บ้านเพลงเก่า

Category: สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

  • วงชาตรี

    วงชาตรี

    tape1โดย ต้น ลาดพร้าว

    สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นความรู้สึกของคนฟังเพลงคนนึง ชื่นชอบที่จะฟังเพลงมากมายหลายแบบ ชื่นชอบที่จะร้องรำทำเพลง โดยเฉพาะกีตาร์โปร่ง ต้องบอกก่อนครับว่า เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ได้สัมผัส ไม่เสแสร้ง ( คนอื่นอาจชอบไม่เหมือนผมก็ได้ )

    ผมเริ่มฟังเพลงเป็นพร้อมๆ กับที่เริ่มรักเพื่อนผู้หญิงเป็น ตอนนั้น 5 ขวบเห็นจะได้ คุณพ่อคุณแม่ฟังสุนทราภรณ์ เราก็ฟังได้ ตอนนั้นต่อมา กำเนิดความรักทุกรูปแบบได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว รักในเสียงเพลง รักเพื่อน มองทุกอย่างรอบตัวสวยสดงดงามไปหมด

    เมื่อผมเริ่มโตขึ้น แนวเพลงสตริง ลูกกรุง ลูกทุ่ง สากล เพลงปลุกใจ มีให้ได้ฟังมากมาย วิทยุ FM ก็จะเปิดเพลงลูกกรุง AM ก็เปิดเพลงลูกทุ่ง แนวเพลงสตริงยุค นั้น ถือเป็นความแปลกใหม่ในหมู่วัยรุ่น ทางดนตรีก็จะลอกเลียนสากลซะเป็นส่วนใหญ่ หนังสือเพลง I.S. SONG HIT ของคุณเล็ก วงศ์สว่าง จะต้องมีม้วนไว้ติดกระเป๋ากางเกง ( ไม่งั้นเชยแหลก )

    ตอนนั้น กระแสของเพลงสากลมาแรงมาก แนวเพลงสตริงในยุคนั้น จึงต้องทำเพลงสากลเอาใจตลาด เราจะไม่ค่อยได้ยินสตริงที่ร้องเพลงไทยไทย นอกจากวง ดิอิมพอสซิเบิ้ล ซึ่งสร้างสีสันได้มากทีเดียวกับเพลงประกอบ ภาพยนตร์หลายเรื่อง นอกจากนั้น ก็ยังมีบางวง หรือบางคนที่ร้องเพลงไทยในแบบสตริง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับเหมือน ดิอิมพอสซิเบิ้ล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

    วงชาตรี  เพราะความโดดเด่นของนักร้องนำไงล่ะครับ บดบังทุกอย่างหมดจด เป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่รากเหง้าของ ดิอิมพอสซิเบิ้ล ก็มาจาก เพลงสากลอย่างที่จะปฎิเสธไม่ได้

    ถึงปี 2518 คลื่นวิทยุต่างๆ โดยเฉพาะภาค FM เริ่มที่จะมีสถานีเพลง สถานีเพลงและข่าวเป็นกิจลักษณะ บางสถานีมีความโดดเด่นในลักษณะที่มีเพลง สตริงเปิดช่วงยาวๆ เลย มีอยู่เพลงนึง เนื้อร้อง ทำนอง และดนตรีแปลกกว่า ที่ผมเคยได้ยินมา ทำไมเค้าร้อง และเล่นกันง่ายเหลือเกิน จนไม่น่าเชื่อว่า จะนำ ออกสู่ตลาดเพลงยุคนั้นได้ เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงไทย จำได้ว่าผมได้ยินเพลง “ลูกขาดแม่” ของเค้าเป็นเพลงแรกเลย ผมพยายามฟังเพลงอื่นๆ ของเค้า ติดตามตลอด ตอนนั้น เทปคาสเซ็ทเรายังไม่รู้จักกันเลย ต้องติดตามว่า สถานีไหนเค้าจะเปิด ผมแปลกใจมากว่า หลายสถานีเปิดเพลงของเค้า กระทั่ง เพลินจนร้องได้ มาที่โรงเรียน เพื่อนๆ ก็ฮัมเพลงให้ฟังหลายคน รู้สึกว่าแนว เพลงเค้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้ลอกเลียนใคร เป็นความแปลกใหม่ที่กล้าหาญ มาก เป็นเพลงไทยล้วนๆ อาจจะมีทำนองสากลบ้าง คอร์ดกีตาร์ก็เล่นง่าย มีอยู่ประมาณ 4-5 คอร์ดช่วงต้นคอกีตาร์จริงๆ เรียบง่าย ประสานเสียงดี เนื้อทำนองน่ารัก ชัดถ้อยชัดคำแบบจริงใจ เค้าทำสำเร็จจริงๆ

    แฟนเพลงเริ่มยอมรับความแปลกใหม่ หันมาฟังเพลงไทย มากขึ้น อันนี้คือ จุดหักเหที่สำคัญของวงการเพลงไทยบ้านเราจริงๆ หลายคนไม่ยอมรับเค้า ดูถูกฝีมือเค้า และไม่ยอมรับความ เปลี่ยน แปลงนี้ ซึ่งก็ไม่มีใครฉุดรั้งเค้าได้ เค้าอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า ตอนนั้น เค้าได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงไทยไปแล้ว และวงดนตรีที่ผมกล่าวถึงก็คือ “ชาตรี” นั่นเองครับ

    วงชาตรีต้น ลาดพร้าว
    ( ปัทม์ ชาญวิทย์การ )

    นำกลุ่มชาตรีแฟนคลับ 46

    *** ในความรู้สึกต่อท้าย คงไม่มีใครมาแทนที่เค้าได้ เพราะเค้าทั้ง 5 คน เปรียบเสมือนครูบาอาจารย์ทางดนตรีที่ครอบครองหัวใจทั้ง 4 ห้องของผมแล้วครับ

    วงชาตรีผลงานของชาตรีมีทั้งหมด 15 ชุด

    นอกนั้นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ และชุดอมตะชาตรี ซึ่งไม่รวมอยู่ใน 15 ชุดนี้

    1. จากไปลอนดอน (พ.ศ. 2518 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
    2. แฟนฉัน (พ.ศ. 2519 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
    3. หลงรัก (พ.ศ. 2519 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
    4. ฝนตกแดดออก (พ.ศ. 2520 – ห้างโรสซาวด์น)
    5. รัก 10 แบบ (พ.ศ. 2521 -EMI)
    6. ชีวิตใหม่ (พ.ศ. 2522 -EMI)
    7. รักครั้งแรก (พ.ศ. 2523 -EMI)
    8. สัญญาใจ (พ.ศ. 2524 -EMI)
    9. ชะตารัก (พ.ศ. 2524 -EMI)
      10.ชาตรีอินคอนเสิร์ต (พ.ศ. 2525 -EMI)
      11.รักไม่เป็น (พ.ศ. 2525 -EMI)
      12.รักที่เธอลืม (พ.ศ. 2526 -EMI)
      13.แอบรัก (พ.ศ. 2527 -EMI)
      14.ชาตรีทศวรรษ (พ.ศ. 2527 -EMI)
      15.อธิษฐานรัก (พ.ศ. 2528 -EMI)

    วงชาตรีเพลงประกอบภาพยนตร์

    1. สวัสดีคุณครู
    2. สนุกกันวัยเรียน
    3. รักแล้วรอหน่อย
    4. ผมขอเป็นดวงตาแทนคุณ
    5. โลกนี้ยังมีรัก /ครูขา หนูเหงา วงชาตรีร่วมแสดงด้วย
    6. เพื่อนยามยาก
    7. จ๊ะเอ๋ เบบี้
    8. รักต้นไม้ /จ๊ะเอ๋ เบบี้
    9. นี่แหละ กทม. ( ชื่อเดิม ลูกโป่ง )
      10.เมียจ๋า

  • สัมภาษณ์สิชล

    สัมภาษณ์สิชล

    วงสิชล

    ” ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “

    ณ บ้านหลังกะทัดรัดหลังหนึ่งในซอยเพชรเกษม 79 เมื่อพวกเราไปถึงเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของพี่วันชัย สุนทรถาวร เจ้าของบ้าน และพี่ฐนิต สุนทรถาวร น้องชาย ซึ่งมารอพวกเราที่บ้านด้วย เอ่ยชื่อออกมาแล้ว เชื่อแน่ว่า หลายคนคงยังงงว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ถ้าบอกว่า พี่น้อง 2 คนนี้ก็คือ ศิลปินดังในอดีตที่เป็นเจ้าของเสียงเพลง ” เหม่อมองท้องฟ้า พาใจซึมเซา จิตใจหงอยเหงาร้าวฤทัย….. ” ที่ร่วมร้องเพลงในนาม ” สิชล ” ล่ะก็ ทุกคนคงจะถึงบางอ้อกันล่ะ

    photo2  วงสิชล

    ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในอดีตที่พวกเราได้รู้จักวงสิชล ด้วยเสียงเพลงที่คลอด้วยกีตาร์ในสไตล์โฟล์คซอง ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิชลก่อตัวกันขึ้นมาทำเพลงได้อย่างไร เพราะในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่เพลงสตริงกำลังอยู่ในความนิยมในหมู่วัยรุ่น ซึ่งทั้งพี่วันชัย และพี่ธนิต ก็จับมือร่วมกันย้อนรำลึกถึงอดีตในวัยเยาว์ และช่วยกันเล่าให้ฟังว่า

    ” แรกเริ่มเดิมที พวกเราพี่น้องก็เล่นกีตาร์กันแค่ในบ้าน แล้วพวกเพื่อนๆ ก็ชอบมานั่งฟังกัน นานวันเข้า แววศิลปินคงเริ่มออกมั้ง ก็ประมาณปี 21, 22 ตอนนั้นก็อยู่ชั้น ป.6 พวกเพื่อนๆ ก็มาขอให้ร้องเพลงอัดใส่เทปให้ด้วย โดยเลือกเอาเพลงของชาตรีบ้าง นักร้องคนโน้นบ้างคนนี้บ้างหลายๆ คน ซึ่งมันสะใจกว่าไปหาซื้อเทป ซื้อทีได้แค่ 10 เพลง แล้วก็เป็นแค่ศิลปินคนเดียว หรือวงเดียวเท่านั้น แต่พอเราอัดให้ เพื่อนๆ ก็จะได้เพลงหลากหลายตามแต่เค้าจะเลือก ซึ่งตอนหลังๆ นี่ ทั้งเพื่อนพี่สาว และพวกเพื่อนๆ ก็จะจ้างให้ร้องอัดใส่เทป คิดให้เพลงละ 2 บาท ทีแรกก็จะไม่เอาตังค์นะ แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่า อัดๆ มาเถอะ….. ”

    แววศิลปินของพี่ๆ ทั้ง 2 คนไม่ได้อยู่แค่เล่นกีตาร์เก่ง ร้องเพลงเพราะเท่านั้น พี่ๆ ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า

    ” ช่วงนั้น นอกจากร้องเพลงอัดให้เพื่อนแล้ว พวกเราก็ยังมีเพลงที่แต่งกันเองอยู่หลายเพลง ทีนี้ ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปสงวนลิขสิทธิ์เพลง ก็เลยจัดแจงเขียนโน้ตไปเองเลย ไปถึง ก็เจอครูสง่า อารัมภีร์ พอครูสง่ารู้จุดประสงค์ ก็คว้าโน้ตเดินนำไปห้องอัดเสียง เริ่มเล่นเพลงแรกทันที แล้วก็ถามมานะว่า ” เขียนเองเหรอ ” แล้วครูก็เล่นเพลงตามโน้ตทั้ง 10 เพลง พร้อมทั้งแนะนำเพิ่มเติมถึงวิธีการเขียนโน้ตที่ถูกต้องให้ด้วย จริงๆ แล้ว ที่ครูเค้าเล่นดนตรีในวันนั้น ก็เพื่อจะดูว่า โน้ตที่เอามาน่ะ ใช้ได้จริงมั้ย เพราะว่าสมัยนั้น ถ้าดูโน้ตไม่เป็น เขียนโน้ตไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์สงวนลิขสิทธิ์ แล้ววันนั้น พอครูเล่นเสร็จ ยังบอกว่า ” หนู เอาให้ดังนะลูก ” จากนั้น พี่ก็เลยรีบกลับมาแก้โน้ต แล้วทำเรื่องสงวนลิขสิทธิ์จนเสร็จเรียบร้อย ”

    วงสิชล

    เสร็จจากเรื่องลิขสิทธิ์ พวกพี่ๆ ก็คิดจะเดินเรื่องอัดเสียงต่อไป แล้วจะอัดเสียงในนามอะไรล่ะ ลองมาฟังพวกพี่ๆ เค้าพูดต่อดีกว่า

    ” ทีแรก พวกเราตกลงที่จะใช้ชื่อไทยๆ เหมือนชาตรี ก็เลยไปให้พระตั้งให้ ท่านก็ตั้งมาว่า ” ตรีโกณ ” ( ถึงตอนนี้ ก็เรียกเสียงหัวเราะในวงสนทนากันลั่น ) ตอนนั้นยังคิดกันอีกนะว่า สายชล ก็เพราะดีนะ แต่ก็ไปตรงกับชื่อนักร้องนำวงอินโนเซ้นส์ ทีนี้ก็เลยมานึกกันว่า ถ้าจะเป็นน้ำ พวกเราก็ขอเป็นน้ำน้อยๆ ดีกว่า เลยเลือกที่ชื่อ ” สิชล ” แปลว่า น้ำน้อย ซึ่งมันก็เปรียบ เหมือนกับพวกเราพี่น้องที่มีทุนน้อย ถ้าเจอไฟแรงๆ พวกเราก็คงระเหยไปเลย ”

    ถึงตอนนี้ ชื่อวงก็มีแล้ว เพลงก็มีแล้ว สงวนลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้วด้วย มาดูกันว่า พี่ๆ เค้าจัดการเรื่องการเตรียมการ และค่าใช้จ่ายของห้องอัดเสียงยังไง เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย สำหรับเด็กนักเรียนในยุคนั้น

    ” เรื่องค่าใช้จ่ายนี่ ก็ขอแบ่งเงินจากที่แม่เปียแชร์มาส่วนนึง มาเป็นค่าเช่าห้องอัด และตัดแผ่น เลยมีการแซวกันว่า ได้ดีเพราะแม่เปียแชร์(หัวเราะ) แล้วก็ไปเช่าห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ก่อนอัดเสียงก็ซ้อมกันก่อนประมาณ 2 เดือน กะให้พร้อมที่สุด เพราะถ้าอยู่ในห้องอัด แล้วหลุด หรือพลาด ก็ต้องเริ่มใหม่ แล้วเราก็ต้องการให้เซฟที่สุดด้วย ใช้เวลาในห้องอัดวันนั้น 3 ชม. ตอนนั้นก็ชม. ละ 300 บาท รวมค่าน้ำมันเสร็จสรรพก็พันนึง ทำกันอยู่ 3 คน มีพี่ 2 คน กับเพื่อนอีกคนชื่อ สมชาย ตอนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว ”

    ” อัดเสียงเสร็จตอนนั้น ก็ไปตัดเป็นแผ่นเสียงแผ่นเล็ก แล้วก็มาใช้ปากกาเคมีช่วยกันเขียนชื่อวงบนแผ่นเสียง ก็ตัดได้หลายร้อยแผ่นอยู่ เสียค่าตัดเป็นหมื่น แล้วก็ไปแจกตามสถานีวิทยุ ฝากให้ดีเจช่วยเปิดให้ เที่ยวแจกจนรู้จักทุกสถานีว่า คลื่นไหน อยู่ที่ไหน มีอยู่ทีนึง ไปแจกที่ห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ตอนนั้นท่านเป็นนายกสมาคมดนตรี ท่านก็ให้โอกาสกับศิลปินทุกคนนะ ไม่ว่าหน้าเก่าหน้าใหม่ ใครไปฝากแผ่นไว้ ก็จะได้รับการเรียงลำดับก่อนหลังรอการเปิด ไม่มีการแซงคิวเลย หลังจากนั้น เพื่อนๆ ก็มาเสนอให้ทำเทปด้วย ก็เลยทำมาซัก 300 ม้วน เผื่อเหลือด้วย เผื่อแจกด้วย กะขายเพื่อนๆ ซัก 50 ม้วน ขายต่อไปอีกซักหน่อยก็จะได้ 100 ม้วน แล้วถ้าเกิน 100 ม้วน ก็เป็นกำไรแล้ว ตอนนั้นก็ขายอยู่ม้วนละ 50 บาท แม้แต่ปกเทปนะ ยังขอให้โรงพิมพ์ใช้กระดาษสี แล้วพิมพ์แค่สีเดียว เพื่อเซฟต้นทุน แล้วก็ไปหาสติ๊กเกอร์น่ารักๆ มาแปะติด หามาได้ 3 ลาย เลยกลายเป็นมีปกเทปอยู่ 3 เวอร์ชั่น ใครชอบลายไหนก็เลือกเอา (หัวเราะ)”

    photo5 photo6

    “ เทปงวดแรก 300 ม้วนนั่นก็ไม่เหลือเลยนะทั้งขายทั้งแจก พอทำงวด 2 ก็ทำอีก 300 ม้วน แต่คราวนี้พัฒนาปกแล้ว เพราะพอจะมีกำไรจากงวดแรกมาบ้าง งวด 2 ที่ทำออกมา ก็ไปเสนอขายอยู่หลายสิบแห่ง แต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะสวนกระแสกับเพลงสตริงในขณะนั้น จนวันนึง เข้าไปที่โซนิคเรคคอร์ด เจอคุณพรชัยซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท และเพิ่งจะได้ยินเพลงของพี่ทางวิทยุพอดี ก็เกิดชอบใจ เพราะเป็นเพลงแนวโฟล์คที่คุณพรชัยชอบเหมือนกัน เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน และคุณพรชัยก็เป็นคนวางแผนโปรโมต จนเทปขายดิบขายดี ผ่านทางสื่อทีวี และวิทยุ แล้วคุณพรชัยก็ยังเป็นผู้คิดสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วยตัวเองด้วยนะ …ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “ สิชล” วงดาวรุ่งดวงใหม่ ขอถ่ายทอดเป็นบทเพลงรักหวานซึ้ง “ รักลืม ” ( คลอเพลง ) “ รักลืม ” บทเพลงที่มีทั้งอดีตและปัจจุบัน เคลือบไว้ทั้งน้ำตาล และน้ำตา สำหรับท่านที่กำลังมีความรัก และท่านที่ถูกรักลืม …

    หลังจากงานโปรโมตโดยมืออาชีพแล้ว ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแน่นอนกับชีวิตของศิลปินหน้าใหม่ 2 ชีวิตนี้ ซึ่งพี่ทั้งสองก็ยอมรับว่า

    “ พอมีการโปรโมตผลงานเพลงแล้ว ผู้ฟังก็เริ่มรู้จักเพลงมากขึ้น งานมีมากขึ้น ทั้งออกรายการทีวี เล่นคอนเสิร์ตทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังจำได้ถึงวันที่ต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่ภูเก็ต วันนั้นเป็นวันที่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ในเที่ยวบินนั้น พวกเราก็ได้เจอพวกพี่ๆ วงรอยัลสไปรท์ซึ่งจะไปแสดงคอนเสิร์ตเหมือนกัน ฟังจากที่พี่ๆ เ ค้าพูดกัน ก็เลยได้รู้ว่า พวกพี่ๆ เค้าก็ขึ้นเครื่องบินในวันนั้นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน “ วงสนทนาในวันนั้นเลยได้ฮากันอีกรอบ

    วงสิชล

    ต่อจากอัลบั้มชุดนี้แล้ว ทุกคนคงกำลังรอฟังอยู่ว่า วงสิชลยังมีอัลบั้มชุดต่อไปหรือไม่

    “ หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกประสบผลสำเร็จแล้ว ช่วงนั้น พอดีพวกพี่ประสบปัญหาทางครอบครัวด้วย มันก็เลยโยงใยให้เกิดปัญหากับทางโซนิค ซึ่งมาคิดๆ ดูตอนนี้แล้ว ก็คิดได้ว่า น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดกัน แต่ในช่วงเวลานั้น ความเป็นเด็กวัยรุ่น ยังอ่อนหัดในงานที่เพิ่งก้าวเดิน ยังมีความมุทะลุอยู่ ทำให้ตัดสินใจแยกตัวออกจากบริษัท การทำงานในอัลบั้มชุดที่ 2 เลยเป็นการทำงานกับบริษัทใหม่ งานเพลงก็ยังเป็นเพลงที่พี่แต่งเองอยู่ ทำการบันทึกเสียง ออกเทปทุกอย่าง แต่ว่า… ทางบริษัทไม่มีการโปรโมตให้ ตอนนั้นก็งงเหมือนกันนะ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนั้นเรามีสัญญาให้เค้าจัดจำหน่ายอยู่ ก็เลยทำอะไรไม่ได้ แล้วหลังจากนั้น เค้าก็ยังให้ทำชุดที่ 3 อีกนะ ทำแล้วก็เหมือนเดิม คือไม่มีการโปรโมต เหมือนกับว่า จะให้ชื่อเสียงเราเป็นตัวโปรโมต สุดท้ายก็คือ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิชลมีอัลบั้มชุดที่ 2 และ 3 ออกมาแล้ว พอชุดที่ 4 พวกพี่ก็ออกมาทำกับอีกบริษัทนึง คราวนี้มีเพื่อนมาร่วมวงเพิ่มอีก 4 คน มีกลองเพิ่มขึ้นด้วยนะ ชุดนี้ก็ใช้ชื่อว่า มั่นใจรอ แต่ก็อย่างว่า ช่วงเวลามันทิ้งช่วงมานาน คราวนี้ ก็เลยทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร “

     

    วงสิชลณ ปัจจุบันนี้ หลังจากที่เลิกทำเพลงแล้ว พวกพี่ๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็สงสัย เพราะข่าวคราวของพวกพี่ๆ เงียบหายไปจริงๆ ยิ่งแต่ก่อน ตอนที่ออกผลงานเพลง ทั้งปกแผ่นเสียง ปกเทป ไม่มีแม้แต่รูป หรือชื่อพวกพี่ๆ ให้เห็นเลย ข่าวคราวบางข่าวที่ออกมาตอนนี้ ก็มีทั้งข่าวลือต่างต่างนานา ลือแม้กระทั่งว่า ขณะนี ้ นักร้องวงสิชลถึงขั้นพิการด้วยซ้ำไป ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความกระจ่างว่า

    “ ก่อนอื่นนะ พวกพี่ก็ต้องขอขอบคุณคุณพรชัยจากโซนิคเรคคอร์ดก่อน ถึงแม้ว่าตอนนั้น จะเกิดการเข้าใจผิดกัน จนต้องจากกันมา แต่ว่าพี่พูดได้เลยนะว่า ตอนนั้นน่ะ ถ้าไม่มีเฮียพรชัย พวกพี่ก็ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน “

    วงสิชล

     

    มอลลี่ & พี่ดา : สัมภาษณ์

    พี่วันชัย และพี่ฐนิต แห่งวงสิชล ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงวงสิชลด้วยค่ะ

    วงสิชล

  • สัมภาษณ์ พัณนิดา เศวตาสัย

    สัมภาษณ์ พัณนิดา เศวตาสัย

    logo_name

    สกู๊ปพิเศษของเรางวดนี้ เป็นคิวของศิลปินหญิงเสียงดีของวงการเพลงบ้านเรา พี่เอ๋ พัณนิดา เศวตาสัย พูดถึงชื่อนี้แล้ว ใครต่อใครคงต้องนึกถึงเพลงเดียวดาย กับฉากสุดท้าย ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะทั้ง 2 เพลงนี้ เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้กับพี่เอ๋ ยังไม่นับรวมถึงเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลงที่สร้างความประทับใจ และยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงในยุคเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนอื่น เรามาฟังพี่เอ๋เล่าให้ฟังกันก่อนดีกว่า

    พัณนิดา เศวตาสัย

    แรกเริ่มเดิมทีนั้น พี่เอ๋มีแรงจูงใจ หรือมีใครชักนำเข้ามาสู่วงการได้ยังไงคะ

    ตอนนั้นพี่เอ๋ยังเรียนอยู่ชั้นม.ศ. 1 โรงเรียนราชินี เป็นช่วงที่โรงเรียนต้องการหาทุนเพื่อสร้างห้องสมุด ทางโรงเรียนก็เลยตั้งวงโฟล์คซองขึ้นมา เลือกเอาเพลงแนวเก่าๆ มาร้อง แล้วก็อัดเทปขายในโรงเรียน เป็นการอัดเทปที่ระลึกเนื่องในวันครบรอบ 75 ปีของโรงเรียน ตัวพี่เอ๋เองก็เป็นนักร้องนำของวง พอถึงเวลามีงานโรงเรียน ก็จะมีโรงเรียนในละแวกเดียวกันเข้ามาเที่ยวในงานด้วย วงโฟล์คซองเราก็ต้องออกแสดงด้วย ทีนี้ก็เลยดังกันในหมู่โรงเรียนด้วยกัน พอขึ้นม.ศ. 2 วงดนตรีนี้ก็ออกเทปอีกชุดนึง คราวนี้เป็นการหาทุนให้หอสมุดวชิราวุธานุสรณ์ จุดเริ่มต้นเรียกว่าจะเริ่มจากตรงนี้ก็ได้นะ เพราะว่า พวกนักเรียนก็ส่งเทปชุดที่ระลึก 75 ปีไปให้คุณระย้า ซึ่งตอนนั้นจัดเพลงสากลอยู่ ก็ให้เลือกเปิดเพลงสากลจากเทปชุดนี้ด้วย เป็นการโปรโมตงานโรงเรียนด้วย ซึ่งคุณระย้าก็เต็มใจโปรโมตงานนี้ให้ด้วย พอคุณระย้าได้ยินเสียงนักร้อง ก็เกิดความสนใจ เอาเทปไปปรึกษาคุณทวีพงษ์ มณีนิล ก็ได้รับคำตอบมาว่าผ่าน เสียงดี เป็นนักร้องได้ คุณระย้าก็เลยติดต่อกลับมาจะให้ออกเทปเลย ปรากฎว่า คุณพ่อไม่อนุญาต บอกว่ายังเด็กอยู่ ต้องเรียนหนังสือก่อน เรื่องอัดเทปในตอนนั้นก็เลยต้องพับไว้ก่อน

    แค่จุดเริ่มต้น ก็ได้เห็นกันแล้วว่า พี่เอ๋มีแววที่จะเป็นนักร้องอาชีพตั้งแต่ยังเด็ก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่อำนวยในตอนนั้น ทำให้พลาดโอกาสไป หลายคนคงกำลังอยากรู้ว่า แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่โอกาสก้าวเข้าสู่การเป็นนักร้องของพี่เอ๋ได้เริ่มขึ้น ซึ่งพี่เอ๋ก็ให้ความกระจ่างมาว่า

    โอกาสที่จะได้ร้องเพลงตามที่ชอบน่ะ มาถึงเอาตอนที่อยู่ปี 1 ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นคุณครูลดาวัลย์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง และควบคุมการซ้อมของวงโฟล์คซองโรงเรียนราชินี จะแต่งเพลงไว้เยอะ เป็นคนแต่งเพลงเดียวดายด้วยนะ ก็จะคัดมา 10 กว่าเพลงให้ร้อง ทำเดโม แล้วก็มีดีเจคนนึงสนิทกับครูลดาวัลย์ เอาเดโมเนี้ยไปหาผู้สนับสนุน ก็ไปเจอเอาคุณระย้าเข้า ทีแรกคุณระย้ายังบอกเลยว่า คุ้นๆ เสียงนี้นะ แต่ก็สนใจ และตอบรับที่จะทำเพลงด้วย ตอนนั้นคุณพ่อก็อนุญาตให้ทำเพลง แล้วย้ำด้วยว่าให้ทำชุดเดียวนะ ก็รู้สึกดีใจว่า จะได้เข้าห้องอัดแล้ว เพลงชุดแรกนี่ก็มีเพลง เดียวดาย ด้วย ปรากฎว่า เกิดดังเปรี้ยงปร้างเลย ก็เลยได้ทำมิวสิควิดีโอเพลงนี้ด้วย

    ตามปกติของการเป็นนักร้อง เมื่อออกผลงานแล้ว ใครต่อใครก็หวังที่จะได้ออกคอนเสิร์ต เพื่อจะได้โปรโมตผลงานของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคนั้น เวทีโลกดนตรีเป็นเวทีที่ศิลปินแต่ละคนใฝ่ฝันที่จะได้แสดง ณ เวทีแห่งนี้ ซึ่งพี่เอ๋ก็สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเรา ด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ว่า

    พัณนิดา เศวตาสัย

    สำหรับพี่เอ๋เองนั้น กลับไม่เลย ไม่เคยคิดที่จะไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต เป็นนักร้องคนเดียวที่ไม่ยอมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเลย ไม่ชอบด้วย จริงอยู่ว่าชอบที่จะร้องเพลงออกอัลบั้ม แต่ไม่ได้นึกอยากเป็นนักร้องเต็มตัว ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นพี่เอ๋ตามสื่อทีวี นอกจากแค่ในมิวสิควิดีโอเท่านั้น

    อย่างนี้แล้ว ผลงานชุดต่อๆ ไป ยังมีออกมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า และได้รับการตอบรับเหมือนชุดแรกมั้ยคะ

    ทิ้งห่างจากชุดแรกประมาณปีนึง ถึงได้ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ออกมา ชื่อชุด หลงรักเธอ ซึ่งชุดนี้ก็จะเหมือนกับว่าถูกคนรอบข้างผลักดันให้ร้องเพลงแล้ว เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ก็จะหยิบเอาเพลงเก่าบ้าง เพลงในละครมาร้องบ้าง ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้เสียความมั่นใจไปเหมือนกัน จากช่วงเวลานี้ ก็เตรียมตัวจะไปเรียนเมืองนอก ก็เลยคิดว่าจะไม่ร้องแล้ว แต่ก็ถูกคะยั้นคะยอว่าให้ทำเถอะ ก็ยอมทำ ชุดนี้มีชื่อว่า คิดถึงจัง แล้วเค้าก็เอาผลงานเพลงไปออกในรายการวิทยุที่พี่ฉอดจัดอยู่ จะว่าไปแล้ว ชุดนี้จะมีเพลงเพราะหลายเพลงนะ แล้วทางค่ายๆ ก็ตั้งใจโปรโมตเพลง รักไร้ค่า แต่เพลงที่ดังกลับเป็นเพลง ฉากสุดท้าย ซึ่งจริงๆ แล้วก็อย่างที่บอกว่า ไม่ชอบโปรโมตผลงานเพลงเอาเลย พออัดเสียงเสร็จ ก็ออกเดินทางเลย ทั้งๆ ที่วันเดินทางยังถ่ายวิดีโอไม่เสร็จด้วยซ้ำ ไม่ได้ติดตามเลยว่าผลตอบรับต่ออัลบั้มชุดนี้เป็นยังไง แต่ก็มาแปลกใจที่ช่วงนั้น มีจดหมายจากแฟนเพลงตามไปถึงเมืองนอกเลย แต่ละฉบับก็พูดถึงแต่เพลงชุดนี้ว่าเพราะมากบ้าง ชอบมากบ้างล่ะ ก็เลยได้รู้ว่าเพลงชุดนี้ได้รับผลตอบรับดีมาก ถึงกับมีโทรศัพท์จากสื่อมวลชนทางนี้ติดต่อสัมภาษณ์กันทางโทรศัพท์เลย พอซัมเมอร์ปุ๊บ คุณระย้าก็ตามตัวกลับมา บอกว่าไม่กลับไม่ได้แล้ว ต้องออกงานโชว์ตัวบ้าง ช่วงนั้นกลับมาเมืองไทย 1 เดือนนี่ ออกงานทุกวัน แล้วก็อัดเทปชุดใหม่ด้วย คือ ชุดข้ามฟ้ามาฝาก ขากลับไปเรียนต่อนี่ เรียกว่า ขึ้นเครื่องก็ต้องนอนตลอดเลย เหนื่อยมาก ตอนนั้นถึงกับออกปากว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ร้องแล้วล่ะ พอหลังจากออกเทป 4 ชุดนี้แล้ว ก็ออกอัลบั้มรวมฮิต 1, 2 2 ชุดนี้นี่ยังขายได้จนป่านนี้เลยนะ

    pic4

    พี่เอ๋ยังลำดับถึงผลงานของตัวเองชุดต่อไปให้ฟังอีกว่า

    ถึงตอนนี้อัดเพลงไทยไป 4 ชุดแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง เลยขอทำเพลงสากล ซึ่งก่อนจะทำก็มีบางคนสบประมาทเอาเหมือนกันว่าแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำได้ดี ซึ่งตัวพี่เอ๋เองก็มีความมั่นใจอยู่แล้วว่าจะทำได้ ก็เลยได้ทำออกมาเป็นชุด Back to the old days เป็นเพลงสากลโฟล์คซอง เลือกเอาเพลงของ Peter Paul Mary ปรากฎว่า ผลตอบรับค่อนข้างดี ก็เลยรอดตัวไป แล้วหลังจากนั้น ก็เลยทำเพลงสากลตามออกมาอีก 2 ชุดพร้อมกันเลย คือ IN THE MOOD I, II หลังจากทำเพลงสากลมาซัก 3 ชุด ทางค่ายก็มาคุยว่า เพลงสากลน่าจะพอก่อนนะ เดี๋ยวแฟนๆ เพลงจะลืมซะ ก็เลยหันกลับมาร้องเพลงไทยอีก เพลงที่ออกมาก็จะเป็นแนวเดิมๆ ล่ะนะ เป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมดชื่อชุด ใจสองดวง กับ เติมเชื้อไฟ แต่ผลตอบรับของเพลงทั้ง 2 ชุดนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย ได้ พี่เอ๋ก็เลยมาคิดว่า ถ้ายังอยู่อย่างนี้ต่อไป คงจะไม่ดีนักเป็นแน่ ถ้าคิดจะร้องเพลงให้ได้ดี ตัวพี่เอ๋เองก็น่าจะมีส่วนร่วมมากกว่านี้ ทั้งในเรื่องการเลือกเพลง และในเรื่องการตัดสินใจในเพลง เพราะเพลงที่พี่จะร้องนี่ ถ้าตัวพี่ไม่ชอบเพลงแล้ว คนอื่นจะชอบได้ไง ตอนนั้นเลยตัดสินใจหยุดทำเพลงซะก่อน คือเป็นการรอที่จะได้เพลงที่ถูกใจด้วย แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นะ ยังมีงานประจำที่ทำอยู่น่ะ รอไปรอมากินเวลาไปถึงปี 44 ก็ 8 ปีแล้ว ช่วงเวลานั้น เดินไปตามถนน หรือที่ไหนก็ตาม เจอใครที่จำได้ก็จะมีแต่คำถามว่า ไม่ออกเทปแล้วเหรอ ไม่ร้องเพลงแล้วเหรอ ก็เลยมาคิดว่า ก็ยังมีคนอยากฟังเพลงของเราอยู่นะ แล้วช่วงนั้นพี่เอ๋ก็กำลังชอบเพลงแนวแจ๊ส เลยไปปรึกษาคุณระย้าว่า ถ้าจะทำเพลงไทยเก่าๆ ในแนวแจ๊สนี่จะเป็นยังไง จะเพราะมั้ย พอดีมาเจอครูที่สอนกีตาร์เมื่อตอนเด็กๆ ด้วย เลยได้ปรึกษากัน พอเห็นว่าครูเค้าทำได้ ก็เลยให้ครูลงมือทำเลย ใช้เวลาประมาณเกือบปีก็ทำเสร็จ ออกอัลบั้มมาเป็นชุดที่ 10 ใช้ชื่อชุดว่า ฟ้าเดียวกัน จะเป็นเพลงเก่าๆ ทั้งหมดเอามาใส่ทำนองแจ๊ส หลังจากที่ออกอัลบั้มชุดนี้แล้ว ก็เริ่มสนุกกับการร้องเพลงอีกครั้งแล้ว ยิ่งตอนนี้ก็รู้จักคนมากขึ้น ได้มารู้จักกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงาน คือคุณนิติธร มารู้ว่าเป็นคนแต่งเพลง คนพิเศษ ก็เลยมีโอกาสพูดคุยให้มาช่วยทำเพลงให้ เราก็มีการพูดคุยกันถึงความต้องการว่าต้องการเพลงแนวไหน ยังไงบ้าง ตั้งแต่เริ่มคุยกันมานี่ก็ 2 ปีแล้ว ทำเสร็จไปแล้ว 4 เพลง แต่ทั้ง 10 เพลงนี่ เป็นเพลงใหม่ทั้งหมด เพราะด้วย

    pic3 พัณนิดา เศวตาาสัย

    ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ร้องเพลงมา ถึงแม้จะหยุดไปบ้างเป็นบางช่วง จะเห็นได้ว่า พี่เอ๋จะอยู่ภายใต้การดูแลของคุณระย้า ค่ายรถไฟดนตรีอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่มีบางครั้ง ก็มีค่ายเพลงอื่นๆ ซึ่งเป็นค่ายใหญ่กว่ามาติดต่อที่จะทำเพลงให้ แต่พี่เอ๋ก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจ โดยมีเหตุผลว่า

    อันดับแรก พี่เอ๋จะถือว่าคุณระย้า และค่ายรถไฟดนตรีนี้ เป็นค่ายแรกที่ทำให้มีโอกาสเป็นนักร้องเต็มตัว เลยไม่คิดที่จะย้ายค่าย และด้วยเหตุผลนี้ทำให้คุณระย้า และผู้ใหญ่ทางค่ายก็พอใจ ออกปากว่า ถ้าพร้อมจะทำเพลงเมื่อไหร่ก็บอก เรียกว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เหตุผลอื่นก็คือ พี่เอ๋ไม่ต้องการเป็นนักร้องอาชีพ ยังต้องการที่จะทำงานประจำอยู่ ร้องเพลงนี่ก็จะเป็นงานอดิเรก กับทางค่ายรถไฟดนตรีนี้ ก็จะมีการคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า เราต้องการแค่ไหน ทางคุณระย้าอาจจะโปรโมตเพลงตามวิทยุ ตามสื่อทีวีก็เป็นมิวสิควิดีโอ แต่เค้าจะรู้ว่าพี่เอ๋ไม่ต้องการใช้ตัวเองโปรโมต หรือออกคอนเสิร์ต ซึ่งค่ายอื่นก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน

    อยากให้พี่เอ๋บอกความรู้สึกที่มีต่อเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย

    จนบัดนี้ ได้ร้องเพลงทั้ง 2 เพลงนี้มานับพันครั้งได้แล้วมั้ง ไม่ว่าจะไปร่วมงานไหน หรือออกงานไหน ไม่ว่าจะต้องร้องเพลงซักกี่เพลง แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ จะต้องร้องเพลงเดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย นี้ด้วย ไม่อย่างนั้น ก็เหมือนไม่ใช่พัณนิดาตัวจริง หลายคนอาจจะนึกว่า รู้สึกเบื่อกับการร้องเพลงนี้มั้ย พี่เอ๋ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ตัวพี่เอ๋เองจะรู้สึกเบื่อกับ 2 เพลงนี้ไม่ได้เลย เพราะ 2 เพลงนี้ถือว่ามีบุญคุณกับพี่เอ๋มาก พี่ยังรำลึกถึงบุญคุณของแฟนเพลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะ ชุด คิดถึงจัง ที่มีเพลง ฉากสุดท้าย นี่ทำให้พี่มีเงินจนเรียนจบปริญญาโทมาได้

    ปัจจุบันพี่เอ๋ ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไรคะ

    งานปัจจุบัน ทำงาน ตำแหน่ง พนักงานจัดหาและค้าปิโตรเลียม ที่ ฝ่ายการค้าน้ำมันสำเร็จรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ค่ะ สามารถอีเมล์มาคุยกับพี่ได้ที่ [email protected]

    วันนี้คงขอรบกวนพี่เอ๋เท่านี้นะคะ ส่วนใครที่ยังคิดถึงพี่เอ๋ พัณนิดาอยู่ ก็คอยติดตามผลงานใหม่ในเร็วนี้นะคะ สวัสดีค่ะ

    มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์

    พี่เอ๋ พัณนิดา ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงทุกคนนะคะ

    พัณนิดา เศวตาสัย