บ้านเพลงเก่า

Category: สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

  • คุยกับวง Blackhead อัลบั้ม Ten

    คุยกับวง Blackhead อัลบั้ม Ten

    งานนี้ต้องบอกว่าเปิดตำราคุย เพราะมีโอกาสได้ตั้งวงสนทนาแบบถึงลูกถึงมนุษย์ กับกลุ่มคนดนตรีหัวดำอย่าง แบล็คเฮด จะบอกว่าพวกเขากลับมาใหม่คงไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้หายไปจากวงการ เพียงแต่ไปซ่อนตัวย้อมผม อุ๊ย ไม่ใช่ ไปซ่อนตัวทำงานดนตรี และพบปะแฟนเพลงอยู่แบบเงียบๆ ไม่อยากเชื่อว่ากว่าหลายปีก่อนๆๆๆๆ คนดนตรียุคพัฒนาอยากพวกเขายังคงดำรงชีวิตอยู่ได้กระทั่งทุกวันนี้ เมื่อใดที่เขาปรากฏตัว สาวกคนหัวดำทั้งเก่าและใหม่ ก็ลุกขึ้นมาฮัมเพลงตามทุกครั้งไป งานนี้ต้องบอกว่าฝีมือๆ ล้วนๆ หาใช่สิ่งอื่นใด มันคือสิ่งที่พวกเขาภูมิใจนักภูมิใจหนาว่า นี่แหละใช่เลย… เริ่มสนทนาก็ฮาตรึม เปิดฉากด้วยผู้ชายหัวหยิก ไม่ค่อยหล่อแต่สาวหลง เขาพูดถึงอัลบั้ม Ten ของพวกเขาว่า…

    ปู : ชุดนี้มันเป็นการกลับมาของพวกเรา ความจริงจะบอกว่ากลับมาคงไม่เชิง เราไม่เคยหายไปจากแฟนเพลง เพียงแต่หายไปจากน้องพี่สื่อต่างๆ เท่านั้น ทุกคนยังเดินวนอยู่กับดนตรี แต่เหมือน 2 ปีที่เราห่างจากชุดที่แล้วนะ มีงานเยอะมาก เราเดินสายต่างจังหวัด ตามผับ ร้องไปทั่ว และแต่ละคนก็มีงานดนตรีเป็นของตนเอง บางคนมีห้องอัด บางคนทำเพลงโฆษณาแบบนี้ครับ 10 ปีที่เราทำงานเพลงมามันคงมารวมเป็นเหตุและผลของงานชุดนี้มากกว่าครับ

    แนวดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง จะหนักหรือเบา หรือยังคงเป็นแบล็คเฮดเหมือนเดิม
    ปู : แน่นอนครับ เรายังเป็นเรา เพลงช้าแต่เสียงสูง เราเป็น meltal Rock แต่ความจริงก็ครบรสชาตินะ คือมีทุกอย่างแหละครับ

    ไม่กลัวคนจะเบื่อหรือครับ เพราะอาจถูกมองว่าไม่มีการพัฒนา
    เอก : ไม่ครับ เพราะว่าการที่เราอยู่มาได้ด้วยความเป็นตัวเราตรงนี้ มันก็เชื่อขนมกินได้ว่าคนฟังของเรามีกลุ่มที่แฝงตัวอยู่แน่นอน ในสังคม เราไม่ค่อยกลัวว่ามันจะไม่ดี คนจะไม่ตอบรับ หรือจะถูกมองว่างานของเราชุดนี้ ไม่พัฒนาเลยว่าอย่างนั้นคงไม่ใช่ แต่การที่เราอยู่มาได้สิบปี ด้วยการคงคอนเซ็ปต์ความเป็นคนหัวดำของเราไว้ได้ มันเจ๋งนะน้อง

    ปูหนุ่มผมหยิกเริ่มเสริมว่า
    ปู : ผมว่ามันจริงๆ ครับ เรามีความสม่ำเสมอในการทำงานแบบนี้ มันแน่อนอยู่แล้วครับ เราไม่เคยคาดหวังว่ามันจะต้องสูงด้วยมั้ง เรื่องรายได้และความนิยมนั่นและครับ เราก็เลยไม่เคยอกหัก เราทำเพราะมันอยากทำ มันมีความสุขกับตรงนั้นไงครับ ทุกวันนี้เราทุกคนยังคงอยู่ครบทีมนะครับ

    เชื่อครับว่าเป็นแบบนั้น แบล็คเฮด มีแฟนเพลงเยอะเพราะนานมาแล้ว ถ้าพูดถึงคนฟังใหม่ล่ะ เขาถามหาและต้องการอะไรจากกลุ่มคนหัวดำบ้าง
    เอก : เชื่อว่าเรามีคนฟังที่เกิดใหม่เข้ามาเยอะนะ ไม่รู้เพราะอะไร แต่ว่าเราทำงานเราไม่เคยทิ้งทั้งคนฟังเก่าและใหม่ เราคิดถึงเขาเสมอเลย คือบางคนมันเหมือนโตมากับเราไงครับ ช่วงที่เราทำเพลงใหม่เขาก็อยู่ในวัยที่กำลังเริ่มฟังเพลง แล้ววันนั้นวันนี้ เขาก็โตมากับเรา เขาอยู่กับเรา มันมีจริงๆ นะผมว่าอย่างนั้น แต่ว่าในยุคนี้สิ่งที่เห็นได้คือ ยอดขายนั่นแหละที่ตก เพราะเทคโนโลยีมันเยอะ แต่ถ้าเราไปเล่นตามผับทุกที่คนเยอะนะ

    แบล็คเฮด 2เห็นบอกว่าชอบเรียกตัวเองว่ายุคแตกหน่อ
    ปู : ใช่ครับ 10 ปีก่อน เราคือกลุ่มที่เริ่มทำอะไรที่แหกออกไป เราทำงานที่ไม่เหมือนใคร ร็อกที่แตกต่าง มาถึงวันนี้เราก็ยังอยู่ จากเมื่อก่อนแบล็คเฮดคืองานประจำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่อยากทำทุกวัน อยากทำเพราะรัก 10 ปีพวกเรามีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะไง อย่างที่บอกว่าทุกคนมีงานที่ต้องทำ มันโตแล้ว มีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ว่าถามว่าเราอยากทำแบล็คเฮดมั้ย อยากมาทุกวันนะ เรายังเฮฮา เจอกันทุกวันครับ แฟนเพลงเรามากขึ้นนะ เท่าที่เห็น สิ่งนี้คือกำลังใจในการทำงานของเรานะ

    ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่บอกว่าไม่เคยคาดหวังกับการทำงาน หรือบอกว่าไม่หวังสูงหน่อย
    ปู : ก็หมายความว่าเราไม่เคยคิดว่าเราเปรี้ยงขนาดนั้น แต่เราคิดว่าเป็นอะไรที่เป็นเส้นตรงมากๆ มันเป็นแบบนี้จริงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มันก็เลยทำให้เราไม่ค่อยจะคาดหวังว่ามันจะขึ้นจะลง มันเป็นแบบนี้ ทำงานออกมาเราก็มีกลุ่มคนฟัง ตอนนี้มันเป็นอะไรที่เป็นความสนุกเพียงอย่างเดียว เราไม่คิดมาก เพราะว่าเราเองก็ไม่เคยขึ้นสูง หรือลงต่ำไปกว่านี้นะ นี่คือตัวเรา นี่คือความเป็นคนดนตรีและมันคือน้ำใจที่คนฟังมีให้เราตลอดเวลา”

    แฟนเพลงของแบล็คเฮดเป็นอย่างไรบ้าง เคยถามถึงพวกเขาบ้างมั้ย
    ปู : (โหน้อง) แฟนเพลงของพวกเราจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นพวกเขาตาม คือเราไม่ใช่แบบหน้าใส ตี๋ น้องก็น่าจะเข้าใจนะว่าแฟนเพลงเขาจะเป็นอย่างไร คือมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย จากเมื่อก่อนจะเป็นพวกผู้ชาย แนวเถื่อนๆ นะ แต่เดี๋ยวนี้คนฟังเป็นอะไรที่เขาพัฒนาการฟังเพลงของเขาขึ้น แฟนเพลงของเราก็เลยมีแนวโน้มว่าเปลี่ยนตาม แต่หมายถึงคนเก่าก็ฟังต่อนะ เขาจะปรับตามเรา แต่ผมว่ายุคสมัย ความนิยมมันก็เปลี่ยนตามไปด้วยนั่นแหละครับ เมื่อก่อนนะเขาจะตามเรา แต่ตอนนี้แฟนๆ ผมคงไม่วิ่งตามกรี๊ดแล้ว แค่เราไปร้องเขาก็ไปดู แต่ไม่ใช่มาเฝ้านะ ไม่ใช่ขนาดนั้นนะครับ

    10 ปีนี้มีความหมายว่าอย่างไร
    ปู : 10 ปี เป็นอะไรที่เรามาถึงเสาหลักกิโลที่ 10 มั้ง และเราก็ยืนยันว่าเราจะไปเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิด คือยืนยันว่าเรารักมากครับ อยากให้เป็นเราแบบนี้ตลอดไป ยอมรับว่าการทำงานตรงนี้เป็นความสุข เป็นอะไรที่เราถวิลหาตลอดเลยครับ

    ขณะที่พูดคุยมีเสียงหัวเราะเฮฮาเกิดขึ้นตลอด…จุ๊ๆๆๆๆ แต่พูดไม่ได้ว่าเราหัวเราะเรื่องอะไรกัน ผู้ชายเขาคุยกัน ออกอากาศไม่ได้ ฮึ้ม…

    ภาพยนตร์บันเทิง ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม – 6 กันยายน 2548

  • 20 ปี คาราวาน ประวัติศาสตร์ที่ยังคงหายใจของบทเพลงจากกองเกวียน

    วง คาราวาน

    เดือนที่ผ่านมาอาจจะเป็นแค่เพียงเดือนหนึ่ง ที่บ่งบอกว่าวันเวลาของปีใหม่กำลังใกล้จะมาถึง แต่สำหรับอีกคนหลายคนที่ผู้เขียนเชื่อว่า ถึงแม้ว่าวันและเวลาที่ฝากไปกับปีใหม่และผ่านกลายเป็นปีเก่าไปแล้วไม่ว่าจะกี่ปี ตุลาคมไม่ใช่เป็นเพียงแค่เดือนตุลาคม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของพลังวีรชนคนหนุ่มสาวที่ร่วมในเหตุการณ์ ตุลาคม 2516 และ 2519 ตุลาคมคือบาดแผลที่ร้าวลึกในใจของดอกไม้สีขาวเหล่านั้น และเป็นแผลที่ร้าวรอนกว่าในดวงใจของผู้ที่สูญเสียดอกไม้ที่กล้าหาญไป ผู้เขียนเองถึงแม้จะไม่ทันที่จะอยู่ร่วมรับรู้ความเป็นไปของเหตุการณ์ครั้งนั้นยังคิดเสียดายอยู่ว่าความจริงหลายหน้าของประวัติศาสตร์ที่เยาวชนหนุ่มสาวในยุคนี้ควรจะได้ศึกษานั้นขาดหายไปจากตำราเรียน เลยต้องมาเรียนรู้และค้นหาหนังสืออ่านกันเองสำหรับผู้สนใจ หากจะพูดว่าประวัติศาสตร์สร้างวีรบุรุษแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนได้สร้างนักคิด นักเขียน และศิลปินหลายคนเช่นกัน คาราวานคือผู้ที่เล่าขานถึงการต่อสู้เพื่อชีวิต เพื่อสังคม และเพื่อประชาชน และบทบันทึกการต่อสู้นั้นถูกเรียงร้อยอยู่ในบทเพลงของศิลปินกลุ่มนี้

    คอนเสิร์ต 20 ปี คาราวาน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของพลังวีรชนในครั้งนั้น ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งกว่าอบอุ่นจากแฟนเพลงที่เคยเป็นพลังแห่งหนุ่มสาวในยุคนั้นและแฟนเพลงสาวๆหนุ่มๆในยุค 20 ปีให้หลัง บ่ายแก่ๆของเสาร์นั้นหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดูคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อผู้เขียนฝ่าการจราจรไปถึงสนามหลวงประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลาแสดงนั้น มีผู้ชมกว่าครึ่งเดินเตร็ดเตร่รออยู่บริเวณนั้นแล้ว บ้างก็นั่งเล่นอยู่ใต้ร่มไม้ข้างหอประชุม บ้างก็กำลังคุยอย่างออกรสชาติกับเพื่อนฝูงที่บันไดหน้าหอ มีหลายคนอยู่เหมือนกันที่เดินดูหนังสือ เสื้อยืด และของที่ระลึกชิ้นอื่นๆอยู่หน้างาน ไม่มีการขายบัตรหน้างานเนื่องจากบัตรถูกจองหมดจนเกลี้ยงก่อนวันแสดง ประตูหอประชุมเปิดช้ากว่าเวลาที่แจ้งไว้เล็กน้อย ในรอบที่ผู้เขียนไปดูแฟนเพลงน่ารักมากทยอยกันเข้าหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ภายในเวลาสั้นๆหอประชุมใหญ๋ธรรมศาสตร์ก็แน่นขนัดทั้งชั้นบนและชั้นล่างที่มีการเสริมเก้าอี้ตลอดแนว ผู้เขียนคิดว่านอกจากคอนเสิร์ตของเบิร์ด ธงไชย เมื่อครั้งที่ผ่านมาที่ศูนย์วัฒนธรรมแล้ว คงจะมี แต่คอนเสิร์ท 20 ปี คาราวานเท่านั้นที่เรียกผู้ชมได้อย่างล้นรอบแบบนี้

    ฉากบนเวทีถูกจัดไว้อย่างเรียบง่ายมีแต่จอไสล์ดสีขาวขนาดใหญ่ 2-3 อันแขวนอยู่ข้างๆ และด้านหลังเวทีถูกยกพื้นเล็กน้อยสำหรับวางเครื่องดนตรีและจัดแต่งเวทีให้เป็นรถบรรทุกเก่าๆ จากยุค 20 ปีก่อน รถบรรทุกคือการสัญจรเล่นดนตรีไปทุกที่ของคาราวานในครั้งนั้น คนที่เข้าไปฟังคาราวานไม่ได้แปลกใจกับความที่ไม่มีอะไรในการจัดฉาก และไม่ได้คาดหวังที่จะให้มีฉากที่หรูวิจิตรพดร้อมบรรดาแดนเซอร์อีกหลายชีวิตบนเวที เพราะคนที่รู้จักคาราวานดีย่อมตระหนักดีว่าความเรียบง่ายของฉาก สะท้อนถึงความเรียบง่ายของเพลงคาราวาน ความเรียบง่ายที่เนื้อหาสาระและท่วงทำนองที่ผสมผสานกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านมีพลังมากพอที่ไม่ต้องนำสิ่งอื่นมาประกอบ เป็นความเรียบง่ายที่ยิ่งใหญ่อย่างถ่อมตนของคนที่รู้ว่ามีอะไรที่ดีกว่าที่จะมอบให้กับคนฟัง

    ผู้สร้างตำนานเพลงเพื่อชีวิต 4 คน น้าหงา (สุรชัย จันทิมาธร) น้าหว่อง (มงคล อุทก) น้าอืด (ทองกราน ทานา) และ น้าแดง (วีระศักดิ์ สุนทรศรี) ขึ้นเวทีพร้อมเครื่องดนตรีประจำตัว กีตาร์ ไวโอลิน และพิณพื้นบ้านจากอิสาน นี่เองที่เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวของ คาราวานที่ใช้ต่อสู้กับระบอบการปกครองสมัยนั้น น้าหงารับหน้าที่เป็นพิธีกรของงาน เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นคนพูดคุยมากที่สุดเมื่อเทียบกับสมาชิกคนอื่นๆในวง

    ในช่วงแรกคาราวานเริ่มเล่าเรื่องของเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยเพลงเก่าหลายเพลงที่เคยปลุกสำนึกและวิญญานของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ วีรบุรุษที่ตายอยู่ข้างทางเกวียนหรือเพลงกุลาที่น้าหงาเล่าให้คนฟังว่าเป็นเพลงที่ทำให้สมาชิกทั้ง 4 คน ได้มาเจอกัน ฟังแล้วเห็นภาพของทุ่งกุลาที่มีฟ้าสีแห้งดินสีโหย ได้อย่างค่อนข้างชัดเจน เพลงนกสีเหลือง อีกเพลงหนึ่งที่ระลึกถึงวีรชนคนหนุ่มสาวที่เสียชีวิตไป ผู้ที่แต่งเพลงนี้คือหนึ่งในเพื่อนพ้อง คาราวาน (วินัย อุกฤษณ์) ที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากเหตุการณ์มาก และแต่งเพลงนี้หลังออกจากโรงพยาบาลประส่ทให้กับนกสีเหลืองทุกตัวที่จากไป ในตอนท้ายๆของเพลงผู้ฟังได้ร้องคลอตามกับคาราวาน กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป เจ้าคือวิญญานเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย เพลงนี้จบด้วยบรรยากาศเงียบและอารมณ์เศร้า ๆที่ยังคงค้างในใจทั้งของผู้เล่นและผู้ฟัง จะมีภาพขาวดำของ คาราวานจากอดีตเมื่อวันวานฉายบนจอไสลด์เป็นระยะๆ คนภูเขาเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีอีกเพลงหนึ่งที่ วิสา คัญทัพ แต่งคำร้อง (ที่น้าหงาแอบแซวว่าเนื้อเพลงค้นเจอในซองกีตาร์) มีเสียงช่วยร้องคลอเบาๆกับ ร้อยดาวร้อยเดือนมา ร้อยดวงมาเรียงเป็นวง ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายของช่วงแรกของการแสดงที่เล่นอะคูสติคตลอดจอไสลด์ในช่วงพักนี้แปลงสภาพมาเป็นจอหนังขาวดำ เป็นการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลหลายหลากวงการเกี่ยวกับ คาราวาน

    สำหรับช่วงแรกนี้มีความคิดเห็นของคนหนุ่มๆ สาวๆในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็จะชื่นชอบ คาราวานในฐานะที่เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่กลายเป็นอมตะไปแล้ว และ คุณ จิรพรรณ อังศวานนท์ได้พูดถึง คาราวาน ในแง่ดนตรีที่มีเนื้อหาและทำนองเดิมๆ แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่าจุดนี้คือจุดที่ คาราวาน ได้แสดงให้เห็นถึงความมีอะไรๆของ คาราวานที่ทำให้เนื้อหาและทำนองเดิมๆนั้นยังอยู่ได้ในใจของผู้ฟังจนถึงปัจจุบัน ในช่วงสองเป็นการเล่นกับวงใหญ่มีกลองและเครื่องดนตรีไฟฟ้าร่วมบรรเลงด้วยเท่าที่ผู้เขียนจำได้ น้าหมานจากวง หินเหล็กไฟมาเล่นกลองให้เพลงในช่วงนี้เป็นเพลงที่น้าหงาบอกว่า เป็นเพลงใหม่ที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก เริ่มตั้งแต่เพลงเพลง เส้นทางเดิน ที่น้าอืดแต่ง เพลง สหาย ที่น้าหว่องแต่งและร้องเอง อาจจะเป็นเพราะใช้เครื่องดนตรีจากวงใหญ่เล่นด้วยเต็มวงก็ได้ เพลงสุดท้ายของช่วงสองนี้เป็นเพลงที่น้าหงาเล่าให้ฟังว่าเป็นเพลงที่เพื่อนๆเรียกว่าเพลง ภูเขาทลาย ซึ่งชื่อจริงๆของเพลงนี้ คือ วัฏสงสาร

    บทสัมภาษณ์ช่วงสองเป็นการตีความ คาราวาน จากมุมมองของนักวิขาการที่รู้จักกันดี คุณ ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ที่ให้คำจำกัดความของ คาราวาน ว่าเป็นทูตสันติภาพ จาก ประเทศไทยไปแสดงที่ญี่ปุ่นบ้าง ที่ลาวบ้างและล่าสุดที่เขมรตามคำขอวานของ คุณ ไกรศักดิ์ อีกท่านหนึ่งที่ให้ความเห็น คือ คุณ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ให้ความหมายของ คาราวาน ที่ผู้เขียนคิดว่า ถูกใจ ผู้เขียนที่สุด ( และอาจจะอีกหลายคน ) ที่ว่า คาราวาน คือ ความหลากหลายและลุ่มลึกทางวัฒนธรรม หลากหลายจากการเอาดนตรีและภาษาถิ่นพื้นบ้านมาใส่ในบทเพลง และลุ่มลึกในความหมายและท่วงทำนองที่กินลึกเข้าไปในอารมณ์และความรู้สึก คุณทอดด์ ทองดี หนุ่มอเมริกันคืออีกผู้หนึ่งที่ได้ให้ความคิเห็นเกี่ยวกับ คาราวาน สำหรับคุณ ทอดด์ ผลงานของคาราวานไม่ใช่ขนมที่ยัดเยียดให้คนฟังเหมือนเพลงตลาดทั่วๆไป แต่เป็นเพลงที่ทำให้คนคิดตาม เนื่อหาในเพลงนั้นสามารถเอามาถกเถียงหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

    เพลงที่เล่นในช่วงสามนี้สะท้อนคำจำกัดความของคาราวาน ของคุณ ชาญวิทย์ได้อย่างเด่นชัดในแง่ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เรื่องราวของชาวบ้าน อิทธิพลทางด้านภาษา วิถีการดำเนินชีวิตและดนตรีของชนกลุ่มน้อยถูกบันทึกในบทเพลงที่เล่นในช่วงนี้ เช่น เพลง ไอปองปอนซาเป็นภาษาของชาวลัวะ ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ชายแดนจังหวัดน่าน เป็นเพลงที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินของชาวลัวะ ที่มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่หาได้ตามป่า เพลงนี้น้าหงาแต่งขึ้นจากประสบการณ์และความประทับใจจากการที่ไปอยู่ป่าทางเหนือและได้รู้จักกับชาวบ้าน ผุ้เขียนชอบเสียงหวานจากไวโอลินฝีมือของน้าอืดในเพลงนี้มากเป็นพิเศษ ภาษาและสำนวนชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เป็นคำง่ายๆแต่กินความหมายลึก เพลงใกล้ตาไกลตีน ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เอาสำนวนพื้นบ้านมาใช้เป็นชื่อเพลง

    มาถึงช่วงศิลปินรับเชิญ ท่านแรก คือ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนร่วมอุดมการณ์และร่วมต่อสู้มาด้วยกันกับ คาราวาน ให้เกียรติร่วมเป่าแคนในเพลงที่จัดให้อยู่ในระดับ คลาสสิคของเพลงเพื่อชีวิตไปแล้ว เดือนเพ็ญ บทเพลงของการอาลัยหาแผ่นดินเกิดที่ข้ามน้ำข้ามฟ้าและป่าเขามาจากแดนไกล คุณ ปู
    พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ นักร้องเพลงเพื่อชีวิตรุ่นน้องที่กำลังมาแรงเป็นศิลปินรับบเชิญอีกคนหนึ่งทั้งช่วยร้องและเล่นกีตาร์ ในเพลง ดวงจำปา เพลงของอ้ายน้องชาวลาวและเพลง คืนรัง อีกเพลงของ คาราวานที่หลายคนชื่นชอบ

    ในเนื้อเพลงที่ว่า โอ้ยอดรักฉันกลับมา จากขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล จนถึง ฉันเหนื่อย ฉันเพลีย ฉันหวัง… เพลงนี้คนฟังคงจะอย่างน้อยที่สุดอาจจะร่วมรับรู้การกลับคืนรังของคนที่เข้าป่านนั้น ต้องการกำลังใจและความเข้าใจมากแค่ไหนจากคนเมืองในยุคนั้น เพลงในช่วงสุดท้ายเป็นเพลงที่มีเนื่อหาค่อนข้างแรง มีจังหวะและทำนองที่หนัก และยิ่งใช้วิธีเล่นแบบเต็มวงใหญ่แล้ว ทำให้บรรยากาศในช่วงท้ายนี้รุนแรงและคึกคักอย่างเต็มเครื่อง เช่น คนกับควาย คนตีเหล็ก ถั่งโถมโหมแรงไฟ

    คนฟังมีโอกาสได้ฟังเพลงชาติ (ไทย) ในแบบของ คาราวาน เมื่อใกล้ 6 โมงเย็น ก่อนที่จะจบการแสดงมีแขกรับเชิญมาว่ากลอนสดวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาบ้านเมืองรวมไปถึงการทำงานคณะรัฐบาล และเพลง คาราวาน บทเพลงของกองเกวียนคนทุกข์ที่ครั้งหนึ่งเคยปลุกพี่น้องผองเพื่อนชีวิต ตื่นเถิดมวลมิตรผู้ยังหลับไหลถูกใช้เป็นเพลง ปิดท้าย

    สามชั่วโมงเศษกับการฟังดนตรีจาก คาราวาน เหมือนกับการได้ฟังส่วนหนึ่งในเรื่องราวชีวิตของผู้ที่ถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ เหมือนกับการได้รับรู้และสัมผัสบางส่วนเพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง วีรกรรมของวีรชนในยุคแสวงหาอาจจะกำลังถูกลืมและค่อยๆกลืนหายไปกับกระแสตามควมเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคนี้ถ้าเราไม่มี คาราวาน สำหรับผู้เขียนเป็นหนึ่งในเยาวชนหนุ่มสาวของยุคนี้ คาราวาน คือ ตำนานที่ยังมีชีวิตและ คาราวาน คือความจริงของประวัติศาสตร์ที่ยังคงหายใจอยู๋

  • สมาชิกวงบอดี้แสลม

    สมาชิกวงบอดี้แสลม

    สมาชิกวงบอดี้แสลม

    สมาชิกวง บอดี้แสลม ในยุคแรก มี 3 คน ดังนี้

    ตูน บอดี้แสลมชื่อจริง อาทิวราห์ คงมาลัย
    ชื่อเล่น ตูน
    ตำแหน่ง ร้องนำ
    วันเกิด 30 พฤษภาคม 2522
    การศึกษา ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    ศิลปินที่ชื่นชอบ Match Box 20,Lifehouse
    กีฬาที่เล่น ฟุตบอล
    ประสบการณ์ทาง ด้านดนตรี อดีตสมาชิกวงละอ่อน
    ร้องแร็พให้กับวง Big Ass
    เล่นดนตรี(กลางคืน) ในนามวง กุหลาบขาว
    ผลงานที่ผ่านมา อัลบั้ม ละอ่อน
    อัลบั้มพิเศษ “เทพนิยายนายเสนาะ”


    เภา บอดี้แสลมชื่อจริง รัฐพล พรรณเชษฐ์
    ชื่อเล่น เภา
    ตำแหน่ง กีตาร์
    วันเกิด 12 เมษายน 2522
    การศึกษา ปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
    ศิลปินที่ชื่นชอบ Enya,Smashing Pumpkins
    กีฬาที่เล่น ฟุตบอล
    ประสบการณ์ ทางด้านดนตรี อดีตสมาชิกวงละอ่อน
    ผลงานที่ผ่านมา อัลบั้ม ละอ่อน
    อัลบั้มพิเศษ “เทพนิยายนายเสนาะ”


    ปิ๊ด บอดี้แสลมชื่อจริง ธนดล ช้างเสวก
    ชื่อเล่น ปิ๊ด
    ตำแหน่ง เบส
    วันเกิด 30 เมษายน 2522
    การศึกษา ปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา ม.เกษตรศาสตร์
    ศิลปินที่ชื่นชอบ Silly Fools,Mr.Big
    กีฬาที่เล่น ฟุตบอล
    สบการณ์ทาง ด้านดนตรี อดีตสมาชิกวงละอ่อน
    เล่นดนตรี (กลางคืน) ในนามวง Go So Big
    ผลงานที่ผ่านมา อัลบั้ม ละอ่อน
    อัลบั้มพิเศษ “เทพนิยายนายเสนาะ”
    แสดงละครชุดเรื่อง “พ่อ”

  • เบิร์ด กุลพงศ์ บุนนาค ไม่ได้มามือเปล่า เอาเสียงเพลงมาฝากอีกแล้ว

    เบิร์ด กุลพงศ์ บุนนาค ไม่ได้มามือเปล่า เอาเสียงเพลงมาฝากอีกแล้ว

    หลังจากทิ้งความประทับใจผลงานเพลงชิ้นล่าสุดภายใต้ชื่อกลุ่มศิลปิน “SYSTEM 4” โดยการ นําของ เบิร์ด กุลพงศ์ บุนนาค แล้วต่างคนก็ต่างบินลัดฟ้าเพื่อกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐ อเมริกา จนเมื่อเร็ว ๆ นี้เราก็ได้ข่าวการกลับมาเยือนของเบิร์ดอีกครั้ง การมาครั้งนี้หรือว่าจะถึง ฤดูกาลแห่งการบรรเลงเสียงเพลงของเขาแล้ว ด้วยความเอื้อเฟื้อจากพี่สาวผู้อารี เธอกับฉันก็เลย ได้โอกาสพูดคุยกับหนุ่มคนนี้เร็วกว่าที่คาดคิด เรื่องราวครั้งใหม่ในการกลับมาครั้งนี้ของเบิร์ด ที่ออกจากปากคําของเขาเอง พร้อมอยู่ตรงนี้ แล้ว

    “ใช่แล้วครับ กลับมาคราวนี้ผมกลับมาทํางาน อัลบั้มชุดใหม่”

    ได้ข่าวมาว่าจะเป็นการร่วมงานกับ ฮาร์ท อีก ครั้ง

    ฮะ

    แล้วน็อต จ๋ำ โจ๋ ล่ะฮะ

    SYSTEM 4 ก็ยังอยู่ คือว่าเราอยู่ที่โน่น (อเมริกา) เป็นกลุ่มเพื่อนกัน ใครว่างเมื่อไหร่ก็คงจะ มาร่วมงานกันอีกครั้ง คือช่วงที่ทํา SYSTEM 3 ชุดแรกนั้น ฮาร์ทเค้าบอกว่าเค้าอยากเรียน เค้ายังไม่พร้อมที่จะกลับมาช่วงนั้น ซึ่งผมก็เล่นดนตรีอยู่ กับน็อต จ๋ำ โจ๋ เค้าก็บอกเค้าอยากจะกลับมาเมืองไทยช่วงนั้น ก็เลยเป็น SYSTEM 4 ในตรงนั้น ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็น SYSTEM 5 ก็ได้ใช่มั้ยฮะ มี ฮาร์ทเข้ามาอยู่ด้วย คืออาจจะเป็นวงใหม่เลยก็ได้ แต่พวกผมทํางานร่วมกันทั้งนั้นแหละ อย่างชุดนี้ที่ กับฮาร์ท จ๋ำเค้าก็ช่วยมาตีกลองใจก็ช่วยมาเล่นเบส น็อตเข้ามาเล่นกีตาร์ให้อะไรเงี้ย ซึ่งเค้ากลับมาร่วมงานกับเราที่นี่ไม่ได้ ก็เลยเป็นเบิร์ด กับฮาร์ท เพราะมีเวลาว่างที่จะมาทํางานตรงนี้ ที่เมืองไทยพอดี

    ในการออกผลงานชุดใหม่นี้ก็ต้องมีการย้ายค่าย ให้ด้วย

    คือครีเอเที่ยที่เราเคยทํา SYSTEM 4 ตอนนี้เค้าไม่ได้ทําแล้ว ตอนหลังนี้เราก็มาคุยกับหลาย ๆ บริษัท ก็รู้สึกว่าดีตาเค้าจะให้อิสระเรามาก ในการที่จะทําผล งานออกมาตามสไตล์ของเรา ก็คิดว่าคงจะลงเอยตรง นี้นะฮะ แต่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไร เป็นสัญญาใจกันมากกว่า คือเราเข้าไปคุยกับเค้าแล้วสิ่งที่เค้าพร้อมที่จะทําให้เรา และสิ่งที่เราต้องการมันไปกันได้ ไม่มี ปัญหา

    พูดถึงแนวเพลงแล้ว การกลับมาทํางานกับฮาร์ท อีกครั้ง แนวเพลงจะกลับมาเป็นอย่างที่เคยทําคู่กัน หรือเปล่า

    เพลงมันคงจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะแก่ขึ้น (หัวเราะ) รู้จักเพลงมากขึ้น รู้จักดนตรีมากขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็คงจะไม่เหมือนเดิมที่เดียวนัก แต่เป็นแนวที่ทุกคนฟังแล้วรู้สึกได้ว่า เออ..มันเป็นเบิร์ดกะฮาร์ทอะไรเนี้ย

    การท่าเพลงล่ะฮะยังเป็นการทํากันเองอยู่รึเปล่า

    ฮะ ถ้าทํางานกับฮาร์ทนี้ ผมยกให้ฮาร์ททั้งหมดเลย ฮาร์ทจะเป็นผู้โปรดิวซ์ แต่เป็นเพลงที่ทั้งผมแต่ง และฮาร์ทแต่ง

    ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางคีตานะฮะ

    ไม่ฮะ นี่ไงที่บอกว่าเป็นอิสระก็คือว่า เขาไม่มายุ่งตรงนี้ เค้ายอมรับในสิ่งที่เราทํามา ซึ่งในสมัยนี้ก็เป็นอะไรที่ให้อิสระกันพอประมาณ

    ตอนนี้ทําไปได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์แล้วฮะ

    สัก 80 เปอร์เซ็นต์ได้ เราทํามาจากที่อเมริกากันหมดเลย อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือการตบแต่งเรียบเรียงที่เมืองไทย แต่เมนมันนี้เสร็จแล้ว ส่วนเรื่องกําหนดวางแผงนี้ไม่รู้อะ เราถามเค้าว่าจะวางเมื่อไหร่ เค้าก็จะบอกว่ามันขึ้นอยู่กับการตลาด เค้าคิดว่ามันเหมาะตอนใหนเค้าก็จะออกให้เรา ซึ่งอาจจะเป็น เดือนหน้า หรืออาจจะเป็นอีก 6 เดือนก็ได้ แล้วแต่ว่าเค้าจะออกตอนไหน

    เบิร์ดก็ต้องทิ้งทุกอย่างทางโน้นมารองานชิ้นนี้

    ก็ต้องรอ เรื่องเรียนเรื่องอะไรก็ต้องหยุด

    กับกําหนดเวลาที่ไม่แน่นอนอย่างนี้ไม่ทําให้เสีย การเรียนเหรอ

    คือเบิร์ดเรียนปริญญาโทอยู่ แต่ก็ทํางานไปด้วยก็คงต้องหยุดไว้ก่อน

    งานที่ทําที่โน่นเป็นงานดนตรีอย่างนี้รึเปล่า

    เป็นงานอย่างอื่นครับ เป็นงาน AE ประสานงานธุรกิจ คือพี่ชายผม 2 คนเค้าตั้งโรงงานเกี่ยวกับ การบรรจุหีบห่อ PACKING มีพนักงานซัก 15 20 คน ผลิตงานอย่างกล่องใส่วิดีโอ..อะไรอย่างนี้ ซึ่ง เครื่องมือต่างๆ ของวิดีโอจะมีของพลาสติกใส่ โรงงานเราก็จะเป็นคนทําซองพลาสติกนั้น หรือว่าอัลบั้มรูปเราก็ทําตรงพลาสติกอะไรอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้ว ผมแยกออกมาทําอีกบริษัทหนึ่ง คล้าย ๆ นายหน้า คือเราจะรับงานมาสารพัดงาน แต่เราจะเลือกงาน งานที่เราคิดว่ากําไร ๆ ดี หรือเหมาะสมกับงานโรงงานเรามาก เราก็จะส่งเข้าโรงงานเราเอง หรืองานที่เราคิด ว่ากําไรไม่ดีนัก หรือเราทําไม่สะดวก เราก็จะส่งไปให้ บริษัทอื่น ลูกค้าก็จะเป็นฝรั่งทั้งหมดเลย

    งานเหล่านี้ใช่มั้ยที่เบิร์ดคิดจะยึดเป็นอาชีพจริง ๆ ในอนาคต

    ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกฮะ คือของพี่ชาย 2 คน มาทําตรงนี้ แล้วเค้าถนัดในการโปรดักชั่น หรือการ ผลิตมาก ผมเรียนจบ MARKETING มา ก็เลยมาช่วยด้านการตลาด งาน A. E หรืองานประสานงาน ระหว่างลูกค้ากับทางบริษัทนี้มันก็โอ.เค. สักช่วงแต่ ในระยะยาวมันคงจะจําเจ ไม่รู้สิเห็นเพื่อนหลายคน ทํา A E อยู่ปีสองปีเค้าก็จะเบื่อแล้ว

    ฟังดูแล้วงานของเบิร์ดท่าทางจะยุ่ง แล้วเอาเวลาที่ไหนไปทําเพลงล่ะฮะ เพราะไหนจะต้องเรียนอีก

    ช่วงนั้นเวลาว่างน้อยมาก ตอนนั้นเรียนไม่ได้เลย ช่วงที่มาทํา SYSTEM 4 แล้ว กลับไปนี้ผมทํางาน เต็มที่เลยครึ่งปี โดยที่ไม่ได้เรียนเลย หลังจากนั้นเราก็ รู้สึกมาเริ่มเรียนต่อดีกว่า แต่จริงๆ แล้วอยากทํางาน แล้วครับ มันแก่แล้ว ดนตรีนี้ก็เป็นงานอดิเรก ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็เจอกับฮาร์ทเค้า ก็มานั่งคิดกันว่าจะ เอาเพลงนี้มั้ย เพลงนั้นมั้ย จะทํายังไง ซึ่งเราอยู่คน ละที แต่เวลามาเจอกันนี้ก็จะมาเจอแบบอัตโนมัติ คือเราจะรู้กันว่าเราจะเจอกันได้ที่ไหน จะมีที่ประจํา ที่ไปกัน พอว่างก็ไปเจอกัน จะเป็นอย่างนี้ซะส่วนมาก

    แต่ช่วงที่เข้าห้องอัดเสียงจริง ๆ นี้ ไม่รู้ว่าจะ เหมือนเมืองไทยรึเปล่านะ ที่อเมริกามันแพง เพราะ ฉะนั้นการที่เราจะเข้าห้องอัดเสียงนี้เราจะต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย อะไรจะขึ้นตอนไหน เปียโนจะเข้าตอนไหน แยกตรงไหนต้องเตรียมให้เรียบร้อย เข้าไปใบนี้ต้องพร้อมเลย มันจะเร็วมาก ๆ เทคโนโลยี สมัยใหม่มันจะเป็น SEQUENCER สามารถที่จะลง เสียง กลอง กีตาร์ เปียโน ใน GIGITAL ได้ เราจะลง ก่อนแล้วมันจะยังเข้า TRACK 24 TRACK เลย ทํา ให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เพราะสิ่งที่เราจะยิงเข้าเนื้อเทป จริงๆ ในห้องอัดเนีย อาจจะเป็นเสียงร้อง เสียง ประสาน แต่เสียงกลองในชุดใหม่ของเรานี้ 70% จะเป็นกลองจริง แต่ไม่รู้ว่าคนจะฟังออกมั้ยว่าเป็น เสียงกลองจริงๆ

    ความรวดเร็วนี้เป็นเหตุผลที่ทําให้เลือกอัดเสียงที่ โน่นหรือเปล่า หรือเพราะความสะดวก

    ความสะดวกมากกว่า เพราะถ้าเราจะมาอัด เสียงเมืองไทย มันก็เสียเวลาเปล่า อยู่ที่โน่นเราใช้ เวลาว่าง ศุกร์ เสาร์-อาทิตย์เข้าไปอัดเสียงมันก็เสร็จ แล้ว แต่ไม่ได้ว่าเค้าเก่งกว่าเลยนะพูดตรงฝีมือคนไทย ทําได้เหมือนกัน

    มันจะทําให้ต้นทุนการผลิตงานของเบิร์ตมาก กว่าศิลปินคนอื่นรึเปล่า

    ใช่ ๆ เท่าที่ผมเข้าใจนะฮะ ไม่รู้ว่ามันจะเป็น จริงขนาดใหน ส่วนมากที่เมืองไทยเค้าทําเทป MASTER มาแล้ว เค้าจะขาย MASTER แล้วเค้าจะได้ กําไรจาก MASTER ด้วย อย่างเค้าลงทุน MASTER 3 แสน เค้าอาจจะมาขายบริษัทเทปอีกที่ 5-6 แสน อะไรเงี้ย ซึ่งตรงนั้นมันคือกําไร ส่วนพวกผมค่าใช้จ่ายจากตรงนั้นมันแพง การที่เราขาย MASTER ให้บริษัทเทป เราจะไม่ได้กําไรตรงนั้น เพราะค่าใช้จ่ายเราสูงกว่าคนอื่นเค้า ซึ่งเราจะมาบวกราคาตรงนั้นเพิ่ม เค้าก็คงไม่เอาหรอก แต่ก็โอเค.ฮะ เราถือว่า เราได้ทํางานที่ต้องการจะทํา ( จะเป็นการทํางานตามความพอใจที่ต้องการนํา
    เสนอของเราเอง ไม่ค่อยจะคํานึงถึงความเป็นธุรกิจเท่าไหร่

    ก็พูดง่าย ๆ ตอนเข้าไปคุยกับบริษัทต่าง ๆ นี้ เค้าก็จะบอกว่าทําอย่างนี้มันอาจจะขายได้ไม่เยอะนะ แทนที่คุณจะขายเป็นล้าน ก็จะขายได้แค่แสน ถ้าคุณให้เราแต่งให้ หรือให้เราคิดแนวดนตรีให้ คุณอาจจะขายได้เยอะกว่านี้ ซึ่งเราก็บอกไม่เป็นไรหรอกครับ เราขอตรงนี้ไว้เป็นอะไรที่เราภูมิใจดีกว่า ถึงแม้ว่าเพลงมันอาจจะไม่ดังทะลุยอดฟ้า แต่เราฟัง แล้วเรารู้สึกว่า เออ นี่เป็นเพลงที่เราแต่งออกมาหรือ ว่าเราเป็นคนทํา ความภูมิใจมันอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้อยู่ที่เงินเท่าไหร่

    ซึ่งวงการเพลงไทยทุกวันนี้ธุรกิจมันมาควบคุมศิลปินไปหมดแล้ว

    ฮือ..ใช่จริงๆ นะ ไม่ได้ว่าใคร แต่มันเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือว่านักดนตรีหรือว่านักร้องไทย สมัยนี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่นักดนตรี เป็นนักแสดงหรือ ใครก็ได้ที่พอเป็นที่รู้จักก็เป็นนักร้องได้แล้ว ซึ่งหลายคนก็ร้องได้ดีนะฮะ แต่แน่นอนอยู่แล้วว่าที่ตัวของเค้า จะไม่มีความรู้ทางด้านดนตรี จุดบอดมันอยู่ตรงนั้น

    กับสภาพที่เป็นไปอย่างนี้ มันมีผลบังคือให้เรา ปรับสภาพไปตามระบบอย่างนั้นมั้ย

    ก็นิดหน่อย แต่ก็อย่างที่บอก เราก็พยายามจะยืนของเราอยู่ตรงนี้ ขอแต่งเองเพราะว่าเราเป็น อย่างง ๆๆๆ นี่ยังดีนะที่ว่าเราเคยทําเพลงมาก่อนแล้ว ถ้าเพิ่งมาเริ่มทําตอนนี้เค้าคงไม่ให้เราทําหรอก เพราะ ว่าสมัยนี้เท่าที่ดู ทุกคนที่ออกเทปจะเป็นใครที่ประชาชนรู้จักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ละครหรือไม่ก็เป็น คนที่เด่นจริง ๆ แต่ว่าไม่ใช่ว่าที่เมืองนอกเค้าจะไม่มี อย่างนี้นะฮะ มีนะฮะ แต่คือเค้ามีหมดทุกอย่างแบบบ้านเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็มี อย่างบริษัทที่ทําเพลงของ ไคลี มีน็อก, เจสัน โดโนแวน, และอีกหลาย ๆ วงเค้า ก็จะเป็นยังงี้ คือจับคนที่ดูดีเอามานี้ แต่งเพลงให้ เลยอะไรง แต่ว่ามันก็มีอีกกลุ่มที่เล่นดนตรีมาตั้งแต่ เดือนละ 40 เหรียญ จนกระทั่งมีแมวมองมาเห็นเข้า อะไรอย่างนี้

    เบิร์ดกะฮาร์ทนี้ขอเป็นอย่างหลังดีกว่า

    ก็ขอเป็นอะไรที่เป็นตัวเราเอง ผมยังเสียดาย บริษัท ไนท์สปอร์ต ที่เราเริ่มต้นที่นั้น แต่ก็อีกล่ะ นะฮะ บริษัทถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะไม่รอด ในเมื่อ ไม่คิดถึงการตลาดกัน ทําแต่เอากล่องอย่างเดียว เงิน มันก็หมดกันได้ อย่างในท์สปอร์ตนี้จะเป็นแบบโอด ผมยอมรับว่าคุณทําเพลงได้ไปทํามาเลย เราจะไป ทําอะไรยังไง เค้าไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวตรงนั้นเลย ไม่เคย มีใครมาชี้ว่าคุณต้องร้องเพลงนี้อย่างง ๆๆๆๆ อันนี้ ผมก็ติดนิสัยนี้มาเหมือนกัน ซึ่งมันเป็นนิสัยที่เสีย สําหรับวงการในวันนี้ (หัวเราะ)

    เจออย่างนี้แล้ว รู้สึกท้อบ้างมั้ย

    (ยิ้ม) แต่มันก็ต้องมีขึ้นมาล่ะนะฮะ ถ้าไม่มี ก็คงลําบาก เพราะเชื่ออย่างว่าคนฟังเพลงเนี่ยเค้าจะ ไม่รู้จักเพลงดี ๆ ถ้าเค้าไม่เคยได้ฟัง เค้าจะไม่มีสิ่งเปรียบเทียบ ให้ตัดสิน มันก็ลำบากตรงนั้นเหมือนกัน ก็ถึงบอกไงว่า ฟังดูแล้วมันเป็นตัวเรา ที่ฟังดูแล้วมัน อาจจะไม่ดีเท่าคนอื่นเค้า อ้อ มีวันหนึ่งที่เข้าไปเสนองานที่บริษัทหนึ่ง เค้าพูดถึงเนื้อเพลงมันไม่ทันสมัย ก็อาจจะใช่นะฮะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อเพลงของ เรามันไม่ดีนะฮะ เพียงแต่ว่าคนเค้าชินกับการได้ยิน ถ้อยคําอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าจะบอกว่าของเราไม่ดีเท่า.. ผมไม่เชื่อฮะ ผมว่ามันแล้วแต่ เพราะเค้าไม่ชินกับคํา อย่างนี้มากกว่า เรา

    แล้วเบิร์ดคิดว่ารสนิยมในการฟังเพลงของ คนไทยทุกวันนี้ชอบแบบไหน

    ผมมาอยู่เมืองไทยนาน ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเออ คนไทยชอบแบบนี้นะ ต้องเป็นประโยคที่ได้ความเลย อย่างของอ้อมถอยดีกว่า พลิกล็อคกลับดึก หรือ อะไรสักอย่างที่เป็นธีม (THEME) เป็นเรื่องไปเลย ซึ่งเพลงของผมบางทีมันจะไม่มีอย่างนั้นนะ เราก็จะ ร้องไปเรื่อย ๆ

    และเท่าที่สังเกตเพลงส่วนใหญ่จะมาจากแรง บันดาลใจ

    ใช่อะ ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น

    แล้วชุดนี้จะมีเพลงที่เป็นชื่อผู้หญิงมาอีกรึเปล่า เพราะทุกชุดจะไม่พลาดเลยนะ

    จริงๆ แล้วมีฮะ (ตอบยิ้ม ๆ) แต่ว่าโดนฮาร์ท ดึงออกไป ฮาร์ทเค้าขอให้ดึงออก แต่เค้าคงไม่ได้ คํานึงว่าทุกชุดมีแต่ชื่อผู้หญิง อาจจะคิดว่าดนตรี อาจจะไม่เหมาะก็จะไม่ค่อยมายด์ ไม่ค่อยเถียง หรือ บางที่ฮาร์ทเค้าจะคิดว่า เพลงมันดีเอาไว้ชุดหน้าดีกว่า (หัวเราะสนุกสนาน) แต่เพลงดีนะ ชื่อเพลง ขัตติยา ก็เป็นเพลงที่ผมคิดว่าเพราะดีนะฮะ ก็เลยเก็บไว้คราวหน้าคงได้ยินกัน

    แต่เบิร์ดกะฮาร์ทออกคอนเสิร์ตก็คงได้ยินแล้วมั้ง เพราะเห็นชอบเล่นเพลงที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ในคอนเสิร์ตนี้

    (หัวเราะ) ก็หวังว่าจะมีคอนเสิร์ตนะ เพราะ ถ้าเทปไม่ดังก็คงไม่มีคอนเสิร์ต แต่ช่วงนี้ก็ต้องรอ ไปก่อนล่ะ ซึ่งผมก็ต้องอยู่เมืองไทยรอด้วยเหมือนกัน พรุ่งนี้ฮาร์ทก็จะบินกลับมาแล้วล่ะ (ตอนคุยกับเบิร์ด นั้นฮาร์ทยังไม่กลับมาจ๊ะ)

    อ๋อ….ตอนที่เบิร์ดกลับมานี้ได้ข่าวว่ากลับมาก่อน สงครามอ่าวเปอร์เซียเกิดวันเดียวเองใช่มั้ย

    ฮะ

    คนอเมริกันตื่นตัวเรื่องนี้ยังไงบ้างรึเปล่าฮะ

    มันอยู่ไกล มันไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่ แต่เค้าก็ตื่นตัวกันเหมือนกัน แต่เป็นเปอร์เซนต์ที่น้อย สําหรับคนที่ไปรบ

    แล้วเบิร์ดไม่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านของตัวเองบ้างเหรอ

    มีฮะ มีครับ เพราะเค้าประกาศเลยด้วยซ้ำว่า เดินทางช่วงนั้นไม่ค่อยดี แต่ส่วนมากจะเกี่ยวกับทางยุโรปมากกว่า ทางเอเซียไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ พวกผู้ก่อการร้ายนี้จะอยู่ทางยุโรปมากกว่า เพราะฉะนั้น คนจะไปยุโรปน้อยมาก แต่ตอนที่ผมจะกลับมานี้ ยังไม่รู้เลยนะว่าสงครามจะเกิด แต่ในใจผมนั้นเชื่ออยู่ตลอดว่าต้องเกิดแน่ ๆ เพราะถ้าตามข่าวมาตลอด จะเดาออกว่าเกิดแน่ ๆ คนอเมริกันจะรู้ว่า ผู้นําของ ตัวเองคิดอะไร

    แต่คิดว่าเบิร์ดคงรู้จิตใจของคนอเมริกันดี เพราะ อยู่ที่นั่นตั้งแต่เด็ก ๆ

    ฮะ ก็พอจะรู้บ้าง เพราะผมอยู่ที่นี่มา 10 ปี ตอนเด็ก ๆ นี้อยากผมทอง ตาสีฟ้า (เบิร์ดพูดลอย ๆ เหมือนคนกําลังนั่งฝันก็เลยได้ขำกับภาพที่เห็นและ เรื่องราวที่เค้าเล่า)

    อยากเป็นคนอเมริกันจริง ๆ เลย…

    (พยักหน้าตาละห้อย) มันรู้สึกเหมือนเรา แตกต่างจากเค้าน่ะ ทั้ง ๆ ที่เราไปเที่ยวนี้ เราพูด เหมือนเค้า ตลกกับโจ๊กเค้า กินข้าวเหมือนเค้า แต่เดินไปไหนนี้เราจะไม่เหมือนเค้า ทั้ง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเด้า เป็นความรู้สึกในตอนเด็ก ๆ พอช่วง 15-16 ปี ตอนหลังก็มาคิดว่าเราก็ใช่ฝรั่งนี้ ก็เลยหาอะไรที่มันเป็น ไทย ๆ ใส่ตัว

    เด็ก ๆ นี่เบิร์ดจะอเมริกันจําเลยฮะ

    อื้อฮึ ช่วง 9 ขวบ ถึง 15 ปี นี้จะไม่เจอคนไทยเลย นอกจากคนในครอบครัว แต่ภาษาไทยกับวัฒนธรรมไทยนี้ก็ใช้บ่อย ๆ เพราะที่บ้านยังเป็นอะไรแบบ ไทย ๆ อยู่ แต่ความรู้สึกตอนนั้นนี่คิดว่าตัวเองเป็น อเมริกันนะ ภาพเก่า ๆ ตอนเด็ก ๆ ก่อนไปเรียนที่โน่นนี่ จึงได้ไม่กี่ภาพหรอกในเมืองไทย แต่ทํายังไง เราก็เป็นอเมริกันไม่ได้ไง พอโตขึ้นความคิดที่อยากเป็นคนไทยมันก็เลยมีขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกงง ๆ นะกว่าจะค้นพบตัวเองว่าเราไม่ใช่อเมริกัน เราเป็น คนไทย (เบิร์ดเล่นความหลังแบบข้าตัวเองในที) ตลกมากเลย..จนได้กลับเมืองไทยอีกทีก็ช่วงที่ทําเทป เบิร์ดกะฮาร์ทชุดแรกนั้นแหละ

    แล้วพอได้กลับบ้านครั้งแรกหลังจากจากไปซะ นานแล้วละฮะรู้สึกยังไง

    รู้สึกว่าตัวเองมาเที่ยว จริง ๆ แล้วอยากมาเที่ยวไง เพราะหลังจากเรารับสภาพ ก็พยายามอ่าน หนังสือไทย อ่านนิยายไทย คือเรามีเบสิคภาษาไทยแล้ว อ่านยังไง เขียนยังไง แต่ช่วงแรก ๆ นี้เขียนไม่คล่องเลย มาคล่องก็ตอนตอบจ.ม.แฟน ๆ นี่แหละ ก็ต้องบอกว่าขอขอบคุณแฟนเพลงที่เขียนจม.มาหา ทําให้เขียนภาษาไทยคล่องขึ้น (หัวเราะ)

    มาเมืองไทยใหม่ ๆ นี่ก็จะได้ยินเค้าพูดว่า ก๋วยเตี๋ยวอนุสาวรีย์อร่อย เอ๊ะ เป็นยังไงไม่เคยกิน เค้าก็จะเล่าว่าหัวหินสวยนะ เกาะเสม็ดสวย ภูเก็ตเป็นอย่างนี้นะ เหมือนเราเป็นนักท่องเที่ยวน่ะ พอดีช่วง นั้นฮาร์ทเค้าจะกลับมาด้วย ก็เลยเอาเพลงมาเสนอ เลยมาเที่ยวด้วย แล้วเสนองานเป็นผลพลอยได้ จริง ๆ แล้วผลงานชุดแรกนั้นไม่ใช่ของผมกับฮาร์ท 2 คนนะ แต่เราทํากัน 4 คน มีผม มีฮาร์ท มีโจ๋ มีจ๋ำ นั่นคือ วงแรกเลย 4 คน แต่พอมาจริง ๆ อะไรมันก็เร็วมาก พอเราไปเสนอไนท์สปอร์ต แล้วเค้าเอาเพลงเราไปเปิด ออกอากาศรายการโลกสวยด้วยเพลงเป็นครั้งแรก ก็ไม่รู้จะเอาชื่อวงอะไร ใครเล่น พอเค้าดูว่าเพลงเกือบทั้งหมดเรา 2 คนแต่ง แต่ไม่มีชื่อวง เลยกลายเป็นเพลง ของ 2 หนุ่ม เบิร์ดกะฮาร์ท ซึ่งมันเป็นอะไรที่ง่ายมาก ติดเลย เพราะสมัยนั้นจําได้ว่า ยังไม่มีชื่อวงดนตรี หรือศิลปินที่เป็นชื่อเล่นสมัยก่อนเค้าไม่ใช้ชื่อเล่นกัน แล้วปรากฏว่าได้ทําเทปเลย แต่ปรากฏว่าโจ กับจํา มาไม่ได้เลยเป็นแค่ 2 คน

    เอาผลงานมาเสนอครั้งนั้น ตั้งความหวังไว้แค่ไหน ว่าจะได้รึไม่ได้

    ตอนนั้นตั้งความหวังสูงนะ จําได้ว่าจอย เพราะว่าเพลงเราเจ๋ง แต่เค้าปฏิเสธเรามั้ง แต่พอเค้าเอาไปเปิดออกรายการวิทยุ คนกลับชอบ ซึ่งเราก็แอบโทรไปขอเพลงตัวเอง อย่างนี้ก็เคยนะฮะ (หัวเราะ) แต่ก็เซอรไพรส์ว่ามีคนขอเพลงเราเยอะทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ออกเทป จนกระทั่งเพลงของเราติดอันดับ 1 ก็เลยได้ออกคอนเสิร์ต กับศิลปินในค่ายในท์สปอร์ตที่มีมาก่อนแล้ว แต่ปรากฏว่าคนที่มาดูธเนศ ดูมัม ลาโคนิค ดูปานศักดิ์ เค้าก็ร้องเพลงเราได้หมด โดยที่เรายังไม่มีเทปเลย เค้าก็เลยให้มาเห็น สัญญาทําเทปเลย เร็วมาก

    จากตรงนั้นก็เลยทําให้เบิร์ดต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างอเมริกา กับเมืองไทยบ่อยขึ้น เพราะมาทํางานเพลงที่นี่

    ฮะ แต่จริง ๆ แล้วเบิร์ดอยากอยู่เมืองไทยนะ แต่รู้ว่าที่เมืองไทยนี่เป็นอะไรที่นอกจากจะมีเงินแล้ว คงต้องมีการศึกษาที่มันสูง ๆ ด้วย เรากลับ เมืองไทย นี่คิดว่าจะทําธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ว่าคิดว่าคงจะต้องเรียนปริญญาโทให้มันจบก่อน ความรู้สึกที่อยากจะอยู่เมืองไทยนี้ เกิดมาจากความรู้สึกที่ว่าเราจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงไทย ผมมีแฟนฝรั่งมาหลายคนแล้ว แต่เข้ากันไม่ได้เลย ความเป็นอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเคยชินในครอบครัวเราตามวิถีชีวิตของคนไทย เรื่องตัดเล็บนี้ หรือการเล่นหัว หรือการใช้เท้าเปิดทีวีนี้มันเข้ากันไม่ได้ มันสะดุดนะถ้าเราเจออะไรที่ไม่ใช่คนไทย ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อว่าผมเป็นคนไทย เพราะจริง ๆ แล้วการอบรมในเรื่องวัฒนธรรม การเป็นอยู่นี้พ่อแม่สอนผมให้เป็นคนไทยตลอด ถึงแม้นอกบ้านจะเป็นฝรั่งหมด แต่เข้าบ้านผมจะเป็น คนไทย ความรู้สึกที่อยากเป็นอเมริกันนั้นมันก็เกิดเฉพาะตอนเด็ก ๆ เท่านั้นเองที่เห็นคนรอบข้างเป็น อเมริกันหมด ก็อยากจะเป็นบ้างอะไรยังนั้นมากกว่า

    คิดไว้ว่าอีกนานเท่าไหร่เบิร์ดถึงจะกลับมาอยู่ เมืองไทยจริง ๆ

    คิดว่าสักอีก 2 ปี อันนี้ตอนก่อนไปเราขายบ้านหมด ถ้าเราจะกลับมาเราก็ต้องพร้อมทุกด้าน ซึ่งก็คิดว่า 2 ปี แล้วนี่ผมก็เตรียมตัวเพื่อที่จะกลับมา

    แล้วเบิร์ดจะทําอะไรถ้าอยู่เมืองไทย เป็นงาน ธุรกิจหรือว่าด้านเสียงเพลง

    จริง ๆ แล้วอยากทําบริษัทโฆษณา หรือไม่ก็พวกการตลาดอะไรสักอย่าง แต่จริง ๆ แล้วเรามีความรู้ด้านเทปเยอะ หรืออาจจะมาทําโปรโมชั่นให้กับ บริษัทเทปก็ได้ กันหลายๆ อย่างที่คิดไว้ แต่คงจะเกี่ยวกับการตลาด ซึ่งถึงเวลานั้นงานด้านร้องเพลงคิดว่า คงจะต้องหยุดทํา มันจะขัดกัน คือช่วงนี้ที่เราทําได้ เพราะว่าธุรกิจที่เมืองนอกนี่มันเป็นของเราเอง เรา สามารถควบคุมได้ แต่ถ้ามาอยู่เมืองไทย เราทํางาน ให้ใครสักคนเป็นลูกจ้างเค้า ก็จะทุ่มเทให้กับบริษัท นั้น 100% นะฮะ ไม่ใช่จะมาขอหยุดงาน 2 เดือน ไปทําเทปอย่างนั้นไม่ใช่คงจะเป็นการทํางานอย่าง จริงจังไปเลย

    จะทิ้งงานเพลงลงคอเชียวหรือ

    ยิ้ม…เราเคยร้องเพลง ถึงตอนนั้นก็อาจจะ แต่งเพลงให้คนอื่นร้องบ้าง เราอาจจะไม่ร้องเองแล้ว อาจจะทําให้คนอื่นแล้ว ถ้าเราต้องทํางานควบคู่ ไปด้วย
    แต่ช่วง 2 ปีที่ยังเหลือเรายังคงจะได้ยินผลงานคุณภาพจากหนุ่มนี้พร้อมเพื่อนฝูงที่มุ่งมั่นในงานดนตรีอีกแน่นอน ก่อนที่พวกเขาจะก้าวจากไป สู่หนทางที่เลือกสรรแล้ว แต่หนทางที่ว่านั้นอาจจะ ย้อนมาสู่เส้นทางนี้อีกครั้งก็ได้ ใครจะไปรู้

    อ้อ..ว่าแต่ว่าอย่าลืมตามไปให้กําลังใจใน ผลงานชุดใหม่ของเบิร์ดกะฮาร์ทที่พวกเขาเอามา ฝากด้วยล่ะ

    นิตยสาร เธอกับฉัน
    ฉบับที่ 179
    ปักษ์หลัง มีนาคม 2534

    ข้อมูลและภาพจากเพจ คุณแต้ว บก.โมเดล

  • รางวัล “สีสัน อะวอร์ดส์” ครั้งที่ 13

    เพลงยอดเยี่ยม

    “ตบมือข้างเดียว” คำร้อง – สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา, ทำนอง – วุฒิชัย สมบัติจินดา

    เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม

    “คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว” คำร้อง – จักราวุธ แสวงผล, ทำนอง – บรูโน่ บรูกาโน่  และ จอห์น รัตนเวโรจน์, เรียบเรียง – บรูโน่ บรูกาโน่, ศิลปิน – จอห์น รัตนเวโรจน์

    เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม

    “Tataku” – บอยไทย

    เพลงร็อคยอดเยี่ยม

    “ไม่ลองไม่รู้” คำร้อง – อัศวิน อิสระ, ทำนอง/เรียบเรียง – ชาญวุฒิ บุญแย้ม, ศิลปิน – จิระศักดิ์ ปานพุ่ม

    โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม

    จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย – “ถนนพระอาทิตย์”

    อัลบั้มยอดเยี่ยม

    “Project” – สุรสีห์ อิทธิกุล

    อัลบั้มร็อคยอดเยี่ยม

    “Mint” – ซิลลี่ ฟูลส์

    ศิลปินชายร็อคยอดเยี่ยม

    จิระศักดิ์ ปานพุ่ม – “Burn”

    ศิลปินกลุ่มร็อคยอดเยี่ยม

    ซิลลี่ ฟูลส์ – “Mint”

    ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

    บรรจบ พลอินทร์ – “Job 2 DO”

    ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม

    สุรสีห์ อิทธิกุล – “Project”

    ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม

    เสาวลักษณ์ ลีละบุตร – “City Woman”

    ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม

    เดอะซัน – “ถนนพระอาทิตย์”

     
    [gallery_bank source_type=”gallery” id=”14″ layout_type=”masonry_layout” alignment=”left” lightbox_type=”no_lightbox” order_images_by=”sort_asc” sort_images_by=”sort_order” gallery_title=”show” gallery_description=”show” thumbnail_title=”show” thumbnail_description=”show” filters=”disable” lazy_load=”disable” search_box=”disable” order_by=”disable” columns=”4″ page_navigation=”disable” animation_effects=”fadeIn” special_effects=”none”][/gallery_bank]
     

  • คุยกับ จอห์น รัตนเวโรจน์

    จอห์น  รัตนเวโรจน์

    จาก nuvo ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด เมื่อกว่าสิบปีก่อน  เคยออกอัลบั้มเดี่ยวมาแล้วเมื่อปี 38  ช่วยเพื่อนเขียนเนื้อร้อง ในอัลบั้ม โจ + ก้อง Happening  และจากอัลบั้มทั้งสองชุดล่าสุดที่ออกมานี้  จอห์นได้กล่าวไว้ว่า  เป็นงานที่มีส่วนร่วมด้วยมากที่สุดตั้งแต่ทำงานเพลงมา

    ไทยอัลบั้ม :  เป็นไงมาไงครับ  ทั้ง 2 ชุดนี้  ผมเห็นหายไปนานเหมือนกันในส่วนของงานเพลง  เห็นทำรายการ ie show อยู่  ก็น่าจะงานมากโขอยู่  แล้วยังเปิดบริษัททำเกี่ยวกับ internet อีก  ก็ยิ่งไม่น่าจะมีเวลา  แบ่งเวลากันยังไงครับถึงได้มีอัลบั้มออกมาให้เราได้ฟังกัน

    จอห์น :  เคยมีคนบอกว่าวันหนึ่งมี 24 ชม. ให้นอนพักผ่อน 8 ชม.  ทำงาน 8 ชม.  แต่ไม่ได้หมายความว่า ความคิดของเราจะต้องเป็นไปตามนั้น ง่ายนิดเดียวถ้าคิดได้ก็ทำเลย แล้วอย่าหยุดคิด การแบ่งเวลาอยู่ ในใจของเราต่างหาก ทำไปเรื่อยๆ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กาลเวลาแต่อยู่ที่ความสุขในการที่ได้ทำ internet  เป็นอุปกรณ์ช่วยเสริมให้การทำงานทั้งหมดของผมเป็นไปได้

    ไทยอัลบั้ม :  เพลง  คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว  ใครเป็นคนคิด คอนเส็ป

    จอห์น :  ผมยก topic มาวางบนโต๊ะประชุมในสิ่งที่ผมปฎิบัติชีวิตตน ณ.ปัจจุบัน ในการเป็นคนที่เชื่อว่ามนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติต้องอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน พี่ดี้(นิติพงษ์ ห่อนาค)จึงตั้ง concept  “คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว”

    ไทยอัลบั้ม :  มีใครมาช่วยเล่นดนตรีให้บ้างครับ

    จอห์น :  คุณ Bruno ,คุณฟั่น เป็น  Producer  และ Co-Producer นักร้องรับเชิญคือ  คุณก้อง (นูโว) มาช่า และรุ่งสุริยา อัลบั้มนี้มีนักดนตรีร่วมแค่นี้

     

    ไทยอัลบั้ม :  ระบบเสียงที่ว่าเนี่ย   มันยังไงครับ  เวลาที่เราทำการบันทึกเสียง  เราต้อง  แยก line ไว้เลยหรือป่าวครับ  ว่าจะเอา  line นี้ไว้ให้ออกลำโพงไหน  อะไรอย่างนี้อะครับ  แบบเหมือนหนังเค้าก็จะแยก line ไว้เลยว่า  เสียงนี้จะออกลำโพงไหนอะไรประมาณนี้อ่ะครับ  วานชี้แจงด้วย

    จอห์น :  ระบบเรียกว่า Circle Surround สามารถจับลายเสียงไหนก็ได้ไปไว้ในตำแหน่งไหนก็ได้  ในลำโพง 5 ตัวรอบทิศทาง แต่การทำให้สมเหตุสมผล เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถมาก

    ไทยอัลบั้ม :  Giraffe Record  เป็นไงมาไงครับ   จอห์น  ร่วมบริหารด้วยหรือป่าว

    จอห์น :  Giraffe Records เป็นบริษัทที่ลอยอยู่กลางอากาศไว้สำหรับศิลปินที่ทำผลงานในรูปแบบ Experiment(ทดลอง) ผมเป็นศิลปินคนแรกไม่ได้เป็นผู้บริหาร

    ไทยอัลบั้ม :  จอห์น  เข้าดูแลลึกถึงเรื่องเนื้อหาของแต่ละเพลงหรือป่าวครับ  (รวมถึงการทำดนตรี  การทำ- ทำนองและการเรียบเรียงด้วยนะครับ)

    จอห์น :  เป็นอัลบั้มที่ร่วมงานด้วยมากที่สุดเท่าที่เคยมีอัลบั้มมา

    ไทยอัลบั้ม :  เท่าที่ผมได้ฟัง  (เท่าที่มีน่ะครับ 3 เพลง)  รู้สึกว่า  โดนใจ  ทั้งในแง่ของตลาด  และในแง่ของดนตรีศิลปะ  ไม่ทราบว่า  จอห์น  รู้สึกว่าเพลงไหนในอัลบั้ม  ทั้ง สอง  ลงตัวมากที่สุด  แบบ  จอห์นชอบมากที่สุดหนะครับ  เพราะอะไร

    จอห์น :  ในเชิงความคิดสร้างสรร ชอบเพลง Life Goes On และA Way Home ในภาษาไทย คือ เพลงคน หุ่นยนต์ ต้นข้าว และพึ่งพาอาศัย เนื่องจากมีความหมายที่สอดคล้องกัน ระหว่างเบอร์ที่ 1 กับเบอร์ที่ 10 เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสรุป  มีความเป็นอินเตอร์ไทย Worldmusic ผสม Pop  Rock ได้ลงตัว  ชอบเพลงเปลี่ยนกันไหม  และ Oasis โดนใจทุกครั้งที่ร้องคนฟังก็คิดเช่นกัน

    ไทยอัลบั้ม :  นอกจากเพลงที่จอห์นชอบแล้ว   จอห์น  อยากแนะนำเพลงไหนเป็นพิเศษ  อีกหรือป่าวครับ  เป็นเพลงที่  จอห์นคิดว่าอยากนำเสนอ  แต่ไม่ได้เอาออกมาโปรโมทหนะครับ 

    จอห์น :  เพลง Just Say,Don’t Say และStay Strong  ชอบมากรู้สึกว่าไม่แพ้เพลงสากลอื่นๆ ดนตรีหนักแน่นกระชับ ความหมายเบิกบาน

    ไทยอัลบั้ม :  เสียงตอบกลับมาเป็นยังไงบ้าง  หลังจากชุดภาคภาษาอังกฤษ  กับภาคภาษาไทย  เสียงตอบรับ  แตกต่างกันยังไง

    จอห์น : ในภาษาอังกฤษ จะได้รับเสียงชมเชยว่าโดยรวมทำออกมาได้ดีมากใช่เลย  แฟนเพลงไม่ผิดหวัง (คราวหน้าจะพยายามทำให้ดีกว่านี้) อัลบั้มเพลงไทยเมื่อเทียบกับชุดที่แล้วอาจจะฟังดูหลากหลายจนจับต้อง ไม่ค่อยได้แต่ก็แล้วแต่คนฟัง

    ต้องลองไปหาฟังกันดูครับ  ว่าความกลมกลืนระหว่าง  pop rock กับ world music ที่มารวมตัวกันได้อย่างพอเหมาะพอดีนั้น  มันเป็นยังไง  

    ยินดี ไม่มีปัญหา  :  ไทยอัลบั้ม

    *ขอบคุณ  :  จอห์น ที่สละเวลาตอบคำถาม  และแรงใจ  ให้คนได้สร้างงานใหม่ๆ ที่ไม่ไร้สาระ

  • สัมภาษณ์ เจมส์ เรืองศักดิ์ ในอัลบั้มเจมส์เฟสติวัล

    สัมภาษณ์ เจมส์ เรืองศักดิ์ ในอัลบั้มเจมส์เฟสติวัล

    (เจมส์เปิดตัวทั้งร้องทั้งเต้นในเพลง…”เทศกาลคนเจ็บอก”)

    พิธีกร : สวัสดีครับ

    เจมส์ : สวัสดีครับผม

    พิธีกร : สวัสดีพี่ๆสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ และแล้วความสนุกสนานก็เริ่มต้นขึ้นแล้วนะครับ
    เจมส์ : เหมือนกับออกอัลบั้มชุดแรกเลย

    พิธีกร : หยั่งงั้นเลยนะครับ
    เจมส์ : ตื่นเต้นมากเลยครับ

    พิธีกร : ครับผม กับเจมส์ เฟสติวัล นะครับ
    เจมส์ : ครับผม

    พิธีกร : เป็นไงบ้างครับ วันนี้ตื่นเต้นมั๊ยครับ
    เจมส์ : ตื่นเต้นมากเลยครับ

    พิธีกร : ก่อนอื่นต้องถามก่อนละกันนะครับ จากชุดที่แล้วชุดที่ 4 กับเจมส์ เดลิเวอร์รี่นะครับ ห่างกับชุดนี้ประมาณถึงปีมั๊ยครับ
    เจมส์ : ประมาณปีนึงพอดี

    พิธีกร : มาวันนี้ต้องถามก่อนเลยนะครับว่า ที่มาที่ไปเป็นยังไงครับ
    เจมส์ : เอ่อ เจมส์ เฟสติวัล ใช่มั๊ยครับ จริงๆแล้วมันก็มาจากว่า ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกใช่มั๊ยครับ พวกเราทำงานกันเนี่ย เราจะมีการวางกันว่าชุดต่อไปเราจะโตมาเป็นยังไง

    พิธีกร : ก็คือจากชุดแรกของเจมส์ คือชุด ได้เวลา…เจมส์ ก็จะมีพัฒนาการเรื่อยๆ แต่ว่าชุดนี้จะดูรีแล็กซ์ขึ้น
    เจมส์ : ใช่ครับ คือเราอยากจะให้เป็นอะไรที่คึกคัก สามารถรวมคนได้เยอะมากๆ ก็เลยนึกถึงคำว่า “เทศกาล” ขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นเจมส์ เฟสติวัล

    พิธีกร : ตอนนี้นะฮะ ก็เหมือนจะเหงาเกินไป ต้องเรียนเชิญพี่ๆทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของเจมส์มาพูดคุยด้วยแล้ว กันนะครับ
    เจมส์ : ครับ

    พิธีกร : เริ่มจาก พี่พู นะครับ สุทธิพงษ์ วัฒนจัง นะครับ รวมถึงพี่แบนนะครับ และสุดท้ายคือพี่หมูแว่น ครับผม
    เจมส์ : ครับ สวัสดีครับ
    พี่ชมพู : เอ่อ พี่ว่าเจมส์อย่ายืนเลยดีกว่าครับ

    พิธีกร : ทำไมครับ
    พี่ชมพู : เจมส์ยืนแล้วดูพี่ไม่ค่อยสูง
    เจมส์ : (หัวเราะ) นึกว่าพี่พูจะไม่มานะครับเนี่ย
    พี่ชมพู : มาครับ
    เจมส์ : เห็นสัญญากันดิบดี พอถึงเวลานัดก็ยังไม่โผล่
    พี่พู : ตื่นสายครับ ตื่นสาย เมื่อคืนทำงานดึกครับ
    เจมส์ : อ้อ ครับ

    พิธีกร : สวัสดีพี่ๆทั้ง 3 ท่านนะครับ ก่อนอื่นต้องถามเกี่ยวกับ…
    พี่พู : เดี๋ยวก่อนๆๆ ส่วนตัวนิดนึง
    พิธีกร : ทำไมครับ?
    พี่พู : โดนตรงไหนครับ…

    พิธีกร : โดนตรงไหน โดนตรงไหน โดนตรงใจครับ
    พี่พู : อ้อ (หัวเราะ)

    พิธีกร : ครับผม ถามถึงเพลงเปิดตัวแล้วกัน เพราะว่าพี่พูเป็นคนแต่งด้วย ที่มาของเพลงนี้ครับ หรือว่าแรงบันดาลใจ เป็นประสบการณ์ของตัวเองหรือเปล่าฮะ

    พี่ พู : มาจากเจมส์ครับ คือก่อนทำงานเราก็คุยกันว่า เจมส์ ชุดนี้ เอ่อ อยากให้ตัวเองเป็นอะไร เพราะว่าทำงานเนี่ย ตัวศิลปินต้องเป็นหลัก ก็คือต้องถามเค้าว่า เฮ้ย อยากจะเป็นอะไร ว่ามีความคิดแบบไหน ช่วงที่ผ่านมาหนึ่งปีจากชุดที่แล้ว ประสบการณ์มีอะไรบ้าง อยากจะเล่าอะไร เจมส์เค้าก็บอก มาคุยกัน

    พิธีกร : ก็คือ ต้องการนำเสนอความเป็นตัวเองมากที่สุด

    พี่พู : ใช่ครับผม แล้วคำนี้ก็มาจากเจมส์ด้วย

    พิธีกร : เฟสติวัล ?

    พี่พู : ครับ ใช่ครับ

    พิธีกร : เป็นไง มาไงครับ

    เจมส์ : เฟสติวัล เหรอครับ ก็จริงๆแล้ว เอ่อ…เป็นการเก็งฮะ

    พิธีกร : เป็นการเก็ง ?

    เจมส์ : (หัวเราะ) เก็งว่า เออ ปีเนี่ยะ ผมคิดว่า มันเป็นปีที่เหมือนกับว่ามีการเตรียมงานเฉลิมฉลองค่อนข้างเยอะ ใช่มั๊ยครับ ก็เออ ฟังดูแล้วน่าจะเป็นคำที่ เอ่อ หลายๆคนจะนำมาใช้ในปีนี้น่ะครับ ก็เลยถือโอกาสนำมาใช้ก่อน

    พิธีกร : พูดง่าย ก็คือเป็นการขึ้น ศหัสวรรษใหม่อย่างแท้จริง

    เจมส์ : ครับผม

    พี่ พู : คือว่า พอเจมส์มาคุยให้ฟังแล้ว ก็อยากจะใช้คอนเซ็ปท์ของอัลบั้มชุดนี้ว่า “เฟสติวัล” เฟสติวัล นี่จะ ผมได้ยินแล้วผมมีความรู้สึกว่า เหมือนกับเทศกาล ซึ่งมันก็แปลว่าเทศกาลอยู่แล้ว ใช่มั๊ยครับ ทีนี้พอกล่าวถึงเทศกาล ผมก็มีความรู้สึกว่า เออ เห็นด้วย เพราะว่าเก็งมาแล้วว่าช่วงนี้เป็นช่างเทศกาลจริง ก็เลยคิดว่า ดีดี เห็นด้วย แล้วก็พยายามที่จะดึงคำว่า เฟสติวัล เนี่ยมาใช้ในเพลง ลองหลายอย่างแล้วครับว่า เออ ใครมีความทุกข์นะ ก็เลยหากันไปหากันมา ก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ้อ คนที่มีความทุกข์ ทุกเรื่องน่ะครับ เรื่องอื่นก็ได้น่ะครับ แต่มาดูเรื่องของความรักก็คือคนที่ผิดหวัง คนที่อกหัก ไม่มีใครเข้าใจได้ดีไปกว่าคนอกหักด้วยกันเอง

    พิธีกร : นับว่าเป็นการรวมพล “คนเจ็บอก”

    พี่พู : ใครไม่สนใจเรา ไม่เป็นไร ร้องเพลงดีกว่า

    พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะพี่นะ

    พี่พู : ครับผม

    พิธีกร : ครับผม แล้วก็ดนตรีครับ เป็นสไตล์ละตินด้วย

    เจมส์ : จริงๆแล้ว ไม่ถึงกับลาตินครับ จริงๆแล้วก็มีกลิ่นนิดๆหน่อยๆฮะ จะออกแนวบราซิลเลี่ยนมากกว่า ก็คือ เรามองเฟสติวัล คิดถึงภาพขบวนรถบุบผชาติ (หัวเราะ)

    พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะ (หัวเราะ)

    เจมส์ : ฮะ แล้วก็มีคนแต่งตัวสวยๆ มีแต่คนยิ้มแย้มน่ะครับ

    พิธีกร : ซึ่งแน่นอนนะครับ เห็นได้จากดนตรีที่เปิดตัวไป อลังการมาก คนเยอะมากนะครับ ถ่ายทำที่ไหนครับ

    เจมส์ : ถ่ายทำที่ เอ่อ โรงงานยาสูบเก่า ซึ่งบรรยากาศจริงๆมันก็จะเป็นโรงงาน แล้วเรื่องของสีสัน ก็ได้สีสันจากทีมงานของพวกเราเองน่ะครับ

    พี่พู : เออ แล้วอีก 2 คนนี่มาทำไมเนี่ย (หัวเราะ)

    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : เดี๋ยวได้ถามแน่ครับ (หัวเราะ)

    พี่พู : อ้อ เดี๋ยวเค้าถามนะ รอแป๊ปนึง

    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : คราวนี้มาถึง เพลง เพลงสนุกเปิดตัวไปแล้ว มาถึงเพลงช้าบ้าง ต้องถามคนแต่งแล้ว เพลงช้ารู้สึกจะแตกต่างจากชุดที่ผ่านมา ก็คือธรรมดาก็คือ ช้ำอยู่ธรรมดา แต่ชุดนี้ช้ำแล้วแช่งด้วย ฮืม.. “อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง”

    พี่ หมูแว่น : เพลงช้านะครับ ไอเดียมันเกิดจาก เอ่อ ช้ำ เศร้า ฮืม แต่จริงๆแล้วเหตุการณ์อย่างเนี๊ยะ อีกด้านนึงมันอาจจะแบบไปทิ้งอีกฝ่ายมา คือมันเป็นความรู้สึกของคนที่ไม่ได้เคียดแค้นนะครับ แต่อารมณ์ตอนนั้นมันแบบคือทำใจรับไม่ได้ ถึงได้บอกว่า ก็คนใจง่ายน่ะ ไปรักกันน่ะ จะให้คิดยังไงล่ะ เดี๋ยวก็ต้องเลิก ไม่ต้องคิดก็รู้อยู่แล้ว ผมก็เลยได้ไอเดียมาจากตรงนี้ แล้วเจมส์ก็ถ่ายทอดได้ดี

    พิธีกร : ซึ่ง ก๊อปปี้ หรือข้อมูลที่ได้มาก็คือ “แค่คนใจง่ายสองคน”

    เจมส์ : ก็คนใจง่ายสองคน (เจมส์ร้องโชว์) ซึ่งจริงๆแล้วเนี่ย ผมก็คุยกับพี่หมูแว่น เพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่นะครับ ก็คือว่าเอ่อ ผมว่าเดี๋ยวนี้คนเป็นอย่างนี้เยอะนะครับ

    พิธีกร : หมายถึงเลิกกันแล้ว ก็ไปทิ้งกันต่อ

    เจมส์ : ครับ

    พี่พู : อ๋อ คือช่วงนี้มันเป็นช่วงของการผลิใบนะฮะ (หัวเราะ) โฆษณาเพลง

    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : ครับผม แล้วการถ่ายทอดของเจมส์ล่ะฮะ เพลงนี้ยากมั๊ย

    เจมส์ : ก็ยากครับ

    พิธีกร : เดี๋ยวก่อย แล้วเคยมีประสบการณ์เหมือนเพลงนี้มั๊ยครับ

    เจมส์ : เอ่อ ยังไม่มีครับ ….อืม ที่มันยากก็เพราะว่า เพลงนี้เราจะร้องเพราะ เพราะเราอยากประชดประชันหรือเปล่า แต่จริงๆแล้วถ้ามองลึกๆไปแล้วเนี่ย อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง หนึ่ง..เราร้องแบบความรู้สึกที่เศร้ามากเลย จริงๆเราพูดออกไปเนี่ย มันเหมือนกับปลอบใจตัวเอง สอง..อาจจะมีแบบประชดประชันบ้างนิดนึง สาม..ก็คือเหมือนขู่แบบ เฮ้ย แน่ใจเหรอ เธอเลิกกะฉันไปรักกับเค้า แล้วเค้าก็ทิ้งคนมาคนนึงน๊ะ ไม่กลัวเหรอ ไรงี้

    พี่พู : ตอนนี้เรายังมีอีกคนที่ยังไม่ได้พูด…

    พิธีกร : อ่า ถามพี่แบนบ้างนะครับ การทำงานชุดนี้ของเจมส์ สัดส้วนของเพลงทั้งหมด 10 เพลง ช้า-เร็ว ยังไงครับ

    ——————————เงียบ————————–

    พี่พู : อ่าว คุณก็แกล้งเค้าอีกละ เล่นคำถามยาก (หัวเราะ)

    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : สัดส่วนของเพลงช้า-เพลงเร็วในอัลบั้มเป็นไงครับ

    พี่แบน : ก็เร็ว 4 ช้า 5 กลาง 1

    พิธีกร : ครับ มีเป็นสูตรเหมือนกันนะครับ แล้ว…

    พี่พู : มีต้มยำมั๊ยฮะ

    พิธีกร : (หัวเราะ) แล้วพูดถึงงานที่ผ่านมาของเจมส์นะครับ อย่างชุดที่ 3 ก็เป็น เจมส์เอฟเอ็ม เจมส์ก็ได้เขียนคำร้องด้วย คือ เพลงเธอ ใช่มั๊ยครับ

    เจมส์ : ครับ

    พิธีกร : แล้วอย่างอัลบั้มชุดที่แล้วนะครับ เจมส์ดิลิเวอร์รี่นี่ก็มี เพลงดิลิเวอร์รี่ แล้วก็เพลงเมล็ดพันธุ์ไม้ที่อ่อนแอ แล้วชุดนี้ล่ะฮะ เจมส์ได้มีการเขียนคำร้อง เขียนทำนอง หรือว่ายังไงบ้างเอ่ย

    เจมส์ : ก็ มีเพลงที่ฟังง่ายๆน่ะครับ ชื่อเพลง “มีแต่เธอ” ก็จริงๆแล้ว อยากจะให้คนฟังเนี่ยเค้าฟังเพลง เพราะว่าเจมส์แต่ง…ฟังหน่อยสิ๊ อะไรอย่างนี้ จริงๆผมอยากให้มองเหมือนเป็นคนแต่งเพลงคนหนึ่งซึ่งมันอาจจะเก่งหรือไม่เก่ง ก็ไม่แน่ ลองฟังดูแล้วก็ติชมอย่าง..อย่างจริงๆเลย

    พิธีกร : อยากรู้ว่าเพลง มีแต่เธอ นะครับ เจมส์ใช้นามปากกาอะไร มีอยู่ทางเดียวครับ ซื้อเทป ซีดี นะครับ แล้วที่สำคัญต้องเป็นของจริงด้วย ซีดีเถื่อน อย่า นะครับ เทปผี อย่านะครับ ช่วยกันต่อต้านนะครับ
    พี่พู : ซื้อเทปผีเดี๋ยวมันหลอกเรา
    เจมส์ : เค้าถือว่าเป็นการตัดทอน…
    พี่พู : บรู๋ววววววววววววววววววว….
    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : (หัวเราะ) หอนมาเลยนะครับเนี่ย
    เจมส์ : ถือว่าเป็นการตัดทอนน้ำใจคนทำงานเพลงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง

    พิธีกร : ใช่ครับ
    เจมส์ : คือต่อไปเนี่ยตอนนี้ยังซื้อได้…แต่ว่า
    พิธีกร : อ้าว ไปบอกเค้าทำไมอ้ะ
    เจมส์ : เอ่อ แต่ว่า อีก 3 ปี 5 ปี เนี่ย ก็จะไม่มีพวกเรา เพราะว่าเอ่อ การทำงานเนี่ยมันไปไม่ได้แน่นอน
    พี่พู : ผมว่าเราเอาโต๊ะมาตั้ง แล้วเรามาคุยกันเรื่องเทปผี ซีดีเถื่อนกันดีกว่า

    พิธีกร : (หัวเราะ) ครับผม คราวนี้เรามาถามถึงเรื่อง การทำงานบ้าง กับการทำงานกับเจมส์ พี่ชมพู เป็นไงครับ
    พี่พู : ครับ ทำงานกับเจมส์ชุดนี้ ทำแล้วน้อยใจครับ

    พิธีกร : ทำไมครับ
    พี่พู : เจมส์หล่อกว่าผมครับ
    เจมส์ : (หัวเราะ)
    พี่พู : ทำงานกับเจมส์เนี่ยนะครับ เหนื่อยตรง…

    พิธีกร : ตรงหล่อน้อยกว่า…?
    พี่พู : (หัวเราะ) ไม่ใช่ อันนั้นทำใจได้ครับ แต่ว่าจะเหนื่อยตรงที่ว่าเค้าจะมีไอเดียมาเสนออยู่เรื่อยๆ เราก็ต้องคอยรับลูกมา แล้วก็มาคิดต่อว่า อะไรทำได้ อะไรควรทำ ไม่ควรทำ คือเหนื่อยตรงที่ว่าจะมีวัตถุดิบมาเยอะ เจมส์จะเป็นคนที่มีการบ้าน ทำการบ้านมา อย่างที่บอกนะครับว่าชุดที่แล้ว ดิลิเวอร์รี่ นี่ก็เจมส์ เจมส์เป็นคนคิดว่าน่าจะเอาคำนี้มาใช้เพราะเห็นว่า การที่มีดิลิเวอร์รี่ในเมืองไทยกำลังเป็นที่นิยม เป็นที่รู้จักกันดีนะครับ ก็อย่างชุดนี้ก็มี เฟสติวัล มา มีคอนเซ็ปท์อะไรมาหลายๆอย่างนะครับ เพราะงั้นเนี่ยในส่วนของการทำงานก็มีทั้งสนุกแล้วก็เหนื่อย แต่ว่ามันไม่ใช่เหนื่อยแบบเหนื่อยท้อ มันเป็นแบบเหนื่อยแล้วสนุก แล้วก็ขอชม เค้าทำการบ้าน แล้วก็มีความรับผิดชอบสูง ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วน่ะฮะ สำหรับเจมส์ ไม่ต้องชมกันมาก เดี๋ยวจะลอย

    พิธีกร : มาถึงพี่หมูแว่นครับ
    พี่หมูแว่น : (ยกไมค์ขึ้นมากระแทกปากตัวเอง)
    พี่พู : (หัวเราะ) ทำไม ทำไมต้องแกล้งเค้าขนาดนี้
    พี่หมูแว่น : พี่พูเหยียบสายไมค์ผม

    พิธีกร : พี่พูอย่าไปแกล้งเค้าดิ
    พี่พู : เห็นๆ … เค้าบอกผมเหยียบสายไมค์ เค้าหยิบไมค์ขึ้นมาตีปากเอง แล้วก็บอกว่าผม (หัวเราะ)
    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : ทำงานกับเจมส์ ในชุดนี้เป็นยังไงบ้างครับ
    พี่หมูแว่น : ก็ เหมือนพี่พู น่ะครับ ก็ดีครับ เค้าเป็นคนมีความตั้งใจสูงครับ เอ่อ คือถ้าเค้าทำไปแล้ว ร้องไปแล้ว เค้ากลับไปนอนฟัง พรุ่งนี้มาอีกละ พี่ผมยังไม่ชอบ ผมขอร้องใหม่

    พิธีกร : อ้าว
    เจมส์ : ไม่ชอบครับ
    พี่หมูแว่น : คือมันยังดีไม่พอครับ เค้ารู้สึกว่าเค้าต้องทำได้ดีกว่านี้ พวกผมก็เลย เหนื่อย
    พี่พู : ผมก็เลยบอกเค้าว่า ตอนหลังเนี่ยนะ จนกระทั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เค้าบอก พี่ผมอยากแก้ไอ้นั่นนิดนึง ไอ้นี่หน่อย ผมบอก เอาอย่างนี้แล้วกันเจมส์ ไว้เกิดมีใครเค้าโทรมาที่บริษัท แล้วเค้าบอกยังไม่ชอบ เจมส์ค่อยอัดไปให้เค้าฟังที่บ้าน
    เจมส์ : (หัวเราะ)
    พี่พู : ทีละบ้าน ทีละบ้าน

    พิธีกร : (หัวเราะ) อีกหน่อยก็โปรดิวซ์เอง นะฮะ มาถึงพี่ พี่แบน
    พี่พู : พี่แบน นี่เป็นคนดีไซด์ดนตรี ตั้งแต่เริ่มต้นมาเราคุยกันว่า คำว่าเฟสติวัล เรานึกถึงอะไร ผมนึกถึงเทศกาล แล้วพอนึกถึงเทศกาล ก็จะไปนึกถึงพวกเทศกาลเกี่ยวกับบราซิลเลี่ยน พวกคานิวัล ของบราซิล มีความรู้สึกว่า มันให้ความรู้สึกคึกคัก สนุกสนานแล้วก็ แนวดนตรีก็น่าจะเอาอะไรบางอย่าง จากที่เป็นบราซิล หรือเป็นบราซิลเลี่ยนเนี่ยมาสร้าง ก็มาเป็นกลอง ตุ้ม ตะ ลุ่ม ตุ้ม ตุ้ม อะไรอย่างนี้ คุณแบนเป็นคนดีไซด์ดนตรีนะฮะ
    เจมส์ : พี่พูตอบแทน (หัวเราะ)

    พิธีกร : พี่แกล้งเค้านี่
    พี่พู : ไม่ๆ คือบอกเค้าไง
    เจมส์ : อ๋อ…
    พี่พู : เค้าจะได้รู้

    พิธีกร : เออ เน๊อะ (หัวเราะ) พี่แกล้งเค้านะเนี่ย มีการผ่านล่ามนะฮะ
    เจมส์ : มีล่ามด้วย (หัวเราะ)
    พี่แบน : จริงๆผมพูดไม่เก่ง ให้พี่พูพูดนะฮะ
    พี่พู : พูดน้อยต่อยหนัก
    พิธีกร : อ่ะ ถาม ถามความรู้สึกของพี่แบนฮะ
    พี่แบน : ดีฮะ สนุก เศร้า

    พิธีกร : มีเศร้าด้วย ?
    พี่แบน : เวลาเพลงสนุกก็สนุกไปด้วย พอเพลงเศร้าก็เศร้าไปด้วยน่ะครับ

    พิธีกร : อ๋อ ครับ … นี่คือบางส่วนนะครับ กับการทำงานที่ผ่านมากับพี่ชมพูนะครับ Executive Producer พี่หมูแว่นนะครับ ก็ตำแหน่ง Co – Producer แล้วก็พี่แบน ตำแหน่ง Producer สำหรับวันนี้คงต้องขอขอบคุณทั้ง 3 ท่านนะครับ พี่พู พี่แบน แล้วก็พี่หมูแว่นนะครับ พร้อมทั้งขอเสียงปรบมือเป็นกำลังใจให้เจมส์หน่อยครับ

    เจมส์ : ครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณพี่ๆสื่อมวลชมทุกคนครับ สวัสดีแฟนๆทุกคนครับ ไม่มีเสียงกรี๊ด เสียงอะไรให้ผมเลยแม้แต่น้อยเลย ขอเสียงกรี๊ดหน่อยครับ…
    ——————————- กรี๊ดดดดดดดด ——————
    เจมส์ : เอ่อ ค่อยหายตื่นเต้นหน่อย โอเคครับ เพลงนี้นะครับ ชื่อเพลงว่า กี่คำก็ไม่รัก นะครับ เป็นเพลงที่สามในอัลบั้มครับ เพลงนี้วันนี้ก็ได้พี่แบนมาช่วยเล่นเปียโนนะครับ
    (เจมส์โชว์เพลง “กี่คำก็ไม่รัก” )

    พิธีกร : ถือว่าเป็นเวอร์ชั่นพิเศษนะครับ เฉพาะวันนี้เท่านั้น วันดีเดย์ของเจมส์นะครับ ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าใครกันที่ทำเจมส์ลง ด้านหน้าถ้าเจมส์บอกรัก จะรักตอบมั๊ยครับ…ทีนี้เรามาคุยกันต่อดีกว่า รู้สึกว่าวันนี้เจมส์จะเตรียมเพลงมาอีกหนึ่งเพลงด้วย
    เจมส์ : ครับผม
    พิธีกร : เดี๋ยวได้รู้แน่ เดี๋ยวได้ฟังแน่นะครับ พูดถึงเพลงช้าที่หลายคนคงจะชอบ นั่นคือเพลง

    เจมส์ : อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง

    พิธีกร : อีกหน่อยก็ทิ้งกันเองนะครับ มีคนแอบถามมานะครับว่า Mv. จะได้ชมเมื่อไหร่

    เจมส์ : เอ่อ ตอนนี้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับผม

    พิธีกร : ต้องถามก่อนแล้วกันนะครับ เกี่ยวกับ Mv. เพลงนี้แต่ก่อนถาม เรามาดูตัวอย่างกันก่อนนะครับ เอ่อ ขอภาพ วีทีอาร์ นะครับ ครับ ตัวอย่างมิวสิคฯเพลง อีกหน่อยก็ทิ้งกันเองครับ

    ——– เปิดวีทีอาร์ เพลงอีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ——— เสียงกรี๊ด …สนั่น…

    พิธีกร : โอ้โฮ อลังการมาก เห็นแล้วขนลุกนะฮะ

    ————- เสียงกรี๊ด ดัง สนั่นอีกครั้ง ————

    เจมส์ : ขอบคุณครับ

    พิธีกร : ปกตินี่ ยืนคู่กัน ผมก็ด้อยอยู่แล้วนะครับ พอดูเจมส์ใส่ชุด เอ่อ เค้าเรียกชุดอะไร เอ่อ ชุดเครื่องแบบ

    เจมส์ : ครับ เป็นชุด เอ่อ ทหารอากาศ ครับ นักบิน

    พิธีกร : ครับผม หล่อโดนใจมั๊ยครับ (หล่อ) สุดยอดครับ

    เจมส์ : ขอบคุณครับ (หัวเราะ)

    พิธีกร : พูดถึง มิวสิกฯ เพลงนี้หน่อย ไปถ่ายทำที่ไหนครับ

    เจมส์ : ก็ที่เดียวกับเพลง เทศกาลคนเจ็บอก นะครับ แต่ว่าด้วยฝีมือของทีมงานของ อาร์เอส. โปรโมชั่น สามารถเซ็ทจาก สถานที่ที่สนุกสนาน มาเป็นสงคราม ระเบิดกันตูมตาม ตูมตาม ข้างๆนะครับจะเป็นโรงเรียนนะครับ ข้างหลังเป็นวัดฮะ

    พิธีกร : นะฮะ คงได้ติดตาม แล้วชมกันเร็วๆนี้นะฮะ

    เจมส์ : ครับ คือมิวสิกฯตัวนี้เนี่ย จริงๆแล้วโดนผู้กำกับหลอกนะครับ ผู้กำกับบอกว่า เดี๋ยว จะมีระเบิดตรงนี้นะ ตรงนี้นะ ให้เจมส์วิ่ง อันนี้เราใช้ระเบิดจริงนะฮะ เค้าก็บอกว่า เล่นสีหน้าให้ดีนะ แววตานี่ต้องได้ ถ้าไม่ได้มีเท๊คนะครับ เราก็วิ่งมา หลบระเบิด ตู้ม ตู้ม ตู้ม พอมาเช็คเทปนะครับ เห็นผมตัวแค่เนี๊ยะ (หัวเราะ) ผมก็นึกว่าเห็นเต็มหน้า (หัวเราะ)

    พิธีกร : ก็คือเป็น เบื้องหลังของการทำงาน

    เจมส์ : แต่พอถ่ายทำเสร็จแล้วเนี่ย รู้สึก ภูมิใจครับ ตอนนี้ก็คือ อยากให้เพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ ได้ชมกันนะครับ ซึ่งทั้งผู่กำกับเอง ก็เป็นผู้กำกับใหม่ ไฟแรงมาก เพิ่งจบมา แล้วก็นักร้องเองก็..เป็นนักร้องใหม่ (หัวเราะ)

    พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะครับ (หัวเราะ)

    เจมส์ : (หัวเราะ) เพิ่งออกอัลบั้มแรก ก็ดีใจครับที่ได้ทำงาน แบบนี้

    พิธีกร : ครับ ก็เตรียมตัวได้ชมแน่นอนนะครับ แต่ว่า ตอนนี้ก็อุ่นเครื่องได้กับการซื้อเทปนะครับ ไม่ใช่เทปปลอม ของแท้ ซีดีเถื่อน เทปผี ช่วยกันต่อต้านนะครับ

    เจมส์ : ซื้อมาก็ไม่เซ็นต์ให้

    พิธีกร : ครับ และนั่นคือ Mv. เพลงต่อไปนะครับ เพลงอีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง จะไม่ใช้โชว์เพลงนี้ก็ยังไงอยู่นะครับ อยากฟังมั๊ยครับ (อยาก) โห เบาไปเน๊อะ เบาไปมั๊ย … อยากฟังมั๊ยครับ (อยาก) ขอเสียงปรบมือให้กับ อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ครับ

    เจมส์ โชว์เพลง อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ท่ามกลางแฟนเพลง

    เจมส์ : ขอบคุณครับ

    พิธีกร : โอ้โห ถึงแม้จะเป็นเพลงเศร้านะครับ ก็แฝงด้วยความสุข เพราะว่าได้แช่งเค้า

    เจมส์ : (หัวเราะ) เอ่อ ตั้งแต่เช้าถึงตอนนี้ยังไม่หายตื่นเต้นเลยนะครับเนี่ย ประหม่ามากเลยครับเนี่ย

    พิธีกร : เพราะว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่นี่ครับ

    เจมส์ : (หัวเราะ)

    พิธีกร : ก็เป็นธรรมดานะครับ (หัวเราะ) ทุกคนคงจะได้ข้อมูลแบบเต็มๆนะครับ แต่อยากเต็มกว่านี้ต้อง ซื้อเทป

    เจมส์ : รู้สึกจะขายของบ่อยนะครับ (หัวเราะ)

    พิธีกร : สำหรับวันนี้ก็คงจะ ให้เจมส์ฝากถึงผลงาน กับเจมส์ เฟสติวัล ครับ

    เจมส์ : ครับผม ช่วงนี้ก็ เทปผี ซีดีเถื่อนมีเยอะนะครับ ก็ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากพี่ๆสื่อมวลชนทุกคนนะครับ ยังไงก็เมตตาผมด้วยนะครับ (หัวเราะ) ก็ฝากผลงานเจมส์เฟสติวัล ให้กับทุกๆ คนนะครับ พี่ๆสื่อมวลชนนะครับ แล้วก็เพื่อนๆพี่ๆน้องๆตรงเนี๊ยะ เนี่ยนะครับ ที่ไปกันทุกงานเลย นะ อย่าลืมนะครับไปเจอกันงานคอนเสิร์ตนะครับ ชุดนี้เต็มที่ครับแล้วก็สบายๆกับทุกๆคนนะครับ ขอบคุณมากครับ

    พิธีกร : ครับผม นี่คือ เจมส์ เฟสติวัล นะครับ ขอเสียงปรบมือให้กับเจมส์ ด้วยครับ วันนี้ขอบคุณมาก และสวัสดีครับ

    เจมส์ : ครับ ขอบคุณครับ

  • บทสัมภาษณ์ เบิร์ด vol.1

    Volume 1

    มาดูกันว่ากว่าจะเป็น เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย ในวันนี้ได้ จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการบันเทิง พี่เบิร์ดผ่านอะไรมาบ้าง มาฟังพี่เบิร์ดเล่าให้ฟัง

    Thaialbums : ใช้เวลาเตรียมงานนานแค่ไหนครับ ?
    Bird : เตรียมมาเรื่อยๆนะครับ ตั้งแต่เบิร์ด-เสกครับ เราก็ทำมาเรื่อยๆไม่รีบ เพลงเนี่ยไม่ใช่ร้องแค่ 11 เพลงนะครับ ร้องไปเยอะมากๆ แล้วมีโปรดิวเซอร์มากกว่านี้อีกนะครับในตึกเกือบจะทุกค่ายเพลงเลยนะที่ส่งเพลงมา ก็แข่งกันทำงานใครเข้าตากรรมการ ตรงกับวอลุมวันก็มาอยู่ในอัลบั้มนี้

    Thaialbums : วอลุมวันหมายถึงอะไรครับ ?
    Bird : ก็ วอลุมวัน ก็คือการเริ่มต้นใหม่ อยากให้ทุกคนเป็นแบบที่พี่เบิร์ดเป็นด้วย คือว่าไม่ว่าจะชำนาญงานแค่ไหนก็ตามเราไม่ปล่อยให้เวลาที่ผ่านมาทำให้เราเหนื่อย ท้อ หรือว่าเบื่อนะครับ เราก็ทำตัวซะว่าเหมือนเราเพิ่งเริ่มต้นใหม่พี่เบิร์ดคิดว่ามันทำยาก แต่ลองทำดู แล้วก็ปรับปรุงดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลาและมีความสุขกับงานที่เราทำอยู่ อืม พี่เบิร์ดเคยมองกลับไปตอน สบาย สบาย โห ทำไมเราแก่ขนาดนั้น

    Thaialbums : พี่เบิร์ดดูแลตัวเองยังไงบ้างครับ ?
    Bird : คือ พี่เบิร์ดดูแลมานานนะครับเป็นประจำเลย พี่เบิร์ดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างไม่ใช่ว่าใกล้จะถึงเวลาแล้วเราเพิ่งจะมาทำ มันจะไม่ทันนะครับ แต่พี่เบิร์ดชอบที่จะออกกำลัง ดูแลการกิน การคิด แล้วก็ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่เกลียดใคร ไม่โกรธใคร แบบนี้ไปเรื่อยๆมันก็ทำให้เราพร้อมที่จะให้ความสุขในเมื่อเรามีความสุขแล้ว

    Thaialbums : อัลบั้มนี้ก็เท่ากับว่าทำงานกันมาแบบสบายๆ ?
    Bird : ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่ว่าทำงานง่ายนะ แต่ว่าเรามีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้วเราพิถีพิถันมากมาถึงวันนี้มันก็เลยอยากทำตัวเบาๆ สบายๆ เพลงที่ร้องทุกคนสามารถจะร้องได้หมดมันง่ายมากๆ แล้วร้องได้เต็มเสียง ฟังแบบฉับๆเลย ไม่ต้องยากอะไร

    Thaialbums : เรื่องของดนตรีล่ะครับ ?
    Bird : จะเป็นวาไรตี้ มีฮิปฮอป มีอาร์แอนด์บี มีดิสโก้ บลู แจ๊ซ มีทั้งนองนอย ลิเก กูลู

    Thaialbums : มีคนทำเพลงมาให้พี่เบิร์ดร้องเยอะเลย ?
    Bird : น้องๆ ทำมา คือถ้าทำมาถึงพี่นี่พี่ร้องหมดเลยครับ พี่เหมือนกับไปเที่ยวที่ๆน้องเค้าพาไปเที่ยวหน่ะ ใครทำมาไหนลองฟัง แล้วก็ร้องเลย เค้าบอกยังไม่ต้องร้องก็ได้ฟังก่อนก็ได้ พี่บอกไม่ได้พี่ร้องเลย ..ให้น้องเค้าชื่นใจ แต่พอมาถึงตัดขอบแล้วเค้าจะรู้ว่าเออ อันนี้รอไว้ก่อน

    Thaialbums : ประมาณกี่เพลงครับ ?
    Bird : เยอะครับ ประมาณ 30-40 เพลง แต่ว่าเราก็ไม่ได้ทิ้งไปเลยนะ เราค่อยๆ ทะยอยไปเรื่อยๆ ส่วนตัวพี่ก็ได้แต่งไว้ 20-25 เพลง แต่ว่ายังเขินจ้ะ อย่างเสกเคยแต่งให้พี่เนี่ย พี่ก็จะแต่งให้เสก เสกชอบมากตอนนี้ได้ไปเพลงนึง (หัวเราะ)

    Thaialbums : เพลงยังไงหรอครับ ?
    Bird : เพลงขำมากๆ (หัวเราะ) เดี๋ยวเสกกลับมาคงได้คุยกันสนุก เสกเค้าชอบมากๆ คือเสกเค้ามีแรงบันดาลใจให้พี่ตอนที่ไปทัวร์ด้วยกันว่าพี่เบิร์ด พี่เบิร์ดพูดคุยกับผมนะ ผมคิดเป็นเพลงได้เยอะเลย ทำไมพี่เบิร์ดไม่เขียน พี่ก็เฮ้ย ทำยังกับมันเขียนได้ง่ายๆนักนะ เสกก็บอก ไม่ยากหรอกพี่ จากนั้นเป็นต้นมาเลยเขียนหมดเลย หน้าห้องน้ำ ห้องนอนบนเตียง นั่งรอ เขียนได้หมด ก็เลยเอาไปให้เสกดู เค้าก็บอก พี่อย่างนี้โอเคเลย แต่ว่าตัวเองร้องเองคงยังเขินอยู่ให้น้องๆร้องก่อน

    Thaialbums : เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรครับ เรื่องรักๆ ?
    Bird : อืม แต่ว่า อยากจะแต่งเป็นโรแมนติก แต่แป๊ปเดียวห่ามอีกแล้ว แป๊ปเดียวห่ามๆ ขำๆ เอาไว้คงได้ฟัง ก็ว่าจะแต่งไปเรื่อยๆๆ

    Thaialbums : นอกจากเสกแล้วพี่เบิร์ดคิดอยากจะให้ใครเป็นคนร้องอีก ?
    Bird : ก็…ดูว่าใครจะกล้าร้องบ้าง (หัวเราะ) เพราะมันขำทุกอันเลย

    Thaialbums : มาที่อัลบั้มนี้ ?
    Bird : อัลบั้มนี่พี่ว่า พี่เบิร์ดเนี่ยเป็นคนฟังเพลงคนแรก ร้องคนแรก ได้ยินเสียงเมโลดี้เป็นคนแรก ใส่เสียงเป็นคนแรก พี่รู้สึกว่าอัลบั้มนี้คนฟังจะได้รู้สึกเหมือนได้เสพอะไรมากทีเดียว คือเสียงร้องที่อิ่มที่เรารู้สึกมีความสุขที่จะเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย การเริ่มต้นมันไม่ใช่ว่าต้องหวังอะไรนะมันก็เลยสนุกได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการทำงานในห้องอัด การพูดคุยกับพี่เล็ก หรือการทำงานกับโปรดิวเซอร์เนี่ย เพลงจะเปิดกว้างให้กับโปรดิวเซอร์ได้วาดภาพในมุมมองของเค้าเยอะมาก

    Thaialbums : ทำไมถึงมีนักแต่งเพลง หรือโปรดิวเซอร์มาร่วมงานเยอะขนาดนี้ครับ ?
    Bird : อ๋อ ครับ ทุกคนอยากจะเข้ามาร่วม อยากจะแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดร้อง อยากจะร่วมสนุกด้วย เพราะทุกครั้งเวลาพี่เบิร์ดมีอัลบั้มเนี่ยมันจะเหมือนแบบตึกมีงานหน่ะ ทุกคนเลยมาช่วยกัน สนุกกัน เวลาอัดเนี่ยห้องอัดคนเต็มเลย เฮ เฮ หนุกดีครับ

    Thaialbums : เพลงส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงแฟนเพลง คุยกับแฟนเพลงเป็นหลัก ?
    Bird : ใช่ แต่ไม่ทั้งอัลบั้ม แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน คือเพลงเปิดกว้างมาก แล้วแต่ว่าใครจะคิดไปยังไง อย่าง 3 เพลงที่ผ่านมาเนี่ยเห็นไหมว่าผู้กำกับเค้ามองต่างกันไปหมดเลย เพลงกว้าง เบาๆ ชิวๆ (หัวเราะ)

    Thaialbums : ส่วนไหนที่ยากที่สุดครับ ?
    Bird : อืม การวางคอนเซ็ปต์นะว่าเราจะไปทางไหนกันดีอันนั้นยากที่สุด คิดไปคิดมาแล้วก็มองมาที่พี่กัน เค้าบอกว่าไม่ต้องคิดอะไรมากล่ะ พี่เบิร์ดหน่ะหน้าใหม่จบเลย

    Thaialbums : นางเอกมิวสิคฯพี่เบิร์ดเป็นคนเลือกเองหรือเปล่าครับ ?
    Bird : พี่เบิร์ดเลือกไม่ได้หรอกครับ พี่เบิร์ดเลือกไม่ได้ ถ้าพี่เบิร์ดเลือกพี่เบิร์ดเอาหมดเลย ทางทีมงาน ผู้กำกับเป็นคนคิดว่าคาเร็กเตอร์ที่เค้าวางไว้นั้นเข้ากับนางเอกคนไหน แล้วก็มาบอกพี่เบิร์ด ให้พี่เบิร์ดเห็น ให้พี่เบิร์ดรู้ว่าใคร

    Thaialbums : น้องๆ เค้าน่ารัก ?
    Bird : ช่ายๆ น่ารักหมดเลย เบ้นซ์ เชอรี่

    Thaialbums : กับเชอร์รี่ล่ะครับ ?
    Bird : เค้าสวยนะ ตอนแรกพี่ไม่กล้าคุย เค้าดูสวยดูไฮโซ คุณแม่เป็นเจ้าทางเหนือด้วยครับ เค้าตัวเล็กมากๆ แต่ทำงานด้วยกันแล้วสนุกมากๆ ต้องขอบคุณทุกคนเลยครับ

    Thaialbums : แล้วสำหรับแบบเบิร์ด เบิร์ดล่ะครับมีแพลนหรือยัง ?
    Bird : อ๋อ ยังครับ แบบเบิร์ด เบิร์ดต้องมีการแพลนงานเยอะมาก ตอนนี้ยังครับผม

    Thaialbums : ต้องรอดูกระแสก่อนหรือเปล่าครับ ?
    Bird : ไม่นะจ้ะ แบบเบิร์ด เบิร์ดเกิดขึ้นไม่ต้องรอดูกระแสเลย เพราะว่าถ้าเราพร้อม คนดูเค้าก็พร้อม แต่ถ้าเกิดเราไม่พร้อมมันไม่ได้ เราต้องพร้อมก่อน เอาอันเปิดอัลบั้มให้เสร็จไปแล้วรวบรวมโชว์ รวบรวมแรงบันดาลใจ แบบเบิร์ดเบิร์ดจะเกิดขึ้นได้มันคือแรงบันดาลใจว่าเราจะคึกยังไงดี จะทำยังไงให้ดีแบบนี้ครับ

    Thaialbums : ตอนนี้มีคิดไว้ในใจบ้างหรือยังครับ
    Bird : ตอนนี้ยังครับสำหรับแบบเบิร์ดเบิร์ด มันเป็นอีกโลกหนึ่งเลย มันไม่ใช่คอนเสิร์ตแต่มันเป็นโชว์

    Thaialbums : ทุกวันนี้กับการร้องเพลงพี่เบิร์ดรู้สึกว่ามันยากไหม ?
    Bird : สำหรับพี่เบิร์ดนะ มันเหมือนกับภาษาพูดแล้ว แต่ว่ามันอยู่ที่วันเวลาที่ผ่านมาแล้วก็ความรักที่แท้จริงที่เรามีให้กับเพลงคือไม่ใช่ just to sing อ่ะ เราร้องแล้วเราเคารพคนเขียนเนื้อด้วยว่าระหว่างที่เค้าเขียนเค้าคิดอะไรอยู่ เราต้องนึกภาพให้ได้เท่าที่เค้าเขียนแล้วมันจะมีความสุขถ้าจะยากก็ยากตรงนี้ สมมุติเรามีเรื่องในใจมากมายแล้วมาร้องเพลงยังไงมันก็ไม่เข้า แต่สำหรับพี่เบิร์ดพี่เบิร์ดจะล้างสมองทุกอย่างพร้อมที่จะเข้ามาฟังเสียงเมโลดี้แล้วอ่านตัวหนังสือที่น้องเค้าเขียนมาให้ ที่พี่เค้าเขียนมาให้ แล้วจะไปกับเค้าด้วยทุกคำที่เค้าร้อง ทุกคำที่เค้าเขียนมา

    Thaialbums : มีแอบเปลี่ยนเนื้อ เปลี่ยนอะไรของเค้าบ้างไหมครับ ?
    Bird : มี เป็นเพลงมันส์ๆ อย่างของโจอี้บอยนี่จะมีเปลี่ยนแต่เพลงเพราะๆ ไปเปลี่ยนของเค้าไม่ได้(หัวเราะ)

    Thaialbums : ยกตัวอย่างหน่อยครับ ?
    Bird : ก็อย่างอมวัดอมอะไรนั่นแหล่ะ พี่เบิร์ดทั้งนั้นแหล่ะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : พี่เบิร์ดขึ้นคอนเสิร์ตมาเยอะมาก ยังมีตื่นเต้นอยู่ไหมครับ ?
    Bird : โอ้โห ตื่นเต้น แต่ถ้าเกิดว่าพี่เบิร์ดออกไปแล้วพี่เบิร์ดจะสบายแล้ว แต่วันก่อนๆ ที่จะออกเนี่ย แหม มันก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

    Thaialbums : พี่เบิร์ดรู้สึกกดดันหรือกังวลไหมครับ เพราะทุกครั้งที่พี่เบิร์ดออกทุกคนจะแบบ…?
    Bird : ช่วยลุ้นกันสุดฤทธิ์ (หัวเราะ) ดีครับ ทุกคนช่วยลุ้นพี่เบิร์ดก็เลยยิ้มได้ มันไม่กดดันหรอก มันตื่นเต้น

    Thaialbums : ท่าเต้นล่ะครับ ?
    Bird : อื้ม ท่าเต้นจะเป็นอะไรที่มันส์มากๆแหล่ะ คอยดู

    Thaialbums : พี่เบิร์ดทำงานเยอะแบบนี้เอาแรงมาจากไหน ?
    Bird : อืม นั่นสิ พี่ก็คิดเหมือนกัน แต่ทำยังไงแรงมันก็ยังไม่หมดสักที ทำงานจนดึกตี 3 เค้าก็ไปกันหมดแล้วพี่ยังเด้งอยู่เลย ก็เลยแบบว่าไม่มีใครเมตตา แต่จริงๆ มันเป็นความสุขจ้ะ เพราะทุกคนคิดกับพี่เบิร์ดแบบนี้ไงพี่เบิร์ดถึงมีพลัง ยิ่งอย่างวันที่ 3 เนี่ย ก้าวแรกพี่เบิร์ดเดินออกไปหน้าเวทีได้ยินเสียงเค้าโห่ร้องกรี๊ดใส่พี่เนี่ย มันเหมือนได้ชาร์จพลังอะไรก็แลกไม่ได้ ไม่รู้นักร้องคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่พี่เบิร์ดจะยกมือไหว้สวนเสียงเลยทุกคนไม่เห็นเพราะอยู่ในความมืดพี่เบิร์ดจะไหว้รับแล้วจากนี้ไปก็สนุกกันเต็มที่ มันเป็นมูลค่าที่หาไม่ได้ แฟนเพลงพี่เบิร์ดไม่มีรุ่นด้วยคือไม่ได้เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่เด็กแต่เค้าสามารถอยู่กับเราได้ทุกรุ่นเลย ที่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อยเป็นเพราะกำลังใจจากแฟนๆจ้ะ

    Thaialbums : อัลบั้มนี้จะมีเหตุการณ์เหมือนตอนแฟนจ๋าที่พี่เบิร์ดได้ไปทัวร์ทุกภาคทั่วประเทศอีกไหม ?
    Bird : อ๋อ มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้วครับอยู่ที่เราพร้อมหรือเปล่า จริงๆถ้าพี่เบิร์ดทัวร์นี่คงไม่มีเว้นวันหยุดราชการแน่ๆ ความฝันหน่ะอยากจะทัวร์ประเทศไทย อยากทัวร์เอเชีย อยากทัวร์อเมริกา อยากทัวร์ยุโรปไปหาคนไทยที่อยู่ต่างแดนบ้างนั่นคือความฝันแต่มันต้องพร้อมก่อนอาจจะ 60 ก็ได้ตอนนั้น (หัวเราะ) พี่อยากไปให้มันเป็นแบบบิ๊กโปรดักชั่น ไม่ใช่ไปอีกแบบหนึ่งเค้าก็ไม่ภูมิใจเค้าก็มีครอบครัวที่นู้นใช่ไหม เค้าก็จะได้บอกสามีเค้า บอกญาติพี่น้องเค้าว่าเนี่ยคนนี้เบิร์ด อยากไปแบบให้เค้าภูมิใจมันต้องใช้เวลา

    Thaialbums : พี่เบิร์ดคิดไงกับการโกอินเตอร์ครับ ?
    Bird : ก็ ใครอยากไปไหนก็ให้เค้าไปกัน แต่พี่ไม่ไปพี่อยู่ที่นี่

    Thaialbums : ความพร้อมของพี่เบิร์ดคืออะไรครับ ?
    Bird : คือความพร้อมจ้ะ (แป่ว) จะให้บอกว่าอะไรล่ะมันก็ต้องพร้อม (หัวเราะ)

    Thaialbums : คอนเสิร์ตที่จะถึงนี้มีแขกรับเชิญบ้างหรือยัง ?
    Bird : กำลังประชุมกันอยู่ พี่หน่ะอยากได้ทุกคนเลย แต่หมดก็คงไม่ไหวเล่นกันตายเลย

    Thaialbums : โจอี้บอยล่ะครับ ?
    Bird : โจอี้บอยเค้าไม่ชอบไปออกแบบนี้จ้ะ เค้าจะชอบแบบของเค้า เรื่องนี้พี่ก็ถามแล้วแต่พี่เล็กไม่บอก เค้าไปจัดการของเค้าไว้แล้วเค้ากลัวเรารู้แล้วไม่เซอร์ไพรส์ พี่ไม่รู้จะโดนอะไรบ้างเล้ย

    Thaialbums : เอาคนดูไปซ่อน ?
    Bird : เออ ตายเลยถ้าเอาคนดูไปซ่อนอ่ะนะ เออเนอะ

    Thaialbums : พี่เบิร์ดออกกำลังกายยังไงบ้างครับ ?
    Bird : ออกกำลังกายก็ว่ายน้ำ เออ แต่มันต้องออกอย่างมีเหตุผล มันต้องรู้ออกกำลังกายมากเกินไปหรือเปล่า การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งมันไม่ได้หมายความว่าเราต้องวิ่งให้หนักเพราะถ้าทำหนักๆเนี่ยแทนที่ร่างกายจะได้รับผลดีมันจะกลับกันจะเป็นโทษ ร่างกายของเราเนี่ยถ้าวิ่ง 12 นาทีแรกมันจะเผาผลาญน้ำตาลหลังจากนั้นมันจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งตัว และหลังจากนั้นเนี่ยมันจะเกิดอะไรต้องดูด้วยพวกเราเนี่ยเวลาคิดอยากจะออกกำลังก็ออกใหญ่เลยมันจะตายเอาต้องดูร่างการเราด้วย

    Thaialbums : ตะกี้ได้ยินพูดถึงน้ำมันมะกอก?
    Bird : เอ้อ น้ำมันมะกอกเนี่ยล่ะกินเลย ช้อนนึงตอนเช้า มันเป็นน้ำมันมะกอกที่เอามาใช้ทำอาหารได้ แล้วจะมีน้ำมันมะกอกอันนี้ซึ่งคล้ายกันแต่ว่าสามารถกินได้เลยเพราะน้ำมันมะกอกมันจะไปไล่คอเลสเตอรอล พวกเราเป็นสื่อมวลชนน่าจะเขียนเรื่องพวกนี้ให้เค้าดูแลการกินกัน อะไรที่เราไม่อยากกิน อันนั้นล่ะคือของดี อย่างผัก ผลไม้ที่ไม่ชอบกิน …ผัก ผลไม้ ใครจะบ้ากินทุกวัน พี่นี่แหล่ะบ้า ถ้ากินเนื้อก็ควรจะกินกับผัก ห้ามกินผักเนื้อและข้าวพร้อมกัน มันจะไปรวมกันเป็นน้ำตาลเข้าใจ๊ กินข้าวเสร็จปั๊ปต้องเว้นครึ่งชั่วโมงถึงจะกินผลไม้หรือกาแฟ ไม่งั้นทุกอย่างกินเข้าไปก็กลายเป็นน้ำตาลหมดเลย มันฉลาดนะร่างกายเนี่ย

    Thaialbums : การดูแลรักษาและพัฒนาเสียงร้องของพี่เบิร์ดทำยังไงครับ ?
    Bird : ก็นี่แหล่ะครับ ที่สำคัญคือการพักผ่อน กินน้ำเยอะๆ ไม่สูบบุหรี ไม่ดื่มเหล้า ไม่นอนดึกแค่นี้ครับ แล้วก็ไม่ตะเบงชะเวตี้ให้มันมากนัก ไม่แหกปากอะไรอย่างนี้ อย่าแจ๋นเกินเหตุ(หัวเราะ)

    Thaialbums : พี่เบิร์ดนอนไม่ดึกหรอครับ ?
    Bird : ไม่ดึก 4 ทุ่ม ตายแล้ว ตายก่อนเลย แต่จะตื่นเช้าไม่ว่าใครจะนัดตีอะไรพี่ได้หมดเลย เคล็ดลับอีกอย่างคือพี่เบิร์ดมาบริษัทเสร็จแล้วก็ขึ้นเตียงเลยไม่ได้แวะที่อื่นไง ไม่ได้เที่ยวกลางคืน แต่พี่ไม่ได้ว่าคนที่เที่ยวกลางคืนนะ แต่ถ้าถามพี่พี่ก็เลือกที่จะปฎิบัติตนอย่างนี้

    Thaialbums : ว่างๆ ก็ไปไร่ไปนา ?
    Bird : เออ ใช่ อันนี้ไม่ได้เข้าผับ แต่เข้าไร่เข้านานะฮะ (หัวเราะ)

    Thaialbums : กิจการที่ไร่เป็นยังไงบ้างครับ ?
    Bird : ดีครับ ขอบคุณครับ ช่วงนี้เป็นช่วงของฝนกับหนาวนะเห็ดก็จะออก ข้าวก็ เห็นบอกว่าจะหว่านข้าววันที่ 27-28 นี้ ฟังแล้วสบายใจเนอะ

    Thaialbums : ข้าวกับลำใยนี่เป็นสินค้าโอท็อปหรือยังครับ ?
    Bird : โอท็อปครับ ก็ขายอยู่ที่ท็อปหน่ะครับ โอท็อป ขายอยู่ที่เดียวเลยครับ (หัวเราะ)

    Thaialbums : ตอนนี้มีนักร้องรุ่นใหม่เยอะเลย มีคนไหนไหมที่พี่เบิร์ดมองแล้วคิดว่าเหมือนตัวเอง ?
    Bird : อ๋อ พี่ก็อยากให้เค้าเหมือนพี่ทุกคนเลย แต่ถ้าเค้าเหมือนเค้าจะต้องแลกกับการทำงานหนักมากและต้องรักจริงๆ อยากให้เค้าเหมือนตรงที่ให้เค้าสุขที่เค้าทำเหมือนที่พี่เบิร์ดทำนี่ อยู่ตรงนี้พี่เบิร์ดมีความสุขมากเลย ไม่ต้องเหมือนพี่ที่รูปลักษณ์แต่ให้มีความสุขในการทำงานเหมือนพี่ครับ

    Thaialbums : พี่เบิร์ดรู้สึกยังไงกับคำว่าซุปเปอร์สตาร์ครับ ?
    Bird : อืม เป็นคำที่เค้าใช้เรียกพี่ ไม่ใช่พี่เรียกตัวเอง

    Thaialbums : แล้วรู้สึกยังไงที่ได้ยินเค้าเรียก ?
    Bird : รู้สึกเสียวไปทั้งตัว (หัวเราะ)แต่ก็ไม่ได้แบกหามเอาไว้ ก็ทำตามธรรมดาของเราเพลงขึ้นเราก็ร้อง เพลงจบเราก็กลับบ้านและทำให้ดีแค่นั้นเอง

    โดย : Thaialbums.com
    update : 22:8:2005
  • โจอี้ บอย เชื้อปะทุ ลูกผสมฮิพฮอพ หมอลำ – เร็กเก้ – แร็พ

    โจอี้บอย

    โจอี้  บอย  เจ้าของเพลงแนว  ฮิพฮอพ  ทั้งเต้นทั้งร้องที่ดังระเบิดในหมู่วัยรุ่น  แต่งเพลงเองมาตลอด  หลายปีมาแล้ว  ตั้งแต่อายุ  ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  เช่นเดียวกับทีมงานคนรุ่นใหม่ๆ วัยนักศึกษา

    ……….ออกอัลบั้มมาแล้วถึง 5 ชุด  ชุดหนึ่งๆ  ขายได้เกินแสนหรือเกือบแสนมัวน – ไม่น้อย

    ……….เป็นกลุ่มดนตรีที่นำเชื้อประทุทางดนตรีตามแนวฝรั่งที่เรียกว่า  “แร็พ”  แต็มรูปแบบมาปูพรมในเมืองไทย  อย่างออกรส

    ……….และบ่อยครั้งในบางชุดบางเพลง  มีเนื้อหาล่อแหลม  จนเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ  รวมทั้ง  มิวสิควิดีโอ  และรูปแบบการประชาสัมพันธ์  อย่างเรื่องป้ายหาเสียงเลือกตั้ง  และชุดพยาบาลในมิวสิควิดีโอ

    ……….คนกลุ่มนี้เกือบทั้งหมด  เป็นหนุ่มสาวสไตล์นอก  ที่ไปเรียกรู้  ไปรับวัฒนธรรมต่างแดนมา  เกือบเต็ม – แต่เป็นเด็กไทย  ทำงานร่วมกับศิลปินช่างเทคนิค  นักดนตรี  แดนเซอร์  สารพัด  เชื้อชาติภาษา  ทั้งจากตะวันตก และจากแดนอาทิตย์อุทัย

    ……….เป็นส่วนผสมคนรุ่นใหม่  หลายวัฒนธรรม – วัฒนธรรมร่วมสมัยทางดนตรี  และมีความเชื่อร่วมกันว่า  เพลงของทุกชาติทุกภาษาเป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้  ไม่ว่าจะเป็น  เพลง  แร็พ เร็กเก้ ฮิพฮอพ  หรือ รำวง  หมดลำ  หรือแนวอื่นๆ

    ……….แล้วเขาก็ทำงานออกมาเป็นแนวผสมอย่างที่เห็น และได้ยินกันบ่อยๆ  โดยเฉพาะในชุดล่าสุด  “ตัวฤทธิ์”  กับเพลงเนื้อไทยสไตล์ผสม  เก็กเก้  แร็พ  และเพลงพื้นบ้านไทย  

    ……….หนุ่มนักเต้นและสหาย  กับผลงานใหม่และทีมงานใหม่  กับประสบการณ์ของชีวิตและดนตรี

    โจอี้  บอย  อายุ 28 ปี  หัวหน้าวง  แต่งเพลงและร้องนำ  เคยเดินทางไปศึกษาด้านดนตรี  ใช้ชีวิตที่อเมริกาและแคนาดา 2 ปี

    เต้ง – เมธี  ขวัญบุญจัน (ดีเจ.ลิง – Monkey spider)  เป็นดีเจ. เปิดแผ่นที่ สหรัฐ  และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวดที่อิตาลี่  ติดอันดับ 1 ใน 10

    โอ๋ – หทัยรัตน์  เจริญชัยชนะ  มือเบส  สาวน้อยจากศิลปากร  เรียนด้านออกแบบและเป็นสไตล์ลิสต์  นางแบบ

    เพชร – ชนัญญ์  โตกฤษณะ  จบมัธยมจาก  นิวซีแลนด์  และเรียนปริญญาตรีที่ ABAC  

    *คุยกันเรื่องเพลงก่อน  ชุดนี้มีอะไรเด่นๆ ใหม่ๆ

    (โจอี้)  เพิ่มสมาชิกเข้ามา  และเพิ่มดีเจ. เข้ามา  เมื่อมีวงดนตรีเพิ่มมาชิ้นหนึ่ง  มีสแกรชเข้า  รู้สึกตื่นเต้นและสนุก  จะสร้างสีสันให้กับคนดู  และตัวผมเองด้วย  จะได้ฟังอะไรที่มีสีสันมากขึ้น  คนที่ทำงานด้วยเรียกได้ว่า  เป็นเพื่อนกันมา  อย่างดีเจ.ลิง  ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ  มองอะไรได้แง่มุมเดียวกัน  สายเดียวกัน  ชอบดนตรีเดียวกัน

    *โจอี้  ช่วยเล่าเรื่องเนื้อหาของเพลงหน่อย

    เป็นมุมมองใกล้ๆตัว  อย่างเพลงซิงเกิ้ลแรก  สาละวัน  เคยได้ยินมานานแล้ว  เป็นเพลงเก่าๆ  คิดว่าเป็นเพลงหนึ่งที่สนุกสนานมาก  ผมคิดว่าทำไมไม่มีใครนำเอามาทำใหม่  เป็นเพลงที่เรียกว่าเมื่อเรานำมาเล่นบนเวทีแล้ว  ได้ร่วมกิจกรรมทั้งคนฟังและคนร้อง  มันเป็นเพลงที่สนุกมาก  ฟังมาตั้งแต่เด็กแล้ว    สงสัยมากว่าสาละวันแปลว่าอะไร  จนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแปลว่าอะไร

    มีคนเคยบอกว่าเป็นชื่อที่เขาใช้เรียกแทนผู้หญิง  เหมือนกับแม่น้องนาง  แม่สาละวัน  ก็ชอบตรงจุดนั้น  อีกนัยหนึ่งคือเราได้ร่วมสนุกกับคนที่มาดูคอนเสิร์ต  ปกติคนทั่วไป

    (more…)

  • โน้ต ตูน

    โน้ตตูน

    ชื่อ : ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล (โน๊ต)
    การศึกษา : คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2
    พี่น้อง : มีพี่น้อง 7 คนค่ะ โน๊ตเป็นคนโต
    บุคคลิก นิสัย : เป็นคนค่อนข้างใจเย็น ไม่ค่อยโกรธใครจะร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอด ชอบมีเพื่อนเยอะๆเพราะ
    เป็นคนคุยเก่งมาก..ก ชอบพบปะกับผู้คน ชอบทำกิจกรรมเยอะๆ แต่ก้อจะเป็นคนที่ค่อนข้างซุ่มซ่ามอยู่บ่อยๆ
    งานอดิเรก : ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ตีแบด ฟิตเนส อ่านหนังสือ
    แนวเพลงที่ชอบ : แนว POP ใสๆ
    สีที่ชอบ : ก็จะมีสี ขาว, เทา, สีเงิน
    ความสามารถพิเศษ : พูดภาษาจีนกลางได้ เล่นเปียโนเกรด 5
    ของสะสม : การ์ด, แม่เหล็กติดตู้เย็น
    อาหารโปรด : ผักขมอบชีส
    สถานที่พักผ่อน : ที่ๆอากาศดีๆ
    สัตว์เลี้ยง : ปลา
    ความฝันในชีวิต : เรียนให้สูงที่สุด พร้อมๆ กับได้ทำงานที่ชอบ
    ผลงาน : สาวหน้าใส Clean & Clear ปี 2000, Miss Singha 2000 (ชนะเลิศอันดับ 1 ), ละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์, นัก
    เรียนการแสดง Acting รุ่นที่ 1 ของ Bangkok Drama, เดินแบบ Katch, พิธีกรรับเชิญ Channel V, โฆษณา วัน-ทู-คอล,
    Presenter โฆษณา GSM 2 Watt และปัจจุบันนักร้องสังกัดโซนี่ มิวสิค

    ชื่อ : สุภัชชา ปิตินันท์ (การ์ตูน)
    การศึกษา : คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ภาควิชาไฟฟ้า) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    พี่น้อง : มีพี่น้อง 2 คนเป็นคนโต
    บุคคลิก นิสัย : สนุกสนานร่างเริง ขี้งอนบ้างเล็กน้อย
    งานอดิเรก : ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ว่ายน้ำ ไดร์ฟกอล์ฟกับครอบครัว ชอปปิ้ง ดูหนัง
    แนวเพลงที่ชอบ : POP ROCK หรือไม่ก็ ROCK ไปเลย
    สีที่ชอบ : ฟ้า / ดำ / ชมพู
    ความสามารถพิเศษ : รำไทย เดินแบบ เชียร์ลีดเดอร์ พิธีกร
    ของสะสม : ตั๋วหนัง, กระเป๋า, รองเท้า
    อาหารโปรด : ผักขมอบชีส
    สถานที่พักผ่อน : ชอบไปพัทยาค่ะ
    ผลงานที่ผ่านมา : เดินแบบรายการ เลดี้คอนเนอร์, ถ่ายภาพนิ่งโค้ก (เวียดนาม), โฆษณาขนม โดริโทส, โฆษณา
    ฟิล์มสีฟูจิ (เวียดนาม), เป็นพิธีกรภาคสนามรายการ Studio Theater, นางแบบรับเชิญการประกวด เปรียว Super Model
    2000, โฆษณา วัน-ทู-คอล, Presenter โฆษณา GSM 2 Watt และปัจจุบันนักร้องสังกัดโซนี่มิวสิค