[radioforge id=7]
ฟังวิทยุออนไลน์ FM 90.75 MHz RMUTP Radio
สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง
ยี่สิบปีก่อน “ชาตรี” วงดนตรีชื่อไทยๆ แจ้งเกิดและได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นด้วยผลงานที่โดดเด่นต่างจากวงสตริงในขณะนั้น โด่งดังอยู่นานจวบจนกระทั่งพวกเขาประกาศอำลาเวที
หลังจากนั้นนราธิป กาญจนวัฒน์ หนึ่งในห้าของชาตรี ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าวง แต่งเพลง และร้องนำ
จึงตัดสินใจละจากโลกฆราวาส เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตลอดชีวิต
วันนี้แพรวมีโอกาสไปนมัสการพระนราธิปที่วัดลานนางฟ้า จังหวัดลพบุรี และได้รับความกรุณาให้พูดคุยซักถามได้ทุกเรื่อง
“ชีวิตเราตั้งแต่เกิดมาได้พูดอะไรไปมากมาย ขอเพียงประโยคเดียวที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วโยม”
ขอรบกวนท่านเล่าย้อนกลับไปถึงสมัยที่ยังเป็นฆราวาสอย่างย่อๆ
อาตมาเป็นลูกคนเดียว มีน้องสาวคนละแม่สองคน เรารับรู้ตั้งแต่เด็กว่าโยมพ่อแม่แยกทางกัน แต่ไม่คิดว่านั่นเป็นปมด้อย ไม่รู้สึกว่าขาดหรือเกิน คิดว่าปัญหาของผู้ใหญ่คือของผู้ใหญ่ คงเพราะได้รับการปลูกฝั่งที่ดี บวกกับเรามีพื้นฐานดีเป็นทุนเดิม เคยได้ยินไหม เด็กบางคนพ่อแม่เฝ้าอบรมสั่งสอนอยากให้เป็นคนดีแต่ไม่เป็นผล บางคนไม่ต้องสอนอะไรมากก็รักดี เราจึงไม่เชื่อว่าบุคคลที่อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหาจะต้องเป็นคนก้าวร้าวหรือทำตัวเป็นปัญหาของสังคมเสมอไป แต่จังหวะชีวิตอาจทำให้คนนอกมองว่าเราห่างจากครอบครัวเพราะอยู่โรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญศรีราชา พ่อเป็นนักร้องก็ต้องตระเวนไปทั่วประเทศอีก เขาเรียกว่าสายกรรมพาไป
จากอัสสัมชัญมาเรียนต่อที่เอซีซี อัสสัมชัญคอมเมิร์ช เรียนได้ปีกว่าก็ลาออก คิดว่าถ้าขืนยังเรียนต่อโดนไล่ออกแน่ๆ เพราะเรียนอ่อน ใจนะรัก แต่ปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องขอลามาเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดี เพราะทำให้ได้มาเจอเพื่อนๆ ที่ชอบดนตรีเหมือนกันอย่าง คทาวุธ สะท้านไตรภพ, ประเทือง อุดมกิจนุภาพ, อนุสรณ์ คำประเสริฐ ส่วนประยูร เมธีธรรมนาถ เรียนอยู่รามฯ มาเจอกันทีหลัง
ท่านเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
หัดเล่นกีตาร์ตั้งแต่ ม.ศ. 1 พอขึ้น ม.ศ. 2 มีงานประกวดร้องเพลงเนื่องในวันเด็ก เลยตั้งใจว่า นอกจากร้องเพลงฝรั่งตามข้อบังคับแล้ว ในส่วนของเพลงไทยอยากจะร้องเพลงของเราเอง จึงแต่งเพลงชื่อ “รักไม่จากจร” ปรากฏว่าได้รางวัล จากวันนั้นเราก็รู้สึกว่าอยากมีเพลงของตัวเองมากๆ แปลกนะ อาตมาแต่งเพลงได้โดยที่ไม่ได้เรียนเรื่องโน้ต ทุกวันนี้ก็ไม่รู้แต่งไปโดยธรรมชาติ อาจจะเป็นพรสวรรค์ก็ได้ ว่างเข้าก็หาที่แต่งเพลงตลอด
จนได้มาพบกับอาจารย์ไพบูลย์ ศุภวารี ปี 2516 ท่านเห็นว่าเด็กพวกนี้มีผลงานของตัวเอง น่าจะให้การสนับสนุน เลยชวนไปออกรายการวิทยุและทีวี เราจึงยิ่งมีกำลังใจแต่งเพลงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จนได้ทำเป็นอัลบั้ม ฉะนั้นต้องบอกว่า อาจารย์ไพบูลย์เป็นผู้ที่จุดประกายให้เกิดวงชาตรีอย่างแท้จริง
ชื่อวงชาตรีมีที่มาไหมคะ
สมัยก่อนวงดนตรีที่เป็นวงสตริง ดิอิมพอสซิเบิล รอยัลสไปรท์ ใช้ชื่อฝรั่งหมดเลย แต่เราอยากเริ่มด้วยเพลงไทยตายด้วยเพลงไทย ชื่อวงก็ควรจะไทยๆ จึงขอยืมชื่อชาตรี ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของโยมพ่อที่ทำเกี่ยวกับพระเครื่อง กล้วยไม้ ของเก่า วัตถุโบราณ งานอดิเรก ฯลฯ มาใช้
พอได้ออกเทปกับบริษัทเมโทรแผ่นเสียง อาจารย์ไพบูลย์ก็พาไปออกทีวีช่อง 8 ช่อง 10 ตามต่างจังหวัด ทำให้ชาตรีเริ่มเป็นที่รู้จัก ด้วยเพลงแรกคือ “จากไปลอนดอน” ชื่อเดียวกับอัลบั้ม
สมัยก่อนกระแสสื่อสารมวลชนยังไม่เหมือนสมัยนี้ ที่พัวะเดียวดังเลย จึงค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ค่อยๆ ดัง ค่อยๆ ดับ (หัวเราะ) สมัยนี้ดังเร็วรีบดับ บางทียังไม่ทันรู้จักเลย ดับแล้ว
สังเกตได้ว่าท่านแต่งเพลงรักได้กินใจมาก
คิดไปแล้วก็ตลกนะ ที่เราแต่งเพลงรักมากมายทั้งที่ไม่มีประสบการณ์แก่กล้าเหมือนในเพลง เคยได้รับเชิญจากนักศึกษาธรรมศาสตร์ให้ไปอภิปรายเรื่องความรัก ก็ต้องขอโทษเขาไปว่า ผมไม่ได้มีประสบการณ์ความรักมากมายหลากหลายอย่างเรื่องที่แต่งไว้ในเพลงหรอก ถ้าผมมีประสบการณ์อย่างนั้น หัวใจผมคงแตกสลายเป็นผุยผงไปแล้วละ ความรักนะมี แต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแน่นอน
ทำไมนราธิปถึงถนัดเขียนแต่เพลงรักเรื่องนี้น่าคิดเหมือนกัน คาดว่าคงจะเป็นบุคลิกเก่า อุปนิสัยในชาติเก่า นราธิปต้องเคยเป็นนักรักในอดีต เขาเรียกเชื้อเก่า ชาตินี้ก็มีบ้างตามนิสัยมนุษย์ แต่ไม่เหมือนในเพลงหรอก
ขอความกรุณาเล่าบรรยากาศตอนที่วงชาตรีดังมากๆ สักนิดนะคะ
คิดไปก็ไม่น่าเชื่อว่าเราจะดังมาก มีคนชอบมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นคอนเสิร์ตที่ขอนแก่น คนแน่นขนาดกระจกในห้องขายตั๋วแตก เป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
ยอดจำหน่ายเทปก็ได้เป็นแสนๆ ซึ่งมากสำหรับตอนนั้น จำได้ว่าวงของเราจะได้รับรางวัลจากทางอีเอ็มไอในฐานะที่เป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ว่าค่าตอบแทนจะเป็นเท่าไหร่ สมาชิกทุกคนได้เท่ากันหมด รายได้ทุกอย่างหารห้า ไม่มีการว่านราธิปเป็นนักร้องนำ เป็นหัวหน้าวงแล้วจะได้มากกว่า จุดนี้จึงยืนยันได้ว่าวงชาตรีอยู่กันเพราะใจรักจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ ลึกไปกว่านั้นเราเป็นเพื่อนกันไม่ได้ทำแบบธุรกิจจ๋า
ย้อนกลับไปคิดก็รู้สึกได้ว่า จุดที่ค่อนข้างประทับใจมากในการเป็นนักร้องคือ ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเดินสายเพื่อโปรโมท คิดไอเดีย แจกแผ่นเสียง เห็นว่าสมัยนี้นักร้องร้องอย่างเดียว อย่างอื่นมีคนจัดการให้เรียบร้อยแม้แต่เรื่องแต่งตัวใช่ไหมโยม
ของเราแต่งกันเอง ชอบอะไรใส่อย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ทราบจะเรียกฟุ้งเฟ้อไหม คือเป็นคนประเภทตัดสินใจเร็ว อยากซื้อซื้อเลย ไม่คิด ไม่ต่อราคา แต่ไม่ได้เน้นยี่ห้อ
ความรู้สึกตอนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างไรคะ
ดีใจ แต่ไม่ได้ลุ่มหลง รู้ตัวทุกอย่างจึงขีดกรอบไว้ระหว่างเรากับแฟนเพลงว่าจะไม่ให้ความสัมพันธ์สนิทสนมจนเกินเลย ทุกอย่างอยู่ในความพอสมควร เรารู้ว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่ติดเพื่อน ถ้าเพื่อนดี เขาก็จะมีชีวิตที่ดี จึงควรเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ดีให้เขา ไม่ควรจะไปฉวยโอกาสล่วงเกินใคร สิ่งใดที่ไม่ควรทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์หรือร้าวรานใจก็อย่าทำ นี่เป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา จึงตีกรอบกันเอาไว้ก่อน ดูไปก็คล้ายนักบวชแล้วนะตอนนั้น
เราไม่ลุ่มหลง ไม่ตักตวง วงชาตรีจะเล่นคอนเสิร์ตหรือออกงานเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ เพื่อที่วันธรรมดาจะได้เรียนหนังสือ แม้กระทั่งจบแล้วก็ยังยึดแนวปฏิบัตินี้ไว้ เราไม่วิ่งรอก จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสพติด เวลาขึ้นเวทีจะเอาแต่หัวใจขึ้นไป ไม่ว่าคนดูจะมีร้อยหรือสิบคนก็ทำเหมือนกัน แต่เราบวชที่วัดถ้ำกระบอก รู้ว่าหลายคนไปตีความผิด คิดว่าเราคงติดยา ความจริงถ้ำกระบอกมียาเลิกทุกอย่างนั่นละ เบื่อการเวียนว่ายตายเกิดก็ไปเลิกได้ หลงตัวเองก็เลิกได้
สาเหตุที่ยุบวงชาตรีคืออะไรคะ
ชาตรีเลิกเพราะถึงที่สุดของมันแล้ว เราเองที่แต่งเพลงจนมีผลงานทั้งหมดสิบกว่าชุด ถามว่าเบื่อไหม เบื่อมาก ตอนหลังที่แต่งน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะหมดข้อมูล แต่มันจำเจ อีกอย่างสมาชิกในวงก็มีงานที่ต้องทำทุกคน ช่วงแรกเรียนหนังสือด้วยกัน จึงมีเวลาว่างพร้อมกันใกล้ชิดกัน แต่พอเรียนจบ บางคนมีธุรกิจส่วนตัว มีภารกิจทางบ้านหลายอย่าง ดนตรีที่เคยเป็นหัวใจก็กลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต จึงตัดสินใจเลิก เราต้องรู้ฐานะของตัวเอง เหมือนตอนที่ชิงลาออกจากคอมเมิร์ชเสียก่อนที่เขาจะไล่ออก จบเสียตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยังสวยงามดีกว่า ชาตรีจะได้เป็นอมตะ
ต้นปี 2528 จึงประกาศอำลาอย่างเป็นทางการบนเวทีโลกดนตรี มีเสียงค้านจากแฟนเพลงหลายคนว่ายังไม่ถึงเวลา แต่เราตัดสินใจเด็ดขาดแล้วด้วยเจตนาดี อย่างที่บอกว่าไม่อยากเป็นผลไม้ที่สุกเกินงอมจนนำไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้ รอแต่วันที่จะรวงหล่นจากต้น แต่ก็ไม่เลิกแบบปุบปับ มีการเตรียมตัวพอสมควรยังแต่งเพลง “จำจากจร” ไว้ในอัลบั้มอธิษฐานรัก ซึ่งเป็นอัลบั้มสุดท้ายด้วยเลย และถึงจะเลิกร้องเพลงแล้ว แต่ยังมีงานแต่งเพลงกับงานที่ห้องอัดบ้าง ยังไม่ได้บวชทันที
ท่านมีความคิดจะบวชตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
นานมาแล้วละ เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาชัดเจน คล้ายกับเป็นวิธีดำเนินชีวิตที่เหมือนจะเตรียมพร้อมมากกว่า อย่างสมัยมัธยม วันหนึ่งจู่ๆ ก็พูดกับเพื่อนว่าโตขึ้นเราจะไม่มีลูกหรอก โดยไม่เข้าใจว่าทำไมพูดไปอย่างนั้น
โยมแม่เปิดเทปธรรมะให้ฟังตั้งแต่เด็กจนโต เรียกว่ามีพื้นมาบ้างพอสมควร ช่วงใกล้บวช เพื่อนบ้านที่มีใจใฝ่ธรรมะชอบมาคุยด้วย คุยมากๆ เช้า เราก็เริ่มถามตัวเองว่า หรือเราจะอยู่ผิดที่ผิดทาง
แล้วทำไมจึงเลือกบวชที่วัดถ้ำกระบอกคะ
เชื่อไหม ปี 2520 อาตมาเคยไปเล่นดนตรีต่อต้านยาเสพติดที่ถ้ำกระบอกตอนนั้นไม่รู้สึกศรัทธาเลย คิดด้วยซ้ำไปว่าถ้าจะบวช ถ้ำกระบอกคงเป็นวัดสุดท้ายที่จะอยู่
จนปี 2530 ได้พบอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ ที่วัดถ้ำกระบอก ท่านพูดเตือนสติให้คิดว่า
นราธิป…ชีวิตการทำงานของเธอมันจบลงแล้ว อุปมาเหมือนส้มที่หล่นลงไปในน้ำ เวลานี้จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว จะทำต่อก็ได้ แต่การทู่ซี้ไม่ดีหรอก ชีวิตที่ผ่านมาของเธอเหมือนชิงช้าสวรรค์ ขึ้นแล้วก็ลง แล้วก็ขึ้นอยู่อย่างนี้ ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกว่าต้องทำอย่างไร เธอต้องกลับไปทำตัวให้ชัดเจน คืนนั้นฝันเห็นพระรูปหนึ่งมาบอกว่า เธอไปบวชแทนคนที่เขาอยากบวชแต่ไม่ได้บวชสิ …ตื่นขึ้นมาเข้าใจเลยว่าคนคนนั้นคือเรานั่นเอง ที่อยากบวช แต่หาโอกาสไม่ได้สักที
ตัดสินใจแล้วก็จุดธูปบอกหลวงพ่อที่วัดถ้ำกระบอกว่าขอเวลาสักหนึ่งปีเพื่อเคลียร์ปัญหาชีวิตที่คั่งค้างอยู่ก่อน ผ่านไปสองเดือน ขณะที่จัดการปลดสายพานชีวิตต่างๆ คิดขึ้นได้ว่า ถ้ามัวนั่งเคลียร์ปัญหาอยู่อย่างนี้ นานเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ถ้าคิดจะบวชก็วางมือเลยแล้วกัน
แล้วทางครอบครัวท่านมีความเห็นอย่างไรคะ
โยมพ่อบอกว่าดี แต่อยากให้ใช้ชีวิตทางโลกอีกสักหน่อย ท่านอยากเห็นชีวิตทางโลกที่รุ่งเรืองของลูกอีก คือไม่ได้ห้ามแต่ไม่สนับสนุนนัก
ส่วนโยมอดีตแม่บ้านของอาตมา (ไศลโสภิณ กาญจนวัฒน์) แม้ในตอนแรกจะบอกว่าขอประวิงเวลาไว้อีกสักหน่อยได้ไหม แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เขาก็อนุโมทนามาส่งเราเข้าโบสถ์ เขาเข้าใจเราตั้งแต่เรื่องที่ไม่อยากมีลูกแล้ว ไม่เคยว่าอะไร แต่คนอื่นมักจะว่า รู้ไหมนราธิป คนที่ไม่มีลูกคือคนบาป อาตมาบอก ไม่หรอกครับ เพราะผมเชื่อตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่า การมีชีวิตเป็นทุกข์ แม้แต่ตอนที่มีความสุขก็คือทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง การทำตามพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของการตัด ไม่ใช่การต่อ
ต้องบอกว่าโยมอดีตแม่บ้านเป็นกำลังสำคัญ เพราะเป็นคนที่เปิดทาง ไม่ขวางทางเรา ต้องขออนุโมทนาไว้อีกครั้ง เขาไม่เห็นแก่ตัว ยอมเสียหลักชัยของเขาให้เราได้บวช ส่วนเขาก็จะมีกรรมของเขาเลี้ยงตัวเองตลอดไป ถ้าเป็นคนดี ทำกุศลมาในอดีต กุศลจะช่วยเขาเอง เราไม่จำเป็นต้องห่วงแทนใคร เพราะทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของตน ใครทำอย่างไรได้อย่างนั้น เราสองคนเป็นเพียงคู่คล้องกรรม เมื่อถึงทางแยกก็ต้องจากกันไป ไม่ใช่เรื่องว่าใครทิ้งใคร
รวมแล้วใช้ชีวิตครอบครัวอยู่สิบปีก็หมดเวลา แต่ไม่ใช่หมดรัก มันเหมือนเดินมาถึงทางแยกแล้วเราเลือกเดินทางนี้ก็จำเป็นต้องละทางเก่าเป็นธรรมดา แต่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ตลอดชีวิตนี้ที่ได้ทำความดีมาจนถึงปัจจุบัน ขออุทิศให้ผู้มีคุณที่ช่วยเปิดทางให้เดิน สรุปว่าตัดสินใจแล้วก็บวชเงียบๆ ที่วัดถ้ำกระบอกในปี 2532 ขณะนั้นอายุ 36 ปี
แล้วก็บอคุณไศลโสภิณว่า นับจากนี้โยมมีชีวิตที่เป็นอิสระ เป็นสิทธิ์ของตนที่จะตัดสินใจ สิ่งใดควรไม่ควร ทำได้เลย ไม่ต้องห่วงเรา เพราะเราจะไม่ถอยกลับแล้ว โยมอยู่ทางโลกก็ใช้ชีวิตในทางที่ดีที่สุด ไม่ต้องถามหลวงพี่ว่าได้ไหม ควรไหม ทำไปเลย
ส่วนพวกลิขสิทธิ์เพลงต่างๆ หรือกิจการ เช่น ห้องซ้อมดนตรี ทุกๆ อย่างที่ทิ้งไว้ให้ข้างหลังนั้น สุดแล้วแต่ว่าเขาจะนำไปทำอะไร
ท่านตั้งใจบวชไม่สึกตั้งแต่แรกเลยหรือคะ
เราถวายสัจจะขอบวชไม่สึกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการปิดประตูและเป็นการช่วยตัวเองอีกทาง จะได้ยึดสัจจะเอาไว้ไม่ให้โลเลเหมือนไม้หลักปักเลน เอาซีเมนต์เทเสียหน่อยจะได้มั่นคง เพราะบางครั้งจิตใจเราก็อ่อนแอหรือถูกมารผจญบ้าง ถ้าเอาสัจจะข้อนี้ขึ้นมาพิจารณาไตร่ตรองอยู่เสมอก็ช่วยได้
วัดถ้ำกระบอกเป็นสถานที่รักษาผู้ติดยาเสพติดท่านได้มีส่วนร่วมช่วยงานนี้บ้างไหมคะ
อาตมาเป็นฝ่ายลงทะเบียนเวลามีโยมที่ติดยามาขอรับการรักษาตัว ต้องบันทึกว่าเขาคือใคร มาจากไหน เป็นอะไรมา มาอยู่รักษาตัวแล้วต้องถวายสัจจะว่าจะไม่กลับไปเสพยาทุกชนิดอีก ซึ่งส่วนมากจะบอกว่าได้ แต่บางคนหายแล้วก็พ่ายแพ้แก่จิตใจของตนเอง กลับไปเสพยาอีกอย่างที่ทราบกันว่า ที่ถ้ำกระบอกจะมียาสมุนไพร เรียกว่ายาตัดที่จะไปล้างคราบภายในออกมา จากนั้นก็ไปอบตัว สลับอยู่อย่างนี้ประมาณหนึ่งเดือน แต่การกินยาได้ผลแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรื่องของจิตใจ ถ้าเขารักษาสัจจะก็จะไปถึงฝั่ง และถ้ารักษาสัจจะเท่าชีวิตได้ ก็กลายเป็นคนใหม่ได้เลย จะไม่มีทางตกเป็นทาสยาเสพติดหรือกลับไปตกกระทะทองแดงอีก
แต่บางคนเสพยามาหนักเกินกว่าร่างกายจะรับได้ เกิดอาการประสาทหลอนจะทำร้ายพ่อแม่ เห็นพระก็จะโดดเข้าชกเห็นแล้วสะท้อนใจว่า ถ้าโลกเต็มไปด้วยคนอย่างนี้ ก็จะมีแต่คนที่ทุพพลภาพทั้งกายใจ เหมือนต้นไม้ที่กลวง
แล้วเพราะเหตุใดท่านจึงย้ายมาปฏิบัติธรรมที่วัดลานนางฟ้าคะ
อยู่ที่วัดถ้ำกระบอกประมาณ 3 ปี ท่านอาจารย์เจริญบอกว่าหมดเวลาที่ท่านจะมาถามผมแล้ว
จากนี้ไปต้องเรียนเอง ถามเอง ตอบเอง
แล้วท่านก็ส่งมาอยู่ที่วัดลานนางฟ้า (วัดเนินรังวรปัญญาราม) จังหวัดลพบุรี ชื่อลานนางฟ้านี่มีเรื่องเล่า สมัยโบราณป่าแถวนี้เป็นป่าโปร่ง มีลานหิน มีแอ่งน้ำให้พวกสัตว์ต่างๆ มากิน รวมทั้งนกยูง ชาวบ้านให้สมญานกยูงว่าเป็นราชินีนกเพราะความสวยงามของมัน และตั้งชื่อลานนี้ว่าลานนางฟ้า แต่มีเรื่องลับๆ กว่านั้น ท่านอาจารย์เจริญเล่าให้ฟังก่อนที่อาตมาจะมาที่นี่ว่า ตรงลานนางฟ้านี้มีตำนาน เชื่อกันว่ามีอีกเมืองหนึ่งซ้อนอยู่ ถ้าใครมีตาทิพย์จึงจะเห็นคนเมืองลับแล วันที่ 24 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนาวัดจะมีพิธีแจกอาหารหวานคาวเป็นการฉลองให้คนที่นี่และคนในลานนางฟ้าด้วย
แต่สมัยที่มาอยู่ใหม่ๆ วัดยังไม่เป็นอย่างที่โยมเห็นตอนนี้หรอก
เป็นอย่างไรคะ
มีแต่กุฏิไม้ ปลวกกินทั้งหลัง ไม่มีไฟฟ้า ทุกวันนี้ถ้าจะใช้ไฟก็ต้องปั่นหรือไม่ก็ใช้เทียน แต่อยู่ในป่าอย่างนี้ดีที่สุดคือ เวลากลางคืนควรจะให้ในอาคารมืดแล้วจุดไฟไว้ข้างนอก เพราะแมลงเยอะเหลือเกิน ถ้าเปิดไฟ แมลงทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาหา อยู่ไปก็ค่อยเรียนรู้ว่าทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ข้างในว่างกว่าข้างนอก ไม่อย่างนั้นจะต้องทนรำคาญกับแมลงมากมาย ซึ่งการป้องกันแมลงนี้ทำให้เราชินกับการอยู่ในความมืดไปโดยปริยาย
ส่วนทางเข้าวัดก็อย่างที่โยมเห็นว่าไกลจากตัวเมืองกว่าสามสิบกิโลเมตร การบิณฑบาตจึงเป็นไปได้ยาก อาศัยว่ามีโยมมาถวายข้าวสารอาหารแห้งไว้ให้ อาตมาฉันเช้าเพียงมื้อเดียวก็ไม่เดือดร้อนอะไร ส่วนคนที่จะมาปฎิบัติธรรมหรือมาตกรถแถวลานนางฟ้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องกินข้าวลิง ที่นี่มีโรงทานไว้สำหรับจะไปหุงหากันเอง อย่างน้อยมีไข่ มีน้ำมัน เราอยู่กันอย่างไม่มีพิธีรีตอง ไม่เรื่องมาก
มาอยู่รูปเดียว กลัวบ้างไหมคะ
เรื่องกลัวนี่ ถึงจะไม่ใช่คนขวัญอ่อน แต่พอมาอยู่กับความเงียบที่เงียบสงัด ความมืดที่มืดสนิท บางครั้งก็มีอาการตกใจบ้าง แต่ไม่ใช่อุปสรรคอะไร ถ้าเราทำตัวเป็นนักบวชที่ดี คนดีคงไม่มีใครเกลียด ไม่เคยเจออะไรน่ากลัว แต่เคยเจออะไรแปลกๆ เหมือนกัน
บางทีเหมือนมีใครมาคุยด้วย อย่างคำพูดที่แว่วเข้ามาในหัว พบแล้วไม่คิดของดีก็ไม่ผุด ผู้ใดอยากรู้ ผู้นั้นต้องเพียรเอง เหมือนคลื่นความคิดของใครที่ส่งมาถึงเราโดยทางอ้อมว่า ถ้ามัวแต่ฟังผู้อื่นก็ได้แต่ฟัง
ต้องลงมือปฏิบัติเองจึงจะรู้
บางทีก็เป็นสัตว์ ตอนแรกประตูกุฏิยังทำไม่เรียบร้อย คืนหนึ่งรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในผ้าห่ม ตอนแรกข้างบน แล้วย้ายไปข้างล่าง จึงเปิดผ้าห่มเอาไฟฉายส่องดูเห็นว่าเป็นงูตัวย่อมๆ ก็หาไม้มาม้วนไปทิ้ง รุ่งเช้าเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยมา คาดว่าจะเป็นแม่ของตัวเมื่อคืน ก็บอกไปดังๆ ว่า เราไม่ได้ทำอะไรลูกเธอนะ เอาไปปล่อยแล้ววันหลังเลี้ยงลูกดีๆ หน่อยสิ เลี้ยงอย่างไรปล่อยให้เข้ากุฏิพระ พระสงฆ์องค์เจ้าจะนอน คราวหลังไม่ต้องมานอนเป็นเพื่อนเราหรอกนะ นอนข้างนอกก็แล้วกัน งูส่วนงู พระส่วนพระ แต่อุปมาก็เหมือนเขามาเตือนว่าอยู่คนเดียวต้องรู้จักระวังตัว อย่าประมาท ควรจะปิดประตูให้เรียบร้อยมิดชิด
การฝึกใจให้ชินกับการอยู่คนเดียวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เราไม่กลัวกับสิ่งเหล่านี้ อย่างงูที่โยมเห็นเลื้อยผ่านหน้าไปเมื่อสักครู่ ถ้าเราไม่ไปทำอะไรเขา เขาจะเป็นฝ่ายรีบหลบไปเอง หรือที่ไหนที่ไม่ควรเข้าไปเนื่องจากไม่เหมาะหรือเจ้าของเขาอาจไม่ต้อนรับ ก็อย่าเข้าไป เพราะไม่เสมอไปว่าทุกๆ แห่งจะมีแต่คนที่ต้อนรับพระ ที่เขาไม่ต้อนรับก็มี
ขอความกรุณาท่านเล่าถึงกิจวัตรประจำวันบ้างค่ะ
อาตมาตื่นหกโมงเช้าแล้วเปิดเทปธรรมะให้พระฟัง เพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตที่ดี ฉันเช้ามื้อเดียว แล้วก็พิจารณาสัจจะ วันนี้พิจารณาแล้วตอบอย่างนี้ อีกสิบวันคำตอบจะเปลี่ยนไปไหม สิบปีข้างหน้าล่ะ ซึ่งคำตอบเหล่านี้ไม่มีถูกผิด เป็นการใช้ตนฝึกตนที่ดี เวลาว่างก็ดูแลความเรียบร้อยต่างหๆ เย็นสวดมนต์เย็นด้วยกัน อยู่กันง่ายๆ เขาเรียกทำไป ไม่ใช่ทำอยู่ หมายถึงทำโดยไม่หวังผลตอบแทน อย่างการก่อสร้างในวัด อาจจะวางรูปแบบคร่าวๆ แต่ไม่กะเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากมาสร้างความเจริญในทางธรรม ชี้ทางให้โยม ส่วนเรื่องของสถานที่หรือผู้คนเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
ตอนนี้ลานนางฟ้ามีพระ 3 รูป ทุกรูปมีสัจจะในการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน เช่น ฉันวันละหนึ่งมื้อ ธุดงค์ปีละหนึ่งครั้ง
ท่านธุดงค์ไปที่ใดบ้างคะ
ตอนอยู่ถ้ำกระบอก ส่วนใหญ่อาตมาจะธุดงค์เดินวนๆ อยู่แถวนั้น อยู่ที่นี่ก็ไปไม่ไกล ประมาณ 50 กิโลเมตร ความจริงใกล้ไกลไม่สำคัญ เป็นการออกไปหารสสัมผัสของพระธรรมในรูปแบบอื่นบ้าง เช่น เคยฉันในกุฏิ ก็ออกไปฉันกลางดินกลางทราย ไปนอนในที่เปียกชื้น หรือเจอพายุ ถือว่าไปลดละ ฝึกขันติอดทนในภาคปฏิบัติ ระยะเวลาในการธุดงค์ขึ้นอยู่ว่าเราตั้งสัจจะไว้กี่วัน 30 วัน 15 วัน 7 วัน ทุกอย่างอยู่ในสัจจะหมด ไม่ทำลอยๆ
ระหว่างธุดงค์แน่นอนว่าต้องเจอสัตว์ต่างๆ บ้าง จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เราเข้าไปในที่ของเขา ต้องใช้วิธีสำรวม แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งที่เห็นและไม่เห็น บางครั้งไปนอนทับที่ของงู ตะขาบ แต่ไม่เคยโดนกัด บางครั้งพวกเขาก็เหมือนเจ้ากรรมนายเวร ที่อาจจะขบกัดเราได้ถึงแม้เราจะไปด้วยใจเมตตา แต่ใครจะรู้ว่าเราไปทำอะไรเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนสัตว์ใหญ่ๆ ไม่เคยเจอ เพราะไม่ได้เข้าป่าลึก ต่อไปอาจจะธุดงค์ใกล้ๆ แถวนี้ แล้วพาเด็กๆ ไปด้วย ให้เขาได้รู้จักนิสัยของสัจจะ
การมีอดีตเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ทำให้มีโยมแฟนเพลงมาที่วัดบ้างไหมคะ
แรกๆ มีบ้าง แต่พอมาอยู่ป่าอย่างนี้นานไปก็ไม่มีใครสนใจ คล้ายว่าอยากอยู่ป่าก็อยู่เสียให้เข็ด(หัวเราะ) มีแต่ไปลือว่าพระนราธิปตายแล้ว ความจริงก็ดี จะได้จบๆ ไปใช่ไหม เราก็อยากให้กิเลสของพระนราธิปจงตายไปเสียก่อนจะหมดลมหายใจ
บวชมาสิบกว่าปี ละกิเลสไปได้พอสมควร ก่อนนี้รู้ตัวว่าโกรธง่าย อ่อนไหวง่าย หงุดหงิดเก่ง เรียกว่าโทสะจริตเยอะ บวชแล้วก็ดีขึ้นโดยลำดับ มีเหตุผลให้ตัวเอง มีปัญญาเข้าถึงสัจธรรมมากขึ้นถ้ารู้เท่าทัน โทสะจะค่อยๆ ดับไปเอง หรือถ้าเราเลือกจะมีความไม่โกรธ ความโกรธก็จะหายไป ให้โอกาสตัวเองว่า กิเลสอันใดที่ยังละไม่ได้ ก็ขอให้พยายามต่อไป ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ตึง ไม่หย่อน ทำให้เหมาะกับกำลังของตน พยายามอยู่ในความพอดี ซึ่งพอดีของเราอาจจะหย่อนไป หรือตึงไปสกหรับคนอื่นก็ได้
สำหรับบุคคลทั่วไป ถ้าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในทุกๆ เรื่อง ก็ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วโดยไม่ต้องเข้าสำนักไหน เพราะถ้าเข้าวัดแล้วไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า เหมือนกลักไม้ขีดที่ไม่มีไม้ขีดจุดไฟได้สักก้าน ก็ไม่มีประโยชน์อันใด การเป็นพระที่ดีไม่ใช่ว่าใครก็ติไม่ได้ หรือจะต้องทำตามๆ กันไป ตลอดเวลาเพราะเรื่องของสัจธรรมไม่มีขอบเขต
ทุกวันนี้ถามตัวเองว่า การที่มาบวชมากินมานอนที่ลานนางฟ้า ได้ทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง ตอบว่าทำพอสมควร เช่นมีโอกาสได้ช่วยชาวบ้านให้ละเลิกในอบายมุขได้บ้าง จนถูกบางคนต่อว่า ท่านมาเอาลูกค้าผมไปหมดเลย ร้านผมขายเหล้าบุหรี่ไม่ดีเลย ใครๆ ก็มาเลิกที่ท่านหมด
แต่ที่ลานนางฟ้าไม่มีคอร์สเแบบถ้ำกระบอก แค่มาถวายสัจจะแล้วกลับได้เลย คือถ้ารักษาสัจจะก็ทำได้ทั้งนั้น จะอธิบายให้เขาฟังว่า การที่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นบุญเหลือเกินแล้ว ควรจะแทนคุณผู้ให้กำเนิดด้วยการใช้สังขารไปทำความดี ไม่ใช่เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสพยา แต่ก็ช่วยได้เฉพาะรายที่อาการไม่มากนัก ที่อาการหนักก็ต้องทำใจว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน บางคนกำลังเผชิญอยู่กับอกุศลกรรมอันยากที่ผุ้อื่นจะช่วยเหลือเยียวยาได้ ฉะนั้นที่ช่วยได้ก็มี ช่วยไม่ได้ก็มี หมอทุกคนควรคิดถึงสัจจะข้อนี้
ตลอดระยะเวลาที่บวช ท่านเคยหวั่นไหวต่ออุปสรรคบ้างไหมคะ
แรกๆ มีบ้าง ยังได้แต่งนิทานไว้เรื่องหนึ่ง นิทานเรื่องนั้น ต้นไม้ถามเราว่าพระนราธิป ท่านมานั่งทำหน้าหงอยเหงาเศร้าสร้อยทำไม มีเรื่องอะไรต้องเศร้ากังวลใจกับลาภยศชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออะไร ท่านดูผมสิ
เวลานี้หน้าแล้ว ผมสลัดใบทิ้งหมดเพื่อรักษาต้นไว้ก่อน เมื่อฤดูฝนมาใหม่ค่อยผลิใบแผ่กิ่งก้านสาขายืนต้นต่อไป ถ้าท่านหนักอกหนักใจเรื่องใดอยู่ ก็จงปลดทิ้งเสีย ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นของเกิดดับ มีแล้วก็ดับ มีแล้วก็หมด ท่านปลดใบอย่างผมแล้วยืนต้นต่อไปสิ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ท่านต้องเจอ เรียกว่าหาเพื่อนไม่ได้ก็คุยกับต้นไม้ ดูดีๆ จะเห็นว่ามีกุศโลบายในการมีชีวิตแทรกอยู่ด้วย
เหมือนกับที่มีคนถามว่า เวลานี้ศาสนาดูเหมือนจะตกต่ำในสายตาของประชาชน ท่านห่วงไหม เราบอกไม่รู้สึกเลย กลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมียุคเจริญก็ต้องมียุคเสื่อม ถ้ายุคนี้จะเป็นยุคเสื่อมของศาสนา เราก็ต้องยอมรับความจริง เพียงแต่เราอย่าทำตัวให้เสื่อมไปกับยุค เหมือนกับที่เราไปบังคับให้คนทั้งโลกเป็นคนดีไม่ได้ แต่เราทำตัวเองให้ดีได้ มองตน ค้นตน แก้ตน ถ้าทำอย่างนี้จะไม่มีเวลาไปมองคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ อะไรถึงเวลาต้องเสื่อมก็เสื่อม ใบไม้ต้องร่วงก็ร่วง คนถึงเวลาหมดลมก็หมด ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข และเป็นสุขที่เป็นสัจจะ ไม่ได้สุขอยู่บนรูป รส กลิ่น เสียง
เมื่อยังมีเวลา ถ้าจะทำดี จงทำเลยไม่ต้องคิด ไม่ต้องเอกซเรย์ว่าคนนั้นดีจริงหรือไม่ สมควรช่วยไหม อย่าทำดีเฉพาะกับคนที่รักหรือคนที่เห็นว่าดี แต่ถ้าเมื่อไหร่จะทำชั่วจงคิดมากๆ คิดจนเลิกทำไปได้ยิ่งดี
ท่านเคยพูดว่าจะขอเดินให้สุดทางธรรม หมายความว่าอย่างไรคะ
เราจะเดินตามเยี่ยงอย่างพระพุทธองค์ โดยขอให้ตัวโน้ตที่ชื่อนราธิปนี้จงดังครั้งเดียวครั้งสุดท้าย แล้วอย่ากลับมาเปล่งเสียงอีกเลย ทำได้ก็ดี ทำไม่ได้ก็ตามอัตภาพ คนที่ปฏิบัติธรรมจนสามารถหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลเบื้องสูง นั่นถือว่าสุดทางธรรม ไม่ต้องหวนกลับมาเกิดอีก คนเราเมื่ออยู่จนอยู่ให้ถึงที่สุด มีหน้าที่อะไรก็ทำให้ถึงที่สุด อาจไม่ถูกใจ แต่ก็ต้องทำ เมื่อหมดลมหายใจก็เป็นไปตามอัตภาพ
การเดินให้สุดทางธรรมคือขอเดินตามพระพุทธเจ้าให้ถึงที่สุด ทำสุดแค่ไหนก็ไปแค่นั้น ทำสุดถึงนรกไปนรก สุดอรหันต์ไปอรหันต์ ตั้งเจตนาไว้ก่อน ไปได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง ทุกวันนี้กำลังทำ กำลังเดินอยู่ในคำพูดนั้น โดยมีสัจจะเป็นแกนกลางในชีวิต
ส่วนนราธิปในทางโลกนั้นตายแล้ว เคยมีคนถามว่า ท่านไม่กลับไปร้องเพลงอีกหรือ โถ…โยม ให้อาตมานอนตายอย่างสงบเถิด อย่าขุดศพอาตมาขึ้นมาเลย ไม่รู้จะย้อนกลับไปเพื่ออะไร มีอะไรที่ยังหลงลืมอยู่ข้างนอกหรือ ไม่มีอีกแล้ว ขอให้ลมหายใจที่เหลือเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติดีกว่า

ครั้งแรกที่วงได้ไปบันทึกเสียงตามที่นัดหมายไว้กับครูไพบูลย์ รู้สึกว่าจะเป็นตอนกลางคืน หลังจากไปรายการ TV วันนั้นซาวด์เอ็นจิเนียร์คงจะกลับบ้านกันหมดแล้ว วันนั้นครูไพบูลย์จึงเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์คนแรกที่บันทึกเสียงให้กับวงชาตรี ความที่เป็นวงไทยๆ ชื่อไทยๆ ร้องเพลงไทย เล่นเพลงไทย เอกลักษณ์ไทยๆ แต่งเอง ร้องเอง ก็เลยเข้ากันได้กับรายการของครูไพบูลย์ เพราะธานินทร์อุตสาหกรรมสปอนเซอร์หลักของรายการวิทยุ ก็เป็นของคนไทยซึ่งผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยคนไทย เพื่อคนไทยแข่งกับสินค้าจากต่างประเทศ
ย้อนกลับมาที่การประกวดโพล์คซอง เนื่องจากว่าข้อจำกัดของกฏเกณท์หลายอย่างดังกล่าว ทางวงจึงตัดสินใจถอนตัวจากการประกวด เพื่อให้ได้ใช้กลองชุด และเบสไฟฟ้า ในเวลาต่อมา ทราบภายหลังว่าการประกวดในปีนั้นก็ล้มโดยไม่เกี่ยวกับการถอนตัวของวงชาตรีแต่อย่างไร หลังจากวันนั้นแล้ว ครูไพบูลย์ได้นัดหมายให้ทางวงไปบันทึกเสียงเพลงเพิ่มอีกหลายเพลง เพื่อนำไปออกอากาศทางวิทยุ 120 นาทีมัลติเพลก ของธานินทร์อุตสาหกรรม คราวนี้ซาวด์เอ็นจิเนียร์ ชื่อพี่หินเป็นคนอัดเสียง สมัยนั้นการบันทึกเสียงยังเป็นแบบเล่นพร้อมกัน ไม่สามารถตัดต่อได้ ถ้าเล่นผิดต้องเริ่มต้นใหม่หมดในแต่ละเพลง
แล้ววันหนึ่งครูไพบูลย์ เห็นว่าทางวงชาตรีหน้าจะรวบรวมเพลงที่ได้บันทึกเสียงออกรายการวิทยุ ให้ได้จำนวน 12 เพลง เพื่อเป็นอัลบั้มของตัวเอง โดยครูเป็นผู้ออกทุนให้ในเบื้องแรก โดยทำเป็นเทปคาสเซ็ท และแนะนำให้ไปฝากขายยังห้างแผ่นเสียงที่ครูรู้จัก ซึ่งก็คือห้างแผ่นเสียงเมโทร สมัยนั้นอยู่ประตูน้ำ และที่ห้าง ส.รวมแผ่นเสียง อยู่ที่สะพานเหล็ก สมัยนั้นเทปคาสเซ็ทเป็นของใหม่ ที่กฏหมายไทยยังไม่ได้รับรองเพราะเป็นสื่อใหม่ มีแต่แผ่นเสียงเท่านั้นที่รับรอง ปกเทปชุดแรกจะเป็นรูป กีต้าร์โปร่ง ชื่อชุด จากไปลอนดอน สีโดยรวมของปกเทปจะออกทางน้ำเงิน รุ่นพี่ที่ช่างภาพเป็นผู้ถ่ายให้ ชื่อพี่วิทยา ซึ่งต่อมาพี่วิทยาก็ช่วยส่งเสริมทางวง โดยออกทุนซื้อเครื่องขยายเสียง
นอกจากนี้ พี่วิทยายังช่วยหางานมาให้อีกด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นงานแต่งงาน เนื่องจากพี่วิทยาทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของธนาคาร จึงมีเพื่อนมาก ดังนั้นพวกเราจึงมีโอกาสได้ออกโชว์ในงานแต่งงานต่างๆบ้าง วันหนึ่งเราได้นำเทปที่บันทึกมาเรียบร้อยแล้วไปแนะนำกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนชั้นประถม ชื่อประเวศ บ้านอยู่แถวสวนมะลิ ซึ่งบ้านประเวศเป็นอู่แท็กซี่ รถที่ใช้ในสมัยนั้นเป็นแท็กซี่บลูเบิร์ดเก่าเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่าประเวศก็พาไปบ้านเพื่อน เพื่อแนะนำเทปตัวอย่างดังกล่าวแต่เปิดไม่ได้จนแล้วจนรอดเสียงก็ไม่ดัง
สมัยก่อนวงดนตรีต่างๆมักจะเล่นเพลงสากลเป็นส่วนใหญ่ แล้วไอ้วงชื่อไทยๆว่า โพล์คซอง ชาตรี นี้มันเป็นยังไงกันเปิดเทปแล้วเสียงก็ฟังไม่รู้เรื่อง ประเวศจึงเอาเทปออกพร้อมกับเดินมาโอบไหล่ พร้อมๆกับกล่าว อมตะวาจาว่า “เฮ่ยเทือง กูว่าวงเอ็งดั่งยากว่ะ ทำไมเอ็งไม่ไปเล่นเพลงสากลว่ะ” จากนั้นเราก็กลับมาบ้านด้วยอาการ งงๆ กลับมาบ้านแล้วยังลองเทปตัวอย่างก็เล่นได้ มารู้ทีหลังว่าเครื่องเทปของเพื่อนประเวศเสียต่างหาก
หลังจากฝากเทปขายอยู่ทั้งสองห้างดังกล่าว ปรากฏผลตอบรับใช้ได้ อาศัยการเผยแพร่เพียงรายการของครูไพบูลย์รายการเดียวแท้ๆ อาจจะเป็นเพราะความแปลกแตกต่างไปจากเพลงไทยในสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงไทยสากล หรือเพลงลูกกรุง ทางห้างแผ่นเสียงเมโทร ก็ได้เสนอทางวงชาตรีให้ทำเป็นแผ่นเสียงในชุด จากไปลอนดอน ซึ่งแดงเป็นคนคิดปกเอง โดยเอารูปหอนาฬิกาที่กรุงลอนดอน อันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน มาเป็นปกแผ่นเสียง เพลงในชุดนี้มีกลิ่นไอของ ดนตรีแบบโพล์คซองใช้กีต้าร์โปร่งล้วนๆ รวมทั้งเสียงเบสด้วย และเนื่องจากเอากีต้าร์โปร่งมาทำเสียงเบสเสียงยังต่ำไม่พอ จึงมีความคิดที่จะหาสายหกของกีต้าร์โปร่งยี่ห้ออะไรก็ได้ขอให้เส้นใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งก็ได้ยี่ห้อสิงห์โต จากนั้นจึงจัดการถอดสาย 1 และ 2 ออก นำสาย 3 ไปอยู่ในตำแหน่งของสาย 2 นำสาย 4 ไปอยู่ในตำแหน่งของสาย 3 และเลื่อนสาย 5 และสาย 6 ตามลำดับ เว้นไว้แต่ตำแหน่งของสาย 6 ไว้สำหรับ สายใหม่ที่หาซื้อมา พร้อมกับลดเสียงให้ต่ำกว่าสาย 6 ไป 5 เสียง เป็นเสียง B เราก็ได้ เบสโปร่ง 5สาย ทันสมัยมาก ในภายหลังมีเบสไฟฟ้า 5 สายด้วย เราอาจเป็นคนแรกที่ใช้เบส 5 สายก็ได้ เพียงแต่เป็นกีต้าร์โปร่ง นอกจากนี้แดงก็มีหัวดัดแปลง ซึ่งทำก่อนด้วยโดยเจาะกีต้าร์ของตัวเอง เพื่อใส่สายเพิ่มเป็น 9 สายบ้าง บางทีก็ถอดออกเหลือ 8 สาย วิธีการก็คือเลียนแบบกีต้าร์ 12 สาย แต่เพิ่มเฉพาะ สาย 1 สาย 2 สาย 3 สาย1สาย 2 ก็มี 2 เส้น สาย 3 บางครั้งก็มี 2 เส้น สิ่งที่ได้เสียงน่าฟังขึ้นมาก แต่จับง่ายกว่า กีต้าร์ 12 สาย เพราะ คอกีต้าร์เท่าเดิม
พี่เหมา/วงชาตรี

แม้ว่าจะผิดหวังจากการแสดงทีตึกอำนวยการ(ตึกกลาง) แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเรารู้สึกท้อ โฟล์คซองชาตรีก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังเลิกเรียนพวกเราก็ยังซ้อมดนตรีกันเหมือนเดิม แดงก็ยังเล่นกีตาร์โปร่งตัวเก่ง ป้อมก็ใช้กีตาร์โปร่งของยามาฮ่า ส่วนพี่เหมาก็ใช้เบสโปร่งคีมัส ของเยอรมัน ซึ่งพี่เหมาก็หาซื้อมาจากหลังกระทรวงมหาดไทย เบสตัวนี้ติดคอนเทคช่วยขยายเสียง เวลาใช้กับตู้แอมป์
มีอยู่วันนึง อนุสรณ์ (เจ้าของกลองที่อ้อไปยืมมาเล่นที่ตึกอำนวยการ) เกิดความมุ่งมั่นว่าอยากจะเอาดีทางด้านตีกลองให้ได้ ถึงขนาดลงทุนให้อ้อสอนให้ แค่นั้นยังไม่พอยังลงทุนไปเรียนกลองที่ยามาฮ่าอีก เห็นความตั้งใจแบบนี้ แดงในฐานะของหัวหน้าวง ก็เดินเข้าไปหาอนุสรณ์ พร้อมกับยื่นมือเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาในวง ก็เป็นอันว่าครบองค์ประกอบวง 4 คน มีกีตาร์ 2 ตัว เบสโปร่ง 1 ตัว และก็กลอง
ภารกิจหลักของวงหลังจากเลิกเรียนก็คือซ้อมดนตรี อนุสรณ์ก็จัดการดัดแปลงกลองเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย โดยเอาเบาะนั่งรถมาทำเป็นกลอง เพื่อตีให้เข้าจังหวะกัน
ตอนซ้อม ส่วนเบสโปร่ง ก็ใช้กีตาร์โปร่งนั่นแหละ แต่ดีดแค่4สายบน ดีดเป็นเส้น ไม่ตีคอร์ด เหมือนดีดเบสไฟฟ้า เพลงที่ใช้ซ้อมกันขณะนั้นก็เช่น เพลงรอรัก, สู้ไม่ได้จริงๆ ส่วนเพลงใหม่ แดงก็เอาข้อมูลของรุ่นพี่มาขยายความ แล้วก็แต่งเพลงใหม่ ซึ่งก็คือ เพลงจากไปลอนดอน ซึ่งเวลาที่ซ้อมกันเพลงที่แดงแต่งจะไม่มีตัวแนบ จึงทำให้ต่างคนต่างก็ไปคิดลูกเล่นกัน พี่เหมาก็ไปคิดลูกเบสเอง ก่อนที่จะมาซ้อมรวมกัน ส่วนป้อมก็รับหน้าที่ร้องนำ แดงก็รับหน้าที่ร้องประสาน สลับกับร้องนำ
วันหนึ่งในฐานะที่แดงมีประสบการณ์มากกว่า ก็เลยปรึกษากันว่า เพื่อให้ผมงานของวงเป็นที่รู้จัก จำเป็นต้องเผยแพร่ผลงานของพวกเราออกไป ซึ่งในขณะนั้นก็มีการประกวดโฟล์คซอง โดยชมรมโฟล์คซองแห่งประเทศไทย ดังนั้นวงชาตรี เลยถือโอกาสนี้เข้าร่วมประกวดด้วย จึงทำให้ต้องซ้อมดนตรีกันบ่อยขึ้น โดยอาศัยห้องโสตฯ ในการซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียน แรกๆก็ยังไม่มีปัญหาอะไร จนมาวันหนึ่งห้องโสตฯ ไม่ว่าง พวกเราจึงต้องย้ายสถานที่ซ้อมดนตรีไปทีห้องน้ำชั้น 2 ที่ไม่มีใครใช้ อยู่ถัดจากห้องโสตไป จะเป็นด้วยบรรยากาศ หรืออะไรก็ไม่ทราบ ทำให้เพลงรักไม่จากจร ซึ่งปกติเป็นเพลงช้าๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะกลางเพลง เป็นจังหวะเล่น ก็เลยทำให้เกิดสีสรรใหม่ในเพลงนี้ และเพลงก็เลยเด่นขึ้นมา จากจุดนี้เอง ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงชาตรีเข้ารอบในการประกวด
ช่วงนั้นกติกาการประกวดของชมรมโฟล์คซองมีอยู่ว่า เครื่องดนตรีจะต้องไม่ใช้ไฟฟ้า และต้องนำไปได้ด้วยตัวคนดียว เพราะฉะนั้นอนุสรณ์จึงต้องตีกลองที่มีแต่กลองแต๊ก ฉาบคู่ และฉาบเดี่ยว ตัวกลองใหญ่ และกลองสูงต้องเอาออกไป แถมต้องโชว์ให้กรรมการดูอีกด้วย วิธีการก็คือ อนุสรณ์จะรวบทุกชิ้นไว้ในแขนแล้วยกขึ้นให้ดู ตอนไปออกทีวีช่อง 9 บางลำภู หลังจากเข้ารอบแล้ว หนึ่งในกรรมการตัดสินประกวดโฟล์คซองคือครูไพบูลย์ ศุภวารี เกิดติดใจเพลงที่แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง แบบไทยๆของโฟล์คซองวงชาตรี ครูไพบูลย์จึงชวนไปออกรายการ 120 นาที มัลติแพค ของ ธานินทร์ อุตสาหกรรม ทางวิทยุ ขสทบ. ในบ่ายวันอาทิตย์ (เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มลึกที่มีเอกลักษณ์ของครูไพบูลย์ channel A ควรเป็นลำโพงด้านซ้าย Channel B ควรเป็นลำโพงด้านขวา โดยเสียงพูดจะไปทางซ้ายตามคำพูด และวิ่งไปทางขวา) แต่การไปออกรายการวิทยุของครูไพบูลย์ ก็ต้องไปบันทึกเสียงก่อน ซึ่งตอนนั้นครูไพบูลย์มีห้องบันทึกเสียงอยู่แล้ว ชื่อ ไพบูลย์สตูดิโอ
พี่เหมา วงชาตรี

ช่วงปิดเทอมปีหนึ่งนี้ แดงมีงานอดิเรกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ร้องเพลงคนเดียวกับกีตาร์โปร่งคู่ใจที่ห้องอาหารในเซ็นทรัล ชิดลม หลังจากนั้น เรา 3 คนในนามวงโฟล์คซอง ก็เริ่มซ้อมดนตรีด้วยกัน โดยมีกีตาร์คอร์ด 2 ตัว กีตาร์เบสโปร่งอีก 1 ตัว
พอเปิดเทอมขึ้นปีสอง อันเป็นปีที่รุ่งของรุ่น 22 แผนกช่างภาพ และโฟล์คซองของนักศึกษารุ่นปีที่ 2 ก็ได้รับโอกาสจากรุ่นพี่ ให้บรรเลงในงานเลี้ยงน้ำชาน้องใหม่ปี 1 จึงนับเป็นการแสดงปฐมฤกษ์ของวงโฟล์คซอง คณะชาตรี จำได้ว่าตอนนั้น มือไม้สั่นไปหมด เพราะความตื่นเต้นดีใจ แต่ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของป้อม บวกกับเพลงของแดงที่แต่งเอง พร้อมเบสโปร่ง งานวันนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็อาศัยเวลาว่างจากการเรียน ซ้อมเพลงกันอย่างจริงจัง
แล้ววันหนึ่ง แดงก็บอกว่า มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หนวด ( ทวีชัย ) ซึ่งเคยเล่นดนตรีด้วยกันกับแดง 2 คนสมัยอยุ่ ACC จะมาร่วมเล่นในคณะชาตรีด้วยกัน คณะชาตรีตอนนั้นก็เลยกลายเป็นวงโฟล์คซอง 4 คน ประกอบด้วย 1 เบส + 3 กีตาร์ งานแรกของเราจะต้องไปแสดงที่ห้องอาหาร โรงแรมเอเชีย จ. ลำปาง บ้านเดิมของป้อม ครั้งนี้ นับเป็นการแสดงในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน หนวดมีภารกิจที่ทำให้ไม่สามารถมาร่วมซ้อมดนตรีด้วยกันได้ ประกอบกับเราเรียนอยู่คนละที่ หนวดจึงถอนตัวไปจากวง เพราะต้องไปอยู่ที่ปักธงชัย โคราช ตอนนี้ คณะของเราก็กลับมาเหลือ 3 คนเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่ท้อถอย เพราะเรารู้สึกว่า ภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น ความใฝ่ฝันของเรายังไม่บรรลุ การเผยแพร่ผลงานเพลงของวงยังไม่สำเร็จ ยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป
พูดถึงเพลงของแดงมีหลายเพลงที่น่าสนใจ อย่างเช่นเพลง รักไม่จากจร ซึ่งแดงบอกว่าเป็นเพลงแรกที่แต่งตอนสมัยที่แดงเรียนอยู่ ร.ร. อัสสัมชัญ ศรีราชา อีกเพลงหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเพลง รักเดียว เพราะว่าคอร์ดเป็นคอร์ดแพทเทิร์น แถมร้องเป็นเสียงสอดประสานกันทั้งเพลงได้อย่างลงตัว เพลงของแดงมีเสน่ห์ทีเดียว จนไปถูกใจเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อ อ้อ ซึ่งอ้อบอกว่า เคยตีกลองมาก่อน เลยอยากมาร่วมวงด้วย เป้าหมายของเราอยู่ที่ตึกกลางของวิทยาลัยฯ สมัยนั้นเวลามีดนตรีมาแสดงที่วิทยาลัย ก็จะแสดงที่ตึกกลาง จึงถือว่าเป็นเวทีใหญ่สำหรับวิทยาลัยนี้ และพวกเราก็ต้องการที่จะบรรลุจุดประสงค์นี้ให้ได้
อาวุธประจำตัวของอ้อ ก็คือ กลอง อนุสรณ์ก็เสนอกลองให้ แต่เราต้องไปขนมาเอง บ้านอนุสรณ์อยู่วัดมะกอก แต่กลองที่ว่าให้ยืมนั้นอยู่กิโล 8 มีนบุรี ดังนั้น ตำนานขนกลองขึ้นรถเมล์จากกิโล 8 มีนบุรี มาเทคนิคกรุงเทพฯ ในซอยสวนพลูจึงเกิดขึ้น หลังจากนั้น พวกเราจึงได้มีโอกาสซ้อมกัน 4 คน แต่เนื่องจากอ้อมีภารกิจมาก เพราะอ้อเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลตัวหลักของแผนก ในการแข่งกีฬาภายในของเทคนิค จึงทำให้เรามีเวลาซ้อมดนตรีกันไม่มาก เพราะอ้อต้องซ้อมกีฬาด้วย และแล้ว วันที่แสดงที่ตึกกลางมาถึง ปรากฏว่า การเล่นดนตรีในวันนั้น เล่นไม่เข้าขากันเท่าที่ควร นั่นจึงเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่อ้อได้ตีกลองร่วมกับวง แต่ปีนั้น กีฬาวอลเลย์บอลที่อ้อเป็นตัวหลักก็ประสบผลสำเร็จ เพราะอ้อสามารถช่วยให้แผนกช่างภาพชนะเลิศวอลเลย์บอลของวิทยาลัยได้ นับเป็นครั้งแรกของแผนกนับตั้งแต่ตั้งมา ที่สามารถเอาชนะแผนกอื่นๆ มาได้ ทั้งๆ ที่บางแผนกมีนักกีฬาทีมชาติอยู่ด้วย
พี่เหมา วงชาตรี

คำนำ
สวัสดีครับ น้องๆแฟนๆชาตรีทุกคนครับ ยินดีครับ ที่ได้มาเขียนพลิกตำนานชาตรี ให้น้องๆได้รับรู้กัน พี่เหมาขอเล่าเรื่องตั้งแต่วันแรกที่ แผนกช่างภาพ เทคนิคกรุงเทพละกันนะครับ ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่ก็มาจากความทรงจำของพี่เหมาเอง ซึ่งอาจจะมีมุมมองที่ต่างไปจากพี่ๆชาตรีท่านอื่น และบางส่วนขอบทความก็ขออนุญาตยืมคำของคุณก่อเขตมาบ้างครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด พี่เหมาก็ขออภัย มาณ ที่นี้ด้วยครับ
ตอนที่ 1
เดือนพฤษภาคม ปี 2517 นักศึกษาใหม่รุ่นที่ 22 ของแผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตากันเป็นครั้งแรก เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ตุลาวิปโยค 2516 ทำให้นักศึกษาขาดไปประมาณ 2-5 คน จากจำนวนทั้งหมด 45 คน ในสมัยนั้นถือว่าป็นสมัยที่ช่างภาพยุคประชาธิปไตยเบ่งบานก็ได้ รุ่นพี่ไว้ผมยาว สะพายย่าม วันแรกของการเปิดเรียนก็มีงานเลี้ยงน้ำชาที่ห้องโสต ตึกช่างภาพ ซึ่งแอร์เย็นมาก ทำให้เรายิ่งตื่นเต้น แต่ก็นะครับ ใครจะรู้ว่าช่างภาพรุ่นที่ 22 จะเป็นจุดเริ่มต้นตำนานทางดนตรีของเมืองไทย
ในวันแรกที่มาเรียนผมจำได้ว่า ได้ไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนที่ชื่อ อนุสรณ์ ซึ่งเพื่อนคนนี้ใจดีช่วยจ่ายค่าน้ำแข็งเปล่าให้อีกต่างหาก ส่วนเพื่อนอีกคนที่ดูบุคลิกดี สุภาพซึ่งพี่เหมารู้จักตอนสอบสัมภาษณ์ก็คือ พี่ป้อม คฑาวุธ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้นะว่าเค้าชื่อคฑาวุธ เพิ่งจะมารู้จักกันก็เรียนไปซักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนเพื่อนอีกคน ที่สุภาพเหมือนกัน พูดคุณๆผมๆ กับทุกคน และจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือใส่เสื้อรัดรูป ตัวเค้าก็ผอมๆ แถมเล่นกีตาร์ แต่งเพลงได้อีกต่างหาก ชื่อ นราธิป หรือ แดง นั่นเอง ส่วนผมเองก็เป็นคนมีดนตรีในหัวใจ เคยเรียนโน้ตมาที่ รร.สุทินเทศารักษ์ 2 เดือน และที่สยามกลการ อีก6 เดือน พอมาเจอคนที่มีดนตรีในหัวใจด้วยกันก็เลยสนิทสนมกับนราธิปอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นแดงชอบเอากีตาร์ มาเล่นที่วิทยาลัยในยามว่าง ซึ่งเพลงที่ร้องบางทีก็เป็นเพลงฝรั่งเช่น ของวง LOBO หรือบางทีก็เล่นเพลงที่แดงแต่งเอง ก็สนุกสนานกันไปในตอนนั้น จนมาถึงวันหนึ่ง แดงชวนผมไปดูการประกวดดนตรีโฟล์คซอง ซึ่งใช้กีตาร์โปร่งเป็นหลัก ก่อนหน้านั้นตอนที่แดงเรียนอยู่ที่ อัสสัมชัญคอมเมิร์ส หรือ ACC ก่อนจะมาเข้าเทคนิคกรุงเทพ แดงกับเพื่อนก็เคยประกวดวงดนตรีโฟล์คซอง ของชมรมโฟล์คซองแห่งประเทศไทย รู้สึกว่าตอนที่ประกวดจะเป็นครั้งที่ 1 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ทีนี้มาถึงเพื่อนอีกคน ป้อมหรือ คฑาวุธ ตอนนั้นกำลังหัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ พอเห็นแดงเล่นกีตาร์เก่งก็อยากจะเล่นเก่งบ้าง ก็เลยลงทุนคารวะให้แดงเป็นครูสอน คิดดูว่าตั้งใจขนาดไหน บ้านป้อมอยู่สำเหร่ เทคนิคกรุงเทพอยู่สวนพลู แต่ป้อมนั่งรถไปถึงบ้านแดงที่สี่แยกจักรพรรดิพงษ์ สะพานดำ เพื่อไปเรียนเทคนิคการเล่นกีตาร์ เรียกว่าเอาใจครูแดงสุดฤทธิ์
จนกระทั่งปิดเทอมตอนปีหนึ่ง ได้ไปบ้านป้อมที่สำเหร่ ตอนนั้นป้อมก็เล่นกีตาร์เป็นแล้ว ก็ชวนกันตั้งวงโดยยกตำแหน่งหัวหน้าวงให้แดง เพราะแดงอายุแก่กว่า 2 ปี แถมแต่งเพลงเก่งด้วย จำได้ว่าตอนนั้นตกลงตั้งวงกันทางโทรศัพท์ เพลงแรกที่เล่น คือ รอรัก ของแดง ซึ่งผมกับป้อมก็ซ้อมกันไปก่อนสองคน ที่ห้องมืดของบ้านป้อม
และนี่ก็เป็นจุดเรื่มต้นของวงดนตรี ธรรมดาๆวงหนึ่ง มีนักดนตรี 3 คน มีกีตาร์โปร่งเป็นอาวุธ เรียกว่า โฟล์คซองชาตรี ตั้งแต่ตอนนั้น
พี่เหมา วงชาตรี
ภาพโฆษณาผลงานชุดสุดท้าย!
ก่อนที่วงชาตรี…จะเหลือไว้แต่เพียงตำนานและความทรงจำ

ชาตรีสลายวง “อธิษฐานรัก” ชุดสุดท้าย

ผลงานชุดสุดท้ายก่อนการสลาย วง..ชาตรี
กับบทเพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นอมตะ
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจากไป แต่ผลงานของเขา จะยังคงอยู่คู่กับคุณตราบนิรันดร์
อนุสรณ์เพลงฮิตจาก ชาตรี
รวม 14 เพลงเอกตั้งแต่ชุดแรกถึงชุดสุดท้าย

ภาพวันสุดท้าย ลานโลกดนตรี 5 พฤษภาคม 2528
ลา ลาที มิได้ ลาจาก ชาตรี
เพลงสุดท้ายที่วงชาตรีร้องในการแสดงสดก่อนที่จะสลายวงนั้น คือเพลง “จำจากจร”
ส่วนเนื้อร้องท่อนสุดท้ายที่แต่งขึ้นใหม่คือ
“ลา ชาตรี…มิได้ ลาจาก…จร จำพราก…แสนไกล…ลา…ลาไป…หัวใจ ยังอยู่…
และจะคงอยู่…คู่เธอ…(ขึ้นใหม่) ลา…ชาตรี…ลา…ชาตรี…ลา…ลา…ลา”


| พบกันอีกครั้งนะครับบนหน้า www.wongchatree.com ช่วงเดือนเมษายนนี้ อากาศร้อนมากทีเดียวครับ คงจะทำให้หลายๆ คนต้องผ่อนคลายความร้อนด้วยการไปเที่ยวกัน พี่เองก็มีโอกาสไปเที่ยวหลบร้อนมาเหมือนกันครับ เดือนหน้าวันที่ 5 พ.ค. ก็จะถึงวันครบรอบวันชาตรีอำลา ทุกคนคงจำกันได้ ในปี 2528 ที่ลานโลกดนตรี พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็อยากขอบรรยายอารมณ์ และความรู้สึก พร้อมบรรยากาศในวันนั้นย้อนหลังกันหน่อย | |
| เช้าวันที่ 5 พ.ค. 2528 เป็นวันที่ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะรู้ตัวว่า วันนี้เป็นวันที่ตัวเองต้องไปทำหน้าที่เป็นศิลปินกับวงชาตรีเป็นครั้งสุดท้าย อะไรๆ ก็ดูหดหู่ไปหมด ดูไม่สดชื่นเลย เมื่อเตรียมตัวเสร็จ เดินทางไปถึงที่ลานโลกดนตรีประมาณ 9 โมงเช้า เพื่อเตรียมตัวซ้อม เมื่อพบกับสมาชิกวงชาตรีคนอื่นๆ วันนี้ทุกคนดูเศร้า เหงาหงอยกันไปหมด การเตรียมตัวก็ทำกันอย่างเป็นหน้าที่เท่านั้น การพูดคุยกันก็มีน้อย เพราะว่าบรรยากาศที่จะเล่นในวันนั้น คงเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเราทุกคนแล้ว
การประสานงานพูดคุยก็เพียงพูดกันถึงเรื่องการพูดอำลาหน้าเวทีว่า ใครจะพูดช่วงไหนเท่านั้น ส่วนเรื่องเพลงไม่ได้คุยอะไรกันเลย เท่าที่จำได้นะครับ เมื่อเริ่มการแสดง ทุกคนทำหน้าที่บนเวทีได้ดีเยี่ยม ทุกคนไม่ได้แสดงออก หรือ บ่งบอกถึงอารมณ์เศร้าหมองแต่อย่างใด คงทำหน้าที่ให้ความสุข สนุกสนาน กับน้องๆ แฟนเพลงเป็นปกติ เมื่อช่วงสุดท้ายของการแสดงมาถึง เพลงจำจากจร พี่สังเกตุเห็นแฟนเพลงหลายคนมีสีหน้าเศร้าหมอง และร้องไห้ บรรยากาศตอนนั้นน่าหดหู่มาก เมื่อจบการแสดง หลายๆ คนมาขอถ่ายรูป และลายเซ็น มีคำถามยิงมาตลอดเวลาคือ ” พี่เลิกทำไม “ ทุกคนไม่คาดคิด บางคนถึงกับช็อค ! ทำใจไม่ได้ พวกพี่ๆ ชาตรีทุกๆ คนเองก็ไม่ได้ตั้งตัวกันเลยว่า ” เวลานี้จะมาถึงเราเหมือนกัน “ มันเป็นครั้งที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลย เมื่อเราตกลงกันว่าจะเลิก ก็คือเลิก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่ช้าก็เร็วครับ ในความเห็นส่วนตัวพี่ป้อม เคยคุยกับเพื่อนๆ วงชาตรีว่า ถ้าเราจะเลิกวง เราน่าจะตระเวนอำลาแฟนเพลงทั่วประเทศ โดยการไปแสดงคอนเสิร์ทอำลาตามจังหวัดต่างๆ เพราะในอดีต ชาตรีเคยแสดงต่างจังหวัดเกือบทุกจังหวัดอยู่แล้ว แต่พอสรุปว่า เราจะอำลาแฟนเพลงที่ลานโลกดนตรีเท่านั้น พี่ป้อมก็ช็อค !!!!! ไปเหมือนกัน นี่ก็คุยกันมายาวทีเดียว เอาเป็นว่าวันที่ 5 พ.ค. 2547 นี้ ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 19 ปี ” ชาตรีอำลาแฟนเพลง “ พี่ขอให้พวกเราชาวแฟนคลับ และแฟนเพลงทุกๆ คน ร่วมใจกันในการฟังเพลงชาตรีในวันนั้น เพื่อระลึกถึงความหลังให้กลับมาอยู่ในใจของพวกเราทุกคนตลอดไป พี่ๆ ชาตรีทุกคนต้องขอขอบคุณน้องๆ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ที่ยังรัก และระลึกถึง ” วงชาตรี ” ไม่เสื่อมคลาย ขอให้น้องๆ เป็นพลังให้กับวงชาตรี พวกเราทั้งหมด คือ ” ครอบครัวชาตรี ” และ ” พลังชาตรี “ จะอยู่คู่กับพวกเราตลอดไปครับ พี่ป้อม วงชาตรี ([email protected]) 3 พฤษภาคม2547 |
|
คลิกดูภาพสวยๆ ข้างใน ภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก
ชมภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก ของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ
[gallery_bank type=”images” format=”masonry” title=”true” desc=”false” responsive=”true” display=”all” sort_by=”random” animation_effect=”” album_title=”true” album_id=”2″]
ชมภาพและจดหมายเก่าๆ ยังจำกันได้มั้ย? บัตรนี้! หลายคนมีก่อนบัตรประชาชนซะอีก

ข้อมูลจากเวบ FANCHATREE.COM โดยคุณ Pluethipol Prachumphol