บ้านเพลงเก่า

Category: วิจารณ์เพลง

วิจารณ์เพลง นักร้อง ศิลปินไทย และต่างประเทศ เพลงเก่าๆ เรามีความคิดเห็นเป็นอย่างไร มาวิพากวิจารณ์กัน

  • รู้รักษาตัวรอด เป็นยอด ดี.เจ.

    เพลงไทยใกล้เคียงฝรั่งมากขึ้น  

    แต่ได้เปรียบกว่าตรงที่เวลาฟังแล้วไม่ต้องเปิดดิกชันนารี 

     วัยรุ่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศก็หันมาฟังเพลงไทยกัน 

     ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้คนไทยหลายคนมีงานทำ  

    ทั้งๆ ที่เป็นศิลปินและไม่ใช่ศิลปิน  รวมทั้งบรรดา ดี.เจ.ทั้งหลายด้วย

    …………มาจะกล่าวบทไปถึง  บุคคลจำพวกหนึ่ง  ซึ่งมีความสำคัญกับวงการเพลงทุกๆ ประเทศ  เพราะถ้าไม่มีบุคคลเหล่านี้  บรรดาศิลปิน  นักร้อง  นักแต่งเพลง  ก็จะต้องแต่งเพลง  ร้องเพลงของตัวเองภายในครอบครัวของตัวเท่านั้น  จะมีคนกรี๊ดเฉพาะลูกๆ หรือญาติไม่กี่คน  เพราะไม่มีโอกาสที่จะให้ใครได้ฟังงานของตัวเอง

    …………เมื่อสัก 30 ปีก่อน คนไทยไม่มีใครรู้จัก ดี.เจ.หรอก  รู้จักแต่เจดีย์ว่าเป็นสิ่งก่อนสร้างในวัดยอดแหลมๆ  ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรใดๆ กับวงการวิทยุ  แต่ถ้าพูดถึงวิทยุละก็  ใครๆก็รู้จัก  ทุกบ้านทุกช่องจะมีวิทยุทรานซิสเตอร์สักเครื่อง  จะทำอะไรก็ต้องเปิดวิทยุฟัง  ซักผ้า  เลี้ยงควาย  ทำไร่  ทำนา  ก็ต้องฟังละครวิทยุเรื่องรสสวาทแม่ยายกับลูกเขย  ฟังข่าวคุณนคร  มังคลายน  ฟังเพลงคุณสุรพล  คุณไวพจน์  หรือไม่ก็คุณสุเทพ  หรือสุนทราภรณ์  ซึ่งก็เป็นความบันเทิงที่มีคุณค่าแค่ถ่ายไฟฉาย 2 – 3 ก้อน

    …………สถานีวิทยุสมัยนั้นก็ยังไม่เยอะนัก  และส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบเอเอ็ม  เรียกว่าฟังกันแบบถึงลูกถึงคน  ไม่มีมาพูดอ้อมแอ้มแบบเอฟเอ็มสมัยนี้  จนเดี๋ยวนี้วิทยุเอเอ็มที่โฆษณา  จัดรายการ  อ่านข่าว  เปิดเพลงลูกทุ่ง  พูดมันๆ ก็ยังมีอยู่  ผมก็ชอบฟัง  มันจริงใจดี  ประเภท  “ก็ว่ากันแหม…เจ้าประคุณรุนช่อง  อยากสวยอยากงามกันอย่างนางงามจักรวาล  ก็อย่าลืมครีมไข่มุกแท้กวนเองนะครับพ่อแม่พี่น้อง  เอ้า…ข่าวต่อไป  เมื่อเวลาหนึ่งนาฬิกาวานนี้  ร้อยตำรวจตรี  สมชายได้รับแจ้งว่า…”  อะไรอย่างนี้ฟังแล้วมันรูหูพิลึก

    …………ส่วนพวกวิทยุเอฟเอ็มสเตอริโอมัลติเพล็กซ์  เพิ่งจะตามมาฮิตทีหลัง  แต่ก็ฮิตสู้เอเอ็มยังไม่ได้  จนกระทั่งวันนี้วิทยุเอฟเอ็มก็มีเฉพาะในกรุงเทพฯ  กับเมืองใหญ่ๆ หน่อยของแต่ละภาค  ส่งกระจายเสียงไม่คลุมกว้างเหมือนเอเอ็ม  เพราะคลื่นของเอฟเอ็มนั้นถี่มาก  เป็นหลักล้านครั้งต่อวินาที  ลูกคลื่นก็เลยเล็กกว่า  ไปเจอตึกเจอภูเขาก็พังแล้ว  จึงต้องใช้เสาอากาศช่วย  ส่วนเอเอ็มนั้นแม้เสียงจะดีไม่เท่าเอฟเอ็ม  เพราะความถี่น้อยกว่า  เป็นหลักพันครั้งต่อวินาที  แต่ลูกคลื่นใหญ่ว่า..เจออะไรขวางก็ผ่านได้หมด  จึงส่งได้ในระยะที่ไกลกว่า..โอ้โฮ..วันนี้เล็คเชอร์วิชาฟิสิกส์ด้วยแฮะ

    …………จะพูดได้ละเอียดเสียทั้งหมดของทั้งเอเอ็มและเอฟเอ็มก็ชักท้อใจ  ด้วยว่าเรื่องมันเยอะเสียเหลือเกิน  จึงจะเอาเฉพาะเรื่องของการจัดรายการเพลงอย่างเดียวดีกว่า

    …………มาพูดถึงบทบาทของนักจัดรายการเพลงสมัยก่อนนั้น  ก็เป็นอาชีพหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เปิดเพลงไทยหรือเพลงฝรั่งแบบใดแบบหนึ่ง  มีน้อยมากที่จะมีการจัดทั้งเพลงไทยและเพลงฝรั่งควบกันไป  นักจัดรายการเพลงที่มีวัยรุ่นสมัยนั้นชื่นชม  ก็มักจะเปิดเพลงฝรั่งจึงจะเป็นที่นิยม  จำพวกสี่เต่าทอง  สีลิง (The Monkeys) หินกลิ้ง (The Rolling Stones)  ใหม่ขึ้นมาหน่อยก็พวกเดอะบีจีส์  อะไรทำนองนี้  ซึ่งจะเป็นเพลงป๊อบหรือเพลงป๊อปร็อคที่ไม่หนักหนาสากรรจ์นัก  มีอยู่เจ้าเดียวที่ยืนยงความร้อนแรงจำพวก Hard Rock ได้เป็นสิบๆ ปี คือ คุณวิฑูร  วทัญญู  ซึ่งสะใจจิ๊กโก๋มาก  คุณวิฑูรมีลีลาการพูดไม่เหมือนใคร  คือตื่นเต้นตลอดเวลา  น้ำเสียงดุดัน  มีการตั้งสมญานามศิลปินฝรั่งต่างๆ เช่น  เดอะเมาเท่น  จอมภูผา,  สกอร์เปี้ยน  แมลงป่องผยองเดช,  คณะลายสก็อต  เบย์ซิตี้โรลเลอร์  เป็นต้น  แต่ในที่สุด  ด้วยเหตุผมอันใดก็ไม่ทราบ  แกต้องหันมาจัดรายการเพลงไทย  อาจจะจำใจโอนอ่อนตามกระแสสังคม  ตั้งชื่อรายการได้ถูกใจผมมาก  คือรายการ “เพลงไทยชาตินิยม”  ไม่รู้ประชดใคร  แต่เวลาแกเปิดเพลงของคีรีบูนหรือรวมดาวนี่  แกก็ยังตืนเต้นพอๆ กับที่แกเปิด  Deep Purple  ยังไงยังงั้น

    …………เปิดเพลงบ้าง  พูดบ้าง  อ่านลำนำเก๋บ้างเชยบ้าง  ตอบจดหมายบ้าง…ก็ตามแต่ใจของนักจัดรายการคนนั้นๆ  ไม่มีการถูกบังคับ  อยากเปิดเพลงไหนก็เปิด  ส่วนเบื้องหลังนั้นเล่า  ก็ต้องวิ่งตัวเป็นเกลียวเพื่อหาสปอนเซอร์เข้ามา  ให้ค่าเวลาแก่สถานี  ส่วนที่เหลือจึงเป็นรายได้ของนักจัดรายการ  แต่จะเหลือพอที่จะซื้อเม็ดกวยจี๊สัก 2 – 3 เม็ด  หรือซื้อบ้านสักหลังนั้น  ก็แล้วแต่รายการว่าฮิตหรือไม่ฮิต

    …………ทุกวันนี้มีนักจัดรายการเพลงถูกเรียกว่า ดี.เจ.  ไปแล้วเพราะสั้นดี  ดูทันสมัยและดูเป็นฝรั่ง  คำว่า ดี.เจ.นั้นมาเห่อในบ้านเราก็พอดีช่วงตอนที่ดิสโก้เธ็คกำลังเป็นที่นิยม  ไนท์คลับหรือบาร์ที่มีวงดนตรีเล่นก็เริ่มตาย  หรือเปลี่ยนเป็นดิสโก้เธ็คกันหมด  เจ้าของกิจการก็ชอบ  ไม่ต้องจ้างนักดนตรีเยอะๆ  เจ้านายเบื๊อกเลือกแผ่นเสียงเปิดแค่คนเดียวก็สบาย  แล้วก็เรียกให้มันโก้อย่างฝรั่งว่า  ดี.เจ.ซึ่งย่อมาจาก  ดิสก์จ๊อกกี้ (Disk Jockey)  แปลว่าคนขี่แผ่น  ซึ่งฟังแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าท่าตรงไหน  ฝรั่งโง่ๆ ก็มีถมไป

    …………ตอนนี้ ดี.เจ.ในบ้านเราก็เต็มไปหมด  แต่ที่มีชื่อเสียงก็พอจะนับตัวกันได้  เริ่มมีบริษัทที่จะเอาดีทางวิทยุและมี ดี.เจ.เยอะๆ  เช่น  ไนท์สปอต  ซึ่งก็เป็นคนไทยเราทั้งนั้น  แต่ชื่อเป็นของฝรั่ง  เป็นหุ้นลมอยู่กระมัง  อันนี้ผมประชดเล่นนะฮะ

    …………รายการเพลงที่นิยมในสมัยนี้กลับกลายเป็นเพลงไทย  เพราะกระแสคลื่นลมทางธุรกิจช่วยพัดพาให้คุณภาพของเพลงไทยใกล้เคียงฝรั่งมากขึ้น  แต่ได้เปรียบกว่าตรงที่เวลาฟังแล้วไม่ต้องเปิดดิกชันนารี  วัยรุ่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศก็หันมาฟังเพลงไทยกัน  ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้คนไทยหลายคนมีงานทำ  ทั้งๆ ที่เป็นศิลปินและไม่ใช่ศิลปิน  รวมทั้งบรรดา ดี.เจ.ทั้งหลายด้วย

    …………บทบาทของ ดี.เจ.และรายการเพลงที่เป็นเพียงผู้ให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟัง  และยึดรายได้จากการหาสปอนเซอร์มาค้ำจุนตัวเองก็เปลี่ยนไปตามสภาพสตางค์ในกระเป๋า  สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่  สภาพการเพิ่มจำนวนของ ดี.เจ.  การแข่งขันกัน  ตลอดจนสภาพความเหนียวหนุบหนับของบรรดากระเป๋าของสปอนเซอร์ทั้งหลาย  ทำให้ ดี.เจ. ทั้งหลายเริ่มใกล้ขั้นโคม่า  มีหลายคนเริ่มเป็นโรคขาดสารอาหารด้วยสุภาษิตของท่านสุนทรภู่เตือนใจไว้ว่า  “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา  รู้รักษาตัวรอดเป็นยอด ดี.เจ.”  ทำให้มีคนหัวแหลมที่เห็นทางแจ่มใสคิดได้ว่า  “อันว่าบัดนี้วงการเทปก็ได้ตื่นตัว  ไม่มัวซัวเหมือนก่อน  บริษัทเทปก็ควรจะอ้อนวอน ดี.เจ. ให้เปิดเพลงให้บ้าง  เพลงจะได้กว้างขวางในหมู่ผู้ฟัง  ถ้า ดี.เจ. พากันขัดขวางเทปนั้นก็คงม้วย  บริษัทก็ควรจะช่วยมิให้ ดี.เจ.ม้วยมรณาแบ่งสตางค์ให้กันบ้างหนา  ดี.เจ.จะดีใจ”  สรุปก็คือ  บริษัทขายเทปก็เต็มใจที่จะจ่ายเงิน  จ้าง ดี.เจ.เปิดเพลงให้..ดี.เจ.ก็ดีใจ  เปิดเพลงไม่เสียงแรงเปล่า  และจะได้รอดพ้นจากอันตรายแห่งเศรษฐกิจด้วย

    น.ห่อนาค

    ในนิตยสาร  นะคะ (นะครับ) ฉบับ 21 พ.ย. 2529

  • ทำไมไม่ชอบชวน ฟังแล้วชักชอบชวน เลยชวนไปฟัง

    ไทยอัลบั้ม ส่งแผ่นตัดเทียรี่ชุดใหม่มาให้ฟัง  หลงดีใจนึกว่าใจดี  ที่ไหนได้บอกให้ช่วยวิจารณ์ด้วย  แล้วก็ทวงมาเป็นระยะๆ  ท่ามกลางอากาศร้อนในภาคอิสานของวันนี้ เลยลองเขียนตามความรู้สึก   ถือว่าเป็น ความเห็นละกัน  คงไม่บังอาจไปวิจงวิจารณ์  เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  ชุดใหม่ของ  สุทธิยงค์ (เทียรี่) เมฆวัฒนา  ตัดมาให้ฟัง 5 เพลง คือ ทำไมไม่ชอบชวน , ความรัก , เพียงใครสักคน , ก.เอ๋ย ก.ไก่ และ หัวใจลูกจ้าง

    …………โดยรวมแล้วก็เห็นว่า แต่ละเพลงน่าจะเป็นเพลงที่ ตลาดยอมรับได้  ทั้งทำนองเดิมๆประเภทฟังก็รู้ว่า “เทียรี่” และเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ๆ ไม่ต้องแปลความมากมาย

    เทียรี่

    …………เพลงที่ชื่อเดียวกับชื่อชุด ทำไมไม่ชอบชวน  เป็นการเล่นคำไทยที่เก๋มาก เทียรี่และเกียรติเขียนได้ดี ตั้งแต่ฟังเพลงมา ไอ้ประเภทเล่นคำแบบนี้ได้ดีคงไม่พ้น อัสนี-วสันต์ ซึ่งตอนนี้ พี่ป้อมเราก็กลายเป็นเสี่ยมอร์มิวสิคไปแล้ว จำได้มั้ย อย่าง “…อยากจะเป็นสับปะรดดูสักที….” เพราะเวลาใครทำอะไรไม่ได้เรื่องก็จะชอบพูดว่า “ไม่เป็นสับปะรดเลยเอ็งนี่”  เฮียป้อมเลยอยากจะเป็นสับปะรดดู นัยว่าตรงข้ามกับไม่ได้เรื่อง คือได้เรื่อง เป็นสับปะรดนั่นเอง คิดได้ไงไม่รู้ เจ๋งจริง หรือ ร.เรือหายไป กุ้มใจไม่มี ล.ลิง เพราะคนชอบพูดตกคำควบกล้ำ เป็นต้น  เพลงนี้เล่นคำว่า “ชวน” ซึ่งฟังผิวเผินทีแรกนึกว่าหมายถึง คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ที่แท้หมายถึง “ชวน”  ที่เป็นคำกิริยา หมายถึง จูงใจ,  ให้ทำตาม เช่น  ชวนไปเที่ยว ชวนไปดูหนัง ชวนแล้วไม่ไป ตอนหลังเลยไม่ชอบชวน  น่าน… เป็นสไตล์ของเทียรี่ ที่ไม่เสียดสีหนัก ๆ เหมือนพี่แอ็ด เอาพอหอมปากหอมคอ ฟังแล้วแสบ ๆ คัน ๆ ดี ลีลา 3 ช่า โจ๊ะ ๆ น่าจะติดตลาดได้ แต่นายชีวิตเปิดมา หลายสัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นมีใครขอมาเลย

    …………เพลงความรัก  หวานแบบพี่รี่นั่นแหละ  เนื้อหาคือไม่มีใครนิยามความรักได้เลย  ขึ้นอยู่กับแต่ละคน จะให้ความหมายความสำคัญแตกต่างกันออกไป ดนตรีไม่มีอะไรใหม่ สไตล์  แม่สาย,  รักขึ้นสมอง เพลงเพียงใครสักคน เป็นเพลงรักที่ไม่ต่างจากเพลงป็อปทั่วไป เฝ้ารอใครสักคนที่ใช่เลย มาคอยปลอบใจให้ความหวัง เพลง ก.เอ๋ยก.ไก่ นี่เข้าท่าดี กล้าเอาบทกลอนที่เราท่องตั้งแต่เด็ก ๆ มาร้องเป็นเพลงให้ฟัง ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก แล้วสรุปว่า เราเป็นคนไทยมีภาษาของตัวเอง ควรพูดภาษาไทยให้ชัดถ้อยชัดคำ  น่าจะเป็นเพลงที่ให้เด็ก ๆ เอาไปร้องได้ดีนะ สุดท้ายหัวใจลูกจ้าง ที่ทำงานแบบไม่ได้พักซักที ไม่ว่าเทศกาลไหน ๆ นายจ้างก็เอาเปรียบเรื่อย สะท้อนสังคมในลักษณะเสียดสีนิด ๆ ฟังแบบสบาย ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นงั้นจริงนายจ้างคนนั้นก็เป็นคนเห็นแก่ตัวมากทีเดียว

    …………ถ้าชอบเทียรี่ ชุดนี้ก็น่าจะรองรับการรอคอยได้พอสมควร เพราะดูตั้งใจทำเอาใจตลาด เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดี ชวนกันฟังดูซี แล้วจะรู้ว่าทำไมถึงชอบชวน

    นายชีวิต

    14-3-43

  • คุณชอบคนจัดรายการแบบไหน

    คุณชอบคนจัดรายการแบบไหน

    ……….เดือนก่อนออกจากต่างจังหวัดไปทำธุระที่กรุงเทพฯ ถือโอกาสไปดู บี.โอ.ไอ.แฟร์ด้วย ขากลับบนรถไฟ (ที่ยุงเยอะเหลือเกินทำเอาผมแขนลาย ขนาดรถด่วนปรับอากาศนะ) ฟังวิทยุเล็ก ๆ ราคา 99 บาท ที่ติดตัวมาด้วย แน่นอนต้องกดหา คลื่นคนดนตรี 94 FM ของเฮียเว้ง วินิจ เลิศรัตนชัย ตั้งแต่ไปอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้ฟังเฮียเขาจัดมานานแล้ว เปิดฟังด้วยความกระหายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากวิทยุราคาถูก เสียงจึงไม่ค่อยดี และพาลจะเปลี่ยนไปคลื่นอื่นอยู่เรื่อย ๆ เพราะเป็นวิทยุแบบไม่มีวาริเอเบิ้ล สแกนหาอย่างเดียว ก็ยังพยายามที่จะฟังแน่นอนคุ้มค่ากับความพยายาม ข้อมูลที่แน่นปึ้กในระดับเซียนของอาเฮีย ให้ความรู้มากมาย อาเฮียเปิดเพลง เราคือคนไทย ของพี่เล็ก คาราบาว และผองเพื่อน ที่ยาวเฟื้อยไม่มีใครเขาอยากเปิดกัน อธิบายคนร่วมงานในเพลงนี้อย่างละเอียด และเปิดเพลงประกอบละครเวที “นิพพานอิเลคทริกส์” ที่มี บัตเตอร์ฟลายทำเพลงประกอบ เป็นมิติใหม่ของวงการละครที่นำสื่อหลาย ๆ อย่างมาผสมผสานกัน พอดีผมได้มีโอกาสชมนิพพานอิเลคทริกส์ด้วย จึงได้เสพมันด้วยความอาบอิ่มใจ ลักษณะของการจัดรายการของอาเฮีย มีการให้ข้อมูลกับผู้ฟังเยอะ เป็นการจัดที่อยู่ในอุดมคติของผมเลยล่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าการจัดแนวนี้ในต่างจังหวัดจะเป็นอย่างไร บางครั้งที่ผมให้ข้อมูลคนฟังเช่นนี้บ้าง ก็ถูกเจ้านายว่ามันหนักเกินไปซะแล้ว ทำให้ไม่มั่นใจในการนำเสนอเท่าไหร่ จึงต้องผสมผสานระหว่างความต้องการของตลาด กับความต้องการของตัวเอง ครั้งที่พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยงมาที่นี่ มีโอกาสได้คุยกัน พี่จุ้ยว่า ยังมีคนฉลาด ๆ อีกหลายคนที่ฟังเราอยู่ แต่ไม่ได้โทรฯมา แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็ก แต่มีพลัง

    ……….ผมยังคงต้องเปิดเพลง ชู้ , รักเขาทำไม , เรือรักกระดาษ , ข้างหลังภาพ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ สลับกับ ร้อยบรรเลงเพลงเพื่อชีวิต , วสันต์ สิทธิเขต , มาชารี , หยดฝนกับใบบัว เป็นระยะ ๆ คิดอย่างยังไม่ตกผลึกว่า ทำอย่างนี้ดีแล้ว หรือควรจะเพิ่มคุณภาพของรายการให้แตกต่างจากรายการทั่วไป ซึ่งอาจจะได้กลุ่มคนฟังน้อยลง หรือควรจะทำรายการที่คนนิยมฟังเยอะ ๆ เรตติ้งจะได้ดี มีสปอนเซอร์เข้ามาก ๆ ในฐานะที่คุณเป็นคนฟัง คุณชอบแบบไหนครับ?

    นายเพื่อชีวิต

    ที่มา Thaialbum

  • เพลงตลาด กับ เพลงศิลปะ ใครกำหนด

    เพลงตลาด กับ เพลงศิลปะ ใครกำหนด* 

    อากาศเดือนเมษานี่ร้อนตับแตกจริง ๆ  ขณะที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี่  ก็ต้องเอาผ้าชุบน้ำมาโปะหัวไว้…ขนาดนั้น…..ไม่ทราบว่าจังหวัดต่าง ๆ  เป็นไงบ้างเขียนมาคุยกันบ้างละกัน  เห็น thaialbums บอกว่าไม่มี E-Mail ของนายชีวิตเข้ามาเลย   เดี๋ยวเขาจะยุบไม่ให้เขียนซะก่อน เดือนที่ผ่านมามีผู้ฟังโทร.เข้ามาบอกว่า ช่วงหลังๆ  ผมเปิดเพลงรักมากเกินไป  คงเป็นเพราะคนขอมา แต่ก็อยากให้เปิดเพลงเพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพลงรักเยอะ ๆ หน่อย  หรือไม่ก็เปิดเพลงที่มีเนื้อหาดีๆ ไม่ใช่เพลงเพื่อชีวิตตรง ๆ ก็ได้ ผมก็ได้ที เปิดพาราณสี ออเคสตร้า  เพลงธรรมชาติ ที่พี่ซันช่วยพูด เปิด  พราย ของปฐมพร ไม่น่าเชื่อ

    มีคนโทร.มาสอบถาม และ แสดงความชื่นชอบหลายสาย ทำให้เกิดกำลังใจที่จะเปิดเพลงเหล่านี้มากขึ้น มีน้องคนนึงชื่นชอบเพลงใต้ดินมาก โทร.มาเล่าให้ฟังถึงความสนใจในเพลงประเภทนี้ และยังพูดพาดพิงถึงพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง  พี่ต๋อย ไตรภพ  ลิมปพัทธ์ ว่า  ไม่มีความรู้เรื่องดนตรี แต่เวลาเชิญนักดนตรีมาออกรายการทุกครั้งก็ชมเขาว่าเยี่ยมจริง ๆ สุดยอด  มาอีกสัปดาห์ก็สุดยอด ตกลงไม่รู้ใครเยี่ยมกันแน่ ทำสัมภาษณ์ทอล์คโชว์ อย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่ควรจะมาแนะนำเพลง แต่ผมกลับคิดว่า  ถ้ามองอีกมุม  คือการให้กำลังใจศิลปินมากกว่า  เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งคนที่ทำเพลงแบบศิลปะ ไม่ได้เพื่อปากท้อง และไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกรายการโทรทัศน์อาจจะไม่ชอบ  ตรงกันข้ามศิลปินที่มีโอกาสออกรายการ หรือผู้ชมที่ชื่นชอบศิลปินชมแล้วก็พอใจ  ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนมอง

    ขณะที่คน ๆ หนึ่งชอบเพลง ๆ หนึ่ง แต่อีกคนอาจจะบอกเพลงนั้นไม่ได้เรื่องเลยก็ได้ เพราะเขาชอบเพลงอีกแบบหนึ่ง เพลงที่คนส่วนใหญ่นิยมมักจะเรียกว่า “เพลงตลาด”  นายชีวิตเลยอยากเปิดประเด็นว่า เพลงตลาด กับ เพลงศิลปะ ใครเป็นผู้ที่ตัดสิน  หรือ กำหนด นายชีวิตว่า ไม่มีอะไรที่แน่นอน  บางครั้งเพลงศิลปะอาจได้รับความนิยมเป็นเพลงที่ตลาดชื่นชอบก็ได้ ผมเปิดเพลง รักเขาทำไม ชู้ ข้างหลังภาพ เรือรักกระดาษ จนจะอ้วกแตกเพราะคนขอมาประจำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เพลงเหล่านี้ก็ทำด้วยความประณีต ไม่ใช่ทำอย่างลวก ๆ ขณะเดียวกันตลาดก็ยอมรับ บอกไม่ได้ว่าตลาดตัดสินด้วยมาตรฐานไหน หรืออีกหลายเพลงที่ตั้งใจทำแต่ไม่ดัง… ใครกำหนด

    คนที่ชอบฟังเพลงตลาด มักจะบอกกับคนที่ชอบเพลงศิลปะว่า ซีเรียส ฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ทำเป็นหัวสูง  ในขณะที่คนชอบเพลงศิลปะก็มักจะดูถูกคนฟังเพลงตลาดว่า หูไม่ถึง  ฟังแต่เพลงน้ำเน่า  นายชีวิตว่าเราน่าจะเคารพซึ่งกันและกันดีกว่ามั้ยครับ เพราะความคิด ทัศนคติคนจะให้เหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ คนเราจากต่างครอบครัว สิ่งแวดล้อม สังคม เราชอบอะไรก็ชอบ แต่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่นน่าจะดีกว่านะ  หรือใครมีความเห็นอย่างไร อยากจะแลกเปลี่ยนก็ E-mail มาได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ

    นายเพื่อชีวิต

    ที่มา Thaialbum

  • อัลบั้มใหม่ สุรสีห์ มีดีให้ฟัง?

    Project Album

    สุรสีห์ อิทธิกุล : Project Album

    สังกัด : แกรมมี่

    งานชี้นที่ 4 ของผู้ชายชื่อ อ้อง หรือ สุรสีห์ อิทธิกุล ห่างหายไปจากชิ้นที่ 3, The Beatles Profile, ที่ออกมาในปี 2538 ถึง 4 ปีเต็ม

    ผลงานชิ้นล่าสุด สุรสีห์เป็นผู้ดูแลทั้งหมด โดยมี พงษ์ศักดิ์ ภูววีรานนท์ร่วมดูแล ยกเว้นด้านคำร้อง ที่ได้เพื่อนฝูงมาช่วย เช่น นิติพงษ์ ห่อนาค, ธีระชัย แหล่งสนาม, สุรักษ์ สุขเสวี, อรรณพ จันสุตะ และที่ขาดไม่ได้คือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ นักแต่งเพลงคู่บุญของสุรสีห์ เปรียบเหมือนโลโก้ของแท้ต้อง มีเขตต์อรัญ

    ผู้ชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 40 ฤดูฝน เหมือนสุราบรั่นดีบ่มได้ที่ งานที่ออกมาจึงแสดงถึงเนื้อในตัวตนของสุรสีห์ ไม่ใช่ดนตรีตามกระแส โดยเฉพาะภาคดนตรี มีความหลากหลาย แต่อยู่ในระนาบเดียวกัน ไม่ทิ้งร่อยรอย “คนดนตรี” , “พอดี พอดี” หรือแม้แต่ความเป็นบัตเตอร์ฟลาย

    แนวดนตรีวนเวียนอยู่แถวๆ ดนตรียุค 1970 – 1980 ออกไปในโทน pop rock ไปจนถึง progressive บางเพลงฟังแล้วนึกไปถึง ปราสาททราย, แผลในใจ, หรือเพลงไกล ในผลงานครั้งอดีต

    คำร้องถึงแม้จะมีคนเขียนหลายคน แต่เนื้อร้องจะออกเป็นแนวเฉพาะตัว เหมือนคนเขียนเจาะจงให้เป็นเอกลักษณ์ของสุรสีห์ ดูสวยงาม มีลีลา แต่ไม่ใช่จะเข้าใจง่ายนัก คล้ายๆ งานของพี่เต๋อ หรือของ พี่แต๋ม – ชรัส เฟื่องอารมณ์ คือเป็นงานเฉพาะตัว ฟังปุ๊บ รู้ปั๊บ นี่คือ อ้อง เต๋อ หรือ แต๋ม อะไรประมาณนั้น

    แต่ที่น่าเสียดายคือ เนื้อร้องเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนโลกทัศน์ของสุรสีห์ ไม่ใช่ผลึกความคิดของสุรสีห์ แต่เป็นมุมมองของ นิติพงษ์, ธีระชัย, สุรักษ์, อรรณพ, หรือแม้แต่ เขตต์อรัญ เพราะขาดความเป็นเอกภาพทางความคิด

    ถ้าสุรสีห์อ่อนด้อยเรื่องของการเขียนคำร้อง สุรสีห์น่าจะบอกแก่นความคิดของตัวเองให้นักแต่งเพลง ให้เขียนเนื้อร้องออกมาให้ใกล้เคียงกับความคิดของตัวเองให้มากที่สุด

    กัลปาวสานคำว่า ศิลปิน น่าจะหมายถึง ผู้สร้างสรรค์ศิลปะ ทั้งทางดนตรีและความคิดผ่านคำร้อง เหมือนศิลปินทางด้านจิตรกรรม ไม่ใช่เพียงแค่ชำนาญด้านการเขียนภาพ แต่ภาพนั้นจะต้องสะท้อนทัศนะที่มีต่อโลกของเจ้าของงานด้วย เพราะเขาเป็นศิลปินไม่ใช่ช่างเขียนภาพ ผมอยากเห็นสุรสีห์ เป็นศิลปินคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่นักดนตรี

    สิ่งที่ผู้เขียนชื่นชมมากในฝผลงานชิ้นล่าสุดของสุรสีห์คือ ความกล้า กล้าในการนำเสนอ ไม่ใช่งานที่จะอวดอ้างความสามารถทางดนตรี ไม่ร้อนวิชา แต่ก็ไม่อยู่ในกระแสของตลาด มีความเป็นตัวเองในระดับ พอดี อาจจะไม่ใช่งานที่ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่า แต่เหมาะกับผู้บรรลุนิติภาวะทางด้านการฟังเพลงแล้ว

    ความเห็นส่วนตัวในบรรทัดสุดท้าย งานชี้นนี้อยู่ในระดับ “คนดนตรี” (2533) นั่นคือ “พอดี พอดี” (2535) สิ่งที่ขาดมีเพียงประการเดียว คือความเด่น ชวนจดจำ ในระดับ “กัลปาวสาน” (2528)

    ปล.ภาพหน้าปก ดูแล้วนึกว่าเป็น Bayan Adam มาก ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือจงใจ ถ้าเป็นประการหลัง จะเสียใจมาก

    ที่มา นพพร : ไทยอัลบั้ม

  • คอนเสิร์ต พี่น้อง ร้องเพลง อัสนี วสันต์

    เป็นคอนเสิร์ตที่ดูเหมือนว่า จะถูกตั้งความหวังจากผู้เข้าชม ไว้ค่อนข้างจะสูงเอาการอยู่ เพราะความที่เป็นสังกัดใหญ่ (ไม่เคยทำให้คุณผิดหวัง?) โดยจะสังเกตได้จากหลายๆ คอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นคอนเสิร์ต ที่อยู่ในระดับที่สร้างความประทับใจ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต จากเพื่อนพี่และน้อง แด่ เรวัต พุทธินันทน์ ในปี 41 และคอนเสิร์ต 72 พรรษา ในปี 42 เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาเอง ที่ผู้ชมจะต้องคาดหวังกับ คอนเสิร์ตครั้งนี้ไว้มาก แต่จะบอกว่าผู้ชม คาดว่าจะเห็นอะไรก็คงบอกไม่ได้ เพราะแต่ละคอนเสิร์ตเอง ก็จะสร้างความประทับใจได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับ ความกลมกลืน ความพอดีที่ต้องมี

    มาพูดถึงคอนเสิร์ตครั้งนี้ “พี่น้อง ร้องเพลง อัสนี วสันต์ คอนเสิร์ต” เป็นคอนเสิร์ต ที่สืบเนื่องมาจากการออกอัลบั้มเพลง ลงเอยฯ แล้วคิดกันว่าน่าจะจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ขึ้น ที่มาก็น่าจะมีแค่นี้

    เวทีมีการวางเวทีเล็ก ยื่นออกมาด้านหน้าขวามือของเวทีใหญ่ คงจะเอาไว้ให้ด้านเวทีใหญ่ได้เปลี่ยนชุดกลอง และปรับเวที ระหว่างการแสดงของเวทีเล็ก ดูดีเข้าที ทีเดียวครับ การแสดงเริ่มต้นด้วย Black Head ต่อด้วย Silly Fools และพี่น้องก็ทยอยกันออกมาอวย พี่ป้อม  พี่โต๊ะกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น หนุ่ย (Oho), อุ๊ หฤทัย ใช่เลยครับ เสียงเธอมีพลังจริงๆ, แอม เสาวลักษณ์ ที่ไปแซวพี่โต๊ะ เลยโดนแซวกลับซะม้วน, มาช่า มาหวาน, ใหม่ เจริญปุระ ร้องเพลงลูกทุ่ง คู่กับ โต, โจ+ก้อง ที่พึ่งออกอัลบั้ม สะดุดี ก็มา Loso ก็พลาดไม่ได้วงเดียวลากยาวเกือบ ครึ่งชั่วโมง และปิดท้ายแขกรับเชิญด้วย พี่ปุ๊ อัญชลี ที่ผมว่า คนอยากฟังแกร้องมากกว่าหนึ่งเพลง และท้ายสุดเจ้าภาพของงานออกมาร่ายยาวราวชั่วโมงเห็นจะได้ แล้วลงท้ายด้วยมุขเดิม ลา แล้วรอให้คนดู เรียกเอาอีก แล้วก็ออกมาเล่น อีกสักเพลง แล้วค่อยกลับบ้าน มุขนี้ ผมเจอมาตั้งแต่สมัยเคยดูคอนเสิร์ต อัสนี วสันต์ เมื่อกว่าสิบปีก่อน แต่มีสิ่งนึงที่ไม่เคยเปลี่ยนอีกเช่นกัน ก็คือ บรรยากาศหลังเลิกคอนเสิร์ต

    ที่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่เดินก้มหน้าก้มตาเดินอยู่บริเวณหน้าเวที ใครไม่รู้คงนึกว่าหากระเป๋าเงินกันอยู่ แต่ไม่ใช่ ปิ๊ก คือสิ่งที่พวกเค้าหา ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชวนอมยิ้มได้ทุกครั้งที่ได้เห็น

    โดยรวมแล้ว ก็คนกันเองมาดูทั้งนั้น อากู๋ก็มา ป๋าดี้ก็มา คนในแกรมมี่มากันเพียบ ผู้ชมเองก็มากันแบบรู้สึกอบอุ่น ได้รวมคนที่อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เคยรู้สึกประทับใจในสิ่งเดียวกัน พูดคุยในภาษาเดียวกัน (แม้จะไม่ได้เอ่ยปากคุยกับใครเรื่องคอนเสิร์ตในงานเลยก็ตามทีเถอะ) สัมผัสได้ ด้วยความรู้สึก น่าเสียดายที่ระบบเสียงด้อยไปนิด ไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วเราก็จากกันไปด้วยดี…

    คอนเสิร์ตพี่น้องร้องเพลง

    ที่มา  คุณชาย : ไทยอัลบั้ม

  • (เปลือง) น้ำ (ใน) ตา

    กำลังนอนดูเครื่องกำเนิดภาพและเสียง จอสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ด้วยอิริยาบถที่สบายที่สุด เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นนิจ ภาพในจอก็แยกไม่ออกว่า เอ…นี่มันทีวีสีหรือขาวดำกันล่ะหนอ แต่ก็เอาเถอะ นั้นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เกิดความรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม เท่ากับภาพและเสียงในจอทีวีนั่นหรอก ภาพนักร้องชายหญิงกำลังประสานเสียงกันอย่างเมามันส์ ประหนึ่งว่าอารมณ์ถึงจุดสุดยอดเต็มที่ หากแต่สะดุดหูที่เนื้อเพลงที่เขาทั้งคู่ร้องนั้น มันคุ้นๆ นี่หว่า

    “ปวดใจใครว่าดี มีแต่เปลืองน้ำตา….” ผู้เขียนร้องอ๋อขึ้นมาทันที นี่มันเพลงเปลืองน้ำตา ของนักร้องวงพลอย ศิริศักดิ์ นันทเสน หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม ติ๊ก ชิโร่ นี่นา แล้วเหตุใดจึงต้องมีเนื้อร้องของเพลง น้ำในตา ของอิทธิ พลางกูร ชุดสุดท้ายก่อนบ๊ายบายค่ายดอกกุหลาบ ไปเกิดที่ค่ายใหม่ สองเพลงมารวมให้เป็นเพลงเดียวกันได้ยังไงหนอนี่ นักร้องชายหญิงที่เป็นผู้ถ่ายทอดเพลงดังกล่าว ถูกโฆษกประกาศว่าเป็นนักร้องคุณภาพ และเคยได้รับรางวัลมาแล้ว แต่เอ….ไหงฟังเพลงนี้แล้วมันถึงได้กร่อยๆ เช่นนี้กันล่ะหนอ

    ในส่วนของภาคดนตรี เรียบเรียงได้พอเข้าที แต่จะช่วยส่งให้การร้องดีขึ้นมาได้บ้างก็หาไม่ ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงร้องรับกันไป ส่งกันมา แต่ฟังดูเหมือนไกลกัน ผสานยังไงก็ไม่กลมกลืน

    สุ้มเสียงของฝ่ายชาย จัดได้ว่าดีมีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน พร่าๆ สากๆ มีเสน่ห์ และสามารถขึ้นเสียงไปในดีย์ที่ชวนหลงไหลได้ไม่ยากนัก แต่น่าเสียดายที่ต้องมาตัดกำลังของพลังที่น่ายกย่อง กลายเป็นว่า เมื่อผสานกันกับเสียงของฝ่ายหญิง ซึ่งร้องเพลงใช้ได้ในระดับมาตรฐาน หากแต่เป็นมาตรฐานที่แตกต่าง เสียงฝ่ายหญิง มีความเหมาะสมกับเพลงเพียงบางเพลง บางสไตล์เท่านั้น การเอื้อนเสียงของฝ่ายหญิง อาจเป็นจุดที่ทำให้เสน่ห์ของเพลงลดพลังลงไป เพราะฟังยังไงก็ยังไม่เนียน

    เขาทั้งคู่ น่าชมเชยที่มีความพยายามสูง ที่จะให้เสียงเข้าสู่กันและกัน แต่ก็ดูเหมือนว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ก็ไม่เกิดผลสู่ความสำเร็จ

    ในเพลง เปลืองน้ำตา มีเนื้อหาของเพลงคนละยุคกับเพลง น้ำในตา ใช้ภาษาคนละสมัย แน่ล่ะ ก็สองเพลงนี้มีอายุต่างสกันเกือบทศวรรษ “เจ็บจับจนใจหนาว ร้าวจนปวดใจ…” ไพเราะ มีศิลปะของภาษาที่ดีในระดับสวยงาม ส่วน “ทุกๆ ก้าวที่ฉันเดินไปมันแทบขาดใจไร้แรงกำลัง” ชัดเจน ตรงไปตรงมา ภาษาเรียบง่ายสไพเราะ แน่นอนว่าเนื้อร้องของทั้งสองเพลงแต่งได้ดี และได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่คนฟัง แต่ความต่างกันอยู่ที่ “น้ำในตา” ร่วมสมัยกว่า ทว่าเรื่องความสละสลวยต้องยกให้ “เปลืองน้ำตา”

    อย่างไรก็ดี เขาและเธอ ทำหน้าที่ในอัลบั้มได้ดี ในงานร้องเดียว แต่เมื่อไหร่ที่ทั้งคู่มารวมร้องเพลงเดียวกัน แทนที่จะเป็น Fire & Ice กลับเหมาะสมกว่า ถ้าจะเป็น Water & Oil

    อีโต้ : ไทยอัลบั้ม

  • เพลงเพื่อชีวิตเกิดวันไหน “ความเห็นที่แตกต่าง

    * เพลงเพื่อชีวิตเกิดวันไหน “ความเห็นที่แตกต่าง” *

    ความเห็นที่แตกต่างมีในทุกครอบครัว ทุกสังคม ทุกบริษัท ทุกหน่วยงาน แต่ “ความแตกต่าง” ไม่ใช่ “ความแตกแยก” ยกเว้นว่าเรา “อยากจะให้เป็น” คำว่า “พบกันครึ่งทาง” หรือ เหตุผลใครดีกว่าก็ยอมรับกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดี สิ่งที่พูดนี้ใช้ได้ในทุกวงการเลยนะ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ตอนนี้ก็มีความแตกต่างในแง่กฎหมายเยอะแยะ, กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เห็นต่างกันในเรื่องการรวมบัญชี, เอ.ดี.บี. กับองค์กรพัฒนาเอกชนก็เห็นต่างกันในการช่วยเหลือคนจน แฮ่ ๆ …ชักไปกันใหญ่ กำลังจะบอกว่าวงการเพลงเพื่อชีวิตก็มีเรื่องที่เห็นแตกต่างเหมือนกันน่ะ ที่อยากเล่าวันนี้ เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์

    ใครที่เปิด thaialbums.com ในช่อง shewit จะพบ “ปฐมบทของบทเพลงเพื่อชีวิต”  เรียบเรียงโดย กลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต มีความเห็นว่า ต้นกำเนิดของเพลงเพื่อชีวิตของไทยเราน่าจะเริ่มจาก ครูแสงนภา บุญราศรี ต่อมาด้วย ครูคำรณ สัมบุณณานนท์ เพราะมีบทเพลงที่นำเรื่องชีวิตของผู้ทุกข์ยากของสังคมมาตีแผ่เป็นเพลง กลุ่มนี้ก็ไม่ได้ฟันธงลงไปว่าต้องเป็นครูแสงนภา หากแต่ฝากคำถามไว้ให้คิดว่า ต้นกำเนิดเพลงเพื่อชีวิตน่าจะเริ่มจากจุดนี้หรือไม่ แต่ความเห็นของคุณวิสา คัญทัพ กลับไม่เห็นเช่นนั้น แถมยังบอกว่า “ผิดความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์” ด้วย คุณวิสาเห็นว่า ความจริงแล้ว เพลงเพื่อชีวิตในเมืองไทย มีต้นกำเนิดช่วงต้นปี 2516 ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา เริ่มจากหนังสือ “ศิลปะเพื่อชีวิต…ศิลปะเพื่อประชาชน” ซึ่งมีเนื้อหารับใช้ชีวิตชนชั้นผู้เสียเปรียบในสังคม ต่อสู้กับนายทุน จักรวรรดินิยมอเมริกา และชนชั้นปกครองอย่างตรงไปตรงมา แล้วมีสุรชัย จันทิมาธร วีระศักดิ์ สุนทรศรี เป็นตัวเชื่อมสายธารวรรณกรรมมาเป็น “เพลงเพื่อชีวิต” เริ่มจาก วันที่สุรชัย  จันทิมาธร , สมคิด สิงสง , วีระศักดิ์ สุนทรศรี และ วิสา คัญทัพ ซึ่งพักอยู่บ้านเช่าแถวสะพานควายด้วยกัน ร่วมกันทำเพลง “คนกับควาย” ขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ และได้ไปบรรเลงครั้งแรกในงานแต่งงานของ วีระประวัติ วงศ์พัวพันธ์ นักเขียนกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ที่โรงแรมนารายณ์ (อ่านรายละเอียดได้ในหนังสือ “ชีวสัจจะจากใจ ฝากไฟฝากหวัง” วิสา คัญทัพ) หลังจากนั้นสุรชัยก็เริ่มโชว์เพลงบนเวทีเรียกร้องต่าง ๆ เกิดเป็นคาราวาน ต่อมาก็ก่อกำเนิด กรรมาชน , กงล้อ , คุรุชน , ฟ้าใหม่ , ต้นกล้า ฯลฯ และเกิดการเรียกขานบทเพลงเหล่านี้ว่า “เพลงเพื่อชีวิต” คุณวิสาเห็นว่า นี่คือต้นธารอีกสายหนึ่ง ไม่ได้ต่อเนื่องกับครูคำรณเลย สมัยก่อนนั้นก็ไม่มีใครใช้คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” มาเริ่มเอาตอนหนังสือ “ศิลปะเพื่อชีวิตฯ” ของ ทีปกร หรือจิตร ภูมิศักดิ์ นี่แหละ

    นายชีวิตเองมองว่า ความเห็นที่แตกต่างอาจจะมาจากไม้บรรทัดในการตีความแตกต่างกัน กลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ตีความบนพื้นฐานของ “เนื้อหา” ว่าเมืองไทยมีเพลงที่รับใช้ชนชั้นล่าง รับใช้สังคม เริ่มต้นตั้งแต่ ครูแสงนภา บุญราศรี, ครูคำรณ สัมบุณณานนท์ แต่ คุณวิสา ตีความบนพื้นฐานของ “ตัวอักษร” ว่าคำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” เริ่มใช้ครั้งแรกในวงการเพลงคือ คาราวานนะ ก่อนหน้านั้นไม่มีใช้ ดังนั้นจะไปบอกว่าเพลงของครูคำรณเป็นเพลงเพื่อชีวิตจึงไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับใครใช้ไม้บรรทัดอันไหนในการตีความ ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด

    ส่วนตัวนายชีวิต มีความชอบไม้บรรทัด “เนื้อหา”  มากกว่า เมื่อจัดเพลงเพื่อชีวิตทุกวันนี้จึงเปิด TEEN & KIM เพลง “พ่อให้พอ” เพราะเพลงนี้สอนคนให้รู้จักพอเพียง, ผมเปิด จอห์น รัตนเวโรจน์ เพลง “คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว” เพราะกล่าวถึงชาวนา คนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ที่คนเมืองมักหลงลืม, เปิดธงไชย แม็คอินไตย์ เพลง “ทูนหัว” เพราะสอนเด็กๆ ให้เป็นคนดี ฯลฯ แทรกไปกับเพลงของ คาราวาน, คาราบาว, คนด่านเกวียน ฯลฯ ตามความเหมาะสม นายชีวิตเห็นว่าเนื้อหาเพลงเหล่านี้ก็รับใช้สังคมเหมือนกัน ไม่ว่าผู้ถ่ายทอดจะเป็นใคร ในป่ามีแมลงหลากหลายชนิด พืชนานาพรรณ สัตว์มากประเภท จัดสมดุลในธรรมชาติได้ เพราะความแตกต่างแต่สามัคคี หากมีพืชชนิดเดียว แมลงแบบเดียว โลกคงขาดสีสัน ดุจความคิดของคนเช่นกัน พัฒนาโลกได้นั้นเพราะแตกต่างแต่ต้องสมดุล

    ที่มา นายเพื่อชีวิต : ไทยอัลบั้ม

  • เบิร์น แบบ แมว หรือ…แบบใคร?

    เบิร์น แบบ แมว หรือ…แบบใคร?

    burnบ่อยครั้งที่มีโอกาสได้ฟังเพลงจังหวะหนักๆ อย่าง เฮฟวี่เมทัล, สปรีด ร็อค, ฮาร์คอร์ และอีกหลายชื่อตามแบบที่เขาเรียกกัน ขอสารภาพว่าผู้เขียนไม่สันทัด พอที่จะแบ่งแยกได้ว่า เพลงเหล่านี้ ดนตรีหนักหน่วง กระแทกแดกดัน รุงแรง หรืออาจเป็นไปได้ถึงขั้นฟังไม่รู้เรื่องเลยก็มี แน่นอนเพลงลักษณะนี้ คงไม่เป็นที่เปิดกว้างของคนฟังเพลงในบ้านเรา ที่โดยส่วนใหญ่มองว่าการฟังเพลงและดนตรีนั้น เป็นการผ่อนคลาย และฟังแล้วจะทำให้รู้สึกดีที่ได้รับฟัง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอยู่เสี้ยงอารมณ์หนึ่ง ซึ่งมันก็น่าจะมีบ้าง ที่บางครั้งเราจำเป็นจะต้องเจอกับมุมมองที่ต้องการ…ปลดปล่อย

    การปลดหล่อย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีบางความรู้สึกที่ตกอยู่ในมุมหนึ่ง อาจเป็นความกลัดกลุ้ม โกรธกริ้ว เกลียดแค้น ดีใจ หรือเก็บกด หลายอย่างที่การปลดปล่อย แสดงออกมาภายนอก อาจด้วยการร้องตะโกน หัวเราะ หรือร้องไห้ หรือทำอะไรก็ได้สักอย่าง ให้รู้สึกว่า…ปลดปล่อย แต่จิรศักดิ์ ปานพุ่ม ใช้เพลงและดนตรีเป็นตัวเลือกในการปลดปล่อย เป็นมุมมองที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว อย่างน้อย “แมว” ก็ไม่ได้หยุดยืนอยู่กับที่เดิมที่เขาเคยเป็น น่าชมเชยในการหาทางเลือกใหม่ให้กับตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่านักร้องคนนี้มีความกระตือรือร้นสูง ที่จะพัฒนาการทางดนตรีของตน รู้จักการเปลี่ยนแปลง แต่…น่าแปลกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัลบั้มชุดที่ 3 นี้ มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า การปลดปล่อยแบบแมว ยังไม่อิ่มตัวอย่างเต็มที่ หรือเรียกเข้าใจง่ายๆ ว่า ยังไม่สุดขีดอย่างที่น่าจะเป็น บุคลิกแบบแมว ดูมีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าคิด กล้าทำ และเป็นคนรุ่นใหม๋ที่มีฝีมือทางดนตรีดีเยี่ยม และยอด ในส่วนของการร้อง นั่นแหละแสดงให้เห็นว่า แมวมีความพร้อมในหลายด้าน รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับงานของตัวเองและนักร้องคนอื่น แต่น่าเสียดาย ส่วนที่แมวไม่มี และคงยากที่จะแก้ไขได้ นั่นคือบุคลิกหลุดโลก ดูบ้าๆ แบบที่จะเหมาะสมและเข้ากันได้ดีกับคำว่า….ปลดปล่อย เหมือนอย่างที่ “ป๊อด” ธนชัย อุชชิน แห่ง โมเดิร์น อ๊อก เคยลงไปนอนชักดิ้นบนพื้นเวทีอย่างเมามันส์สะใจ หรือโตซิลลี่ ฟูลส์ ถ่ายทอดเพลงในทุกอัลบั้มของเขาออกมาจากวิญญาณได้อย่างสุดกึ๋นจนแทบไม่น่าเชื่อ ว่าเป็นเสียงที่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์ และมีตัวอย่างให้เห็นมากมายจากศิลปินระดับโลก ผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะชี้ให้เข้าใจว่า แมวจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เหมือนอย่างที่ใครๆ เขาเป็น แต่ แมว น่าที่จะเลือกในแบบที่แมวเหมาะกว่า และน่าจะเป็นเหมือนอย่างที่เคยเห็นใน Get Up Higher

    Catarockและ Catarock ซึ่งมันอาจจะทำให้งานใหม่ในอัลบั้มล่าสุดของเขา เป็นที่พอใจของผู้ฟัง มากกว่าที่จะฉีกออกมาให้เห็นใน  “เบิร์น” ไม่ได้บอกว่างานใหม่ของแมว ไร้คุณค่าและไม่น่าสนใจหรือต้องกลับไปทำอะไรเก่าๆอีกครั้งซ้ำซากจำเจ แต่รู้สึกว่า ความเป็น จิรศักดิ์ ปานพุ่ม ดูจะอยู่ในอัลบั้ม เบิร์น ลดน้อยลงไป คล้ายกับหยิบเอาความเป็นตัวของผู้อื่น มาใส่ไว้ในงานของตน จนลดบทบาทของตัวเองออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ อะไรทำนองนั้น

    อย่างไรก็ตาม ภาพโดยรวมของอัลบั้ม เบิร์น น่าสนใจในมุมมองของคนที่ตั้งใจ และพิถีพิถันในการทำเพลงแทบจะทุกเพลง รู้สึกได้เลยว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลย แม้บางเสี้ยวของดนตรีเข้าถึงได้หลากหลายอารมณ์ ทว่า….ยังไม่ถึงขั้น หรือเหมาสมเทียบชั้นกับคำว่า “ปลดปล่อย”

    เมื่อไหร่ที่คนเล่นดนตรีและร้องเพลง ปลดปล่อยถึงขีดสุด จนบางทีอาจยกให้ถึงขั้นบ้าบวม หลุดโลก ออกมาได้อย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเสน่ห์แห่งเสียงเพลง จะแทรกซึมผ่านเข้าไปได้การทั้งทุกอณูแห่งวิญญาณของทั้งคนฟัง และคนเล่น และเมื่อไหร่ที่นักดนตรี ค้นหาสิ่งที่เป็นตัวเองพบ เมื่อนั้น นักดนตรีจะทำได้ดีเยี่ยมที่สุด และไม่ควรหยุดที่จะทำมันต่อไป

     

     

    ที่มา อีโต้  :  ไทยอัลบั้ม

  • ซีเปีย อัลบั้ม ไม่ต้องใส่ถุง

    ไม่ต้องใส่ถุง

    ศิลปิน : ซีเปีย
    อัลบั้ม :  ไม่ต้องใส่ถุง
    สังกัด :  indycafe
    โปรดิวเซอร์ : เจษฎา สุขทรามร

    หากใครยังจำได้ถึงช่วงที่ยุคอินดี้เฟื่องฟู… คงไม่ลืมที่จะนึกถึงวงดนตรี วงหนึ่งที่ผลิตผลงานเพลงออกมา โดยมีเนื้อหาเสียดสีสังคม…นามว่าซีเปีย เมื่อสัก5-6ปีที่แล้ว ซีเปียมีผลงานออกมาภายใต้ การผลิตของ ONPA
    ซึ่งชุดนั้นเพลงเด่นคือเพลง “เกลียดตุ๊ด” และเพลง “DEAD GOD” …เนื้อหาแรงรวมไปถึงดนตรีที่หนักหน่วง
    ภายในปกเทป มีการเขียนย้ำอย่างเด่นชัดว่า “เราขอต่อต้านการรักร่วมเพศ” …คอนเซปต์อัลบั้มนี้จึงชี้แจงมาอย่างชัดเจน…

    หลังจากนั้น ซีเปียได้ทำงานภายใต้สังกัดเบเกอรี่มิวสิค มาคราวนี้ใช้ชื่ออัลบั้มว่า “สองเอก” เนื้อหาของอัลบั้มนี้ อาจจะไม่รุนแรงเท่าอัลบั้มแรก แต่ถึงกระนั้นผู้ฟังที่ยังเป็นเยาวชนก็ควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ปกครอง
    เพลงเด่นอัลบั้มนี้ คงจะเป็นเพลง “กรองทอง” ซึ่งมีเนื้อหาเด็กนักเรียนหลงรักคุณครู ใช้กับนักเรียนชายที่หลงรักครูสุดสวย หรือ นักเรียนหญิงที่หลงรักครูพละ และเพลง”เสพสมบ่มิสม” …ซึ่งกล่าวถึงคอลัมน์การตอบปัญหาทางเพศในหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงดนตรีของอัลบั้มนี้ที่มีความหลากหลายขึ้น…

    ถ้าให้พูดตามภาษาชาวบ้านแล้ว อัลบั้มนี้ยังดิบไม่เท่าอัลบั้มแรก เมษายน 2543 ซีเปียกลับมาอีกครั้ง กับผลงานอัลบั้ม “ไม่ใส่ถุง” เพลงที่ออกมาแนะนำสู่ผู้ฟังเพลงแรกได้แก่เพลง “ลูกเกด-เฮเลน” ซึ่งได้รับการถ่ายทอดออกมาในแนวประสานเสียง ที่บ่งบอกได้ถึงความ “สด” ในการทำงานของพวกเขา
    ช่วงปลายเดือน อัลบั้มของคนดนตรีกลุ่มนี้ก็ออกวางแผง..

    ซีเปีย

    ความหลากหลายของแต่ละเพลงในอัลบั้มจึงไม่สร้างความรู้สึก “เบื่อง่าย” ให้แก่ผู้ฟัง อาทิเช่นเพลงแรกที่มีชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม… “ไม่ต้องใส่ถุง” …เนื้อหาที่หักมุม กระชากอารมณ์อย่างเด่นชัด อีกทั้งซาวด์ดนตรีที่ลงตัว จึงทำให้เพลงนี้มีสีสัน และ ความมันส์เต็มพิกัด

    …เพลง”เฮีย” …เสียดสีวงการเพลงไทยให้สะทกสะท้านกันอีกรอบ โดยเฉพาะการใส่อารมณ์ในเวลาร้องของคุณโอ๋ ซีเปีย ซึ่งสร้างความรู้สึกสะใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

    …เพลง “นม”…สร้างความแปลกใหม่แก่โสตประสาทผู้ฟัง เมื่อซีเปียทำซาวด์แปลกๆ ใส่ลงในเพลงนี้…ทำให้ผู้ฟัง สามารถนั่งฟังการ arrange ดนตรีมากกว่าสนใจเนื้อร้อง แต่ที่น่าจับตามอง..คือเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม… “อยากอยุ่กับเธอทั้งคืน” ที่กำลังติดชาร์ตวิทยุอยู่ในขณะนี้..เพลงนี้พิสูจน์ได้ว่าซีเปียก็สามารถทำเพลง ซึ้งๆและติดใจคนฟังได้…และทำออกมาได้ดีด้วย…ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ที่ว่าพวกเขาคือ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง…

    ที่มา  ริต้าร์ : ไทยอัลบั้ม