ย อันนี้ไม่เอาดีกว่าอะไรอย่างนี้ แต่ทุกอย่างเนี่ยจะต้องผ่านพี่โอมหมดทุกอย่าง
    Thaialbums : ในด้านการร้องเนี่ย มีอะไรที่แตกต่างจากชุดที่ผ่านๆ มา หรือมีประสบการณ์จากที่ผ่านๆมาบ้างไหมคะ
    Christina : เอ่อ การร้องเพลงจริงๆแล้วเนี่ย พี่โอมจะปล่อยให้ติ๊นาร้องเป็นตัวเองมากที่สุดนะคะ อาจจะมีโอเคชี้แนะบ้าง โอเค คำนี้สั้น คำนี้ยาว ตามปกตินะคะ แต่ว่ารวมๆแล้วเนี่ยเรื่องอารมณ์เค้าจะค่อยข้างปล่อย ปล่อยติ๊นา ติ๊นาอยากจะร้องแบบไหน จะไม่มีการแบบว่า คุมว่า เอ๊ะ อันนี้ อย่างนู้น อย่างนี้นะคะ คือจะมีนิดเดียวนะคะ ที่เหลือคือปล่อยให้เราร้องยาวไปตามฟิวส์ของเราเลย

    Thaialbums : เพลงไหนที่ติ๊นาร้องยากที่สุดคะ

    Christina : เพลงไหนเหรอ คือว่ามันก็ไม่ได้ร้องง่ายสักเพลงแหล่ะนะคะ แต่ว่าเพลงที่มีความรู้สึกว่าร้องยากเนี่ย ก็คือเพลง ดอกไม้ที่หายไป นะคะ แล้วก็มันจะมีเพลง เอ่อ … เหตุผล เอ่อ (จำไม่ได้) เอ่อ (หัวเราะ) เหตุผล ไม่ต้องสนใจ (หัวเราะ) 2 เพลงนี้ เอ่อ คือเพลงที่มันต้องร้องแบบเสียงแผ่วๆนะคะ อันนี้พี่ปุ้มจะเป็นคนคุมร้อง ต้องร้องแบบว่าเสียงเบาๆแบบว่า (ทำเสียงแผ่วๆ) จะประมาณแบบนี้ มันจะต้องใช้อารมณ์เยอะ เพราะฉนั้นจะต้องจับให้ถูกว่า เราจะขโมยหายใจตรงไหนดี อะไรอย่างนี้ แล้วก็มันจะเป็นเพลงที่ค่อนข้างที่จะ เอ่อ ลมหายใจเดียวแต่ว่าค่อนข้างยาว คือทั้งบรรทัดอะไรอย่างนี้

    Thaialbums : แล้วอย่างชุดนี้ Dancing Queen แต่เพลงที่ขายอยู่เนี่ย เป็นเพลงช้า มันไม่ขัดกันเหรอคะ ที่จะต้องแบบสนุกสนาน แดนซ์กัน

    Christina : เอ่อ ก็เพราะว่า เอ่อ เพลงเร็วจะตามมาเนี่ยค่ะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : ทำไมถึงเลือกเพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัวละคะ

    Christina : เพลงนี้เหรอคะ อันนี้ต้องถามพี่โอมแล้วล่ะ (หัวเราะ) ที่เลือกเพลงนี้จริงๆแล้ว เป็นเพราะว่าเราคิดว่า เอ่อ มันไม่มีกฎอะไรที่ว่า เราจะต้องเปิดตัวด้วยเพลงเร็ว ใช่มั๊ยคะ แล้วก็ด้วยเพลงช้าเนี่ย ด้วยเอ่อ แนวดนตรีแล้วเนี่ย พี่โอม คิดว่าเพลงนี้เหมาะสมที่สุดที่จะถูกเลือกมาเพื่อเป็นเพลงเปิด

    Thaialbums : แล้ว Concept ของชุดนี้ล่ะคะ

    คริสติน่า อากิลาร์Christina : Concept ชุดนี้เหรอคะ อืม

    Thaialbums : มันไม่ขัดกับ Concept ของ Dancing Queen เหรอคะ

    Christina : อ๋อ ไม่ขัดหรอกคะ เพราะว่า เอ่อ จริงๆแล้วเนี่ย การที่บอกว่า Dancing Queen ไม่ได้หมายความว่าเปิดมาต้องเต้นเลย มันมีการที่จะต้องแต่งตัวก่อนที่จะไปเต้นใช่มั๊ยคะ อันนี้ติ๊นาก็แช่น้ำนมก่อน แล้วค่อยให้นางสนมทั้งหลายเนี่ยแต่งตัวให้ติ๊นา แล้วก็ Mv. ตัวสองนี่คือภาคต่อไปว่า แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็คอยดู (หัวเราะ) คือมันไม่มีอะไรตายตัวในการทำงาน คือเราอยากจะเปิดตัวด้วยเพลงช้า หรือเพลงเร็ว มันไม่ได้ถูกบังคับว่า เออ เนี่ยร้องเพลงเร็วเนี่ย เพลง แดนซ์ จะต้องเปิดตัวด้วยเพลง แดนซ์ เพราะว่าก็มีนักร้องต่างประเทศหลายคนที่ร้องเพลงเต้นรำ เอ่อ แต่ว่าเปิดตัวด้วยเพลงช้า ใช่มั๊ยคะ

    Thaialbums : งานชุดนี้เนี่ย อืม จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้มานานเนี่ย มีอะไรฝากให้แฟนๆเพลงหรือเปล่าคะ

    Christina : เอ่อ น่าจะเป็นความรู้สึกหลายๆอย่างที่มีอยู่ในตัวเพลงมากกว่านะคะ
    ซึ่งหลายๆเพลงในอัลบั้มชุดนี้นะคะ ก็ค่อนข้างที่จะโดนใจตัวติ๊นาเอง ค่อนข้างที่จะแบบว่าตรงกับความรู้สึกของเรามากนะคะ
    อันนี้ก็ไม่รู้ว่าพี่โอมแกล้งหรือเปล่านะคะ เพราะว่า (หัวเราะ) บางทีมันก็ตรงไปมากไปนิดนึง แต่ว่าก็สนุกดีค่ะ

    Thaialbums : อย่างเพลงไหนบ้างคะ

    Christina : ก็ อย่างเพลง หาไว้สักคน เนี่ย ติ๊นาก็แบบ นี่ตั้งใจแต่งให้ติ๊นาหรือเปล่าเนี่ยนะคะ แล้วก็อย่างเพลง เอ่อ อย่างที่บอก เพลงดอกไม้ เอ่อ ดอกไม้ที่หายไป (หัวเราะ) ตกลงเพลงใครก็ไม่รู้เนี่ย (หัวเราะ) อะไรอย่างนี้นะคะ คือความรู้สึกของเราจริงๆ หรือว่าจะเป็นเพลง เอ่อ หนักกว่านี้ฉันก็ไหว อะไรอย่างนี้ มันเอ่อ ติ๊นา ชอบ มันเป็นความรู้สึกของคนหลายๆคนด้วยซ้ำว่า จริงๆแล้วเนี่ยคนเรามันเจออะไรมาเยอะในชีวิต หนักกว่านี้มันก็คงไม่ตายแล้วล่ะ คือเราค่อนข้างที่จะแข็งแรงแล้ว เราค่อนข้างแข็งแรงพอสมควร
    Thaialbums : แล้วอย่างเพลงที่บอกว่า หาไว้สักคน เนี่ย ตกลงตอนนี้นี่หาได้บ้างหรือยังคะ

    Christina : ยังหาไม่ได้ค่ะ ก็กะว่าชุดนี้ล่ะ ร้องเพลงนี้ไปมันน่าจะหาได้สักคนนะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : สงสัยมั๊ยคะว่าทำไมไม่มีใครเข้ามา

    Christina : ติ๊นาว่าประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่ทุกคนอยากจะรู้นะ (หัวเราะ) ใช่มะ เพราะว่า อืม ไม่ว่าจะไปไหนก็แล้วแต่ ไปรายการไหน หนังสือไหน สื่อไหนก็แล้วแต่จะไม่เคยพลาดคำถามนี้เลยว่า เอ้อ ทำไมไม่มีแฟน หรือว่าเออ คิดมั๊ยว่าเหตุผลอะไรถึงยังไม่มีแฟน แล้วก็คือก่อนจะตอบเนี่ยติ๊นาต้องถามก่อนว่าเชื่อหรือเปล่าว่าติ๊นาไม่มีแฟน

    Thaialbums : ………….

    Christina : อุ๊ย ทำไมเงียบอย่างนั้นล่ะ (หัวเราะ) เชื่อเหรอคะ

    Thaialbums : ไม่เชื่อ

    Christina : ไม่เชื่อ เชื่อ ไม่เชื่อ จริงหรือเปล่าคะ แต่ก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะไม่มีจริงๆคะ อ่ะจริงๆ เพราะว่า เอ้อ ไม่เชื่อหรอกว่าติ๊นาไม่มีแฟน แต่อยากจะบอกว่าชีวิตติ๊นานี่มันเศร้านะ (หัวเราะ) อืม คือถ้าติ๊นามีแฟนแล้วเนี่ย ติ๊นาบอกตรงนี้เลยว่า ติ๊นาจะบอกทุกคนให้ทราบนะคะ แต่ว่าในเมื่อมันไม่มีจริงๆเนี่ยก็ไม่รู้จะเอาใครมาเป็นแฟนดีนะคะ เพราะว่าติ๊นาไม่มีเหตุผลที่จะต้องมานั่งปิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าด้วยความพร้อมแล้ว ติ๊นาควรจะมีไปตั้งนานแล้ว แต่ที่มันไม่มีเนี่ยมันเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับติ๊นาเลย พ่อติ๊นาคง งง เหมือนกันว่าลูกชั้นทำไมยังไม่มีแฟนสักที (หัวเราะ) ก็คงจะอาจจะยังไม่เจอ ยังไม่ถึงเวลามั้ง หรือว่าอาจจะไม่มีก็ได้

    Thaialbums : แสดงว่ายังไม่เจอ แล้วจริงๆแล้วมีคนเข้ามาจีบ ?

    Christina : คนที่เข้ามาจีบมันมีอยู่แล้วนะคะ เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่แบบที่เราต้องการ ไม่ใช่สเป็คหรือว่ายังไม่ถูกใจเรา ไม่ใช่คนที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเค้าตลอดชีวิต

    Thaialbums : ไม่มีแบบเข้ามเฉี่ยวอะไรแบบนี้เลยเหรอคะ

    Christina : เฉี่ยวเหรอ ไม่มีเลย แต่ว่าติ๊นาเป็นคนชอบคนยากมาก อาจจะเป็นด้วยเหตุตรงนี้ก็ได้ เพราะเป็นคนที่แบบว่าชอบคนยากมาก แต่ว่าถ้าชอบแล้วเนี่ย คือ ชอบเลย

    Thaialbums : จากอัลบั้มชุดที่แล้วที่เคยแบบว่าดูหมอดูไว้ ว่าจะมีสักที

    Christina : โอ้ย อย่าเชื่อหมอดูเลย (หัวเราะ) ถ้าเชื่อนะ ป่านนี้ก็คงมีไปแล้วล่ะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : แล้วข่าวเมื่อปีที่แล้วกับตุ้ยล่ะคะ

    Christina : ตุ้ยกับติ๊นา นี่เหมาะสมกันมากเลยนะคะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : สนิทกันมั๊ยคะ

    Christina : สนิทมาก แต่ว่าเป็นน้องมากกว่า ตุ้ย น่ะ จะเป็นอะไรที่แบบว่า เราจะหัวเราะกับเรื่องข่าวนี้มาก เค้าจะแบบนี่ๆพี่มันเป็นข่าวอย่างนี้ได้ยังไงน่ะ ติ๊นาก็แบบชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน เอ๊ะนี่เราไปสวีทกันตอนไหน อะไรแบบนี้ คือก็จะคุยเล่นก็จะไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้เลย สรุปว่าตุ้ยคือน้องมากกว่า

    Christina : รู้สึกว่าจะไม่ค่อยถามเรื่องเพลงเลยน่ะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : เกร็งมั๊ยคะ กับอัลบั้มชุดใหม่

    Christina : ไม่เกรงค่ะ เพราะว่า เวลาที่เราทำงานอะไรเนี่ย เราต้องปล่อยให้มันเป็นแบบสบายๆ ถ้าเราเกร็งแล้วเนี่ยมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราควรจะทำอะไรที่แบบว่า ฮึ่ม สบายมากกว่า แล้วก็มีความสุขกับการทำงานมากกว่าที่จะมานั่ง แบบอุ๊ยตายแล้ว ออกมาจะเป็นยังไง อะไรแบบนี้หรือเปล่า ไม่ ติ๊นาไม่เคยคิดแบบนั้น

    Thaialbums : คาดหวังยังไงกับอัลบั้มชุดนี้

    Christina : คาดหวัง อืม ก็คาดหวัง แต่ติ๊นาไม่ได้ตั้งความหวังว่าเทปนี้จะต้องขายได้อย่างนู้นอย่างนี้ใช่มั๊ยคะ คือจะปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นมากกว่าตามความเป็นจริง เพราะว่าถ้าเราคาดหวังไว้มากๆแล้วเนี่ย มันไม่เป็นไปตามนั้นมันจะเสียความรู้สึก

    Thaialbums : การแต่งตัว เสื้อผ้าชุดนี้ติ๊นาชอบมั๊ยคะ

    Christina : ก็ชอบค่ะ ติ๊นาว่ามันแบบหลากหลายดีค่ะ อย่างกิ๊บติดผมเนี่ยก็หนักหัวเหมือนกัน ชุดก็หนัก

    Thaialbums : ด้วยความที่เรื่องเสื้อผ้าแบบนักร้องรุ่นๆ ที่ออกกันมานี่จะดูใกล้เคียงกับความเป็นจริงกันนะคะ สำหรับติ๊นากับชุดที่ออกมาแนวสวยเริ่ดล่ะคะะ

    Christina : นี่คือการแสดงน่ะ ชีวิตจริงของติ๊นาก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้นะคะ เราต้องแยกให้ออกว่านี่คืองาน นี่คือชีวิตส่วนตัว ถ้าเราทำงานแล้วเนี่ย เวลาที่เรานำเสนอเพลงให้เค้า และการที่เราอยู่บนเวทีเนี่ย นอกจากเราจะให้เค้าได้ยินเพลงเราแล้วเนี่ย สิ่งที่เค้าเห็นมันต้องเป็นอะไรที่มันไปด้วยกันได้ คือมันเป็นของแถมมากกว่า คือ ร้องเพลง เราอยู่บนเวที เราแต่งตัวหลากหลาย มันคือสีสันของคอนเสิร์ต ของงานชุดนี้มากกว่า แล้วแต่คนว่า เอ่อ แล้วแต่คนจะมอง ติ๊นาไม่สามารถจะให้ทุกคนชอบสไตย์ของติ๊นาได้ ใช่มั๊ยคะ มันมีคนชอบ มันก็ต้องมีคนไม่ชอบ มันก็เหมือนกับว่ามีคนรักเราก็ต้องมีคนเกลียดเรา ใช่มั๊ยคะ อันนี้มันสิทธิ์ของเค้า แต่ติ๊นาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รอที่จะเห็นติ๊นาในรูปแบบนี้มากกว่า

    Thaialbums : อันนี้ลงไปดูข้อมูลเองเลยหรือเปล่าคะ

    Christina : ใช่ค่ะ คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้

    Thaialbums : เพราะเหตุผลอะไรคะ ที่เขาอยากจะเห็นเราในรูปแบบนี้

    Christina : ก็ตั้งแต่ชุดแรกมานะคะ ติ๊นาก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ เพียงแต่ชุดนี้มันค่อนข้างที่จะดูแบบว่า ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าถ้าไม่เยอะเนี่ย ก็จะแบบว่า ว้า ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย เอ้อ ก็ธรรมดา ไม่เห็นมีอะไร ถึงบอกเอาใจไม่ถูกแล้ว ก็แล้วแต่ว่าคนชอบ ไม่ชอบ แต่ก็คือเราก็พยายามทำให้ดัที่สุด พอทำมากไปก็แบบว่า อุ๊ย ติ๊นา เว่อร์ ทำน้อยไปก็ ฮึ๊ ของเก่า ไม่เห็นมีอะไรใหม่มานำเสนอเลย ใช่มั๊ยคะ เนี่ยแหล่ะ เพราะฉะนั้นเราทำในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ว่าคนข้างนอกเค้าจะหยิบหรือจะไม่หยิบ เค้าจะ happy หรือไม่ happy แต่ก็หวังว่าทุกคนคงจะ happy กับงานชุดนี้ เพราะทุกคน พี่ๆทุกคนเค้าจะเต็มที่กับตรงนี้อยู่แล้ว

    Thaialbums : แล้ว Mv. ตัวต่อไปละคะ จะมีมั๊ยคะ

    Christina : มีค่ะ มี

    Thaialbums : แล้วเพลงต่อไปล่ะคะ

    Christina : เอ่อ อาทิตย์หน้านี่ถ่าย เรื่องที่ 2 แล้วค่ะ เพลง Zoom

    Thaialbums : ยังอยู่ในอาณาจักรนี้หรือเปล่าคะ

    Christina : อาณาจักรอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงก็ได้ (หัวเราะ) แต่ว่าหลังอาบน้ำ หลังอาบน้ำ สดชื่นแล้ว เต้นล่ะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : Mv. เพลงคิดผิดคิดใหม่ ที่ต้องขึ้นไปข้างบนนั่น เป็นไงคะ กลัวไม๊คะ

    Christina : ไม่กลัวค่ะ เพราะว่าเนื้อที่มันค่อนข้างจะเยอะ ถ้าเนื้อที่แคบๆ จะน่ากลัว

    Thaialbums : แต่สูง

    Christina : ค่ะ แต่สูง สูงมากค่ะ

    Thaialbums : แล้วจะมีทัวร์คอนเสิร์ตมั๊ยคะ

    Christina : ทัวร์คอนเสิร์ต ปกติมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ช่วง 2 เดือนแรกนี่ การทำงานจะเป็นเรื่องของ โปรโมชั่น จะไม่รับงาน จะเป็นแบบให้สัมภาษณ์ ถ่ายนู้นถ่ายนี่ไปก่อน

    Thaialbums : ติ๊นามีแผนที่จะทำธุรกิจหรือกิจการเป็นของตัวเองบ้างไหมคะ

    Christina : อยากนะคะ ก็ยังคุยกับเอ๋เลย ให้เค้าช่วยติ๊คิดหน่อยว่าจะทำอะไร ทำร่วมกันกับครอบครัว เพราะอย่างน้อยเนี่ยในเวลาที่เรา เอ่อ ว่างจากงานเพลงเนี่ย เราก็จะมีอะไรให้ทำ แล้วก็ให้พ่อให้แม่มาช่วยดู ก็ท่าทางจะดี เพราะช่วงที่ว่างจากงานเพลงเนี่ย ดิฉันก็ค่อนข้างจะสบายเกินไป จะกินเยอะไปหน่อย แล้วมานั่งหนักใจตอนนี้ช่วงจะต้องกลับมาทำงานอะไรอย่างนี้

    Thaialbums : ตั้งใจหรือเปล่าคะ ว่าอยากจะทำอะไร

    Christina : ต้องคิดดูอีกทีหนึ่งนะ แล้วเดี๋ยวถ้ารู้แล้วจะบอก (หัวเราะ)

    Thaialbums : คิดอยากจะเปิดค่ายเพลงเองหรือเปล่าคะ

    Christina : โอ้โห (หัวเราะ) แค่นี้ยังไม่พอเหรอคะ
    ขนาดค่ายเพลงในแกรมมี่เองก็เยอะเท่าไหร่แล้ว คงไม่บังอาจสู้กับอากู๋ล่ะคะ (หัวเราะ) ขอร้องเพลง หรือว่าถ้าหากว่าวันข้างหน้าเนี่ยที่เราทำได้ก็อาจจะเป็นการทำงานอยู่เบื้องหลังนะคะ แต่ว่าในความหมายนั้นก็ต้องดูอีกทีนึง

    Thaialbums : กะว่าจะอยู่ในวงการนานแค่ไหนดี

    Christina : อุ๊ย จะร้องเพลงไปจนถึง 60 นู้นน่ะ

    Thaialbums : ถ้าทำได้เหรอคะ

    Christina : อ๊ะ ถ้าติ๊นาเอาจริง ติ๊นาก็ทำได้น่ะ

    Thaialbums : เป็นเพลงแดนซ์เนี่ยนะคะ

    Christina : แหม คงจะแดนซ์กันไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ) 60 ยังแดนซ์ ถ้าอยากดูแดนซ์ ติ๊นาก็จะแดนซ์ให้ดู เอ๊า (หัวเราะ) วันหนึ่งติ๊นาอาจจะเปลี่ยนมาร้องเพลงฟังสบายๆก็ได้ ใช่มั๊ยคะ

    Thaialbums : มีแฟนคลับเค้าทำเว็บให้ติ๊นาด้วยนี่คะ

    Christina : ใช่ listen.to/christina

    Thaialbums : เป็นไงคะ

    Christina : รู้สึกดีคะ เพราะว่าน้องที่ทำนี่ก็รู้จักกันมานานมากแล้วนะคะ ก็เป็นแฟนเพลงติ๊นามาตั้งแต่ชุดแรก เค้าทำให้ แล้วรู้สึกว่าเค้าทำได้ดีด้วย

    Thaialbums : แล้วเว็บ christinaaguilar.com ล่ะคะ

    Christina : เอ่อ อันนี้เว็บส่วนตัวของติ๊นาคะ ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบหมดแล้วค่ะ จะมีอีกอันนึงก็คงจะเป็นของ RPG น่ะค่ะ

    Thaialbums : แล้วในเว็บของแฟนคลับ ติ๊นาได้เข้าไปบ้างมั๊ยคะ

    Christina : อ๋อ ไปค่ะ ติ๊นาจะเข้าไป Chat กับเค้าด้วยคะ แต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ไป เพราะว่าติ๊นาไปทำเลสิคมาแล้วจะมานั่งเพ่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ เนี่ย ค่อนข้างที่จะมีปัญหามาก บางทีเราก็เข้าไปเช็คดูว่า เค้าคุยอะไรกันบ้างนะ แล้วก็เข้าไป Chat Room ของเค้า เราก็จะมีสัญลักษณ์ของเราเป็น xxx อะไรแบบนี้

    Thaialbums : แล้วเค้าจะรู้เลยว่าเป็นติ๊นาเหรอคะ

    Christina : ใช่ เป็นติ๊นานี่ จะต้องมีสีของติ๊นาด้วยนะ

    Thaialbums : สีอะไรคะ

    Christina : สีส้ม (หัวเราะ) แล้วก็จะมี coner ของติ๊นา ก็จะเข้าไป post ได้

    Thaialbums : แล้วติ๊นาไม่สนใจด้านการแสดงบ้างเหรอคะ

    Christina : การแสดงเหรอคะ เฉยๆ ค่ะ

    Thaialbums : แล้วมีติดต่อมามั๊ยคะ

    Christina : โอ้ย เค้าติดต่อจนเลิกติดต่อแล้วล่ะ เฉยๆน่ะ ร้องเพลงดีอยู่แล้ว จะให้ติ๊นาไปเล่นเป็นเสาเหรอ (หัวเราะ) ยืนทื่อ (หัวเราะ) คงเล่นไม่ไหวหรอกค่ะ

    Thaialbums : มีคนเค้าฝากให้ร้องเพลงให้ฟังหน่อยค่ะ

    Christina : อะไรนะคะ ใครฝากให้ร้องเพลงให้ฟัง ฮือ (หัวเราะ) อ่ะ เอางี้ดีกว่า เปิดเพลงแล้วร้องกับเพลงละกันนะคะ

  • บทสัมภาษณ์ พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ จากกองถ่ายทำเบื้องหลังมิวสิควีดีโอ “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง”

      บทสัมภาษณ์ คำต่อคำ ปากต่อปาก จากกองถ่ายทำเบื้องหลังมิวสิควีดีโอ “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” ของ เบิร์ด ..ธงไชย แมคอินไตย

    Good girl : การถ่ายทำ MV เป็นอย่างไรบ้าง

    พี่เบิร์ด : วันนี้เป็นวันแรกรู้สึกเบาตัวมาก เพราะว่า นักแสดงที่ได้มาเล่นด้วยกันเขาโปรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใหม่หรือดู๋ นักแสดงตุ๊กตาทองทั้งคู่เลย รู้สึกสบายเพราะว่า เขามีความรับผิดชอบกัน อย่างดู๋เนี่ยจะถาม CARACTER อย่างหนักหน่วง ว่าเล่นเป็นอะไรทำไมถึงต้องเป็นเค้า อย่างใหม่ขอฟังทั้งๆ ที่ใหม่ถ่ายสุริโยทัย เราขอฟังดนตรี , เพลงด่วน เพื่อที่จะได้รู้ แล้วก็ดีใจที่ที่เขามาเล่นให้ แล้วก็ขอบคุณมากๆ อย่างใหม่เนี่ยเขาก็บอกว่ารอมา 15 ปีแล้ว (หัวเราะ) ส่วนดู๋รู้สึกว่าไม่เคยเล่นกับใครคราวนี้ก็มาเล่นให้ THANK YOU SO MUCH

    Good girl : พี่เบิร์ดมีส่วนคัดคนมาแสดง MV รึป่าว?

    พี่เบิร์ด : แน่นอน ก็ต้องดูคนที่รักงาน รักที่จะเล่นกับพี่ แล้วก็คนที่มีศรัทราต่อกันจะทำงานสะดวก เราจะไม่บังคับใจใคร เขาคงจะไม่มาเล่นเพื่อเงินหรือชื่อเสียงแน่นอน

    Good girl : ปิ๊งอะไร ใหม่ กับ ดู๋ ?

    พี่เบิร์ด : พอเราร้องเพลงไป เราจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้น เขาต้องเป็นคนที่มีเสน่ห์แล้วก็ดึงดูดอย่างแรงมาก และในขณะเดียวกันมีอะไรหลายๆ อย่างในตัวเขามาก คือ มีทั้งความแข็งความอ่อน ความมั่นใจในตัวเอง ความเต็ม ความคล่องในตัวไปหมด พี่ก็นึกถึงเขา กับอีกคนซึ่งเป็น FAMILY MAN ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นคนรักครอบครัว ครอบครัวคุณดู๋ก็ถาวรพรประภามาก เพราะฉะนั้นพอนึกถึงปั๊บ ก็จะนึก ก็จึงแท้แน่เชียวว่าจะต้องเป็นดู๋กับใหม่ ซึ่งเขาเหมาะกันมาก ส่วนคนที่มาสอดแทรกตรงกลางเขาก็ไม่น่าจะเป็นใครนอกจากพี่ (หัวเราะ)

    Good girl : แล้วทำไมพี่เบิร์ดต้องอกหักอีกแล้ว ?

    พี่เบิร์ด : ดวงมั้ง (หัวเราะ) แต่งเพลงทีไรก็อกหักทุกทีเลย เป็นอย่างนี้ พี่ว่าเป็นเรื่องสามัญประจำบ้านมากกว่าที่ทุกคนก็ต้องเจอ (หันมาถามนักข่าวว่าน้องไม่เคยไปชอบแฟนคนอื่นเขาเหรอ ) ชอบมั๊ย เดี๋ยวก็เจอ เดี๋ยวก็โดน เดี๋ยวก็เจอะ แต่ทุกคนมีความรู้สึกอย่างนี้ได้ทั้งนั้น เกิดเป็นคน แต่ใครจะ CONTROL หรือว่าใครจะควบคุมความรู้สึกของตัวเองด้วยความถูกต้องได้มากน้อยขนาดไหน ความรักไม่เข้าใครออกใคร แต่ (เน้น) ใครจะสามารถระงับแล้ว CONTROL ถึงด้วยกาละเทศะได้มากน้อยแค่ไน ก็แล้วแต่

    Good girl : แล้วชีวิตจริงพี่เบิร์ดเป็นยังไง ?

    พี่เบิร์ด : กำลังนึกๆ อยู่ Good girl : เจอประสบการณ์แบบนี้บ้างหรือยัง ?

    พี่เบิร์ด : เจอ แต่ก็ยังไม่ถึงขนาด เข้าบ้านเขาเลย (หัวเราะ) อันนี้เข้ามาถึงในบ้านเขา อาจจะเป็นด้วยอาชีพมาช่วยเคาตบแต่งเรือนหอนะจ๊ะ ก็เหมือนคนส่งพิซซ่า มาเจอเจ้าของบ้านสวย (หัวเราะ)

    Good girl : มีส่วนช่วยคิดแนวเรื่องอย่างไร ?

    พี่เบิร์ด : เราทำงานกันเป็นเป็นทีมตลอด ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ พี่เล็ก พี่คนเขียนเนื้อ คนทำดนตรี เราปีพ.ศ.หลังๆ มานี่ เราจะไม่แยกงานกันทำ เราทุกคนเป็นเมืองขึ้นต่อกัน เราจะพูดในเรื่องเดียวกัน ดนตรี คำร้อง ไปด้วยกัน แม้กระทั้งเรื่อง WHITE BOARD ของไม่อยากจะเรียกว่าเป็น MV พี่ว่ามันจะเป็นเหมือนกับหนังเรื่องนึงทีเดียว แต่แรามีเวลาแค่ 3 นาทีที่จะฉายเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องกระทัดรัด (พูดผิด) สี่สิบแล้วโว๊ย พูดไม่ค่อยถูก (หัวเราะ) มีส่วนช่วยคิดอัลบั้มนี้ เต้าส่วนเลยจ๊ะ คือเต้าส่วนมีส่วนทุกเม็ด

    Good girl : ส่วนในเรื่องนี้พี่เบิร์ดเลือกเองที่จะเป็นสถาปนิกหรือป่าว ?

    พี่เบิร์ด : ผู้กำกับเป็นคนเลือกนะจ๊ะ คือเป็นคนที่ชอบอยู่บ้าน ชอบดูโน่นดูนี่ เก็บรายละเอียด คงจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อนคนนึง

    Good girl : แสดงออกด้วยแววตารึป่าว ?

    พี่เบิร์ด : คือมันจะไม่มีอะไรที่จะแสดงออกมากไปกว่านั้น เพราะว่าเราไปรักเขา ก็ได้แค่ตา (นักข่าวแซวว่าถนัดแสดงออกด้วยตา)

    Good girl : พี่เบิร์ดเคยเขียนเพลงบ้างรึป่าว ?

    พี่เบิร์ด : เรื่องมันเยอะ 3 นาทีไม่พอ พี่เคยแล้วมันเลยขอบไปหมดเลย

    Good girl : แนวการเขียนเพลงนี้ ?

    พี่เบิร์ด : ถ้าจะพูดถึงความรัก โทษจ๊ะ ปี พ.ศ.นี้ ควรจะเขียนเรื่องอะไรดีก็ใม่ใช่ว่าจะเป็นเด็กสิวเพิ่งขึ้น

    Good girl : แล้วทำไมไม่ลองเขียนเอง ?

    พี่เบิร์ด : มันไม่พอ ดนตรีมันนิดเดียวเอง ถ้าดนตรีเพลงนึงซัก 2 ชั่วโมง พี่ก็จะเขียน 3 นาทีพี่ย่อไม่เป็นเรื่องมันเยอะ การทำงานเราต้องมาคุยกันว่าจะให้เป็นเรื่องอย่างไร

    Good girl : LOOK CONCERT ชุดนี้เป็นอย่างไร ?

    พี่เบิร์ด : ก็ง่ายๆ สบายๆ กางเกงยีนส์เสื้อธรรมดา

    Good girl : ไม่ยอมแก่เลยนะ

    พี่เบิร์ด : เอ๊ะ นี่พลั้งปากออกมาเองนะ ก็ดูแลตัวเอง ถึงเวลาแก่ก็ต้องแก่ แต่ว่าตอนนี้มันยังเป็นอย่างนี้อยู่ จะเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ก็ยังแข็งแรงและก็พร้อมเสมอที่จะทำงาน แล้วก็มีความสุขกับงาน

    Good girl : แตกต่างจากชุดอื่นอย่างไร?

    พี่เบิร์ด : ไม่ต่างหล่ะจ๊ะ มันจะเอาอะไรไปต่างกันมากมาย เพลงก็คล้ายๆ กัน ดนตรีก็คล้ายๆ กัน ก็คือ ความง่ายที่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงจับต้องแล้วก็ร้องได้

    Good girl : ถือว่าไม่ค่อยทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มที่แล้ว?

    พี่เบิร์ด : จริงๆ พี่ก็คิดอย่างนั้นนะ แต่ที่ไปสำรวจเดือนที่แดือนแล้ว ก็ปี 3 เดือนแน่ะ พี่ว่าพี่ยังส่ายสะโพกอยู่ไม่กี่วันนี่เอง อาจจะเป็นเพราะเราเพิ่งเจอกัน

    Good girl : ความคืบหน้าในการแสดงหนังของหว่องกาไว?

    พี่เบิร์ด : ยังจ๊ะ สำหรับพี่ยัง แต่ว่าทีมงานเขาเก็บดาราอื่นไป เพราะว่าคิวของพี่ก็คือพี่ต้องเสร็จงานในอัลบั้ม แล้วพี่ถึงไป

    Good girl : ถ่ายในเมืองไทยหรือป่าว?

    พี่เบิร์ด : คิดว่า ช่วงแรกถ่ายในเมืองไทยแน่นอน ภายในเดือนธันวาคม

    Good girl : ทำไมถึงเลื่อนถ่ายหนัง ?

    พี่เบิร์ด : ก็ติดงานในอัลบั้ม แล้วก็เฟวองออกเทป , เหลียงเฉาเหว่ยเขาก็ติดๆ กันหมด แต่ยังไงก็แล้วแต่ จะต้องขมวดปมให้ได้ ภายในกุมภา , มีนา ซึ่งก็ยังไม่ถึงคิวของพี่

    Good girl : คำถามสุดท้าย ทำไมใช้ผู้หญิงในแต่ละอัลบั้มเปลื้องจัง ?

    พี่เบิร์ด : น้องๆ พี่มีเยอะ พี่ว่าหลายๆ คน ความตั้งใจในการทำงาน ของการเขียนเนื้อ การทำดนตรีมันผ่านกรอง จากสมองของคนที่ตั้งใจทำงานกันแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนที่จะมาช่วยกันระบายให้มันเป็นสี เป็นภาพ อย่างที่เราคิดกัน เชื่อในภาพเดียวกัน เพราะฉะนั้นหลายๆ คน น้องๆ พี่ที่อยากมาร่วมงาน ตรงนี้ก็มีเยอะนะจ๊ะ เพราะฉะนั้น ใครอยากมาเล่นก็มา คือ ถ้าเราเล่นซ้ำได้ก็จะเป็น ปิ่น มาแน่นอน , แอนก็มา ทุกคนก็มา ทุกคนก็จะสนุกแน่น่อน แต่ว่าใหม่นี่เค้ารอมา 15 ปี แล้ว (หัวเราะ) เลยให้เขาก่อน

    และแล้วก็ต้องรีบจบบทสนทนากันเพียงเท่านั้น เพราะว่าถึงคิว ที่พี่เบิร์ดต้องเข้าฉากซะแล้ว เอาเป็นว่า แฟนเพลงของพี่เบิร์ดก็คงจะได้ฟัง ได้เห็นกันแล้วนะคะ กับอัลบั้มล่าสุด” ตู้เพลงสามัญประจำบ้าน”

  • เพลงไทยสากลกับวรรณคดีไทย

    เพลงไทยสากลกับวรรณคดีไทย

    วรรณคดีไทยเพลงไทยสากลได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีไทยทั้งทางด้านเนื้อหาและความคิดบางประการ ในสี่ลักษณะด้วยกันคือ

    1 . คัดเนื้อหามาจากวรรณคดีไทยโดยตรง ประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะคัดลอกเนื้อหาตอนใดตอนหนึ่งจากวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาใส่ทำนองเพลงเข้าไป โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำใดๆ หรือแก้ไขเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น

    เพลง “ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ” คัดเนื้อหามาจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เรื่อง “เวนิสวาณิช” ตอน “ลอเรนโซ บรรยายให้ เช็สซิกา ฟังเกี่ยวกับเรื่องคนไม่มีดนตรีในหัวใจ” ดังนี้

    ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
    อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
    ฤๅอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
    และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี่
    ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

    เพลงนี้ ประพันธ์ทำนองโดย สง่า อารัมภีร บันทึกเสียงครั้งแรกโดย สุเทพ วงศ์กำแหง

    2. คัดเนื้อหามาจากวรรณคดีไทยแล้วแต่งขยายเพิ่มเติม เพลงประเภทนี้ผู้แต่งเพลงจะคัดเนื้อหาจากวรรณคดีมาเกริ่นในตอนต้นของเพลง หรือตอนท้ายเพลง และแต่งขยายเพิ่มเติมเช่น
    เพลง “ยอดพธูเมืองแปร” คัดเนื้อหามาจากโคลงบทหนึ่งใน “นิราศนรินทร์” มาไว้ตอนต้นเพลง


    โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดินดีฤๅ

    เกรงเทพไทธรณิน ลอบกล้ำ
    ฝากลมเลื่อนโฉมบิน บนเล่า นาแม่
    ลมจะชายชักช้ำ ชอกเนื้อ เรียมสงวน
    แม่ยอดพธูเมืองแปร ช่างสวยแท้งามเด่น
    งามเหมือนหนึ่งจันทร์เพ็ญ สมเป็นยอดนารี
    พี่อยากยลโฉมเจ้า หลงรักเฝ้านิยม
    แต่ต้องตรมไม่สมฤดี หรือบุญพี่จะมีไม่ถึง
    เจ้าหลับเอนกายสยายเกศา ยั่วอุราให้ข้าตะลึง
    อกแม่งอนเต่งตึง งามประหนึ่งอุบล
    แม้ยามห่างน้องหมองหม่น จะฝากหน้ามนพี่ขัดสนจนใจ
    โฉมเอย แม่งามเลิศลักขณา หรือจะลองฝากฟ้า ข้ากลัวจะเหลิงไป
    จะลอยโพยม พระพรหมท่านจะคลั่งไคล้ ใครเล่าจะแล
    พี่ฝากกับใครใจหวง ไม่เหมือนดังดวงใจ แม่ รักแท้คงเมตตา
    เออหรือลอง ฝากกับท้องคงคา พี่คิดยิ่งพาหมองไหม้ ไม่อยากให้ใครกล้ำกราย
    พี่ห่วงดวงใจ หลงใหลงมงาย รักไม่คลาย เพียงหนึ่งน้องนางเดียว

    เพลงนี้ประพันธ์คำร้อง-ทำนองโดย ไสล ไกรเลิศ บันทึกเสียงครั้งแรกโดย สุเทพ วงศ์กำแหง

    3 . ดัดแปลงเนื้อหาบางตอนในวรรณคดีไทย เพลงประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะนำเนื้อหาบางส่วน จากวรรณคดีมาตัดตอนหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเสียใหม่ ซึ่งจะเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้
    บทประพันธ์ของ สุนทรภู่ เรื่อง “พระอภัยมณี” ตอน “พระอภัยมณีให้คำมั่นสัญญาแก่นางละเวง”

    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
    แม้เกิดในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
    แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
    แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง
    เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
    จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

    เพลง “คำมั่นสัญญา” ประพันธ์ทำนองโดย สุรพล แสงเอก บันทึกเสียงครั้งแรกโดย ปรีชา บุญยเกียรติ

    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
    แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
    แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
    แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง
    แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์ จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
    ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป



    4. แต่งเนื้อหาขึ้นใหม่โดยอาศัยเค้าโครงจากวรรณคดีไทย เพลงประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะแต่งโดยจินตนาการจากเนื้อเรื่องและตัวละครในวรรณคดีไทย เช่นเพลง อิเหนารำพัน (ชรินทร์) กากีเหมือนดอกไม้ (ชรินทร์) พิมพิลาไล (สุเทพ) พระลอรำพัน (นริศ) ภาพฝันวรรณคดี (สุเทพ) เป็นต้น

    ที่มา : siamsong.net

  • รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำ ชาตรีทศวรรษ

    สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนๆ วงชาตรีที่รักทุกๆ ท่าน
    จำได้มั้ยครับ…เมื่อครั้งที่วงชาตรีใกล้ครบรอบ 10 ปีในปีพ.ศ. 2527
    ครั้งนั้น เพื่อนๆ หลายคนต่างตื่นเต้นกับการรอคอยที่จะได้ฟังเพลงชาตรีชุดพิเศษคือ ชุดชาตรีทศวรรษ
    และในครั้งนั้นอีกเช่นกัน… หลายคนต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดใจจ่อว่า
    เมื่อไหร่ พี่ๆ ทั้ง 5 จะออกหนังสือพิเศษเพื่อฉลองการครบรอบ 10 ปีของวงชาตรี!
    ถ้าการรอคอยของเพื่อนๆ บางคน…ยังคงเป็นการรอคอยที่จะได้เห็นหนังสือเล่มนี้
    วันนี้ ไม่ต้องรอคอยอีกต่อไปแล้วครับ…เพราะ
    หนังสือรวมภาพพี่ๆ วงชาตรี ที่ถูกพิมพ์ขึ้นมาเป็นพิเศษในปีพ.ศ. 2527 ในชื่อหนังสือ ชาตรีทศวรรษ
    ได้ออนไลน์ให้ท่านได้ชมกันแล้วครับ


    รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ”ชาตรีทศวรรษ”ที่ถูกจัดพิมพ์เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีวงชาตรีเมื่อปีพ.ศ. 2527

    นี่แหละครับ!…ปกหนังสือ ชาตรีทศวรรษ ที่ออกแบบมาด้วยรูปแบบที่ต่างจากหนังสือทั่วไป ซึ่งดูคล้ายซองใส่แผ่นเสียง

  • พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 5

    เพลงต่างๆของวงชาตรี พวกเราจะซ้อมร่วมกันหลังเลิกเรียนบางครั้งลูกเล่นต่างๆก็มักเกิดตอนซ้อม อย่างเพลงแฟนฉัน ตอนช่วงย้ำจังหวะโดยกลองและเบส หรืออย่างเพลง รักไม่จากจร ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก่อนอื่นใด ต้องไปทำการบ้านมาก่อนต้องไปคิดเบสมาก่อน หลังจากแดงแต่งเพลงมาแล้ว จึงทำให้บางคนบอกว่า เพลงของ วงชาตรี โซโลเบสแทนกีต้าร์ หรืออย่างบางเพลงออกแนว ร๊อคแอนด์โรล เพลงระแวงรักออกในแนวเพลงของ ELVIS คำร้องติดๆกันต้องหัดอยู่นามพอควรจึงจะร้องได้ ไม่รู้คนแต่งคิดได้ยังไง “จริงจริง จริงจริงเชิญเธอมาลองจะครองดวงใจ มิให้เธอจากไป” สมัยก่อนการบันทึกเสียงจะเป็นการเล่นดนตรีพร้อมกัน พอจบเพลงก็เสร็จแล้ว รอเพียง ใส่เสียงร้องพร้อมเสียงประสาน ถ้าระหว่างเล่นอยู่เล่นผิดก็ต้องเอาใหม่หมดไม่มีการต่อกลางเพลง ฉะนั้นจึงทำให้ไม่ค่อยสมบูรณ์นักในบางเพลง แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง เวลาใส่เสียงก็เหมือนกัน ร้องผิดต้องเอาใหม่หมด จะร้องประสานก็ร้องพร้อมกันผิดก็เอาใหม่

    กลับมาที่อัลบั้ม ชุดที่ 2 ชุดแฟนฉัน ทางวงชาตรีก็ยังคงให้ทางห้างเมโทรขายเหมือนเดิม ในช่วงเวลานั้น เทปคาสเซ็ทเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่กฏหมายไทยยังไม่ได้รับรอง มีแต่เพียงแผ่นเสียงเท่านั้นที่กฏหมายคุ้มครอง จึงเกิดมีเทปผีที่อัดจากแผ่นเสียงใครจะนำเทปไปขายก็ได้ เพราะกฏหมายยังไม่ครอบคุมเพลงของวงชาตรีจึงไปโผล่อยู่ในเทปผีกับเขาด้วยโดยวงชาตรีไม่รู้ หนังวัยรุ่นในสมัยนั้นมักจะมี เพลงประกอบอยู่ประมาณ 2-3 เพลงนอก นั้นจะเป็นเพลงของวงชาตรีไม่รู้ว่าใครทำ คงขายได้มากพอสมควร และแล้ววันหนึ่งครูไพบูลย์ได้ติดต่อวงชาตรีให้ไปพบเพราะมีคนสร้างหนังสนใจ วงชาตรี อยากให้ทำเพลงให้หนังของ ศรีบุญเรืองฟิล์ม เรื่อง สวัสดีคุณครู คนที่ติดต่อมาก็เป็นน้องชายของ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี นั้นคือ อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี

    อาจารย์ไพจิตร ทำงานอยู่กับทาง ศรีบุญเรือง ฟิล์ม บังเอิญช่วงนั้น ทาง ศรีบุญเรืองมีความคิดสร้าง หนังในแนว วัยรุ่น จึงมีการประกาศรับสมัคร นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่ ทั้งชายและหญิง เพื่อแสดงเรื่อง สวัสดีคุณครู ดังนั้น วงชาตรีในฐานะวงดนตรีวัยรุ่นไทย จึงได้มีโอกาส แต่งเพลงให้กับหนังเป็นครั้งแรก แนวทางของเพลงก็ได้รับการสรุปมาจาก ทางศรีบุญเรืองฟิล์มและแต่งโดยนราธิป หัวหน้าวงนั้นเอง คือเพลง สวัสดีคุณครู กับ เพลง สนุกกันวัยเรียน จากเพลงหนัง ดังกล่าวทำให้ วงชาตรี ได้เป็นที่รู้จักอย่างมากในวงกว้าง เพราะการโฆษณาหนังทาง โทรทัศน์ โดยเป็นการ์ตูนแอนนิเมชั่น เพลงในหนัง ทางอาจารย์ไพจิตร ได้ติดต่อกับทางห้างแผ่นเสียงทองคำให้เป็นผู้จัดจำหน่าย หลังจาก หนัง สวัสดีคุณครู ทำให้วงชาตรีมีงานแสดงมากขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ให้เสียการเรียน และได้รู้จักกับ รุ่นพี่ที่เทคนิคฯ ชื่อ พี่วิทยา ซึ่งได้สนับสนุน วง โดยให้ยืมเงินไปลงทุนทางด้านเครื่องขยายเสียงสำหรับการแสดงพร้อมกับบางครั้งก็ติดต่องานแสดงมาให้ด้วย ส่วนใหญ่งานแสดงจะเป็นงานแต่งงาน และเพื่อความสะดวกเครื่องดนตรีต่างๆ จึงเก็บไว้ในห้องมืด ยามว่าง จากการเรียนก็ซ้อมดนตรี เพื่อนๆที่เรียนที่เทคนิคบางครั้งก็ไปช่วยกันขนเครื่องดนตรีเวลาไปแสดงดนตรี

    ทางห้างแผ่นเสียงทองคำ ได้ติดต่อกับทางวงชาตรีให้ทำเพลงให้ 1 ชุด บังเอิญช่วงนั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร ซึ่งกำลังทำหนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ได้ติดต่อให้แดงแต่งเพลงให้หนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ดังนั้นเพลงนี้จึงอยู่ใน อัลบั้มชุดที่ 3 ที่ตกลงทำให้กับทางห้างทองคำ ซึ่งก็มีเพลง หลายๆเพลงในชุด เช่น ผมชื่อตุ๊ด เป็นชื่อที่เพื่อนในห้องตั้งให้แดง ในสมัยนั้นคำว่าตุ๊ดไม่ใช่หมายถึง ชายประเภท2 ไม่มีความหมาย แดงเลยสรุปว่า ตุ๊ดคือสุดที่รัก เนี้อหาในเพลง ก็เป็นดั่งแดงคือจดทุกอย่างอยู่ในเล่มเดียวกัน ห่อปกดำ จดแม้กระทั่ง เนื้อเพลงที่แดงกำลังแต่งอยู่ คำคม คำที่ดีๆ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ทาง ห้างเมโทร ก็ได้ติดต่อให้วงชาตรีร้องเพลงอยู่1ชุด โดยเป็นเพลงของ ขุนพลเพลงลูกทุ่ง ชาตรี ศรีชล 6 เพลง อีก 6 เพลงเป็นเพลงของทางวงชาตรี ให้ร้องและบรรเลงในแบบของวงชาตรี ฉะนั้น อัลบั้ม 2 ชุดนี้จึงมีระยะเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นทางศรีบุญเรืองฟิล์ม ได้นางเอกหน้าใหม่ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้นจากเรื่อง สวัสดีคุณครู นั้นคือ จารุณี สุขสวัสดิ์ ให้มาแสดงในเรื่อง รักแล้วรอหน่อย ก็ให้ทาง วงชาตรี ทำเพลง แต่งเพลง โดย นราธิป กาญจนวัฒน์และบรรเลงโดยวงชาตรีเช่นเดิม

  • ฟังวิทยุออนไลน์ FM.90 ลูกทุ่งรักไทย

    ฟังวิทยุออนไลน์ FM.90 ลูกทุ่งรักไทย