วงไทรอัมส์คิงดอม Triumphs Kingdom มีสมาชิก 2 คน คือ โบ และ จ๊อยส์
ชื่อ สุรัตนาวี สุวิพร (โบ) |
ชื่อ พรพรรณ รัตนเมธานนท์ |


ศิลปินเพลงไทย นักร้องเพลงไทยสากล นักร้องเพลงไทยลูกทุ่ง วงดนตรีต่างๆ

วงไทรอัมส์คิงดอม Triumphs Kingdom มีสมาชิก 2 คน คือ โบ และ จ๊อยส์
ชื่อ สุรัตนาวี สุวิพร (โบ) |
ชื่อ พรพรรณ รัตนเมธานนท์ |



ละครเรื่อง The Phantom of the Opera เป็นละครเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก นำเค้าโครงมาจากนิยายเรื่อง Le Fantôme de l’Opéra by Gaston Leroux ซึ่งเก่าแก่อายุเป็นร้อยกว่าปีมาแล้ว มาดัดแปลงเป็นบทละครโดย Lloyd Webber และ Stilgoe บทเพลงประพันธ์โดย Lloyd Webber เนื้อเพลงจาก Charles Hart และ Richard Stilgoe โดยพล็อตหลักของเรื่องจะอยู่ที่ คริสทีน ดาเอ้ นักร้องนักแสดงสาวสวยเสียงโซปราโน่ ซึ่งเป็นที่รักและหลงใหลของอัจฉริยะทางดนตรีผู้ลึกลับ ได้แสดงเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1986 ในฝั่งเวสต์เอนด์ และปี 1988 ที่บรอดเวย์ และได้รับรางวัล Oliver Award ในปี 1986 และรางวัล Tony Award ในฐานะละครเพลงยอดเยี่ยม และนักแสดง Michael Crawford ซึ่งเป็นออริจินอลแคส ก็ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในการแสดงละครเรื่องนี้เช่นกัน ละครเรื่องนี้มีการแสดงมาอย่างต่อเนื่อง และมีการนำไปแสดงเป็นภาษาอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ
กำเนิดละคร The Phantom of the Opera

ในปี 1984 แอนดรูย์ ลอยด์ เวบเบอร์ (Andrew Lloyd Webber) นำไอเดียการสร้างละครเพลงเรื่องนี้ ไปเสนอกับ คาเมรอน แมคอินทอช (Cameron Mackintosh) โปรดิวเซอร์ละครเรื่อง Cats และ Song and Dance โดย ALW ตั้งใจว่าจะทำให้เป็นเรื่องรักโรแมนติค ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น ก็มีหนังสือนิยายและหนังเงียบเคยสร้างมาแล้วหนึ่งเวอร์ชั่น และเวอร์ชั่นภาพยนตร์เคลื่อนไหวอีกหนึ่งเวอร์ชั่น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนามาเป็นฉบับละครเวที จน ALW ไปได้หนังสือมือสองเป็นต้นฉบับนิยายขนาดยาว ของ Leroux เลยได้แรงบันดาลใจที่จะทำละครเรื่องนี้
“I was actually writing something else at the time, and I realized that the reason I was hung up was because I was trying to write a major romantic story, and I had been trying to do that ever since I started my career. Then with the Phantom, it was there!”
เปิดฉากที่งานประมูลของเก่าแก่จากโรงละครโอเปร่าป๊อปปูแลร์ในปี ค.ศ 1905 ของล็อตที่ 665 มีชายชรา ชื่อ ราอูล วิกองต์ เดอชาญญี เป็นผู้มาประมูลไปได้ เป็นกล่องดนตรีรูปลิงเปอร์เซีย เขามองแล้วรำพันว่า “ทุกอย่างตรงตามที่เธอบอก” ต่อมาสินค้าล็อตที่ 666 โคมระย้าแชนเดอร์เลียร์ ผู้จัดประมูลบรรยายว่า เรื่องราวปริศนาอันลึกลับที่ไม่มีคำอธิบายของปิศาจแห่งโรงละคร เมื่อเปิดผ้าคลุมโคมระย้าออก แชนเดอร์เลียร์ก็กลับขึ้นไปส่องสว่างอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งย้อนพาเราเข้าไปสู่อดีตในปี ค.ศ 1880
คาร์ล็อตต้านางเอกโรงละคร กำลังซ้อมการแสดงอยู่ (Hannibal) จู่ๆ ก็มีฉากร่วงลงมาโดยไม่มีเหตุมีผล พร้อมกับเสียงกระซิบกันวุ่นวายว่า เป็นเพราะฝีมือ ปิศาจแห่งโรงละคร เจ้าของโรงละครคนใหม่คือ เฟอร์แมงกับอังเดร พยายามที่จะมองข้าม ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ แต่คาร์ล็อตต้าปฎิเสธที่จะเล่นและหุนหันหนีลงจากเวทีไป มาดามจิรี่ ผู้ฝึกนักเต้นบัลเล่ต์ได้เสนอตัว คริสทีน ดาเอ้ สาวสวีดิช ซึ่งเป็นคนคอรัสในโรงละคร เป็นลูกกำพร้าทายาทของกุสตาฟ ดาเอ้ นักไวโอลิน ด้วยเหตุผลว่า “เธอได้รับการสอนมาอย่างดีมาก” และสามารถร้องเพลงในบทของคาร์ล็อตต้าได้ จึงได้ออดิชั่นในเพลง Think of me สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน จนเธอได้แสดงแทน
เมื่อการแสดงประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทางด้านหลังเวที คริสทีน ได้พูดกับเพื่อนของเธอ เม็ก (ลูกสาวของมาดามจิรี่) ว่าเธอได้รู้จักกับครูสอนผู้ลึกลับที่เธอเรียกว่า เป็นเทพแห่งดนตรี (The Angel of Music) ราอูล วิกองต์ เดอชาญญี ผู้อุปถัมน์โรงละครคนใหม่ พบว่าคริสทีนเป็นเพื่อนเล่นสมัยยังเด็ก เลยเข้าไปพบที่ห้องแต่งตัว คริสทีนบอกเล่าเรื่อง เทพแห่งดนตรี ที่พ่อของเธอเคยบอกเอาไว้ให้ราอูลฟัง ว่าเทพแห่งดนตรีมาหาเธอ และมาสอนเธอร้องเพลง แต่ราอูลไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องจินตนาการของเธอเท่านั้น และชวนเธอไปทานมื้อดินเนอร์ด้วยกัน เมื่อราอูลออกจากห้องไป The Phantom ก็ได้ปรากฎตัวขึ้นในกระจกเงาในฐานะเทพแห่งดนตรี ที่ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งอยู่ คริสทีนขอให้เขาเปิดเผยตัวตน The Phantom จึงได้นำตัวคริสทีนไปยังอาณาจักรอันลึกลับของเขา (“The Phantom of the Opera“) ซึ่งอยู่ภายใต้โรงละครและต้องข้ามทะเลสาปใต้ดินไป เขาบอกว่าเขาเลือกคริสทีนมาเพื่อให้เป็นผู้ขับร้องเพลงของเขา และก็ร้องเพลงขับกล่อมเธอ (The Music of the Night) ในระหว่างเพลงนั้นคริสทีนเห็นหุ่นใส่ชุดเจ้าสาวที่มีลักษณะคล้ายเธอ เมื่อหุ่นมีการเคลื่อนไหว เธอจึงตกใจเป็นลมพับไป The Phantom ก็อุ้มเธอไปวางไว้ตรงที่นอน และบอกความในใจว่ารักเธอ
ขณะที่ The Phantom กำลังแต่งเพลงด้วยออร์แกน คริสทีนตื่นขึ้นมาด้วยเสียงกรุ๋งกริ๋งของกล่องดนตรี (“I Remember…”) เธอแอบก้าวไปหาแฟนธ่อม แล้วดึงหน้ากากออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอกรีดร้องตกใจ ในขณะที่ The Phantom โกรธมาก แต่ก็แสดงความปรารถนาที่จะเป็นเหมือนคนปกติ และอยากที่จะเป็นที่รักของเธอ (“Stranger Than You Dreamt It”)
ในขณะเดียวกันนั้น โจเซฟ บูเก้ คนงานในโรงละคร ก็กำลังขู่สาวๆ นักบัลเล่ต์ถึงเรื่อง ปิศาจแห่งโรงละคร กับบ่วงคล้องคอ Punjab lasso (“Magical Lasso”) จนมาดามจิรี่ต้องออกมาเตือนให้สงบปากสงบคำไว้ ในห้องผู้จัดการโรงละคร มาดามจิรี่ก็ได้มาส่งสาส์นของแฟนธ่อม สั่งให้คริสทีนแสดงละครเรื่องใหม่แทนคาร์ล็อตต้า เรื่อง Il Muto เฟอร์แมงกับอังเดรก็กำลังเอาใจคาร์ล็อตต้า และยืนยันว่าให้เธอแสดงเป็นนางเอกอยู่ (“Prima Donna”) แต่ระหว่างการแสดงจริง (“Poor Fool, He Makes Me Laugh”) ก็เกิดเหตุขัดข้อง คาร์ล็อตต้าร้องไม่ออก และส่งเสียงเหมือนกบ ฉากหลังก็ร่วงลงมา จนทุกคนเห็นศพของโจเซฟ บูเก้ถูกแขวนคออยู่ ระหว่างความโกลาหล วุ่นวายอยู่นั่น คริสทีนหนีขึ้นไปบนหลังคา กับราอูล และบอกเรื่องที่เธอไปพบกับแฟนธ่อมมา ราอูลไม่เชื่อ (“Why Have You Brought Me Here?/Raoul, I’ve Been There”) แต่ก็บอกรักเธอและจะปกป้องเธอเอง (“All I Ask of You”) The Phantom ได้ยินคำสนทนาเหล่านั้น ด้วยหัวใจที่สลาย และสาบานด้วยความโกรธเกรี้ยวว่าจะแก้แค้นราอูล (“All I Ask of You (Reprise)”) และขณะนั้นโคมไฟแชนเดอร์เลียร์ก็ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นโรงละคร
หกเดือนต่อมา ในขณะที่ทุกคนกำลังเฉลิมฉลองในงานกาล่าหน้ากาก แฟนธ่อมปรากฎตัวขึ้นในชุด the Red Death (“Masquerade/Why So Silent?”) ประกาศให้ทุกคนรู้ว่า เขาได้เขียนบทละครเรื่องใหม่คือ Don Juan Triumphant และสั่งให้เริ่มจัดการแสดง โดยให้คริสทีันเป็นนางเอก จากนั้นแฟนธ่อมก็คว้าเอาแหวนหมั้นที่ห้อยคอคริสทีนอยู่ และหายตัวไป ราอูลขอร้องให้มาดามจิรี่บอกเรื่องของแฟนธ่อม เธอเล่าให้ฟังอย่างไม่เต็มใจว่า เขาเป็นอัจฉริยะทางดนตรี ที่เกิดมามีใบหน้าที่พิกลพิการ ซึ่งหนีมาจากพวกเร่โชว์ตัวประหลาด และได้หายตัวไป
ระหว่างการซ้อม ราอูลไ้ด้วางกับดักที่จะจับตัวแฟนธ่อม เพราะรู้ว่าจะต้องมาดูการแสดงแน่ (“Notes/Twisted Every Way”) คริสทีนซึ่งสองจิตสองใจอยู่ระหว่างราอูลคนรัก และสิ่งที่แฟนธ่อมได้สั่งสอนเธอมา เธอจึงไปที่หลุมฝังศพของพ่อ เพราะโหยหาอยากได้คำแนะนำจากพ่อ (“Wishing You Were Somehow Here Again”) The Phantom ปรากฎตัวขึ้นที่นั่นในฐานะเทพแห่งดนตรีของเธอ (“Wandering Child”) คริสทีนเกือบจะตามไป แต่ราอูลเข้ามาขัดจังหวะพอดี แฟนธ่อมเหน็บแนมราอูลและจุดระเิบิดไฟ (“Bravo Monsieur”) คริสทีนขอให้ราอูลพาหนีไป แฟนธ่อมประกาศว่าจะแก้แค้นคนทั้งคู่
ละคร Don Juan Triumphant คริสทีน กับปิอันจิ นักแสดงนำชายของเรื่อง เริ่มแสดงไป ในขณะที่มีตำรวจล้อมจับรออยู่ ขณะที่ร้องเพลงคู่ (“The Point of No Return“) คริสทีนรู้ว่าคนที่เธอแสดงด้วยไม่ใช่ปิอันจิ แต่เป็นแฟนธ่อม เขาแสดงความรักต่อเธอ และสวมแหวนให้ แต่เธอกระชากหน้ากากและเปิดเผยตัวจริงให้คนอื่นรู้ คนดูตกใจเมื่อเห็นหน้าปิศาจแห่งโรงละคร ขณะที่ปิอันจิถูกแขวนคออยู่เบื้องหลัง แฟนธ่อมคว้ามือคริสทีนหนีไปจากโรงละคร ราอูลติดตามไป มาดามจิรี่บอกที่อยู่ของแฟนธ่อมและเตือนว่าให้ระวัง บ่วงคล้องคอ
ในรังใต้ดินของแฟนธ่อม คริสทีนถูกบังคับให้ใส่ชุดเจ้าสาว (“Down Once More/Track Down This Murderer”) ราอูลตามไปจนพบ และมาติดกับ กับบ่วงคล้องคอ แฟนธ่อมให้คริสทีนเลือกเอาว่า ถ้าคริสทีนตกลงว่าจะอยู่กับเขา เขาจะปล่อยตัวราอูลไป แต่ถ้าเธอปฎิเสธ ราอูลจะต้องตาย คริสทีนบอกกับแฟนธ่อมว่า จิตใจของเขาต่างหากที่บิดเบี้ยว ไม่ใช่หน้าตา และคริสทีนจูบแฟนธ่อม ปลอบประโลมว่า เขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว The Phantom ซาบซึ้งใจ ที่ได้รับความรัก ความเห็นใจเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาปล่อยตัวทั้งคู่ไป คริสทีนกลับมาคืนแหวน แฟนธ่อมบอกว่าเขารักเธอ เธอร้องไห้ และเดินจากไป แฟนธ่อมขึ้นไปบนบัลลังค์ของเขาและหายตัวไป ในขณะที่พวกล้อมจับมาถึง เม็กพบแต่เพียงหน้ากากชิ้นเดียวที่วางทิ้งไว้อยู่
สิ่งที่เราจดจำได้ในเรื่อง The Phantom of the Opera อย่างเช่น หน้ากาก เรือกอนโดล่า และฉากสำคัญๆ อย่างในรังของแฟนธ่อม ที่มีเทียนไขอยู่รายรอบ บันไดยาวในฉากระบำหน้ากาก
ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้กับ Maria Björnson
เป็นผู้ออกแบบงานดีไซน์ ทั้งฉาก และเสื้อผ้ากว่า 200 ชุด รวมทั้งเครื่องประดับตกแต่งทั้งหลายในเพลง “Masquerade”
รวมไปถึง โคมระย้าแชนเดอร์เลียร์ ซึ่งในฉบับฉลองครบรอบ 25 ปี ก็ได้ทำโคมระย้าเป็นชื่อ Maria เพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงเธอด้วย

คาเมรอน แมคอินทอช ผู้อำนวยการสร้างละครเรื่องนี้ ยังได้ชื่นชมเธอว่า เธอเป็นอัจฉริยะ ผู้ที่ได้ร่วมงานกับเธอจะเห็นว่าเธอเป็นผู้ที่อุทิศตัวเองให้กับงานอย่างแท้ จริง และใส่ใจต่อรายละเอียดอย่างมากด้วย
การแสดงพรีวิวครั้งแรกนั้นจัดที่ Sydmonton ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Andrew Lloyd Webber ผู้ที่แสดงเป็นแฟนธ่อมคือ Colm Wilkinson Sarah Brightman เป็น Kristin (ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น Christine) Clive Carter แสดงเป็น ราอูล
เป็นโปรดักชั่นแรกที่ใช้เนื้อร้องแบบดั้งเดิมของ Richard Stilgoe ซึ่งชื่อเพลงหลายๆ เพลงจะเปลี่ยนชื่อในตอนหลัง เช่น เพลง”What Has Time Done to Me” (“Think of Me”), และ “Papers” (“Notes”) หน้ากากในตอนเริ่มแรกนั้นจะปิดปกคลุมหน้าทั้งหมด ซึ่งทำให้มีปัญหาในการมองเห็นของนักแสดง และทำให้เสียงไม่ชัีดเจนด้วย Maria Björnson จึงได้ออกแบบหน้ากากปิดบังครึ่งหน้า ที่กลายมาเป็นไอค่อนสำคัญของเรื่องนี้
สิ่งที่ทำให้ละครเพลงเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุด ก็คือความไพเราะของบทเพลงนี่แหละครับ ทำนองเพลงประพันธ์โดย แอนดรูย์ ลอยด์ เวบเบอร์ สกอร์เพลงของเรื่องนี้เป็นการผสมผสานการใช้สไตล์การร้องแบบโอเปร่า กับแบบมิวสิคอล
ทางด้านเนื้อร้อง ในตอนแรก ALW ได้ไปติดต่อกับ Jim Steinman ให้มาเขียนเนื้อร้องให้ สิ่งที่ดึงดูดใจให้ไปติดต่อก็เพราะด้านมืดของจิมนี่แหละ แต่ว่าถูกปฎิเสธเพราะว่าตอนนั้นจิมไม่ว่างต้องทำอัลบั้มอยู่ ต่อมาก็เป็น Alan Jay Lerner ซึ่งต่อมาก็ป่วยหนักจนต้องถอนตัวออกไป แต่เขาก็ยังมีส่วนร่วมในเครดิตของเพลง Masquerade ผู้ที่มาเขียนเนื้อเพลงทั้งหมดในออริจินอลก็คือ Richard Stilgoe และต่อมาก็คือ Charles Hart ซึ่งยังอายุน้อยและยังไม่มีชื่อเสียงนัก มาปรับปรุงเนื้อเพลงใหม่ทั้งหมด ส่วนเนื้อเพลงต้นฉบับอย่างเพลง Think of me ของ Stilgoe ก็ยังนำมาใช้เล่นอยู่ในปัจจุบันนี้

เชื่อหรือไม่ว่า King of Pop อย่างไมเคิล แจ๊คสัน ก็สนใจอยากจะแสดงเป็น The Phantom กะเขาด้วย ถึงขนาดติดต่อไปยัง ALW ว่าอยากจะเล่นบทนี้เหลือเกิน เขาต้องทำยังไงบ้าง ถึงจะได้เล่น ก็ไม่รู้ว่าถ้า ALW ตกลง แฟนธ่อมในเวอร์ชั่นไมเคิล แจ๊คสัน จะออกมาเป็นแบบไหนนะครับ
ไมเคิลได้ไปชม The Phantom of the Opera ที่บรอดเวย์ นิวยอร์ค เมื่อปี 1988 เขาแสดงความสนใจในละครเรื่องนี้มาก และได้ไปดูอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีคณะผู้ติดตาม และไปเที่ยวชมด้านหลังเวทีจนคุ้นเคยกันกับทีมงาน ไมเคิลมีไอเดียที่จะแสดงเรื่องนี้ในภาพยนตร์ แต่ในขณะนั้น ALW รู้สึกว่ายังเร็วเกินไปที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
สิ่งหนึ่งในละคร The Phantom of the Opera ที่จับใจของไมเคิล เพราะไมเคิลเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยว และความทุกข์ทรมานของอัจฉริยะทางดนตรี ผู้ที่ทั้งชีวิตทำงานอยู่กับเสียงเพลง และประทับใจในความรักที่เขามีให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง

พรานบูรพ์ ศิลปินของประชาชน
เขียนโดย สันติเทพ ศิลปบรรเลง
เราท่านทุกคนย่อมเคยได้ยินได้ฟังเพลงไทยเดิม และเพลงไทยสากลกันอยู่เป็นประจํา ซึ่งย่อมมีรสนิยมแตกต่างกันไปตามความพอใจ บางท่านก็ชอบฟังเพลงไทยเดิมหรือมโหรี เพราะ นุ่มนวลแช่มช้อยแบบไทยแท้บ้างก็ชอบเพลงไทยสากลซึ่งฟังง่ายเข้าใจง่ายและรวดเร็วทันอกทันใจ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า เพลงไทยสากลที่ร้อง-เล่นกันอยู่ทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นพัฒนาการอันเป็น ผลพวงมาจากเพลงไทยเดิมทั้งสิ้น แม้ว่าบางเพลงที่น่ามาดัดแปลงแต่งเติมขึ้นใหม่ ก็มักจะมีทํานองหลักมาจากเพลงไทยเดิมนั่นเอง ผู้แต่งก็ดัดแปลงให้เป็นทํานองฝรั่งมีจังหวะต่าง ๆ กัน ให้ดูแปลกออกไป ใส่เนื้อเรื่องให้ทันสมัย จึงพลิกกลับกลายมาเป็นเพลงไทยสากล
แต่ท่านนักนิยมเพลงทั้งหลายท่านพอจะทราบบ้างหรือไม่ว่า ใครเป็นผู้ริเริ่มทําเพลง จากเพลิงไทยเดิมให้มาเป็นเพลงไทยสากล? ใครเป็นผู้บุกเบิกแนวการบรรเลงดนตรี และทํานองเพลงในเมืองไทยให้เป็นสากลนิยมมากขึ้น? ใครเป็นผู้เผยแพร่ศิลปการละคร ที่เรียกว่า “ละครร้อง” แบบสมัยใหม่ โดยผู้แสดงเป็นผู้ร้องเพลงไทยสากลทั้งสิ้น

พรานบูรพ์ ได้รับยกย่องว่าเป็น “ปรมาจารย์ทางเพลงไทยสากล” และเป็น “บรมครู ละครร้อง” ของไทยผู้ได้สร้างผลงานละครและเพลงอันเป็นอมตะมากมายสืบต่อมาเป็นมรดกของ ชาติจนทุกวันนี้
ในที่นี้จะขออธิบายชีวประวัติและผลงานสําคัญของ “พรานบูรพ์” ให้ประจักษ์แก่ท่าน ดังนี้
“พรานบูรพ์ นามจริงคือ จวงจันทร์ จันทร์คณา เกิตที่อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2444 เป็นบุตรของ หลวงราชสมบัติ และนางสร้อยมารดา บิดารับราชการโยกย้ายไปหลายจังหวัดจึงได้เรียนหนังสือตามจังหวัดที่บิดาย้ายไปประจําอยู่ จนอายุ 11 ปี จึงเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมปีที่ 2 แล้วสอบเข้าศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเป็นนิสิตจุฬาฯ บิดาถึงแก่กรรมจึงขาดผู้อุปการะส่งเสียให้เล่าเรียนจึงต้องออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อหางานทําประกอบอาชีพ
นายจวงจันทร์ จันทร์คณา ในวัยรุ่นหนุ่มเป็นผู้มีใจรักทางดนตรีและเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ในระยะนั้นเป็นต้นสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีแต่ดนตรีไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะได้ฟังได้เล่น ท่านจึงฟังเสียงดนตรีไทยมาตั้งแต่เด็กและรู้สึกจับใจเข้าถึงรสของตนตรีไทยอันจะเป็นพื้นฐานสําคัญที่ บันดาลใจให้ท่านผู้นี้มีความคิดแปลกแยกไปในเรื่องของเพลงต่อมา
ท่านได้เล่นดนตรีไทยมาตั้งแต่เด็ก โดยสีซอด้วง, ซออู้ เป่าขลุ่ยและสีซอ ไวโอลิน ตลอดจนร้องเพลงได้ดีมาตั้งแต่เป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นอกจากนี้ยังสนใจในกีฬาฟุตบอลเป็นอันมากได้เคยเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนอีกด้วย นอกจากในสมัยระยะวัยรุ่นของท่านประมาณ ปี พ.ศ. 2455 จนถึง พ.ศ. 2472 เป็นระยะที่ละครเวที่กําลังเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นการบันเทิงในรูปแบบเดียวที่จะแสดงแก่ประชาชนได้ สมัยนั้นไม่มีภาพยนตร์หรือโทรทัศน์และวิดีโอเทปเหมือนปัจจุบันนี้ จึงมีแต่การแสดงละครเพียงอย่างเดียวที่เป็นเครื่องบันเทิงเริงรมย์แก่ประชาชน
เมื่อนายจวงจันทร์ จันทร์คณา ได้ออกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างที่ยังเรียนไม่จบ ด้วยใจรักดนตรี และละครจึงมารับจ้างบอกบทละครตามโรงละครต่าง ๆ แล้วในที่สุดก็แต่งบทละครด้วยตนเองพร้อมทั้งแต่งเพลงประกอบละคร จนกลายเป็นนักประพันธ์บทและเพลงละครร้องที่มีชื่อเสียงโต่งดังในระยะต่อมา
ในยุคนั้นละครร้องที่เป็นที่นิยมชมชอบกันมากก็คือ ละครของกรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ และละครพันทางกับละครพูดสลับ (ลํานําหรือเพลง) ซึ่งล้วนแต่ใช้เพลงไทยของเก่าบรรเลง และขับร้องโดยผู้แสดงเป็นผู้ร้องเองทั้งสิ้น การที่ได้อยู่กับโรงละครร้องจึงทําให้ท่านได้ซึมซับ รับเอาบทร้องและทํานองเพลงไทยของเก่าหรือที่เรียกว่า “เพลงไทยเดิม” ได้อย่างมากมาย จนรู้จักและจดจําเพลงต่าง ๆ ได้เป็นอันมาก ถึงกับรอบรู้ในเรื่องเพลงไทยและบทละครอย่างหาตัวจับยาก
ประสบการณ์ในโรงละครนี่แหละ เป็นข้อมูลพื้นฐานอันสําคัญยิ่งที่ทําให้ท่านผู้นี้สามารถนําทํานองเพลงของเก่ามาใช้ ในการขับร้องบทเพลงในละครของท่านได้อย่างแนบเนียนเป็นอย่างดี
เมื่อท่านได้แต่งบทละครและบทเพลงได้ด้วยตนเองแล้วก็จะนําออกแสดง ละคร เรื่องแรกของท่านคือเรื่อง “ทะแกล้วสามเกลอ” เมื่อออกแสดงแล้วปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นที่ชื่นชมแก่ผู้เข้าชมเป็นอันมาก ละครเรื่องนี้ท่านแต่งขึ้นเมื่อยังไม่ได้คิดนามปากกาหรือนามแฝงจึงชื่อชื่อ-นามสกุลจริงไปก่อน
ละครเรื่องต่อมาคือเรื่อง “เหยี่ยวทะเล” ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ท่านคิดใช้นามปากกา “พรานบูรพ์” เป็นผู้ประพันธ์ สาเหตุที่ใช้นามปากกานี้นั้นเนื่องมาจากใต้พบ คําประพันธ์ จากวรรณกรรมเรื่อง”รูไบยาต” ของโอมาร์คัยยาม แปลโดย กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงแปลไว้ว่า
“ตื่นเถิด อุทัยเจิดเล้า รัตยา ผยองเอย
ดาวเจิ่ง, เวิ้งสวรรค์ลา ลิบแล้ว
พรานบูรพ์, ทอดบ่วงถา โถมคร่อม คล้องแฮ
ปราสาท, สุลต่านแพร้ว พรีอสร้านฉานแสง”
คําว่า “พรานบูรพ์” จึงมีความหมายว่า พรานแห่งทิศบูรพาผู้นําให้ชีวิตทุกชีวิตบนโลกให้ล่วงไปกับวันใหม่และกาลเวลาซึ่งก็หมายถึง พระอาทิตย์นั่นเอง
ท่านได้แต่งบทละครออกมาอีกหลายเรื่อง และแต่งให้แก่คณะศรีโอภาสเป็น ประจํายังไม่มีคณะละครของตนเอง จนกระทั่งถึง .ศ. 2474-2476 จึงได้ตั้งคณะละครของตนเองขึ้นมาและตั้งชื่อคณะว่า “คณะจันทโรภาส” รายการคณะจันทโรภาส ภายใต้การกํากับควบคุมของพรานบูรพ์เป็นคณะละครที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น ได้สร้างผลงานการแสดงละครออกมามากมายหลายต่อหลายเรื่องซึ่งเป็น ที่ชื่นชอบแก่ประชาชนคนดูเป็นอันมาก แสดงครั้งใดก็มีผู้เข้าชมแน่นโรงทุกวันทุกรอบ จนชื่อของ “พรานบูรพ์” และชื่อ “คณะจันทโรภาส” เป็นที่ติดปากติดใจคนไทยทั่วไป ละครที่ได้รับความนิยมมากได้แก่ เรื่อง “โรสิตา” พรานบูรพ์ ตัดแปลงจากบทละครของตะวันตกให้เข้ากับ รสนิยมคนไทย เรื่อง “แผลเก่า” ท่านได้นําเอานวนิยายเรื่องแรกของไม้ เมืองเดิม มาจัดแสดงเป็นละคร ซึ่งเป็นที่ฮือฮา เกรียวกราวชื่นชอบไปทั่วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงประกอบ ที่ร้องในละครเป็นเพลงที่พรานบูรพ์แต่งทํานองและเนื้อร้องด้วยตนเองทั้งหมดทุกเพลิง ซึ่งเพลิง ที่ติดอกติดใจและไพเราะจับใจจนจตจํารําลึกและร้องกันต่อมาจนทุกวันนี้ก็คือเพลง “ขวัญเรียม” ที่มีบทร้องขึ้นต้นว่า.
“เรียมเหลือทนแล้วนั่น…ขวัญของเรียม”
ผลงานการแสดงละครของคณะจันทโรภาส ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสูงที่สุด คือ เรื่อง “จันทร์เจ้าขา” ละครเรื่องนี้ทําให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปทั่วประเทศ นับว่าเป็นผลงานของท่านที่ประสบความสําเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิตของศิลปินท่านนี้
ละครเรื่อง “จันทร์เจ้าขา” เป็นละครเรื่องเอกที่สุดในชีวิตของท่าน เปิดแสดง เป็นครั้งแรกใน ปี พ.ศ. 2474 ที่โรงละครพัฒนาการ ใกล้สามแยกกรุงเทพมหานคร และ เปิดแสดงตลอดทั้งปี โดยเว้นช่วงแสดงเป็นระยะจนตลอดปี และก็น่าแปลกตรงที่มีผู้เข้าชมแน่น โรงทุกรอบที่เปิดแสดงนับว่าเป็นความสําเร็จอันสูงสุด และเป็นข้อยืนยันได้ว่า พรานบูรณ์เป็น ศิลปินที่ชนะใจคนไทยในยุคนั้น
ท่านได้นําคณะละคร “จันทโรภาส” ออกเร่ แสดงไปตามที่ต่าง ๆ ในหลาย จังหวัดเกือบทั่วประเทศจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงในชนบทห่างไกล ประชาชนคนไทยได้รับ ความบันเทิงจากละครคณะนี้เป็นอันมาก จนกระทั่งพรานบูรพ์ ได้รับฉายาว่าเป็น “ศิลปินของประชาชน” ซึ่งท่านก็ได้สร้างผลงานด้านละครและเพลงเพื่อบ้ารุงบําเรอความสุขแก่ประชาชน อย่างแท้จริง
การประพันธ์เพลงในละครร้องของพรานบูรพ์นั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท กล่าวคือ
ประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ เพลงที่ได้ทํานองมาจากเพลงไทยแท้ของเก่า (เพลงไทยเดิม) แล้วนํามาตัดตอนให้สั้นลง หรือมาเปลี่ยนแปลงวิธีการขับร้องเสียใหม่ คือ ร้องเป็นเนื้อเต็มโดย ตัดเอื้อนยาว ๆ ออกไปทั้งหมดใช้วิธีเอื้อนสั้น ๆ โดยใช้เสียงจากลูกคอเท่านั้น เช่นเพลิงดวงเดือน
ลาวเจริญศรี ลาวคําหอม และเมื่อเป็นเพลงที่ตัดแล้วก็จะมีคําว่า “ตัด” ต่อท้ายชื่อเพลง เช่น สร้อยสนตัด, ทะแยตัด ส่วนเพลงที่นํามาแปลงให้เปลี่ยนออกไปก็ใช้คําว่า “แปลง” ต่อท้ายชื่อเพลง เช่น สุรินทร์แปลงดัดแปลงมาจากเพลงสุรินทราหู เป็นต้น
ประเภทที่สอง ได้แก่ เพลงที่น่าทํานองมากจากเพลงสากลของฝรั่ง หรือเพลงทํานอง ฝรั่งต่าง ๆ เช่นเพลงมาเดอร็อง ก็นําเพลงมาร์ชมาเดอร็อง มาใส่คําร้องภาษาไทยลงไปให้เป็นไทยมากขึ้นเป็นต้น
ประเภทที่สาม เป็นเพลงที่พรานบูรพ์ประพันธ์ขึ้นมาเองจากความคิดคํานึงในท้องเรื่อง ของละครนั้น ๆ เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่โดยลําพัง และไม่ได้ยึดถือทํานองเพลงหนึ่งเพลงใดทั้งสิ้น แต่จะมีลีลาอ่อนโยนเยือกเย็นเป็นบรรยากาศแบบไทย เช่น เพลงขวัญเรียม, เพลงเคียงเรียม, เพลงจันทร์เจ้าขา, เพลงนัดพบ, และเพลงกล้วยไม้ เป็นต้น
การใส่เพลงในบทละคร พรานบูรพ์ยังคงยึดหลักของกรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ คือ จัดเพลิงสลับกับบทพูด และหากตัดบทพูดออกไปเรื่องจะไม่ต่อกัน บทพูดและบทร้องเขียนเป็น กลอนสุภาพทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเพลงบรรเลงที่มีลักษณะคล้ายเพลงแทรกระหว่างฉากที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “พรีลูท” หรือ “อินเตอร์ลูท” อีกด้วย นับว่าเป็นการนําเทคนิคของฝรั่งมาประยุกต์ ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นที่นิยมของผู้ชม
ละครบางเรื่องพรานบูรพ์จะแทรกบทร้องพิเศษที่เหมือนบทสวด และแต่งคําร้อง เป็นร่ายสุภาพบ้าง ร่ายยาวบ้าง บางตอนจะคล้ายรูปแบบของโคลงสองหรือโครงสามแสดงว่า ท่านมีความรู้ในทางกวีนิพนธ์และฉันทลักษณ์แตกฉานเป็นอย่างดี
บทร้องที่พรานบูรพ์ประพันธ์ขึ้นนั้นได้เป็นรูปแบบ หรือแบบแผนของเพลงไทยสากลใน ยุคต่อ ๆ มาถือว่าเป็นเพลง “ชั้นครู” ของเพลงไทยสากลก็ว่าได้ และยังมีอิทธิพลต่อการใช้ถ้อย คําสํานวนสอดไส้ในทํานองเพลงให้มีบรรยากาศมาพพจนี้จีนตนาการ มีความละเอียด ละเมียด ละไมลึกซึ้งตรึงใจผู้ฟัง เพราะเหตุว่าท่านใช้การประพันธ์ถ้อยคําสัมผัสนอกสัมผัสในสัมผัสเสียง สระข้ามวรรคได้อย่างแพรวพราย นับว่าบทร้องของพรานบูรพ์ เป็นร้อยกรองหรือกวีนิพนธ์ที่ ทรงคุณค่าทางภาษาไทยอีกด้วย
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการใช้ถ้อยคําเพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพพจน์เช่นในเพลง “กล้วยไม้ ความว่า
“กล้วยไม้ของเราแต่เก่าก่อน อยู่ในดงในดอนเจ้าช่อนซ่อซ่อนใบ..ไกลไกล ฝั่งเจ้าอยู่ถึงไหนไหน ใครจะเด็ดจะดมได้เราไม่เห็นเลย.โอ้กล้วยไม้เอย”
จะเห็นได้ว่าท่านเข้าใจเลือกคํามาใช้ในเพลงได้อย่างเหมาะสมและมีความไพเราะ ลึกซึ้งกินใจ ให้แต่เท่านั้น ถ้อยคําสํานวนของท่านได้รับยกย่องว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ถูกต้องตามหลัก ภาษาและไวยากรณ์ไทยอีกด้วย
ในสมัยที่ภาพยนตร์เริ่มเข้ามาสู่เมืองไทยใหม่ ๆ นั้น โรงภาพยนตร์เสียงศรีกรุงไต้สร้าง ภาพยนตร์ไทยเสียงในฟิล์มขึ้นเป็นครั้งแรก พรานบูรพ์ ได้ร่วมมือกับครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเพลงในภาพยนตร์เรื่อง “ในสวนรัก” เรื่อง “อ้ายค่อม” เรื่อง “ค่ายบางระจัน” เป็นต้น ต่อมาบริษัทบูรพาศิลปภาพยนตร์ จํากัดสร้างภาพยนตร์ขึ้น ท่านได้แต่งเพลงประกอบไว้มากมาย เช่น เพลงสนมในใจ สามหัวใจ โดยเป็นคนเขียนบทร้องแล้วให้ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งทํานอง
ซึ่งจะได้ทํานองเป็นฝรั่งมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากครูนารถ ถาวรบุตร เป็นนักดนตรีสากลโดยแท้ เป็นนักเปียโนฝีมือเยี่ยมเป็นเลิศในยุคนั้น และได้เรียนเปียโนจาก พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) บรมครูดนตรีสากลท่านหนึ่งของเมืองไทย
นอกจากท่านจะเป็นผู้มีความสามารถสูงส่งแล้ว ถ้าหากขาดผู้ช่วยเหลือหรือเป็น ที่ปรึกษาแนะนําที่ดี ก็อาจจะไม่ก้าวหน้าหรือประสบความสําเร็จเท่าที่ควร ในงานการละครของ พรานบูรพ์นั้น บุคคลผู้มีส่วนสําคัญในอันที่จะผลักดันให้พรานบูรพ์และคณะละครดําเนินการไปได้ ดี คือ ครูพิมพ์ พวงนาค มิตรผู้มีอุปการะของพรานบูรพ์ ผู้เคยร่วมเดินทางร่วมกันนอนมากับ คณะละครจันทโรภาสมาแต่ต้น เป็นผู้ให้กําลังใจให้คําปรึกษาและจัดการงานทุกอย่างไปใต้ด้วยดี ท่านรําลึกถึงคุณความดีของครูพิมพ์ พวงนาค ประดุจผู้มีพระคุณท่านหนึ่งเสมอมาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ท่านได้แต่งเพลงและแสดงละครไปตลอดทั่วทุกภูมิภาคเป็นเวลานานหลายสิบปี บทละครต่าง ๆ ก็กระจัดกระจายหายสูญไปมากอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่ค่อยจัดเก็บหรือรวบรวมบันทึกเป็นหลักฐานไว้ อย่างฝรั่งนั้นมักนิยมรวมผลงานไว้และบันทึกเป็นหลักฐานอย่างรัดกุม แต่สําหรับพรานบูรพ์แล้ว ละครที่เล่นนั้นเมื่อเล่นจบหรือเลิกแสดงละครเรื่องนั้นแล้วก็เลิกกัน ไม่มีใครคิดเก็บรวบรวมบันทึกเป็นหลักฐานไว้จึงกระจัดกระจายหายสูญไปมากต่อมาอย่างน่าเสียดาย ที่ยังคงอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลงานยอดนิยมของประชาชนเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่ก็เสียงและเพลงไม่กี่เพลง
ในบรรดาบทละครและเพลงของท่านนับร้อย ๆ เรื่อง ร้อย ๆ เพลงนั้น ต้นฉบับ ที่พอจะหาได้และเก็บรักษาไว้ ได้อยู่ที่ครู พิมพ์ พวงนาค เพียง 10 กว่าเรื่องเท่านั้น
เรื่องละครร้องขณะนี้กําลังจะค่อย ๆ สูญสลายไปทีละน้อยอย่างน่าเสียดายเพราะ อิทธิพลของการบันเทิงในรูปแบบอื่นเข้ามาแทรกเซาะเป็นอันมากอีกทั้งความเจริญทางตะวันตกก็ หลั่งไหลเข้ามาจนคนไทยแวบจะลืมความเป็นไทยกันอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้คนเราไม่มีเวลาพอที่จะ มาดูละครร้องเหมือนเช่นในอดีต เพราะทางธุรกิจการงานเร่งรัดจึงทําให้สุนทรียภาพของคนในปัจจุบันเหลือน้อยลงทุกที่ ด้วยเหตุนี้ความนิยมในละครร้องของเก่าจึงหมดความนิยมลงไป อีกทั้งดาราละครรุ่นเก่าที่เคยรู้เรื่องก็ถึงแก่กรรมไปทีละคนสองคนจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว เรื่องราวของตัวละครร้องที่เด่นดัง เช่น แม่บุนนาค แม่เลื่อน ตลอดจนพรานบูรพ์เอง รวมทั้งผลงานของท่านเหล่านี้ก็ไม่ได้มีการรวบรวมไว้เป็นหลักเป็นฐานจึงกระจัดกระจายไปเป็นอันมาก เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ท่านได้สร้างสรรค์ผลงานเพลิงและละครมากมายเหลือคณานับ ในส่วนที่หลงเหลือจตจํากันได้ก็นับว่ามากแล้ว แต่ส่วนที่สูญหายไปจะมีอีกสักเท่าไรไม่มีผู้ใดทราบได้ เพราะไม่มีผู้รวบรวมไว้เลยดังที่กล่าวแล้ว แต่ในส่วนที่ยังเหลืออยู่นี่แหละ ศิลปินทั้งหลายยึดถือว่าเป็นผลงานศิลปะชั้นครู ที่มิอาจลอกเลียนเปลี่ยนแปลงให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ท่านได้ทําไว้ เป็นอมตะแล้ว
ท่านได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับละครและเพลง ร่อนเร่พเนจรแสดงไปในทั่วทุกท้องถิ่น ได้เงินค่าแสดงพอเลี้ยงชีพกับคณะละครให้อยู่รอดไปได้ ชีวิตของท่านจึงดูคล้ายวณิพกผู้พเนจร เที่ยวแสดงละครร้องของท่านไปทั่วทุกหัวระแหง ท่านเป็นผู้มีความอดทนและตั้งใจประกอบกรรมดีตลอดมา ท่านยึดถือแนวทางศิลปะเป็นที่ตั้ง ถึงแม้ว่าผู้ใดจะให้ค่าตอบแทนอย่างงามโดยให้ท่านทําเพลงในรูปแบบที่ผิดศีลธรรม หรืออาจเป็นผลเสียแก่งานศิลปะและกระทบกระเทือนวงการศิลปินแล้วท่านจะไม่ยอมรับทําเป็นอันขาด
พรานบูรพ์และคณะละครจันทโรภาสได้สร้างงานศิลปการละครฝากไว้แก่ผู้ดู ผู้ชม มาเมื่อสมัย 30-40 ปี ก่อนโน้นจึงถึงระยะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังแสดงอยู่บ้างไม่มากนักจนกระทั่งการบันเทิงอย่างอื่นเข้ามาแทรกแซง เช่น ภาพยนตร์ฝรั่ง, เพลงสากลประเภทแจ๊ส ชาโดว์ ตลอดจนโทรทัศน์ ฯลฯ ทําให้บทบาทของละครเวทีต้อยลงไปอย่างมากและสูญสลายไป กับกาลสมัยไปในที่สุด
สําหรับในชีวิตส่วนตัวนั้น ท่านสมรสกับ คุณศรี นางเอกละครร้องคณะ ราตรีพัฒนาและเป็นมารดาของบุตรชายหญิง 4 คน ได้แก่ นายจารุ นางสาวจุไร นางสาวจามรี และนางสาวจริยา ลูกชายคนโตนั้นถึงแก่กรรมในวัยหนุ่ม นอกจากนี้ท่านยังมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง เกิดจากภรรยาชื่อ เทียมน้อย เป็นนักแต่งเพลงไทยสากลผู้มีชื่อเสียงและผลงานดีเด่นเป็นที่รู้จัก กันดี คือ นายจงรักษ์ จันทร์คณา เป็นทายาทผู้รับสายเลือตศิลปินจากบิดาได้มากที่สุต
พรานบูรพ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2517 รวมอายุได้ 74 ปี
แม้ว่าท่านจะจากไปแค่ร่างกาย แต่วิญญาณยังคงอยู่ในบทเพลงบทละครอัน ไพเราะเป็นอมตะจับใจฝากไว้กับประชาชนคนไทยและเป็นมรดกล้ําค่าของชาติไทยไปอีกนาน เท่านาน
ศรีไพร ลูกราชบุรี ศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของ สุรพล สมบัติเจริญ
โดย สัมพันธ์ พัทลุง
สวัสดีครับ ท่านสมาชิกที่เคารพ วันนี้จะพาท่านไปรู้จักกับศิษย์เอกของครู “สุรพล สมบัติเจริญ” อีกสักคนหนึ่ง เขาผู้นั้นคือ “ศรีไพร ลูกราชบุรี” เป็นนักร้องที่ร้องเพลงได้เด็ดขาดมาก มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่ใครจะเลียนแบบ เข้าสู่วงของครูสุรพลโดยไม่ต้องสมัครคัดเลือกเหมือนนักร้องคนอื่น และเป็นนักร้องในอดีตเพียงคนเดียวก็ว่าได้ที่วิ่งรอกร้องเพลงกับวงดนตรีและเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากตอนที่ครูสุรพลรับเขาเข้ามาใหม่ ๆ ยังไม่จบการศึกษา เขาร้องเพลงบันทึกเสียงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “ราชบุรีแห่งความหลัง” “ลาทุ่งไกลบาง” “วาสนาพาให้เห็น” “ขอเพียงเป็นเพื่อน” “คนดีของแม่” “วอนสวรรค์” “จอกแจกจอแจ” “เอาใจเมียน้อย” “แม่สะเดาบ้านนา” “รักกับพี่ไม่มีขาดทุน” และอีกมากมายซึ่งล้วนแต่โด่งดัง แต่น่าเสียดายที่เขาด่วนจากไปเสียก่อน เมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓

ประวัติความเป็นมา ศรีไพร ลูกราชบุรี
ชื่อจริง ศักดา ดีแฉล้ม
เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๘๖ ปีมะแม
บิดาชื่อ นายสุวรรณ ดีแฉล้ม
มารดาชื่อ นางอบ ดีแฉล้ม
เกิดที่ แถววัดบางน้อยในต จ.สมุทรสงคราม แล้วไปอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี
มีพี่น้อง ๖ คน เป็นคนโต
การศึกษา จบชั้นประถมปีที่ ๔ และชั้นมัธยมปีที่ ๖ ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังจากนั้นพ่อแม่ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่จังหวัดราชรี จึงไปเรียนต่อที่นั่น และเรียนจบอาชีวะชั้นสูง ปี ๓ หรือที่เรียกว่า ปวส.ในปัจจุบัน

ชอบการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงที่เรียนหนังสือก็เคยแอบหนีอาจารย์ไปประกวดร้องเพลงตามงานทั่วไปอยู่เป็นประจำ และได้รับรางวัลชนะเลิศมาครอบครองมากมาย เพลงที่ใช้ร้องประกวดในยุคนั้นส่วนมากจะเป็นเพลงของ “ชัยชนะ บุญญะโชติ” หรือไม่ก็ “สมยศ ทัศนพันธ์” เส้นทางการมาเป็นนักร้อง สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดราชบุรี มีโอกาสได้รู้จักกับคุณหมอ “แสวง สมประสงค์” ซึ่งเป็นแพทย์ชื่อดังของจังหวัดราชบุรี
และเขาให้ความนับถือคุณหมอเป็นอย่างมาก “หมอแสวง” ได้แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งชื่อ “สุพรรณรำพึง” และมอบให้เขาขับร้องในงานของโรงเรียน และเขาก็ร้องได้ไพเราะ ประทับใจคุณหมอมาก

วันหนึ่ง เมื่อวงดนตรีของครู “สุรพล สมบัติเจริญ” เดินทางไปทำการแสดงที่โรงเรียนจังหวัดราชบุรี คุณหมอแสวงได้นำเขาไปฝากกับครูสุรพล ครูสุรพลให้เขาร้องเพลงโชว์หน้าเวทีให้ฟัง เขาก็ร้องเพง “สุพรรณรำพึง” ซึ่งนับว่าเป็นการร้องเพลงหน้าเวทีดนตรีครั้งแรกของเขา ครูสุรพลเห็นมีแววจึงรับไว้เปเป็นนักร้องประจำวงตั้งแต่วันนั้น แต่เนื่องจากในขณะนั้นเขายังเรียนไม่จบ จึงเดินสายไปร้องเพลงกับวงดนตรีของครูสุรพลด้วย เรียนหนังสือไปด้วย จนเรียนจบอาชีวะชั้นปีที่ ๓ แล้ว จึงเก็บข้าวของเดินทางไปอยู่กับครูสุรพล ที่สำนักงานซอยสารภี ๓ วงเวียนใหญ่

ไม่นานครูสุรพลก็ให้เขาบันทึกเสียงเพลงแรกในชีวิตชื่อ “ราชบุรีแห่งความหลัง” ผลงานการประพันธ์ของ คุณหมอ “แสวง สมประสงค์” และครูสุรพลตั้งชื่อให้ว่า “ศรีไพร ลูกราชบุรี” มีหลายคนพูดกันว่าเพลง “ราชบุรีแห่งความหลัง” เป็นผลงานของครูสุรพล แต่ได้รับคำยืนยันจากพี่ “พนมไพร ลูกเพชร” ว่า เป็นผลงานของคุณหมอแสวง คุณหมอผู้ที่แผ้วถางทางชีวิตของเขาให้มาเป็นนักร้อง อยู่กับวงครูสุรพลเขาร้องเพลงที่โด่งดังไว้มากมาย ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งผลงานเพลงส่วนมากจะเป็นการประพันธ์ของครู “จิตรกร บัวเนียม” เขาอยู่กับวงครูสุรพลจนกระทั่งครูเสียชีวิต ต่อจากนั้นอยู่กับวงศรีนวล สมบัติเจริญ ต่อมาแยกมาอยู่กับวง “ศิษย์สุรพล” เมื่อวง “ศิษย์สุรพล” สลายตัว ก็มาตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงเลิกวง หันมาร้องรับเชิญทั่วไป
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๙ เขาก็ไปร้องประจำอยู่ที่ห้องอาหาร “บินหลา” ที่จังหวัดปัตตานี และชีวิตในการเป็นนักร้องห้องอาหารนี่เอง ทำให้เขาเป็นคนดื่มเหล้า จนทำให้สุขภาพไม่สมบูรณ์ จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ เขาเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน หยุดร้องเพลงเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว พออาการดีขึ้นก็กลับไปร้องเพลงอีก จนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๐ อาการป่วยของเขาเริ่มทรุด จึงหยุดร้องเพลงอย่างถาวร และกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี แต่จากสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมเหลือกำลัง หมดหนทางที่หมอจะยื้อและเยียวยา เพื่อให้ชีวิตของเขายืนหยัดต่อไปได้ ในที่สุดเขาก็เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ที่โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะที่อายุได้ ๕๗ ปี
ศรีไพร ลูกราชบุรี ได้สมรสอยู่กินกับ “แสงจันทร์ ดาวลอย” นักร้องสาวเสียงดีอีกคนของวงดนตรี “สุรพล สมบัติเจริญ” อยู่กันมาจนวาระสุดท้าย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน
ใครคิดถึง “ศรีไพร ลูกราชบุรี” ผ่านไปเมืองกาญจน์ แวะเยี่ยมเยียนพี่ “แสงจันทร์ ดาวลอย” ได้ที่บ้าน อ.ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันนี้ พี่แสงจันทร์มีทีมงาน “แด๊นซ์เซอร์”
ระดับคุณภาพ ไว้บริการงานดนตรีทั่วไป ใครมีงานอยากให้ไปรับใช้ ติดต่อได้โดยตรงที่หมายเลข ๐๘๙-๕๑๙๕๖๑๗
รายชื่อเพลง ของ ศรีไพร ลูกราชบุรี ที่บันทึกแผ่นเสียงไว้
1.กอดหมอนนอนหนาว
2.ขบวนการกลองยาว
3.ขอยืมกอด (เรียม ดาราน้อย ร้องแก้…งดเชื่อเบื่อทวง)
4.ขอโทษที (เรียม ดาราน้อย ร้องแก้..โกรธพี่ไม่ลง)
5.ขอโทษที่…บันทึกครั้งที่ 2 (โสนน้อย เมืองสุพรรณ ร้องแก้…โกรธพี่ไม่ลง)
6.คนจนน้อยใจ (นงเยาว์ ดาวสุพรรณ ร้องแก้…ชื่นใจคนจน)
7.คนดีของแม่ (สกาวเดือน ร้องแก้…แน่ต้องมาขอ)
8.คนดีของแม่…บันทึกครั้งที่ 2
9.คนรักกันแท้ๆ
10.คนไหนแน่…ร้องคู่ พนม นพพร (ละอองดาว+สกาวเดือน ร้องแก้…คนไหนแน่)
11.คู่ใจ
12.ใจทาส
13.จอกแจกจอแจ
14.ฉันยังเป็นโสด
15.ได้เสีย
16.ดังจริงๆ
17.เต๊ะเป็นบ้า
18.แต๊น่าอ้ายบ่ขี้จุ๊ (ประไพพร ปัทมเวณุ ร้องแก้…แต๊น่าอ้ายนี้ขี้จุ๊)
19.แต่งก่อนผ่อนที่หลัง (สกาวเดือน ร้องแก้…รักพี่ยอมให้ผ่อน)
20.นางลอย (เพลงเก่าของ…ทิว สุโขทัย)
21.บ้านใกล้
22.บ้านจอมบึง
23.บาร์ลูกทุ่ง (เพลงเก่าของ… พนาไพร ลูกราชบุรี )
24.บ่ฮัก-บ่มา
25.เบิ่งข้อยหน่อยสาว (สกาวเดือน ร้องแก้…เบิ่งเจ้าบ่ได้)
26.พี่พูดเพื่อลูก
27.เพราะพี่จน
28.มาเป็นเมียน้อยของพี่เถิดน้อง
29.แม่สะเดาบ้านนา
30.แม่สะเดาบ้านนา…บันทึก ครั้งที่2 (ละอองดาว ร้องแก้…พ่อผักบุ้งบ้านนา)
31.แม่สะตอเมืองสตูล
32.แม่ไฝแก้มขวา
33.ไม่รักก็ไม่บอก (ละอองดาว ร้องแก้ยังไม่ทราบชื่อเพลงรอข้อมูลอยู่)
34.ไม่รักช่างเถอะ
35.รถติดจึงผิดนัด
36.รักกับพี่จะให้ขี่รถเบนซ์
37.รักกับพี่ไม่มีขาดทุน
38.รักข้ามแดน (ละอองดาว ร้องแก้…รักแท้จากกัมพูชา)
39.รักจนเข้าเส้น
40.รักจนเข้าเส้น…บันทึก ครั้งที่2
41.รักซุ่ม
42.ราชบุรีแห่งความหลัง (เพลงแรกที่บันทึกเสียง)
43.ริมโขงหนองคาย
44.รำเกี้ยวสาว
45.รำคาญบ้านข้าง
46.รำคาญเมีย
47.รำวงเกี้ยวสาว (ละอองดาว ร้องแก้…รำวงรับรัก)
48.เรื่องมันจริง
49.ลาทุ่งไกลบาง (เพลงที่ 2 ที่บันทึกเสียง)
50.ลูกทุ่งเข้าไร่ (ร้องร่วม กับ สมบัติ เมทะนี / พร บูรพา / พนาไพร ลูกราชบุรี)
51.วอนสวรรค์
52.วันสงกรานต์ (ร้องคู่ ละอองดาว)
53.วาสนาพาเห็น
54.ศรีไพรเกิดใหม่
55.ศรีไพรไร้แฟน
56.เสน่ห์มนต์นาง
57.สวยจริงเธอ (เพลงแรกที่ร้องแนวรำวงสนุกสนานในแบบฉบับของคุณศรีไพร)
58.หนุ่มไทยเพ้อรัก (ละอองดาว ร้องแก้…รอรักจากหนุ่มไทย)
59.หนูน้อยกลอยใจ
60.หมดตัว
61.หลงควันเมืองกรุง
62.หากินทางนึก
63.อกแตกที่สตูล
64.อยากจะดูหัวใจ
65.อยากจะตาย
66.อยากมีเมียแก่
67.อย่าเต๊ะ
68.อย่าร้องลูกพ่อ
69.อย่าลืมอิสาน
70.อุตรดิตถ์ (สกาวเดือน ร้องแก้…สาวอุตรดิตถ์)
71.อวดดีจนมีน้อง
72.เอาของพี่คืนมา
73.เอาใจแม่ยาย
74.เอาใจเมียน้อย
75.ฮักสาวอำนาจเจริญ
76.ขอเพียงเป็นเพื่อน
เพลงที่ร้องหน้าเวที วงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ แต่ไม่ได้บันทึกเสียง
1.คึดถึงบุหงา (เนตรแก้ว แววสุดา ร้องแก้…บุหงารำพึง)
2.จ่าเอก (แสงจันทร์ ดาวลอย ร้องแก้…ขวัญใจจ่าเอก)
อนุกูล สงขลา
ประมวลภาพ ศรีไพร ลูกราชบุรี

ลีลาการขับร้องที่โดดเด่น-เป็นเอกลักษณ์

กับคู่ชีวิต “แสงจันทร์ ดาวลอย” เจ้าของเพลง ไม่ลืมสวนแตง – รอพี่มาขอ ฯลฯ

กับเพื่อนรัก “ศักดิ์ชาย วันชัย” ถ่ายที่สงขลา
พจน์ พนาวัน ต้นตำหรับเพลง “ยิ้มแป้น”
โดยคุณ สัมพันธ์ พัทลุง
ถ้าย้อนไปเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเพลง “ยิ้มแป้น” ซึ่งขับร้องโดย “พจน์ พนาวัน” เพลงนี้โด่งดังมากในยุคนั้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็ร้องเพลงนี้ได้ พจน์ พนาวัน ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องที่ “ดังเพลงเดียว” เหมือนกับนักร้องอีกหลาย ๆ คน เช่น “หฤทัย หิรัญญา” ดังเพลง “หนูไม่ยอม” “ญาณี ชุติมา” ดังเพลง “น้องเมีย” “เพลินพิศ พูลชนะ” ดังเพลง “เหมือนข้าวคอยเคียว” “เสมา ทองคำ” ดังเพลง “ธาตุแท้ของเธอ” “ดุสิต ดุริยศักดิ์” ดังเพลง “ลูกจ้างอย่างเรา” “สวนสน มนต์สวรรค์” ดังเพลง “คอยรักที่สถานี” เป็นต้น ทั้งที่นักร้องเหล่านี้ต่างก็ร้องบันทึกเสียงกันไว้คนละหลาย ๆ เพลง
สำหรับเขา “พจน์ พนาวัน” ถึงแม้จะดังเพลงเดียว แต่ก็เป็นเพลงที่มีคุณภาพ และมีคุณค่าต่อวงการเพลงลูกทุ่ง เพราะเพลง “ยิ้มแป้น” ได้รับรางวัลเพลงดีเด่นในงาน “กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย” ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2534

พจน์ พนาวัน ชื่อจริง สุพจน์ โกมลเศรษฐ์ เกิดเมื่อ 3 มีนาคม 2479 ที่บ้านพักกรมสรรพสามิต ราชวัตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ เนื่องจากคุณพ่อทำงานอยู่ที่กรมสรรพสามิต คุณพ่อชื่อเลิศ คุณแม่ชื่อแจ๋ว โกมลเศรษฐ์ มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ชาย 2 หญิง 1 เป็นคนสุดท้อง จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนศิริสาสน์ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนนันทะศึกษา
ก่อนจะเข้าสู่วงการเพลง เคยทำงานอยู่ที่กรมสรรพสามิต แล้วย้ายไปทำที่โรงยาฝิ่น ทำอยู่นานหลายปีเหมือนกัน เมื่อโรงยาฝิ่นถูกยุบ ก็ย้ายไปทำงานอยู่ที่ “โรงงานสุราอยุธยา” ในช่วงเวลาที่เขาทำงานอยู่ เงินเดือนพอใช้บ้างไม่พอใช้บ้าง จึงคิดหาลำไพ่พิเศษด้วยการสมัครร้องเพลงประกวดตามงานวัด ซึ่งขณะนั้นการร้องเพลงประกวดตามงานวัดต่าง ๆ กำลังเป็นที่นิยม เรียกว่าเวทีงานวัดเป็นที่ล่ารางวัลสำหรับนักร้องสมัครเล่น และยังเป็นบันไดสำหรับไต่เต้าไปสู่การเป็นนักร้องอาชีพด้วย สุพจน์คนหนึ่งที่เป็นนักล่ารางวัล ประกวดไปเรื่อยทุก
วัดที่มีการร้องเพลงประกวด และชนะเลิศ เกือบทุกวัดเช่นกัน แนวเพลงที่เขาโปรดที่สุดคือ “คำรณ สัมบุณณานนท์” และจากการร้องเพลงประกวดงานวัดนี่เอง ทำให้เขาได้พบกับบุคคลสำคัญผู้หนึ่งซึ่งทำให้ชีวิตของเขาพลิกผัน นั้นคือคุณ “สุมิตร น้อยเศรษฐ์”

วันหนึ่งเขาไปขึ้นเวทีร้องเพลงประกวดที่ “วัดใหม่พิเรนทร์” ซึ่งวันนั้นเขาใช้เพลงของ “น้ำตาชาวนา” ของ “คำรณ สัมบุณณานนท์” ขึ้นประกวด และหนึ่งในคณะกรรมการที่ร่วมกันตัดสินในวันนั้น ก็คือ คุณ “สุมิตร น้อยเศรษฐ์” คุณสุมิตรประทับใจในน้ำเสียงของเขาหลังจากเสร็จสิ้นการประกวดได้เรียกสุพจน์มาคุยด้วย บอกว่าจะสนับสนุนให้เป็นนักร้อง ทำให้ “สุพจน์” ตื่นเต้นและดีใจเป็นที่สุดที่จะได้เป็นนักร้อง และคุณสุมิตรก็สนับสนุนเขาจริง ๆ โดยแนะนำให้รู้จักกับครูเพลง 2 ท่าน คือ ครูพีระ ตรีบุปผา และครูชาญชัย บัวบังศร เพื่อช่วยกันสนับสนุน หลังจากนั้นครูเพลงทั้ง 3 ท่านก็พาไปฝากเป็นนักร้องประจำวงดนตรี “ฉลามขาว” ของทหารเรือ ซึ่ง ทำการแสดงเป็นประจำอยู่ที่ สทร.ท่าช้าง ทำให้สุพจน์มีโอกาสได้ร้องเพลงหน้าเวทีอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีเวลาว่างก็หมั่นฝึกปรือการเขียนเพลงอย่างจริงจัง โดย คุณสุมิตร น้อยเศรษฐ์ เป็นผู้คอยให้คำแนะนำ ออกจากวง “ฉลามขาว” ก็ไปอยู่กับละครคณะ “วัฒนารมย์” และที่นี้เอง เขาได้ร้องเพลงบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิต ในเพลง “แผ่นดินไม่สิ้นคนดี” ซึ่งเป็นเพลงที่เขาแต่งไว้ตั้งแต่สมัยอยู่กับวง “ฉลามขาว” โดยคุณ เอกชัย งามเอก พระเอกละครคณะวัฒนารมย์ เป็นผู้ออกทุนให้ ใช้ชื่อในการบันทึกเสียงในครั้งนั้นว่า “สุพจน์ โกมลเศรษฐ์” ซึ่งเป็นชื่อจริง แต่เพลงนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเขาร้องในแนวของคำรณ ซึ่งขณะนั้นคำรณกำลังมีชื่อเสียง จึงทำให้เพลงแรกของเขาไม่ได้รับความสนใจจากแฟนเพลงทั่วไป

ออกจากละครคณะวัฒนารมย์ ก็ไปอยู่กับวง “เทียนชัย สมยาประเสริฐ” และที่นี่เขาได้แต่งเพลงให้กับนักร้องในวงร้องไว้หลายเพลงเหมือนกัน อยู่กับวง “เทียนชัย สมยาประเสริฐ” ได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มเบื่อกับการเดินสาย “สุพจน์” บอกว่าชีวิตไม่มีความเป็นอิสระ จึงขอลาออกไปพักผ่อนอยู่กับบ้านเสีย 2 ปี อยู่บ้านกับแม่เฉยๆ ไม่ได้ร้องเพลงอีก จน “ชัยชนะ บุญยะโชติ” ชักนำให้ไปอยู่วง “พยงค์ มุกดา” ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ ๒๙ ปีแล้ว และที่นี่เอง ทำให้เกิดนักร้องที่มีชื่อว่า “พจน์ พนาวัน” ขึ้นในวงการเพลงลูกทุ่ง
ครั้งหนึ่งเมื่อเมื่อปี พ.ศ. 2510 วง “พยงค์ มุกดา” เดินสายใต้ไปทำการแสดงในงานประเพณีชักพระที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สุพจน์มีโอกาสได้ออกไปร้องเพลงหน้าเวที และเขาได้นำเพลง “ยิ้มแป้น” ซึ่งแต่งไว้ตั้งแต่อยู่กับวงเทียนชัย มาร้อง ปรมาจารย์เพลงอย่าง “ครูพยงค์ มุกดา” ได้ฟังรู้สึกชื่นชอบ ทั้งเนื้อหาสาระและจังหวะเพลงเข้าท่าดี กลับถึงกรุงเทพฯ ครูพยงค์ให้นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียงทันที และเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า “พจน์ พนาวัน” โดย อาเนี๊ยว ททท. เป็นผู้ตั้งให้ และเพียงเพลง “ยิ้มแป้น” เพลงเดียว ทำให้ชื่อของ “พจน์ พนาวัน” เกิดในวง
การทันที เพลงนี้โด่งดังมากในยุคนั้น ไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ร้องเพลง “ยิ้มแป้น” ได้ หลังจากนั้นเขามีโอกาสบันทึกเสียงเพลง “ยิ้มหน่อย” ต่อเนื่องมาอีก 1 เพลง พอเป็นที่รู้จัก แต่ไม่ถึงกับดัง และยังมีเพลงชุด “ยิ้ม” ติดตามออกมาอีกหลายเพลง รวมทั้งเพลงในจังหวะรำวงและเพลงทั่วไปอีกหลายเพลง รวมแล้วเขาได้บันทึกเสียงไว้หลายสิบเพลงเหมือนกัน แต่ไม่มีเพลงใดได้รับความนิยมเท่าเพลง “ยิ้มแป้น”

ออกจากวง “พยงค์ มุกดา” ก็มาตั้งวงร่วมกับ “ชินกร ไกรลาศ” นำวงดนตรีเดินสายร้องเพลงกล่อมแฟนอยู่ได้ประมาณ 4 – 5 ปี ก็อำลาชีวิตการร้องเพลง ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 35 ปีแล้ว จึงเปลี่ยนอาชีพตัวเองไปทำงานเป็น “พนักงานจัดสินค้า” ให้กับ “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับวงการเพลงอีกเลย ในช่วงที่ทำงานอยู่ที่การท่าเรือ เขาเริ่มป่วยด้วยโรค “ถุงลมโป่งพอง” เนื่องจากสูบบุหรี่จัด จนเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
จนกระทั่งเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2535 เวลา 04.00 น. เขาก็เสียชีวิตลง ที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร ด้วยโรคถุงลมโป่งพอง ขณะอายุเพียง 56 ปีเศษ ญาติตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพฯ และฌาปนกิจเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2535
พจน์ พนาวัน มีภรรยาชื่อ สำเริง โกมลเศรษฐ์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน (คนเล็กเสียชีวิต) ปัจจุบันเหลือ 2 คน (ชาย 1 หญิง 1)
รางวัลเกียรติยศ
1. วันพุธที่ 6 เมษายน 2509 ได้รับพระราชทานเหรียญสังคีตมงคล จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2534 ได้รับรางวัลเพลงดีเด่น งาน “กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย” ครั้งที่ 2
จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในเพลง “ยิ้มแป้น”
เพลงที่ “พจน์ พนาวัน” ร้องบันทึกเสียงไว้ (ยังมีมากกว่านี้)
1. แผ่นดินไม่สิ้นคนดี (ใช้ชื่อ สุพจน์ โกมลเศรษฐ์)
2. ยิ้มแป้น
3. ยิ้มหน่อย
4. ยิ้มหวาน
5. ยิ้มตุ่ย
6. ยิ้มยวน
7. ยิ้มเห็นแก้ม
8. เตี้ยลง เตี้ยลง
9. แสนงอน
10. ขลุ่ยแห่งความหลัง
11. ขวัญใจรำวง
12. บาปรัก
13. เมียจ๋าอย่าขี้เหนียว
14. คิดไม่ตก
15. เบี้ยวจนบี้
16. จับมือเสียไก่
17. พ่ายรัก
18. เดือนเพ็ญ
19. บ้านเรา
20. รำวงนาวี
21. ชะนีหน้าดำ
22. หมดตัว
23. รื่นเริงกลองยาว
24. รักไม่ลืม
25. เช้าแบนเย็นแบน
26. อดีตรักลำน้ำมูล
27.ตามเธอจนเจอดี
28.ตาสวย
29.รักกระจาย
30.ซ่อนใจ
31.นกเอี้ยง
32.เสียงแคนข้ามโขง
33.ชอบของฟรี (เพลงแก้ ไม่ใช่ของฟรี- ผ่องศรี วรนุช)

ดาวใจ ไพจิตร เริ่มงานในอาชีพนักร้องเมื่อลาออกจากวงดนตรี สุนทราภรณ์ โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า ดาวใจ ไพจิตร ซึ่งครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ เป็นผู้ตั้งให้
เพลงแรก ที่ได้รับการ บันทึกแผ่นเสียงคือ เพลงสิ้นหล้า และเพลงไม่อยากอยู่ ผลงานของ ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ และได้รับความนิยมสูงสุด ในเพลงไทยสากล ล่วงเลยถึงปัจจุบัน
เป็นนักร้องเพลงไทยสากลอาชีพ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ระหว่างปี พ.ศ. 2515 – 2525 จนทำให้ได้รับรางวัล แผ่นเสียงทองคำ พระราชทาน ถึง 2 ปี ในปี พ.ศ. 2518 และปี พ.ศ. 2521 อีกทั้งยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ให้เป็นผู้ขับร้องเพลง โดยใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องชัดเจนที่สุด จากพระหัตถ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดย มหาวิทยาลัยมหิดลนอกจากนี้ ยังได้รับการอัดแผ่นเสียง และเทปมามากกว่า 1,000 เพลง

ทำไมถึงทำกับฉันได้
ส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม








ทุกอักษร ร้อยกรองมาจากหัวใจ เป็นบทเพลงที่เขียนให้เฉพาะเพื่อน
แง้มหน้าต่างความทรงจำอันรางเลือน เสมือนระฆังบอกโมงยามความเป็นเรา
รวยรินๆ หอมกลิ่นความหลัง ทำให้นึกถึงหรือบางทีอาจจะได้รวมเล่มเป็นที่ระลึก
สำหรับชีวิตของตัวเอง ก่อนที่ใบไม้สีเหลืองกร้านๆใบนี้จะปลิดปลิวไปตามกาลเวลา
ครับ! เพลงนี้ผมเขียนไว้อาลัยคุณ สุนทร สกลวัฒนา หรือที่เราเรียกถนัดปากว่า “ป้อมปราการ” นักเขียนจากที่ราบสูงเป็นคนอีสานโดยกำเนิด สังกัดน.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับความไว้วางใจ จากกกองบรรณาธิการให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวบันเทิง ควบคู่กันไปกับตำแหน่งหัวหน้าข่าวกีฬา คือควบคุมดูแลทั้งหน้า 13 และหน้า 15 รับผิดชอบทั้ง 2 หน้า! แบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดาหรอกครับผม
สมัยนั้นวงการกีฬาโลก โดยเฉพาะมวย ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคือหนังสือ “เดอะริงค์” ของแน็ต แฟร็ทเชอร์ เป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุด ทุกครั้งที่เขาเหยียบแผ่นดินไทย ท่ามกลางนักข่าว รุมล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อหาข่าว แต่คำแรกที่แน็ต แฟร็ทเชอร์ เอ่ยปากสวนคำถามนักข่าวคือ แวร์ อิส มิสเตอร์ป้อม นั้นหมายถึงว่า แน็ต แฟร็ทเชอร์ แกรักคุณสุนทร สกลวัฒนา หรือป้อมปราการของเรา เหมือนลูกชายคนหนึ่งของแก นี่คือความพิเศษของป้อมปราการ
แดดจัดพัดลมแรง อาจทำให้ป้อมปราการกลายเป็นใบไม้ที่หลุดจากขั้วปลิดปลิวไป ภัยมืดของชีวิตเขาคือโรคร้ายที่คอนเบียดเบียนกัดกร่อนร่างกายเขาทุกเวลานาที จนกว่ารถรางสายชีวิตของเขาจะจอดป้ายสุดท้าย เพราะแล่นต่อไปไม่ไหวแล้ว นั้นคือละครปิดฉากชีวิตของเขาก็จบ เปลวไฟในคืนหนาวคงเหลือเพียงเถ้าธุลี
มีอะไรที่โลกให้มาแล้ว ไม่เอากลับคืน
จำได้คืนนั้น รายการชรินทร์โชว์ จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยป้อมปราการโดยเฉพาะ ไม่เจาะจงว่าเป็นใครมาร่วมในรายการ แต่มิตร เพชราและดาราทั่วฟ้าเมืองไทย ต่างคนต่างแต่งชุดขาวดำมาในรายการเพื่อแสดงความรัก และอาลัยป้อมปราการเนืองแน่นสถานีโทรทัศน์
แม้แชมเปี้ยนโลกที่ยิ่งใหญ่อย่าง โผน กิ่งเพ็ชร อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก แชมป์มวยไทย ก็ผุดลุกผุดนั่งที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ขาวดำ หน้าสลอน รอออกอากาศร่วมไว้อาลัย และแล้วไฮไลด์ช่วงสุดท้าย คืนนั้นคือเพลง”เพื่อนตาย” ชรินทร์ร้องเพลงนี้ทั้งน้ำตา เพลงเพื่อนตายแตะน้ำตาให้กับชีวิตของประชาชนผู้ฟังและดาราดดยทั่วกัน วันฌาปนกิจศพของเขา ไทยรัฐลงเนื้อเพลงเพื่อนตายในหน้า 13 ขบวนแห่ศพของเขา คุณเชื่อไหมยาวเป็นกิโล หัวขบวนมาถึงวัดสระเกศแล้ว แต่ท้ายขบวนยังอยู่ที่วัดตรีทศเทพ(สมัยนั้นที่วัดตรีทศเทพยังไม่มีเมรุเผาศพ)

ลมหัวทะเล พัดฉ่ำระส่ำมาสู่ฝั่ง ตั้งแต่หัวค่ำคืนนั้น พื้นน้ำและระลอกขาวพร่างทะเล ความเย็นชื่นแผ่กระจาย ตั้งแต่หัวบ้านวัดช่องลมมาจนทั่วละแวกบ้านชายทะเลเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในหัวใจของผมไม่เว้นแม้แต่บริเวณที่ผมยืนอยู่ ก็แล้วทำไมผมต้องมายืนมาเดินบนถนนเหงาๆ ที่มีแสงไฟวอมแวมข้างทางสลัวๆ เงาดำบนพื้นถนนซึ่งทอดยาวขึ้นและดำมืดขึ้นทุกทีทุกทีเมื่อค่อนดึก แต่ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน จะมีรถจักรยานสามล้อผ่านไปผ่านมาสักคันก็ทั้งยาก
นี่หรือบ้านเกิดของผม กี่เดือนกี่ปีก็ทึบทึมอยู่อย่างนี้ คนละแวกบ้านผมทุกคนมุ่งแค่จะทำมาหากิน ไม่มีใครเลยที่จะเสียสละทุ่มเทพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตกปลา หรือกินอาหารทะเลสดๆในวันสุดสัปดาห์ ก็ใกล้แค่นี้เอง ใช่ “ท่าฉลอม” ใกล้แค่นี้เอง
“แต่มันไกลหัวใจแกมากใช่ไหมหง่า พี่ไม่เคยเห็นแกแต่งเพลงให้บ้านเราสักเพลงเลย ดีแต่ไปแต่งเพลงให้บ้านอื่นเมืองอื่น ทุ่งรวงทองงี้ แสนแสบงี้ กว๊านพะเยาเอย สาวนครชัยศรีเอย”
ผมทะลุกลางปล้องขึ้นทันที “อ้าวทำไมล่ะ ผมจะแต่งเพลงนี้ให้แฟนผมมั่งไม่ได้เหรอ ศรินทิพย์เขาเป็นสาวนครชัยศรีนะ”
“แล้วท่าฉลอมล่ะ มันเล็กมากใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น” พี่สาวผมว่า
“พี่อิจฉาเพลงน่ะซิ” ผมพูดเบาๆเปรยๆไม่ได้ตั้งใจ “ใช่ฉันขี้อิจฉา ก็ยังดีกว่าคนหัวใจป่าช้าหยั่งแก ไม่รู้คุณค่า ไม่รักแผ่นดินถิ่นเกิด เคยทำอะไรให้บ้านเราชื่นใจมั่งหรือเปล่าแกน่ะ”
เจ็บในน้ำคำ จำในใจจ๋อยๆ เห็นจักรยานสามล้อแล่นอ่อยๆอ๋อยๆไป ช่างหัวมัน ผมจะเดินซะอย่าง จะเมียงมองข้างทางให้เห็นแง่เห็นมุมที่จะเอามาเขียนเพลง เสียงพี่สาวยังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกลึกๆในใจผม
“ทำไม ท่าฉลอมมันเล็กมากใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น”
บ้านเกิดของผมกี่เดือนกี่ปีก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ เคยเห็นยังไงก็เป็นยังงั้น ผมเดินจากบ้านมาไกลพอควร ถึงยังไงผมก็จะเดินไปให้สุดถนนที่ปลายสะพาน เรือกำลังจะออกจากท่าพอดี ผมทั้งวิ่งทั้งเดินก็ยังไม่ทัน ต้องหันกลับมานั่งรอ กว่าเรือจะกลับมารับ ก็คงไม่ต่ำกว่าครั้งชั่วโมงมั้ง เพราะกว่าคนจะขึ้นเรือจนเต็มจากฝั่งกระโน้นคงต้องใช้เวลา
ทะเลเป็นของโลก บางวันโศก บางวันเศร้า
ท่าฉลอมเป็นของเรา กำลังเหงาๆ พอดีเจอเฒ่าทะเล
ลุงคนนั้นแกเป็นนายท่าเรือ รูปร่างบึกบึน ผมหงอกจนเป็นสีขาวไปทั้งหัว ผมก็สนทนาปราศรัยไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดว่าจะเจอเฒ่าทะเลตัวจริง
“มีเรือลำเดียวหรือครับลุง” ผมถามแก
“มีสองสามลำคุณ แต่กลางคืนมีแค่ลำเดียว” แกตอบ
“ผมต้องรอนานไหมเนี่ย”
“ก็จนกว่าคนจะเต็มเรือนั่นแหละ ถึงจะออกจากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้”
“ลุงอยู่ท่าฉลอมมานานแล้วหรือครับ” ผมขยับเข้าไปใกล้แกอีกหน่อย ลุงแกมองผมอย่างไม่แน่ใจว่าผมจะเป็นชายประเภทสองหรือเปล่า เพราะหน้าตาผมก็ดูดี
“ผมเป็นน้องชายพี่สงวน เป็นหลานย่าเรียม ลือประเสริฐครับ” เท่านั้นแหละ ลุงแกก็เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย จับเข่าคุยกับผมอย่างเป็นกันเองทันที
“ลุงเป็นชาวเล เรือประมงหาปลาทุกลำ ลุงเคยอยู่ เคยกิน เคยนอน เคยรอนแรมไปกับเรือหาปลา ดักลอบ กู้อวน แม่แต่เรือท่านเจ้าสัวพ่อคุณเรียม ลือประเสริฐ ที่มีเรือเป็นสิบๆลำก็ยังไว้ใจลุง” ผมชักสนใจเรื่องราวอันเกี่ยวกับบ้านผมและญาติๆของผม
“เล่าให้ผมฟังเถอะลุง อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับท่าฉลอมหรือเมืองมหาชัยของเรา” เฒ่าทะเลตัวจริงหยิบบุหรี่ใบที่ม้วนยาฝอยไว้เรียบร้อยจากกระป๋องขึ้นมาจุดไฟสูบ 2-3ครั้งประมาณนั้น นัยน์ตาก็เลื่อนลอยมองไปที่ฝั่งมหาชัยที่ม่านฟ้าดำมืดมีแต่ดาวระยิบระยับอยู่ไกลๆ
กระแสคลื่นอันคลุ้มคลั่ง หรือจะขลังเท่ามนต์แห่งความรัก ที่ใอ้หนุ่มผิวทองแดงเพิ่งจะรู้จักเริ่มจะริรัก ไหนจะมีปลาที่คัดแล้วว่าดีผูกติดเอวอยู่ 2-3 ตัว ไหนจะเอาเสื้อผ้าผูกเทินหัวไว้ไม่ให้เปียก แต่ความรักรอคอยอยู่ มันจึงว่ายตัดคลื่นปราดเปรียวเป็นฉลามกล้าไปสู่ฝั่งมหาชัย เพราะแม่พยอมหอมหัวใจ รอคอยอยู่แล้ว
“ก็เธอสวยใช่ไหมจ๊ะ…ทะเลจ๋า”
ชีวิตไอ้หนุ่มตังเก ดำเนินไปในความรักได้ไม่ช้าไม่นาน สาวพยอมก็ถูกพรากจากฝั่งมหาชัยไปเป็นดอกไม้ประดับหูชายอื่นเมืองอื่นเสียแล้ว ความรักของไอ้หนุ่มชาวเลเหมือนพายุผ่านไปชั่วแล่น ไม่เห็นหน แต่พี่ก็รักพยอมเหมือนรักทะเลนะ
ที่ต้องเห็นต้องทนอยู่ตลอดชาติ ชั่วลมหายใจ ผมก็ได้เพลงท่าฉลอมไว้ในท่อนหนึ่งว่า “พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอมเพราะรักพยอมยามยาก” เศร้าซึมไปกับคำเล่าของลุง แต่ก็ต้องตื่นจากภวังค์ เมื่อระฆังเร่งให้คนลงเรือ เพราะเรือกำลังจะออกจากท่าเรือข้ามมาฝั่งท่าฉลอมตั้งนานแล้ว และคนกำลังจะเต็มจะข้ามกลับไปฝั่งมหาชัย
“เร็วคุณ เรือจะออกแล้ว”
ผมก็เร็วทันใจ วิ่งไปที่สะพานกระโจนแผล็วลงไปที่เรือ เรือเบนหัวออกจากฝั่งทันที แล้วก็นึกขึ้นมาได้รีบเดินหลีกคนมาทางท้ายเรือตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
“ลุง ผมลืมถามไป ลุงชื่ออะไรนะ”
“บุญเย็น”
“ขอบใจ ผมจะเขียนเพลงจากชีวิตรักของลุงได้ไหม?”
“เพลงอาราย……?”
“ท่าฉลอม” เสียงสุดท้ายกลืนหายไปกับเสียงเครื่องยนต์

ผมถูกหลอก ถูกโกหกคำโตมา 40 กว่าปี ว่า “กว๊านพะเยา”งดงาม สมเป็นสายน้ำธรรมชาติ เช่น แม่ปิง แม่วัง ยม น่าน ฟังเขาเล่าว่าน้ำใสยังกับตาตั๊กแตนดอกหญ้าพลิ้วไหว อยู่ริมฝั่ง หนุ่มสาวพลอดรักกันเป็นคู่ๆ สายน้ำไหลรินอยู่ชั่วนาตาปี อย่างนี้ทำไมเล่าผมจะไม่เคลิ้มคล้อย ยิ่งได้ยินคำกระแนะกระแหนว่าเขียน หรือแต่งยังไงเพลงกว๊านพะเยาก็คงดังเทียบเพลงเรือนแพ ที่ดังก่อนภาพยนตร์จะฉายเสียอีกไม่ได้ ผมถือว่าเป็นคำท้าทาย เรือนแพ ผมแต่งกับคุณสง่า อารัมภีร์ “กว๊านพะเยา” ฟ้าเป็นใจให้ผมแต่งกับคุณสมาน กาญจนะผลิน ผมประมาณในใจว่าต้องสู้ได้ ถ้ากว๊านพะเยา สวยสมคำบอกเล่าของชรินทร์ นันทนาคร และดอกดิน กัลยามาลย์จริง
“โอ้ธารสวรรค์ กว๊านพะเยา ธารรักเราครวญคร่ำ
ลมโชยพริ้วฉ่ำ ในวังน้ำวน พร่างพรมมนต์รักมา
ดูราวสายชล ธารสวยตระการ อยู่ในนิทรา
แว่วเพลงรัก ของปักษา ร้องอำลาคืนรัง”
ผมฝันมากไปหรือเปล่า วานท่านผู้อ่านคิดเอาเอง ผมเข้าใจว่า กว๊านพะเยา งดงามด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสายน้ำอันฉ่ำใสไร้มลพิษ ถ้ามีทำนองพิเศษอีก 8 ห้องเหมือนกับเพลงยุคใหม่ ผมอาจจะเขียนคำร้องเพิ่มเติมว่า ลำธารเล็กๆของกว๊านพะเยา จะคดเคี้ยวเลี้ยวลับ หายไปที่เส้นขอบฟ้า พัดพาเอาความชื่นฉ่ำ ความรัก ความอาทรเยื่อใยจากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ให้ผู้คนยิ้มกว้างเต็มแผ่นดิน
5 ปี ต่อมา จากวันที่แต่งให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นของกัญญามาลย์ภาพยนตร์ไปแล้ว วันเวลานำพาชีวิตผมมาสัมผัสกับกว๊านพะเยาเข้าจริงๆ กว๊านพะเยาก็คือบึงกว้างใหญ่นั่นเอง ไม่มีน้ำไหลรินอย่างที่ผมเข้าใจ กว๊านพะเยาถูกปล่อยปละละเลยตามมีตามเกิด มีผักตบชวาซบน้ำอยู่เกลื่อนกลาด กลางบึงมีตาแก่คนหนึ่งกำลังลอยเรือตกปลายอยู่กลางแดดอย่างคนสู้โลก เป็นฉากหม่นในชีวิตที่ผมได้ใกล้ชิดกับกว๊านพะเยา โดยที่แอ่งกว้างๆแห่งกว๊านไม่รับรู้ใด ๆ กับบทเพลงของผมเลย
หลายคำในบทเพลงถูกเยาะเย้ยได้ แต่ความภูมิใจไม่มีใครหยามหยันได้หรอก บางถ้อยคำในเพลงเกินความเป็นจริง แต่ก็ยังเป็นบทเพลงอมตะที่หลายหลากคนยังร้องกันอยู่
กว๊านหรือบึงเกาะแก่งแอ่งน้ำไร้สายน้ำไหลก็จริง แต่จะกวาดฟ้าครามที่ลอยอยู่เหนือกว๊านหรือบึงออกได้หรือ จะห้ามดวงตะวันสีแดงที่ส่องประกายระยิบระยับ ตอนจะลาลับโลกโศกสลดในกว๊านอันกว้างใหญ่ได้หรือ
“โน่นทิวทุ่งลิบ รวงทิพย์ เรืองรอง ราวสีทองเปลวปลั่ง
ธาราไหลหลั่ง ใสราวน้ำวัง ขังน้ำตาแห่งดาว
ห้วงน้ำลึกนัก ห้วงรักลึกกว่าหลายเท่า
แม้นรัก มิจริงกับเรา อายกว๊านพะเยา หลายเท่าเอย”
รอยัลสไปรท์ เป็นวงดนตรีประเภทสตริงคอมโบ้ที่มีความโดดเด่น และดังมากในยุคนั้น เพราะเป็นวงดนตรีคนหนุ่มยุคใหม่ “รอยัล สไปรท์” ที่ไปไหนมาไหนมักได้ยินแต่ ชื่อและเสียงเพลงของวงนี้แทบทั้งสิ้น

สมาชิกก่อตั้งวงนี้จริง ๆ มีเพียงไม่กี่คน นอกนั้นได้สมาชิกใหม่ที่ ฝีมือจัดจ้านมาเสริมทีมงานจนแน่นปั๋ง บรรดาสมาชิกมีดังนี้
1. อํานาจ ศรีมา หัวหน้าวงและกีตาร์
2. สุนทร สุจริตฉันท์ นักร้องนําและเครื่องจังหวะ
3. เสริมเวช ช่วยยรรยงค์ เปียนโน ออร์แกน และร้อง
4. พิเชษฐ์ ศุภแพทย์ แซ็กโซโฟน ฟลุต และเรียบเรียงเสียงประสาน ประจําวง
5. เดชา จินดาผล ทรัมเปต
6. ไพรเวศ วงศ์ธนบัตร ทรัมโบน
7. นิยม สะอาดพันธุ์ เบสกีตาร์
8. โอฬาร คําประสิทธิ์
เมื่อปี 2512 วงรอยัลสไปรท์ ได้รับตําแหน่งรองชนะเลิศประเภทสตริงคอมโบ้ โดย คะแนนแพ้ “ดิอิมพอสซิเบิ้ล” ไป ช่วงนั้นวงดนตรีสตริง กําลังได้รับความสนใจและนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ของวัยรุ่นนักนิยมความมันทั้งหลาย
สาเหตุที่วงดนตรีนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีหลายสาเหตุด้วยกัน คือฝีมือแต่ละคนจัดว่าเป็นเยี่ยม มนุษยสัมพันธ์ของสมาชิกเป็นเยี่ยมยอดเข้ากับคนได้ทุกระดับ สมาชิกของวงรักกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแตกแยกหรือขาดความสามัคคีแบบวงอื่น หรือเรียกว่าประเภทตัวใครตัวมัน
เทปและแผ่นเสียงเพลงไทยของวงรอยัลสไปรท์ มีทั้งแบบลูกกรุงและลูกทุ่ง นอกจากนี้บางครั้งยังเอาเพลงอีสานมาร้องและใส่ทํานองของเพลง พื้นบ้านอีกด้วย
เนื้อเพลง วงรอยัลสไปรท์
เพลินธรรมชาติ
คิดถึงเธอ
เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
เทกระเป๋า
อัลบั้ม จีบจู๋จี๋

จีบจู๋จี๋
หลอกให้เรารอ
ไม่ยากนา
หมดตัวแล้ว
แม่ปลาไหล
ITSY BITSY TEENIE WEENE YELLOW POLKADOT BIKINI
MOTHER IN LAW
DIANA
MAKIN’LOVE
TICKET TO RIDE
อัลบั้ม หยุดโลก

หยุดโลก
พบกันบนดวงดาว
น้ำกับฟ้า
น่าอาย
ไหนๆ ก็ไหนๆ
อัลบั้ม เต้ยอีสาน

เต้ยอีสาน
ผ้าขาวม้า
ลำเต้ยรำวง
อิสานลำเต้ย
แม่ย่องตอด
สู้เขาได้สะบายมาก
อีสานเหงา
ม่วนแท้น้อ
ผมจน
ข่างหัวมันเถาะ
รำวงเชียงบัว
เสียงพิณลำเพลิน
สู่อวกาศ (พ.ศ. 2527)
รอยัลสไปรท์ส’28 ซูเปอร์เมดเล่ย์ฯ (พ.ศ. 2528)
มายาแฟนตาซี (พ.ศ. 2529)