บ้านเพลงเก่า

Category: วิจารณ์เพลง

วิจารณ์เพลง นักร้อง ศิลปินไทย และต่างประเทศ เพลงเก่าๆ เรามีความคิดเห็นเป็นอย่างไร มาวิพากวิจารณ์กัน

  • YKPB การกลับมาของ โป้ โยคีเพลย์บอย

    YKPB

    โป้ ปิยะ ศาสตรวาหา หรืออีกนามว่าโป้ โยคีเพลย์บอย ถือว่าเป็นศิลปินอีกคนหนึ่งซึ่งสามารถสร้างสรรค์งานดนตรี ที่แสดงออกถึงความโดดเด่น และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครทำให้เขาเป็นศิลปิน ที่สร้างสีสันให้แก่วงการเพลงไทยอีกคนหนึ่ง…

    การนำเสนอผลงานเพลงด้วยอัลบั้มแรก “โยคีเพลย์บอย” ซึ่งมีแนวดนตรีที่ผสมผสานระหว่าง pop และ indy ได้อย่างลงตัว รวมไปถึงการร้อง โดยใช้จิตวิญญาณของความเป็นศิลปินอย่างแท้จริง ทำให้อัลบั้มนี้สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ฟังในช่วงนั้น…

    ความโดดเด่นอีกหนึ่งสิ่งที่มีอยู่ในตัวผู้ชายคนนี้คือ การแสดงออกบนเวทีที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้มาอยู่จุดเดียวกันได้ ด้วยลีลาและอารมณ์กวนๆของเขา ทำให้ผู้ฟังรู้สึก “คุ้มค่า” ที่ได้ชมการแสดง

    “Super Swinging”  คือ โปรเจคอัลบั้มพิเศษของโยคีเพลย์บอย อันเป็นเครื่องบอกว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี
    ที่มีประสิทธิภาพอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าในอัลบั้มจะบรรจุไว้เพียง 5 เพลง แต่ทว่าทุกบทเพลงกลับสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง ด้วยความหลากหลายในความคิดสร้างสรรค์ของเขา รวมไปถึงการผสมผสานแนวดนตรี disco ให้เข้ากับเนื้อร้องภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม ผลงานชิ้นนี้ ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่อยากจะ “ค้นหา” หลายๆสิ่งหลายๆ อย่างในตัวของ โป้ โยคีเพลย์บอย

    YKPB เป็นการกลับมาครั้งล่าสุด…เขาเลือกที่จะบอกความรู้สึกนึกคิด และมุมมองต่างๆ ของเขา ผ่านทางบทเพลงที่สร้างสรรค์และกลั่นกรองออกมาในรูปแบบของความเป็น “โยคีเพลย์บอย” แนวเพลงที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงการถ่ายทอดการร้องโดยใช้ความรู้สึกของตัวเองที่รวมไว้ซึ่งความอ่อนไหว และความเข้มแข็งเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ…

    เนื้อหาของแต่ละเพลงในอัลบั้มล้วนแล้วแต่แตกต่างกันไป ไม่มีกฎตายตัว ในความเป็นดนตรีของ “โยคีเพลย์บอย” บางเพลงเป็นการหยิบยกเรื่องราวสะท้อนถึง สังคมโดยทั่วไป บางเพลงแสดงถึงมุมมองของความรักที่ไม่ใช่แค่ “เพลงรัก” ธรรมดา ธรรมดา

    ด้วยดนตรีที่หลากหลาย การนำซาวด์เครื่องเป่ามารวมกับดนตรีร็อคได้อย่างลงตัว อีกทั้งไลน์ประสานเสียงในแต่ละเพลง ล้วนแล้วแต่สร้างเสน่ห์ให้แก่อัลบั้ม YKPB หนึ่งในสีสันของอัลบั้มนี้ อยู่ที่เพลง “พรหมลิขิต” เมื่อโป้ได้เลือกเอาเพลงเก่า ที่อยู่ในความทรงจำมา cover ใหม่ในสไตล์โยคีเพลย์บอย ซึ่งทำได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะการนำเสนองานดนตรีที่ไม่เคยตายตัว จึงเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ ที่มีอยู่ในตัวของผู้ชายคนนี้…หลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนกลั่นกรองออกมาจากความคิดของเขา ก็คือหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากค้นพบในตัวของเขา…ปิยะ ศาสตรวาหา

    ที่มา ritar_584 : ไทยอัลบั้ม

  • ช้างกับเรือ ศิลปะดนตรีที่น่าสนใจ

    * “ช้างกับเรือ” ศิลปะดนตรีที่น่าสนใจ *

    ต้นเดือนก่อนมีโอกาสอ่าน มติชนอาทิตย์สุขสันต์ เขียนถึง อาจารย์ดนู ฮันตระกูล หนุ่มผมยาววัย 50 ปี ที่ยังไม่หมดไฟในการสร้างสรรค์งานศิลปะสู่อุดมคติ นายชีวิตติดตามท่านมาตั้งแต่ การตั้งโรงเรียนดนตรี ศศิลิยะปรากฎการณ์ใหม่ของวงการดนตรีบ้านเรา ฟังงานชุด เรวัติ พุทธนันทน์ และคีตกวี ที่เปิดตอนนี้ก็ยังทันสมัย ทั้งที่ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว เห็นว่าท่านจะมีงานชุด “ช้างกับเรือ” ซึ่งนำ “หยั่งรากฝากใบ” มาปัดฝุ่นใหม่ ก็อยากได้เป็นเจ้าของเป็นกำลัง เห็นว่าเป็นชุดที่ทำเองขายเอง วางแค่ 30 แผง ก็คิดว่าโอกาสจะได้ฟังคงยากนอกจากโทร.ทางไกลไปขอซื้อ บังเอิญอีกหลายวันต่อมาไปเจอชุดนี้เข้าที่บ้านศิลปะแถวบ้าน ดีใจเป็นกำลัง รีบซื้อ CD มาฟังในทันที บอกเจ้าของร้านว่ากำลังหาซื้ออยู่ โชคดีจริง ๆ

    งานชุดนี้เป็นลักษณะนิทานเพลง คิดว่าคงขายเป็นวงกว้างยาก จะมีก็เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจ อาจจะสนใจในดนตรีแนวนี้,ศรัทธาในตัวอาจารย์ดนูหรือศรัทธามูลนิธิเด็ก ฯลฯ ชุดนี้มูลนิธิเด็กเป็นเจ้าของ มีการวางตลาดแบบกึ่งใต้ดิน อาจารย์ดนูบอกไม่ใช่ใต้ดิน มีการโฆษณาด้วย ที่ผ่านมาก็เคยทำกับบริษัทใหญ่ ๆ อย่างแกรมมี่ ปรากฎว่านโยบายทางการตลาดเป็นคนละกลุ่มกับที่ต้องการนำเสนอ เลยพึ่งตนเองด้วยวิธีนี้

    สิ่งที่แตกต่างจากหยั่งรากฝากใบคือ มีเสียงของ คำรณ คุณะดิลก มาแทนเสียงของศรัณยู วงษ์กระจ่างในบทกวีเรื่อง “เมล็ดกล้าในดินกร้าว” ซึ่งแต่งโดยคุณหญิงจำนงศรี รัตตนิน ร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี ทั้งหมดมี 4 แทรค แต่ละแทรคฟังดูก็จะรู้ว่าใช้ความพยายามมาก กว่าจะออกมาในแต่ละเรื่อง เพราะเป็นทั้งการเล่านิทาน การร้องเพลง การเล่นละครไปพร้อม ๆ กัน

    นิทานช้างกับเรือ ที่เป็นชื่อเดียวกับอัลบั้ม เป็นนิทานพื้นบ้านของสุโขทัย เล่าโดยนักเล่านิทานมืออาชีพ เทพศิริ สุขโสภา อาจารย์ดนู ลงทุนร้องเองในเพลงนี้ ฟังสนุกและให้แง่คิดสอนใจ ม้าขาวของซือโฮ เป็นนิทานพื้นบ้านของมงโกเลีย เล่าเรื่องโดย ภาสุรี ภาวิไล เรื่องนี้ก็ฟังสนุก ตื่นเต้น เด็ก ๆ คงชอบ

    อีกเพลงที่สั้นที่สุดคือ เมฆน้อย-เม็ดฝน-ไอน้ำ ซึ่งมาจากละครเรื่อง เด็กในฝัน ซึ่งเขียนบทโดยอีแร้ง ซึ่งตอนนี้สถิตย์อยู่ที่ จ.อุบลราชธานี เขียนเนื้อร้องโดย พิเศษ สังข์สุวรรณ, สุภัทรา อินทรภักดี เสียงน้ำค้างบนยอดหญ้าที่นายชีวิตชอบมาก เป็นคนร้อง

    นอกจากงานเพลงเก่ามาทำใหม่ เพลงรักอ้วกแตกมากมาย ที่มีอยู่เต็มตลาดแล้ว นายชีวิตว่าเราน่าจะสนับสนุนคนทำงานเพลง ที่เป็นศิลปะดนตรีอย่างแท้จริง งานนิทานเพลง กล้าหาญชาญชัยที่วางตลาดเอง ติดต่อได้ที่ สองสมิต 02-391-3784 โฆษณาให้ฟรี ๆ เลยเอ้า……..

    ที่มา : นายเพื่อชีวิต : ไทยอัลบั้ม

  • เพลงรัก..ธรรมชาติ ปนัดดา

    ดอกไม้ในหัวใจเป็นเพราะมีเวลาว่าง เป็นเพราะประสบการณ์หลายๆอย่างที่ได้จากการท่องเที่ยว ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา การได้เดินทางผ่านทุ่งกว้าง ได้เห็นต้นไม้ที่รายรอบข้างทาง ได้เห็นแมลงและผีเสื้อ หรืออาจเป็นเพราะทั้งหมดรวมกัน พอมีโอกาสได้ฟังเพลงที่มีกลิ่นไอของธรรมชาติเจืออยู่ ผู้เขียนจึงอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงนักร้องสาวสวยเสียงดีคนนี้…. “เธอปลูกดอกไม้ในหัวใจ และทำให้ฉันฝัน ให้ฉันได้พบวันที่สุดสนใส” ภาษาเพลงที่สละสลวย ประกอบกับน้ำเสียงการร้องระดับคุณภาพ ที่นักฟังเพลงให้การยอมรับในความสามารถด้านการร้อง ที่ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้เข้าถึงความรู้สึก

    ปนัดดา เรืองวุฒิ เธอมาพร้อมกับงานอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ 2 จากอัลบั้มชุด ดาวกระดาษ มาสู่ ดอกไม้ในหัวใจ โดยมี วีรภัทร์ อึ้งอัมพร ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ ของชุดนี้ ด้วยความโดดเด่นของน้ำเสียง ซึ่งเธอได้พัฒนาและสั่งสมประสบการณ์มาจากการร่วมงานกับนักร้องคนอื่น แถมยังมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบละคร อยู่บ่อยครั้ง ความสามารถด้านการร้องของเธอจึงเต็มเปลี่ยม ยิ่งได้ภาษาเพลงสวยๆ จากนักเขียนคำร้องฝีมือดี ที่บรรจงรังสรรค์ ขึ้นได้อย่างเหมาะสม ยิ่งเสริมให้งานชุดนี้ มีความน่าสนใจใคร่ฟัง เป็นความหวานตามแบบของปนัดดาจริงๆ

    ที่มา เควิ่น : ไทยอัลบั้ม

  • คณาคำ…สัมผัสใน

    สัมผัสใน

    เพิ่งมีโอกาสปลีกเวลาจากการเรียนอันแสนยุ่งเหยิง เข้าร้านเทปเล็กๆ แถวโรงเรียนเพื่อไปเลือกซื้องานเพลงไทยดีๆ สักชุดฟัง เมื่อเห็นผลงานชุดใหม่ของพี่ บี๋ คณาคำ..ก็ไม่รอรีที่จะตัดสินใจ จับจองเป็นเจ้าของทันที…

    พี่บี๋ คณาคำเป็นศิลปินอีกคน ที่อยู่ในแวดวงแวดวงดนตรีมานาพอสมควร เธอเป็นทั้งคอรัส เป็นทั้งนักแต่งเพลง ความสามารถทางดนตรีของเธอ สร้างสรรค์ผลงานดีๆไว้มากมาย

    ความโดดเด่นในน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ของเธอ ทำให้ทุกบทเพลงที่เธอถ่ายทอด พลอยมีเสน่ห์ไปด้วย… บทเพลงและความเป็นไป ในอัลบั้ม “กล่องดนตรี” ทำให้พี่บี๋ เป็นที่รู้จักในบรรดานักฟังเพลงทั่วไป เพลง”เปลี่ยน” ที่มีเนื้อหาถึงสัจธรรมแห่งชีวิต เป็นเสมือน อีกหนึ่งตัวแทนของความเป็นคณาคำ..ซึ่งมีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนไหว

    หลังจากนั้น ไม่ว่าเธอจะร้อง cover เพลงต่างๆ หรืองานเพลงเล็กๆ น้อยๆ ร่วมในอัลบั้มพิเศษหลายอัลบั้ม..แต่ทุกบทเพลงเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีความโดดเด่นในแบบฉบับของเธอ เหมือนเวลาที่ไม่หยุดเดิน…ผู้หญิงที่ชื่อ คณาคำก็ไม่หยุดยั้งที่จะทำงานเพลงดีๆ ให้เราฟัง

    การรอคอยได้สิ้นสุดลง พร้อมของขวัญชิ้นพิเศษ “Inner Touch” หรือ”สัมผัสใน“…เพียงแค่ชื่อก็รู้สึกถึงความอ่อนไหวในศิลปะดนตรี ที่เธอมีอยู่ในวิญญาณของความเป็นศิลปิน…

    อัลบั้ม “สัมผัสใน” เน้นไว้ซึ่งความใส สะอาด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่ฟังง่าย สบายๆ หรือจะเป็นน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ..ทำให้ทุกบทเพลงแฝงไว้ด้วย ความมีชีวิต….

    เพลงเด่นในอัลบั้มที่น่าประทับใจ ก็คือเพลง “ปล่อย” ซึ่งเป็นผลงาน จากปลายปากกา “คุณ สุวนิตย์ ชลศึกษ์” และ “คุณ จาตุรนต์ เอมซ์บุตร” …ด้วยเนื้อหาที่สอดคล้องเหมาะแก่การดำรงชีวิตในโลกกลมๆ ใบนี้ และดนตรีที่สวยสดงดงาม จึงทำให้เพลงนี้เป็นที่ประทับใจแก่ใครหลายๆ คน

    อีกเพลงที่จะลืมกล่าวไปไม่ได้ ก็คือเพลง “ฝูงผึ้งแห่งความหวัง” ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่มีความสวยงามในตัวเองมากอีกเพลงหนึ่ง เมื่อเลือกนำเอาชีวิตสัตว์ปีกที่แสนขยัน มาผูกพันเป็นเรื่องราว และสามารถสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตมนุษย์ผู้ซึ่งไร้ปีกได้อย่างลงตัว…

    แม้บางคนจะมองว่า สีสันของดนตรีต้องอยู่ที่ ความหนักหน่วง ความแปลกใหม่ หรือการสังเคราะห์ใดๆ…แต่สำหรับอัลบั้ม “สัมผัสใน” นี้ กลับเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า “ความใส” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำหรับดนตรีที่มี “เสน่ห์”

    ที่มา : ritar_584 : ไทยอัลบั้ม

  • ที่ทำก็ทำไป ที่ด่าก็ด่าไป

    ไม่ว่าจะนักมวยหรือนักร้องนั้น…งานที่ทำออกมาเป็นเพื่อมวลชนทั้งนั้น ทำให้ตัวนักมวยหรือนักร้องเองเป็นเป้าสายตา เป้าขี้ปากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นคนของประชาชน ซึ่งก็น่าชมชื่นแทนคนของประชาชนที่ต้องพยายามฝืนใจทำบางอย่างเพื่อให้ “ประชาชน”

    ไม่ว่าจะนักมวยหรือนักร้องนั้น…งานที่ทำออกมาเป็นเพื่อมวลชนทั้งนั้น ทำให้ตัวนักมวยหรือนักร้องเองเป็นเป้าสายตา เป้าขี้ปากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นคนของประชาชน ซึ่งก็น่าชมชื่นแทนคนของประชาชนที่ต้องพยายามฝืนใจทำบางอย่างเพื่อให้ “ประชาชน” ไม่ด่าว่าต้องทำดีทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ก็มีความเลวเหมือนคนธรรมดาปกติ แล้วพอวันหนึ่งเมื่อ “ประชาชน” ไม่ต้องการ ก็ไม่เห็นมีใครเหลียวแล… ตัวอย่างก็มีเยอะแยะในวงการบันเทิง โดยเฉพาะพวกดาราเก่งๆ แก่ๆ พอไม่มีใครจ้างเพราะไม่ค่อย “ปิ๊ง” แล้วก็แทบอดตาย

    คำว่า “ประชาชน” ที่ผมเขียนใส่ไว้ในเครื่องหมายคำพูด แล้วดูเก๋ดีเหมือนจะมีความหมายนั้น จริงๆ แล้วมันก็มีความหมายจริงๆ คือ ถ้าเสียงของประชาชนชาวไทยห้าสิบล้านคนนั้นวัดได้ลำบาก ก็ต้องมีตัวแทน มีปากเสียง ถ้าในวงการบริหารก้คือ ส.ส. แต่ในแง่ของการบันเทิง ร้องรำทำเพลงละก็ ปากเสียงของประชาชนก็คือสื่อมวลชน… โดยเฉพาะนักวิจารณ์ทั้งหลายแหล่ ซึ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าปากเสียงที่เป็น ส.ส. สักหลายร้อยเท่า

    เพราะฉะนั้นที่ผมจะพูดถึงวันนี้.. ก็คือนักวิจารณ์งาน..รวม ทั้งผมเองด้วย ที่พูดออกมาดีหรือไม่ดียังไงก็โดนผมเองเข้าด้วยแหละ

    น่าแปลกที่สุดที่นักวิจารณ์งานกับศิลปินมักจะไม่ค่อยลงรอยกัน ไม่รู้ทำไม มันต้องมีเรื่องคัดค้าน คัดง้างกันเสียทุกทีไป แม้ว่างานศิลปะใดๆ จะดีแสนดีก็มักจะมีคำพูดว่า “ก็ดีนะ แต่…” อะไรก็ว่าไป

    บางคนที่ขี้โมโหหน่อยก็ชอบพูดว่า ไอ้พวกนักวิจารณ์พวกนี้มันดีแต่พูด ทำอะไรไม่เป็นหรอก… แน่จริงลองมาทำเองดูมั้ย หรือบางคนก็ปฏิเสธ ไม่สนใจ ไม่รู้จัก ไม่รับรู้ ว่ามีนักวิจารณ์อยู่ในโลก คือกูจะทำอะไรกูก็ทำ ว่างั้นเรียกว่าเขี่ยนักวิจารณ์ออกนอกวงโคจรศิลปะกันเลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วมันก็น่าจะเป็นอย่างที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้ คือ ไอ้ที่ทำก็ตั้งหน้าทำกันไปเหอะ ไอ้ที่มีหน้าที่วิจารณ์หรือด่าก็ทำไป มันก็เหมือนมีรัฐบาลก็ต้องมีฝ่ายค้านนั่นแหละครับ มันถึงจะสมดุล หน้าที่ใครใครก็ทำให้ดีที่สุด ทุกอย่างมันก็สวย

    มาถึงเรื่องนักวิจารณ์แบบไทยๆ ในบ้านเราให้เข้าจุดกันเลย ซึ่งก็มีหลายแบบทั้งดีและไม่ดี ก็เหมือนกับตำรวจน่ะแหละ (เอาน่า)…จะพูดถึงเรียงลำดับ ซึ่งมีเพียง 2 ข้อดังนี้

    1.แบบดี คุณสมบัติก็ไม่มีอะไรมาก… ก็เป็นคนดีน่ะแหละ มีจรรยาบรรณและมีเมตตา มีความรู้ที่แท้จริง หรือถ้าไม่รู้ก็ต้องไปหาข้อมูลมาให้มีพอที่จะวิเคราะห์วิจารณ์งานใครเขาได้ ต้องรู้จักความเป็นตัวของตัวเองของเจ้าของงานนั้นๆ เข้าใจตัวงาน…ในข้อเขียนก็ควรชี้ให้เห็นทั้งจุดดีและบกพร่อง เพื่อให้แก้ไขหรือช่วยๆ กันทำให้ดีขึ้น และอีกสารพัดจะแสนดี

    2.แบบไม่ดี.. คุณสมบัติก็ตรงกันข้ามกันน่ะแหละครับง่ายๆ คือ มักจะไม่ใช่ติเพื่อก่อ แต่มักจะเป็นพวกติเอามันไม่มีเมตตา ไม่มีการค้นคว้าเท่าที่ควร นึกอยากจะเขียนก็เขียนเลย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกต้องเขียนๆ ไปพอมีต้นฉบับ แต่ไหนๆ ก็จะเขียนแล้วก็ด่าๆ เขาเสียหน่อย เพราะจับจุดได้ว่า ชาวบ้านชอบเห็นคนด่ากันมากกว่าคนยอกัน เหมือนชอบกินของเผ็ดๆ มากกว่าของหวานเลี่ยนนั่นแหละ… ผมก็คงจัดอยู่ในพวกนี้นั่นแหละ ฮ่าๆ… เพียงแต่ผมไม่กล้าว่าใครแรงๆ เพราะกลัวถูกถีบเท่านั้นแหละ

    เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนทำงานกับนักวิจารณ์มักจะไม่ค่อยชอบหน้ากันนักก็เพราะพูดกันคนละภาษา คนทำงานก็พูดภาษาศิลปะที่มีธุรกิจและความเป็นไปได้เป็นพื้นฐาน แต่นักวิจารณ์บางทีก็ชอบพูดภาษาศิลปะที่เป็นอุดมคติ และดูเหมือนจะอยากให้ศิลปินทั้งประเทศกินแกลบกันเสียจริง

    ก็อยากจะให้ทั้งนักร้อง นักดนตรี คนทำเพลง กับนักวิจารณ์ เดินเข้ามาหาจุดกึ่งกลางกันได้บ้างก็ยังดี นักร้องก็ขอให้เข้าใจว่า การมีนักวิจารณ์ซึ่งถือว่าเป็นปากเสียงของคนฟังเพลงนั้น ก็จะได้เป็นการเตือนให้เราได้ทำงานถูกต้อง และเข้าใกล้หัวใจของคนฟังมากขึ้น ซึ่งถ้าเราจับประโยชน์ได้ก็จะมีประโยชน์ทั้งทางด้านกล่องและเงินไปเอง

    ส่วนนักวิจารณ์นั้นเล่า เลิกเสียเถอะครับที่มองอะไรก็เป็นอุดมคติเกินไป เป็นแบบแผนเกินไป หรือเอาแต่ใจตัวเองเกินไป ตัวเองชอบอะไรก็อยากจะให้เขาทำมาอย่างนั้นไปเสียหมด โดยไม่สนใจว่าสไตล์หรือแบบอย่างของใครเป็นอย่างไร…นักร้องเขาก็อยากรวยบ้าง และก็อยากทำอะไรดีๆ ทั้งนั้น แต่ถ้าทำอะไรดีเกินไปจนไม่มีข้าวกิน ก็คงทำได้ไม่กี่น้ำหรอกครับ ไอ้ประเภทมานั่งจับผิดทุกคำพูด… เอาคำร้องแต่ละคำไปตีความตามใจตัวเองคิด แล้วคิดลึกซึ้งไปเองคนเดียวนั้น ผมอ่านแล้วก็ยังขำ

    เคยมีนะฮะ.. วิจารณ์การใช้คอร์ด วิจารณ์แต่ละโน้ต อะไรอย่างนี้มันดูเป็นวิชาการดีหรอกฮะ แต่ศิลปะทุกชนิดในโลกไม่มีถูกหรือผิด จะว่ากันก็ใช่ที่ และก็อีกอย่าง คือชาวบ้านที่อ่านก็คงไม่ค่อยอยากจะรู้เรื่องเท่าไหร่ ถ้าอยากจะให้ความรู้ ก็ขอให้ทำอย่างชาวบ้านๆ เถอะครับ อย่างทำอย่างนักวิชาการช่างโอ่กันนักเลย

    แน่ะ..ด่าพวกเดียวกันซะแล้วมั้ยล่ะ…ชักแสบเองแล้วซี

    น. ห่อนาค

    ในนิตยสาร นะคะ (นะครับ) ฉบับ 27 พ.ค. ปี 2530

  • ปาน ธนพร กับ Inside Out

    ปาน ธนพรสองสาวที่วัยไม่น่าจะจะไกลห่างกันเท่าไหร่  จาก 2 สังกัด  ที่กลายมาเป็นคู่บนแผงเทปที่สมน้ำสมเนื้อสมราคา  เหมือนมวยถูกคู่  พอๆ กับคู่ก่อนเวลาอย่าง  อ้อน กับ บี น้ำทิพย์  ที่ออกมาแลกหมัดกันเป็นประเดิม

    เพราะนอกจากตัวต้นสังกัด  จะมีขนาดพอฟัดพอเหวี่ยง(อย่าลืมว่าที่สุดแล้ว มอร์ มิวสิค ก็อยู่ในชายคาของ แกรมมี่)  ทั้ง 2 คนต่างก็เป็นคนที่เรียกว่านักร้องได้เต็มปากทั้งคู่  หนุ่ย หรือ นันทกานต์  อาจจะมีชั่วโมงบินมาบ้างกับการออกเทปเดี่ยวใช้ชื่อ  เอสเตอร์  และในนามของ โอ้โฮ  วงดนตรีอายุสั้นอีกวงหนึ่งของบ้านเรา  ส่วนสาว  ธนพร  ก็มีประสบการณ์มาพอตัว  และมีเสียงร้องประสานในอัลบั้มของหลายศิลปิน  แต่เพิ่งจะมีงานออกมาเป็นตัวเป็นตนกับเขาก็คราวนี้

    นันทกานต์  อาจจะเป็นต่อตรงที่ได้ขลุกกับการทำงานที่เธอมีเครดิทในส่วน  แต่งเนื้อร้อง 4 จาก 10 ขณะที่ ธนพร ไม่มี  แต่ประสบการณ์และชั่วโมงบินก็ช่วยอะไรใครไม่ได้  เมื่อมาถึงแผงเทป  และรูหู  ทั้งคู่ต่างก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนๆ กัน

    แม้ภาคดนตรีของ  นันทกานต์  จะเนี้ยบกว่าในเรื่องของซาวน์ด  และมีความชัดเจนในทิศทางการทำงานมากกว่า  เพราะทุกเพลงบอกออกมาโต้งๆ ว่าเธอจะเป็นร็อค  ไม่ว่าจะเป็นบูกี้,  บัลลาด  หรือร็อค  แอนด์  โรลล์  ล้วนมีอยู่ใน Inside Out ส่วนของ  ธนพร  ถึงจะไม่ใช่งานหนุงหนิง  แต่ทิศทางในหลายเพลงก็แสดงอาการแกว่ง  เหมือนทีมงานไม่รู้จะจับเธอไปวางตรงไหนดี  เพราะนอกจากเพลงป็อปหวานเศร้า  ก็ยังมีเพลงในทางของแด๊นซ์ที่หยอดไลน์ร็อคลงไป  คล้ายๆ งานของ คริสติน่า  อากีลาร์  ยุคแรกๆ  นับว่าโชคดีที่โทนรวมของอัลบั้มยังคุมไว้อยู่  ไม่ถึงกับหลงไปไกลจนกู่ไม่กลับ

    แต่ที่แน่ๆ  งานของทั้งคู่ต่างก็ขาดความเป็นต้นแบบ 100% โดยเฉพาะ Inside Out หากนับเป็นอิทธิพล  ก็นับว่าเธอและทีมงานฟังเพลงได้หลากหลายดีแท้  มีตั้งแต่  ดิ อีเกิ้ลส์  มาจนถึง  โนเด๊าบ์ท  ส่วน ธนพร  เธอก็พาเรานึกถึง โจน  ออสบอร์น  ตั้งแต่เพลงแรก  ส่วนอีกหลายเพลงก็อยู่ในอารมณ์เดียวกับงานของ โบ สุนิตา เช่น  “ไปดี…มาไม่ดี”  หรือ  “ศรีษะมันรั้น”  ก็ไม่ต่างจากเพลงฮิทปีที่แล้วของ  อาร์.เอสฯ. อย่าง “ไอ้ปี๊ด”

    Inside Out

    มองแบบปลงๆ  วงการเพลงบ้านเราเป็นแบบนี้มานานแล้ว  แต่มันก็ยังมีอะไรที่ดีอยู่บ้าง  เช่น  เสียงร้องของทั้งคู่  โดยเฉพาะ  ธนพร  วิธีการร้องของเธอแสดงให้เห็นถึง  “ความพยายามค้นหาลักษณะเฉพาะตัว”  แม้เสียงของเธออาจจะเหมือนการพบกันครึ่งทาง  ระหว่างเสียงร้องในแบบ  ศิริพร  อยู่ยอด และ โบ สุนิตา  แต่ก็ถูกคุมอยู่ในโทนนี้โดยตลอด  ไม่โดดไปมา  เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็คุมทางและเท็คนิคอยู่

    นันทกานต์  นั้นแน่นอน-เสียงดี  ไม่ต้องไปดูที่เนื้อเสียง  ดูที่วิธีการร้องดีกว่า  ในอดีตเคยมีสิ่งที่เรียกว่า  แกรมมี่ ซาวน์ด และวันนี้  มอร์ มิวสิค  กำลังจะทำสิ่งที่เรียกว่า  มอร์ มิวสิค วอยซ์  หากไล่มาตั้งแต่  โลโซ,  แบล็คเฮ้ด,  ซิลลี่ ฟูลส์  หรือ โจ ก้อง  ต่างมีวิธีการร้องลากเสียงที่แทบจะถอดมาจากเบ้าเดียวกัน  อาจไม่ใช่ทุกเพลง  แต่ก็ต้องมี 2 – 3 เพลงที่ใช้วิธีการร้องและสำเนียงแบบนี้

    การได้ทีมใหม่ๆ เข้าไปทำงานเพลงให้งานของ ธนพร  จึงมีลักษณะที่ต่างจากงานโดยรวมของ  อาร์.เอสฯ.  พอสมควร  ส่วนดนตรีอาจเห็นไม่ชัด  แต่ก็รู้สึกได้  ต่างกับเนื้อร้องที่น่าสังเกตว่า  ในช่วงปีสองปีนี้  ถ้าไม่นับเพลงเน้นตลาดเด็ก  เนื้อร้องของ  อาร์.เอส.  คมและมีมุมเล่นที่หลากกว่าที่เคยเป็น  หาก  ธรรพ์ณธร  มี  “หัวใจกระดาษ”  ธนพร  ก็มี  “3 คน 2 ทาง”  หรือ  “ตบมือข้างเดียว”  ที่ใช้ภาษาได้สนุก  ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำประชดประชัน  เปรียบเปรย  ที่ต่างและมีชั้นกว่ายุค  “ใจไม่ด้านพอ”  น่าเสียดายอยู่นิดที่มีน้อย

    และน่าเสียดายมากกว่ากับงานส่วนนี้ของ  นันทกานต์  ทุกอย่างเป็นสูตรสำเร็จแบบเกาๆ  ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง  “โลกเราไม่เหงาเลย”  ที่ดูดีในพล็อทเชิงปรัชญา  แต่การเล่าเรื่องกลับทื่อและชืด  ยิ่ง “Goodbye เพื่อน”  นี่นิ่งไปเลย

    ทั้งคู่มีทั้งข้อดีข้อด้อย  nobody’s perfect ส่วนใครจะสร้างการติดตามจากผุ้ฟังแบบ  “อยู่ยาว”  ได้แค่ไหน  ชุดหน้าก็รู้แล้ว

    ที่มา : นพปฎล  พลศิลป์ :  นิตยสาร สีสัน ปีที่ 12 ฉบับที่ 5 ปี 43

  • มุมของเธอ มุมของฉัน (แอม-เสาวลักษณ์ อัลบั้ม City Woman)

    มุมของเธอ มุมของฉัน (แอม-เสาวลักษณ์ อัลบั้ม City Woman)

    ต้องขออภัยที่นายชีวิตหายไปเกือบ 2 เดือน ภารกิจโน่นนี่มากมายเหลือเกิน ตอนนี้ก็กลับมาแล้ว หากใครต้องการคุยกับนายชีวิต ก็อย่าลืม E-mail มาหากันบ้างนะครับ

    วันก่อนฟัง LOVE CHANNEL (ผ่านจาน DTH) ได้ยินเพลง ๆ นึง ปิ๊งมากเลย นายชีวิตก็ไม่ทราบว่าเป็นเพลงอะไร ใครร้อง ได้ยินเสียงร้องแบบนี้น่าจะเป็น แอมเสาวลักษณ์ ลีละบุตร แน่ และน่าจะเป็นชุดใหม่ แกรมมี่เขาไม่ได้ส่งแผ่นมาให้เลยไม่สามารถเช็กฟังได้ เนื่องจากชอบเนื้อหาเพลงมาก เลยไปหาตามร้านขายเทป ดู CD แอมชุดใหม่ “CITY WOMAN” พลิกดูด้านหลังอ่านชื่อเพลง ……เพลงที่ 4 ” ต่างมุม” ..ใช่เพลงนี้แหงๆ จึงลงทุนซื้อมาเปิดฟัง ใช่จริง ๆ ด้วย วันก่อน Webmaster Thaialbums บอกชอบเพลงนี้ ก็เขียนถึงเพลงนี้ ได้ไอเดียในการเขียนแล้ว

    ในชีวิตของทุกท่านจะต้องประสบภาวะแบบนี้บ้าง ตัวนายชีวิตเองก็เช่นกัน ขัดแย้งทางความคิด กับแม่ กับพ่อ กับภรรยา กับสามี กับเพื่อนร่วมงาน กับเจ้านาย ฯลฯ ระดับชาติก็เหมือนกัน มีเกาเหลาให้พบบ่อย คุณศุภชัยกับ คุณธารินทร์ , สมัชชาคนจนกับ กฟผ. , นักบริหารกับนักวิชาการ ถ้าต่างคนต่างก็ยึดความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง 100 % มีเหตุผลรองรับชัดเจน โอกาสที่จะลงเอยกันด้วยดีเหมือนเพลงของอัสนี ก็เป็นไปได้ยาก นายชีวิตคิดว่า เราควรจะเคารพความคิดของฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามกับเรา ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด เป้าหมายคือจะทำอย่างไรทุกฝ่ายถึงจะมีความสุข แบบไหนเป็นประโยชน์สูงสุด หากคิดแต่จะเอาชนะคะคานกัน ความทุกข์เกิดกับทุกฝ่าย พอมาฟังเพลง “ต่างมุม” เลยปิ๊งเลย

    เพลงนี้เขียนคำร้องโดย วีระเกียรติ รุจิรกุล ทำนอง/เรียบเรียง โดย พิเชษฐ์ เครือวัลย์ “…ฉันเห็นจากมุมของฉัน คิดจากมุมของฉันไปทางหนึ่ง ส่วนเขาเห็นจากมุมของเขา คิดจากมุมของเขาตรงข้ามกัน ฉันรับว่ามุมของเขาเป็นอย่างมุมของเขาได้เช่นกัน แต่เขา เขาว่ามุมของของฉัน จะต้องเป็นเหมือนเขา ต้องเหมือนกันอย่างเดียว…ยาวนานเพียงใดเขายังไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นคนเดิมทุกวัน ถึงฉันเรียกร้องเขาเองไม่เคยฟัง ยังคงยืนยันตามนั้น เขาไม่สนใจ เขาไม่เห็นใจ เขาเท่านั้นที่สำคัญ…วันนี้ยังไม่เห็นทางแก้ไข ฉันจะเฝ้ามองต่อไป นานเท่าไรยังไม่รู้…..”

    นายชีวิตเคยฟังท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า การใช้ชีวิตร่วมกันจะใช้เหตุผลอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต่างคนต่างก็มีความคิดของตัวเอง ต้องอาศัยความเมตตาเข้ามาช่วย จึงจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ เมตตาคนที่คิดไม่เหมือนเรา เขามีสิ่งแวดล้อมประสบการณ์ ครอบครัว อย่างนั้นจึงคิดเช่นนั้น เรามีประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว อีกอย่างจึงคิดไปอีกทาง ใครถูกใครผิด ใครจะตัดสิน หากมีเมตตาเข้าใจซึ่งกันและกัน ความทุกข์ก็จะไม่เกิด

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพบกันครึ่งทางจะเกิดขึ้นในทุกวงการ ด้วยความเมตตาที่มีให้ต่อกันและกัน หรือผู้อ่านว่าไงครับ

    ที่มา : นายเพื่อชีวิต : ไทยอัลบั้ม