Author: เจ้าชายน้อย

  • สัมภาษณ์ วงฟอร์เอฟเวอร์

    สกู๊ปพิเศษในวันนี้ ทีมงานของเราได้เดินทางมายังร้านอาหารสไตล์ผับ แถวประชาชื่น ซอย 39 ซึ่งมีชื่อว่า ไม้ไต่คู้ เพื่อพบกับสมาชิกวงสตริงชื่อดังในอดีตอีกวงนึง ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพียงแค่เอ่ยชื่อร้านอาหารออกมา บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของวงดนตรีวงนี้คงจะถึงบางอ้อ ใช่แล้วค่ะ วงดนตรีที่จะเป็นแขกของหน้าสกู๊ปพิเศษของเราในวันนี้ก็คือ วงฟอร์เอฟเวอร์ ค่ะ

    ดำ ฟอร์เอฟเวอร์

    และเมื่อพวกเราก้าวเข้าไปในร้าน สมาชิกท่านแรกที่เราพบก็คือ พี่ดำ วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล เจ้าของเสียงเพลง ความหวังหลังรอยยิ้ม อันโด่งดัง และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แฟนๆ เพลงในยุคนั้นได้รู้จักกับวงฟอร์เอฟเวอร์ ช่วงเวลานั้น คุณดำเองก็เป็นเอกลักษณ์เด่นของวง ด้วยเป็นนักร้องนำที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น เพียง 16 ปีเท่านั้น หลังจากพูดคุยทักทายกับพี่ดำได้เล็กน้อย สมาชิกท่านต่อมาที่ตามมาสมทบก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ และพี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ พวกเราจึงได้เริ่มพูดคุยถึงความเป็นมาของวงฟอร์เอฟเวอร์ ซึ่งพี่ทั้ง 3 ก็ช่วยกันย้อนรำลึกถึงเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง

    วงฟอร์เอฟเวอร์

    วงฟอร์เอฟเวอร์ เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

    แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนที่โรงเรียนทวีธาภิเษก 3 คน กับเพื่อนแถวบ้านอีก 2 คนมาเล่นดนตรีด้วยกัน เครื่องดนตรีในตอนนั้นก็มีแค่กีตาร์, กลอง, เบส เป็นการเล่นกันเอง เพื่อความสนุกที่ได้เล่นดนตรี แล้วต่อมาหัวหน้าวง คือ คุณปรีชา ศิริบุญส่ง ก็คิดอยากได้เครื่องเป่าในวงด้วย เลยมาได้ตัวพี่กอล์ฟ จากวงดุริยางค์ ซึ่งเล่นแซ็คโซโฟนมาร่วมวง กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับวงได้ ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะตอนอยู่วงดุริยางค์ ก็เล่นแต่เพลงมาร์ช, ลูกทุ่ง ไม่เคยเล่นเพลงสตริงมาก่อนเลย

    เมื่อพวกพี่รวมตัวกันได้อย่างนี้ เลยเริ่มทำเพลง ออกเทปเลยหรือเปล่าคะ

    กว่าที่พวกเราจะรวมตัวกันได้จริงๆ เป็นวงที่สมบูรณ์ ก็กินเวลาประมาณ 2 ปี แล้วทีแรกก็ไม่ได้มีชื่อว่า ฟอร์เอฟเวอร์ด้วย ตอนที่รวมตัวกันได้ ก็ให้ต่างคนต่างตั้งชื่อกัน แล้วก็มาปรึกษากัน ก็ไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ จนคุณดำมาเสนอชื่อ ฟอร์เอฟเวอร์ พอพวกเราได้ยินก็ตกลงเลย เพราะชื่อก็มีความหมายที่ดีด้วย

    พอวงฟอร์เอฟเวอร์ รวมตัวกันได้แล้ว ชื่อวงก็มีแล้ว ทีนี้หลายคนคงอยากจะทราบถึงหนทางการทำงานในช่วงเริ่มต้นที่เข้าวงการ

    ไม่ง่ายเลยนะ จากที่แต่ก่อนเคยคิดว่า แค่ได้เล่นดนตรีก็พอใจแล้ว พอมาเห็นนักดนตรีรุ่นนี้มาเล่นดนตรีกันได้ ก็คิดว่า โอกาสไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ เลย คนที่จะเล่นดนตรีได้ดีต้องมีจิตใจแน่วแน่ มีความสามารถเฉพาะตัว มีแรงบันดาลใจ ที่สำคัญ มีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสที่จะก้าวเข้ามา ถึงแม้จะเจออุปสรรคยังไง ก็ต้องอดทน มีความทะเยอทะยานอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้น ก็ทำไม่สำเร็จแน่

    แล้วอุปสรรคในการทำงานที่เกิดขึ้นล่ะ พี่ๆมีหนทางแก้ไขยังไงกันบ้าง

    ตอนนั้นพวกพี่ก็เรียกว่า เป็นน้องใหม่ของวงการ อุปสรรคในการทำงานก็ย่อมต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ก็มาได้พี่ๆ ที่วง แมคอินทอช นี่แหละที่คอยชี้แนะ ทำให้พวกพี่รู้สึกปลื้มพี่ๆ เค้ามาก เพราะตามปกติแล้ว วงดนตรีดังๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เค้ามักไม่ค่อยสนใจพวกวงใหม่ๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับพี่ๆ วงแมคอินทอช ถามแค่คำเดียว พวกพี่เค้าก็บอกมาหมด แบบไม่กั๊กวิชาไว้เลย ทั้งยังคอยแนะด้วยว่า เราต้องทำอะไร ยังไงบ้าง แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา ก็ให้มาถามได้เสนอ นักดนตรีสมัยก่อนต้องใฝ่รู้ ถึงจะรู้ มันจะไม่เหมือนในสมัยนี้ที่จะมีทั้งโรงเรียนคอยสอน คอยป้อนความรู้ให้พร้อมสรรพ

    forever_casset_1

    วงฟอร์เอฟเวอร์

    แล้วการโปรโมตอัลบั้มในสมัยนั้น ที่มีส่วนแตกต่างจากการโปรโมตในสมัยนี้ยังไงคะ

    ในสมัยก่อน ยังไม่มีการทำมิวสิควิดีโอออกมาโปรโมตเพลง อย่างที่ทำกันอยู่ทั่วไป ก็เป็นการบันทึกภาพการเล่นดนตรีแบบลิปซิงค์เป็นเพลงต่อเพลง แล้วนำภาพนั้นมาฉายทางทีวีตามรายการเพลงต่างๆ

    หลายคนคงจำกันได้ว่า นอกจากการร้องเพลงแล้ว พี่ๆ ก็ยังเคยร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัตอีกด้วย

    ตอนนั้นที่แสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัต ก็มีแค่พี่ดำ กับ พี่กอล์ฟ เท่านั้น เพราะพี่ทั้ง 2 คนร่วมร้องเพลงในอัลบั้มชุดนี้ แล้วพวกที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นนักร้องในอัลบั้มชุดนี้ทั้งนั้น จริงๆ แล้ว นอกจากเรื่อง 18 กะรัต พวกพี่ก็เกือบได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง อีกด้วย ตอนนั้นทางผู้สร้างเค้าติดต่อให้เล่นกันทั้งวง แต่ขอเปลี่ยนเฉพาะมือกลอง เพราะวางตัวพระเอกไว้คือ คุณอำพล ลำพูน พวกพี่ถือคติ ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ ก็เลยปฏิเสธไม่รับเล่น

    หากใครเป็นแฟนของฟอร์เอฟเวอร์มาตั้งแต่ชุดแรก คงจะได้รู้ว่า ฟอร์เอฟเวอร์เริ่มก่อตั้งมาด้วยสมาชิก 7 คน แล้วต่อมาก็ได้เพิ่มนักร้องนำขึ้นอีก 1 คน โดยที่ไม่ได้มีใครออก หรือเป็นการเปลี่ยนตัวแต่อย่างใด นักร้องท่านนั้นเป็นใคร แล้วเหตุใดจึงมีการเพิ่มตัวนักร้องนำขึ้นมา

    นักร้องนำที่เพิ่มขึ้นมาตอนหลังก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ซึ่งเป็นเพราะในช่วงแรกตั้งแต่ก่อตั้งฟอร์เอฟเวอร์มา แฟนเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ ทั้งนี้เพราะเรามีนักร้องนำที่มีรูปลักษณ์เป็นเด็ก ยิ้มแย้ม ร่าเริง แจ่มใส ถึงแม้ในเวลาต่อมา พี่ดำจะโตขึ้น แต่แฟนเพลงก็ยังติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ พูดง่ายๆ ในเชิงธุรกิจก็คือ ต้องการแฟนเพลงต่างวัยเพิ่มขึ้นอีก และต้องการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงของวงด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวสนุกสนาน ร่าเริง คราวนี้ก็หวังจากพวกวัยรุ่น โตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เลยเป็นจุดเริ่มที่ได้มีการชักชวนพี่อั้นเข้ามาร่วมวง แนวเพลงที่พี่อั้นร้อง ก็จะออกแนวซึ้งๆ สไตล์ที่วัยรุ่นฟังแล้วจับจิตจับใจทีเดียว

    forever_casset_2

    เอ…อย่างนี้แล้ว ช่วงที่มีการชักชวนพี่อั้นเข้าร่วมวงนี่ พี่อั้นร้องเพลงอยู่แล้ว หรือว่าทำอะไรอยู่ในขณะนั้นคะ

    ช่วงนั้นพี่อั้นไม่ได้ร้องเพลงหรอก ตอนนั้นพี่อั้นเองยังเรียนราม แล้วก็หารายได้พิเศษ ทางด้านเดินแบบ เข้าประกวด Domon man ด้วย แล้วต่อมาก็มีคอลัมนิสต์เข้ามาชักชวนให้เข้าร่วมวงฟอร์เอฟเวอร์ โดยเป็นนักร้องนำคู่กับดำ

    ช่วง เวลาที่ฟอร์เอฟเวอร์อยู่ในวงการบันเทิงนั้นนานถึง 12 ปีทีเดียว ออกอัลบั้มมาก็หลายต่อหลายชุด กับคำถามที่ว่า ในช่วงนี้ที่กระแสเพลงเก่าในยุคกลางกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งนึง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันออกคอนเสิร์ต หรือรวมตัวกันออกอัลบั้มใหม่ แล้วพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ล่ะ มีความคิดที่อยากจะรวมตัวกันมั่งมั้ยคะ

    สำหรับเรื่องการออกคอนเสิร์ต ก็อยู่ที่โอกาสนะ มีคนสนใจ มีคนจัด ก็อาจเป็นไปได้ ส่วนเรื่องการออกอัลบั้มใหม่นั้น คิดว่าคงไม่ดีกว่านะ เพราะถ้าออกอัลบั้มมาวางขาย เราก็ต้องหวังว่า เทปจะขายได้ แล้วตอนนี้ล่ะ จะมีแฟนเพลง มีกระแสตอบรับที่จะซื้อเทป หรืออัลบั้มเรามากน้อยแค่ไหน ก็เป็นการเสี่ยงเหมือนกัน นอกเสียจากว่า ถ้ารายได้จากการขายเทป นำเข้าการกุศลทั้งหมดนั่นแหละ ถึงจะรวมตัวทำกัน

    แล้วตอนนี้ล่ะ สมาชิกวงแต่ละคนไปทำอะไรกันบ้าง ยังมีใครวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงบ้างหรือเปล่า

    พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่บริษัท การบินไทย

    พี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ ตอนนี้ก็มีธุรกิจส่วนตัว แล้วตอนนี้ พี่อั้น กับพี่กอล์ฟ ก็ร่วมกันเปิดผับ ไม้ไต่คู้ ริมคลองประปา แถวประชาชื่น ซอย 39 ที่ๆ เรามาคุยกันในวันนี้นั่นเอง

    พี่จืด ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่ แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อย

    พี่โรจน์ ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่เหมือนกัน

    พี่จุ่น ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่

    พี่เก๋ ตอนนี้ก็ทำเพลงอยู่

    พี่ปรีชา ตอนนี้ก็ทำธุรกิจส่วนตัว

    พี่ดำ ตอนนี้ทำงานบริษัทเอกชน

    วงฟอร์เอฟเวอร์

    เมื่อคุยกันมาถึงช่วงท้ายๆ สมาชิกของวงฟอร์เอฟเวอร์ ก็ตามมาสมทบอีก 2 คน คือ พี่จืด มนตรี ชุติศิระ กับพี่โรจน์ นิโรจน์ วงศ์ชัยชุติกร พวกเราก็เลยได้เสียงทักทายของพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์มาฝากสมาชิกบ้านเพลงเก่าในครั้งนี้ถึง 5 คนด้วยกัน การสัมภาษณ์ในวันนี้ ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ทุกคนที่ให้ความเป็นกันเองตลอดเวลาที่พูดคุยกัน ครั้งต่อไป สกู๊ปพิเศษจะเป็นใครนั้น รักบ้านเพลงเก่าจริง ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะ

    มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์
    ไอรดา เรียบเรียง

  • วงชาตรีทักทาย

    วงชาตรี

    พี่ๆวงชาตรีมีจดหมายมาฝากพิเศษแก่ชาวเวบเพลงเก่า
    และแฟนเพลงชาตรีทุกท่านนะครับ

    pranarathip1handwrite_narathip2

    pom_letter
    pui_letter

    mao_letter

    yun_letter

  • เปิดแฟ้มชาตรี

    เปิดแฟ้มชาตรี

    วงชาตรี

    (คัดลอกจากหนังสือ เดอะสตริง อันดับ 6 พศ.2528)
    มอลลี่ & ดา : สัมภาษณ์เพิ่มเติม

    วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แผนกช่างภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของวงชาตรี เมื่อปีพ.ศ. 2518

    – นราธิป กาญจนวัฒน์ หัวหน้าวง

    – ประเทือง อุดมกิจนุภาพ มือเบส

    – คฑาวุธ สท้านไตรภพ มือคอร์ด และร้องนำ

    interview_pic1

    ทั้ง 3 คนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ปีที่ 2 นราธิป กาญจนวัฒน์ ซึ่งเป็นคนรักดนตรีมาแต่เดิม ได้แต่งเพลงเอาไว้หลายเพลงทีเดียว ได้ชวนเพื่อนอีก 2 คนคือ ประเทือง อุดมกิจนุภาพ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ มาร่วมกันทำผลงานที่มีอยู่ให้เป็นชิ้นเป็นอัน

    แต่ก่อนที่จะมาเป็นคำว่า “ ชาตรี ” นั้น ทั้ง 3 คนได้วิเคราะห์วงการเพลงในระยะนั้นว่า ทำไมวัยรุ่นไทยจึงชอบเพลงฝรั่งกันนัก เมื่อพิจารณาดูก็พบว่า เพลงฝรั่งที่วัยรุ่นชอบกันนักชอบกันหนานั้น มีข้อน่าสังเกตคือ

    1. มีจังหวะสนุกสนาน

    2. ทำนองน่ารัก

    3. ฟังง่าย ถึงแม้จะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็ตาม

    วัยรุ่น เป็นวัยที่กำลังอยู่ในความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยาน เป็นวัยที่อยู่ในวัยรัก บ้างก็เพิ่งจะริรัก บ้างก็เพิ่งจะผิดหวังกับความรัก ฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีความสุขและพอใจ พวกเขาเหล่านั้นก็จะรับเอาไว้อย่างง่ายดายทีเดียว

    จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ทำให้ทั้ง 3 คนได้ข้อคิดในการทำเพลงให้วัยรุ่นชอบ แต่การที่จะให้วัยรุ่นชอบผลงานของพวกเขาเท่านั้นยังไม่พอ เขาทั้ง 3 คนต้องการให้วัยรุ่นไทยรักและชอบเพลงไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นหมายความว่า เขาทั้ง 3 คนจะต้องสร้างค่านิยมแห่งความเป็นไทยให้วัยรุ่นได้เห็นและชอบให้ได้

    ดังนั้น เขาทั้ง 3 คนจึงได้ตกลงใจว่า จะตั้งชื่อวงเป็นชื่อแบบไทยๆ นี่แหละ คำว่า วง “ ชาตรี ” จึงได้เกิดขึ้น

    เมื่อเริ่มแรกนั้น วงชาตรีใช้กีตาร์โปร่งทั้ง 3 ตัว เมื่อถึงวันเลี้ยงน้ำชาต้อนรับน้องใหม่ของแผนกช่างภาพนั้น วงชาตรีได้มีโอกาสโชว์เป็นครั้งแรก ที่นั่นเป็นจุดแรกเกิดของเรา และหลังจากนั้น ก็ได้แสดงให้นักศึกษาเทคนิคได้ชมที่หอประชุมใหญ่

    ต่อมาวงชาตรีเห็นว่า การเล่นกีตาร์เพียง 3 ชิ้นยังไม่แน่นพอ จึงได้ชวนเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ทวีชัย มาร่วมวงด้วย แต่ทวีชัยอยู่กับวงชาตรีได้ไม่นาน ก็ต้องจากวงชาตรีไป เพราะมีภารกิจต้องไปช่วยคุณพ่อดำเนินกิจการต่อที่ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ดังนั้น วงชาตรีจึงเหลือสมาชิกเพียง 3 คนตามเดิม

    interview_pic2อยู่ต่อมาอีกไม่นานนัก วงชาตรีก็เกิดมีความคิดอยากจะได้มือกลองขึ้นมา ก็เลยชวนอนุสรณ์ คำเกษม ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาร่วมวงชาตรีอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นอนุสรณ์เพิ่งหัดเล่นกลองใหม่ๆ ตอนนั้นใช้เบาะรองนั่ง เอามาทำเป็นกลองตีเล่นไปก่อน และในที่สุด ก็ได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งไปหาซื้อกลองเก่ามาหนึ่งชุด เพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันอุตส่าห์ไปช่วยกันถือกลองคนละไม้คนละมือจากที่บ้านของอ นุสรณ์ ซึ่งอยู่ ก.ม. 8 มีนบุรี ขึ้นรถเมล์ไปเทคนิค ทุกๆ เย็นที่แผนกช่างภาพ วงชาตรีจะซ้อมดนตรีที่นั่น บางครั้งก็แอบซ้อมตอนยังไม่เลิกเรียน จนโดนท่านอาจารย์ว่าเอาหลายหน

    รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเคยเรียนอยู่ที่แผนกช่างภาพ แต่ตอนนั้นเรียนจบแล้ว ชื่อ วิทยา ชัยชาญทิพยุทธ มักจะหางานมาให้วงชาตรีเสมอ ตอนนั้น วงชาตรียังไม่มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเอง พี่วิทยาจึงให้วงชาตรียืมเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อเครื่องเสียง เอาแบบพอไปได้ ทำในเมืองไทย และนั่นแหละ วงชาตรีจึงได้มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเองเสียที

    ระยะนั้นได้ยินข่าวว่า มีการประกวดโฟล์คซอง ซึ่งทางชมรมโฟล์คซองเป็นผู้จัดขึ้น วงชาตรีก็ได้เข้าร่วมประกวดครั้งนี้ด้วย ในกติกาการประกวดบอกว่า ต้องใช้เครื่องที่สามารถถือไปได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น มือกลองจึงต้องตัดกลองบางใบออก เมื่อการประกวดผ่านไปจนถึงรอบที่ 2 วงชาตรีก็สละสิทธิ์จากการประกวดครั้งนั้น พอดีคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนั้น เห็นว่าวงชาตรีมีลักษณะแปลก และเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวดี จึงได้ชวนวงชาตรีไปอัดเสียงในรายการ 120 นาทีมัลติเพลก ซึ่งเป็นรายการวิทยุที่คุณครูไพบูลย์ จัดอยู่เป็นประจำ

    วงชาตรีได้อัดผลงานให้รายการของคุณครูไพบูลย์ มากมายหลายเพลงทีเดียว จนทำให้แฟนเพลงในรายการนี้รู้จักวงชาตรีมากขึ้น คุณครูไพบูลย์เห็นว่า แฟนรายการเรียกร้องอยากให้ทำเทปของวงชาตรี ดังนั้น ท่านจึงได้ทำเทปของวงชาตรีสำหรับแฟนรายการขึ้น

    หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีคนไปเที่ยวถามหาเทปของวงชาตรีกัน บริษัทเมโทรแผ่นเสียงได้ติดต่อผ่านคุณไพบูลย์ ศุภวารี มายังวงชาตรี ให้อัดแผ่นเสียงกับบริษัท และแล้วแผ่นเสียงชุดแรกของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือชุด “ จากไปลอนดอน ( ในชุดนี้ใช้กีตาร์โปร่งทั้งหมด ) ระยะนั้น พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพลงยังไม่ออก จึงเน้นหนักในการขายแผ่นเสียงเท่านั้น ส่วนเทปที่มีอยู่ในท้องตลาดระยะนั้น ก็มีแต่เทปผีปลอมให้เกลื่อนไปหมด

    tape1interview_pic3

    จากคำพูดของเราชาตรี บนแผ่นปกหลังแผ่นเสียงในชุด จากไปลอนดอน เขียนเอาไว้ว่า

    “ ชาตรี ” ออกจะเป็นความใหม่สำหรับวงการดนตรีในปัจจุบัน ก่อนอื่นจะไม่ขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า “ ชาตรี ” แต่จะขอกล่าวถึงจุดประสงค์ของผู้ร่วมอยู่ในวง “ ชาตรี ” คือแสดงออกซึ่งความเป็นไทยในเนื้อหาของเพลงที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ เพลงทุกๆ เพลงที่วงชาตรีได้นำมาเล่นและขับร้องนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่พวกเราชาว “ ชาตรี ” ได้แต่งขึ้นเอง เล่นเอง ร้องเองโดยทั้งสิ้น มีความตั้งใจในอันที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟังเพลงให้กว้างขึ้น โดยได้คำนึงถึงอิทธิพลของเพลงสากลที่มีต่อเยาวชนไทยในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การฟังเพลงสากลของเยาวชนไทย มักจะเน้นหนักไปในเรื่องทำนอง และจังหวะที่ดำเนินไปตามเพลงนั้นเสียมากกว่าการฟังเนื้อหาของเพลง หากจะมีก็คงได้แก่บุคคลที่พอจะมีความรู้ทางภาษาอังกฤษเท่านั้น ฉะนั้น “ ชาตรี ” จึงอยากเสนอผลงานชุดนี้ ซึ่งเหมาะแก่บุคคลทุกระดับ และยังอาจหันเหความนิยมของเยาวชนไทยบางกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ให้กลับมาสนใจในเพลงมากขึ้น ในวันข้างหน้า คำว่า “ ชาตรี ” คงเป็นที่รู้จักกันในวงการเพลงของเมืองไทย และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราชาว “ ชาตรี ” จึงใคร่ขอเสนอผลงานเพลงชุดนี้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่มากก็น้อย

    ขอกล่าวถึงบุคคลที่มีพระคุณต่อวง “ ชาตรี ” สองท่าน ท่านแรกคือ คุณวิทยา เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์ดนตรี ท่านที่สองคือ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ท่านเป็นผู้ให้ความสนับสนุนต่อวง “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าหากขาดบุคคลทั้งสองท่านที่ได้กล่าวมาแล้ว “ ชาตรี ” ก็คงจะไม่ได้เป็น “ ชาตรี ” ดังเช่นทุกวันนี้

    interview_pic9

    วงชาตรี เป็นวงรักความอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับว่า เพลงของชาตรีจะต้องออกมาอย่างโน้นหรืออย่างนี้ และนี่ก็คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วงชาตรีไม่ยอมไปเล่นประจำที่ไหน

    ในต้นปี พ.ศ. 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 2 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงชุดนั้น คือ “ แฟนฉัน ” และในระยะเดียวกันนั้นเอง คุณครูไพจิตร ศุภวารี ซึ่งเป็นน้องชายของคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ได้ให้ครูไพบูลย์ ช่วยติดต่อวงโฟล์คซองสักวง เพื่อแต่งเพลงให้หนังเรื่อง สวัสดีคุณครู คุณครูจึงได้แนะนำวงชาตรีให้ทำเพลงในหนังเรื่องนั้น

    แนวเพลงของวงชาตรีในยุคนั้น ออกไปลักษณะเป็นการเอาใจเด็กๆ เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเพลง “ สวัสดีคุณครู ” พอหนังเรื่อง สวัสดีคุณครู ดัง ก็เลยทำให้วงชาตรีเพิ่มความดังขึ้นไปอีก

    ต่อมาในตอนปลายปี 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 3 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงอีกชุด แต่ชุดค่อนข้างจะแปลกสักหน่อยคือ เป็นผลงานของคุณชาตรี ศรีชล ซึ่งเป็นแนวลูกทุ่ง

    และพอขึ้นต้นปี 2520 วงชาตรีก็ได้ทำผลงานชุดที่ 4 ให้กับห้างแผ่นเสียงทองคำ นั่นคือชุด “ ฝนตกแดดออก ” ซึ่งเป็นเพลงในหนังเรื่อง “ ฝนตกแดดออก ” และนอกจากนี้ วงชาตรียังได้ทำเพลงให้กับหนังอีกหลายเรื่องเช่น “ รักแล้วรอหน่อย ” “ จ๊ะเอ๋เบบี้ ”

    และระยะนั้นเอง ก็เป็นช่วงอวสานของวงการแผ่นเสียง เพราะยอดการจำหน่ายตกต่ำ ความนิยมทางด้านแผ่นเสียงลดน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวงการเทป มันปรากฎขึ้นมาเหมือนเป็นตัวตายตัวแทน เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความบันเทิงเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์โลกมานานแล้ว เมื่อมนุษย์เบื่อสิ่งหนึ่ง ก็มักหันไปหาอีกสิ่งหนึ่ง เช่น จากแผ่นเสียงหันไปนิยมเทปคาสเซ็ท

    ช่วงนี้เอง วงการเพลงกำลังปั่นป่วน เพราะยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงลดปริมาณลงอย่างน่าใจหาย และบางห้างถึงกับเลิกกิจการไปก็มี และบางห้างที่เคยเป็นผู้ผลิตแผ่นเสียงก็หันมาเป็นผู้ผลิตเทปแทนก็มี

    interview_pic4ถึงช่วงนี้ วงชาตรี อยากได้มือคีย์บอร์ดสักคน แต่ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน เลยชวนเพื่อนชื่อ ประยูร เมธีธรรมนาถ มาร่วม ปกติแล้วคุณประยูรช่วยเหลือทางด้านระบบเสียงของวงชาตรีอยู่ และเมื่อวงชาตรีต้องการตัวคุณประยูรมาเล่นดนตรีในตำแหน่งคีย์บอร์ด ก็ต้องให้คุณประยูรไปเรียนกันอยู่พักใหญ่

    ในต้นปี 2522 วงชาตรีได้มีโอกาสทำเพลงให้กับละครทีวีช่อง 9 เรื่อง “ นางสาวทองสร้อย ” เพลงนี้เองเป็นเพลงแรกที่ประยูรได้มีโอกาสแสดงฝีมือ

    ต่อจากนั้น วงชาตรีก็ได้รวมเพลงขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ชื่อชุดว่า “ รัก 10 แบบ ” ตั้งใจว่าจะให้ห้างแผ่นเสียงทองคำเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้วงชาตรีจำต้องเก็บเพลงชุด “ รัก 10 แบบ ” เอาไว้ก่อน

    วงชาตรีเหลียวมองไปรอบๆ วงการเพลงแล้ว ก็หมดกำลังใจ แผ่นเสียงก็ขายตก แถมเทปก็มีแต่เทปปลอมทั้งนั้น แต่วงชาตรีก็ก้าวไปเรื่อยๆ ก้าวไปสู่ความเป็นธรรม และมั่นคงของศิลปินเพลง

    วงชาตรีนั่งคิดนอนคิดอยู่หลายวัน ก็นึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนพูดถึงบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. ว่าเป็นบริษัทที่มีการทำงานดี ซื่อตรง และเที่ยงธรรมต่อศิลปิน วงชาตรีจึงได้ไปพบกับผู้จัดการบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. คือคุณ ประมาณ บุษกร เมื่อคุยกันอยู่พักหนึ่ง เราทั้งสองฝ่ายก็ได้พบว่า ; เรามีความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ หรือจะเรียกว่า ชีวิตใหม่ ก็ได้สำหรับวงชาตรี และวงชาตรีได้ตัดสินใจเข้าเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทนี้ตั้งแต่นั้นมา

    ในที่สุด ประมาณเดือน กรกฏาคม ของปี 2522 นั้นเอง วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชิ้นแรกให้กับบริษัท อี.เอ็ม.ไอ นั่นคือชุด “ รัก 10 แบบ ” และจังหวะนี้เอง เป็นจังหวะที่พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพล งได้ออกมาพอดี นั่นหมายถึง แสงสว่างของศิลปินนักเพลงได้ส่องสว่างขึ้นแล้ว

    วงการเพลงจะต้องดีขึ้น ศิลปินมีกำลังใจดีขึ้น เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องช่วยกันกำจัดนักทำเทปปลอมให้สูญสิ้นไปจากวงการเพลงด้วย อีกหน่อยศิลปินเพลงคนใดดัง จะไม่ดังเพียงอย่างเดียว เขาจะต้องรวยด้วย

    ครั้งหนึ่งวงชาตรีเคยเดินทางไปเที่ยวที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ที่นั่นเป็นที่บำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดให้หาย วงชาตรีได้มีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ ท่านก็ได้ฝากข้อคิดว่า ถ้าวงชาตรีมีโอกาสแต่งเพลงละก็ ขอให้แต่งเพลงเกี่ยวกับคนที่ติดยาเสพติด ว่าเมื่อเขาเหล่านั้นหาย และเลิกเสพติดแล้ว พวกเราที่อยู่ในสังคมควรจะให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มชีวิตใหม่ อย่ารังเกียจพวกเขาเหล่านั้นเลย

    tape8 interview_pic5

    จากคำพูดของท่านอาจารย์จำรูญ ทำให้วงชาตรีเกิดความคิดแต่งเพลง “ หลงผิด ” และในที่สุด เพลงชุดใหม่ของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้นอีกชุดชื่อ “ ชีวิตใหม่ ” ชุดนี้วงชาตรีนำรายได้จากการจำหน่ายเทปส่วนหนึ่ง ไปมอบให้กับสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เพื่อใช้ในการรักษาคนไข้

    หลังจากออกชุดชีวิตใหม่ออกมาได้ไม่นาน นราธิป กาญจนวัฒน์ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ 2 ในจำนวน 5 คนของวงชาตรีก็ขอลาบวช 1 พรรษา และหลังจากที่สึกออกมาแล้ว วงชาตรีก็เตรียมตัวออกผลงานชุดใหม่อีก

    ปลายปี 2523 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุด “ รักครั้งแรก ” เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมผลงานของวงชาตรีไม่เคยหยุดยั้งในการขายเลยจากอดีตถึงปัจจุบัน เคยขายยังไงก็ยังมีการขายอยู่อย่างนั้น งานหลักของวงชาตรีก็คือ การนำวงชาตรีออกไปตระเว นแสดงยังต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งนำเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติของวงชาตรีไปด้วยเสมอ

    กลางปี 2524 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดใหม่มาอีกชุดหนึ่งคือชุด “ สัญญาใจ ” ชุดนี้วงชาตรีทำขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เนื่องในโอกาสที่ประเทืองได้แต่งงานกับสาวชาวหาดใหญ่

    วงชาตรีคิดถึง และระลึกถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงของแฟนเพลงที่มีต่อวงชาตรีเสมอมา ดังนั้น วง “ ชาตรี ” จึงพยายามที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด และถูกใจแฟนเพลงที่สุด วงชาตรีอยากอยู่กับแฟนเพลงนานๆ และนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    และเมื่อปลายปี 2524 ทางบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. มีความคิดอยากจะให้วงชาตรีออกผลงานแปลก และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับวงชาตรี ชุดนั้นคือชุด “ ชะตารัก ”

    ในปี 2525 คือประมาณเดือน พฤษภาคม วงชาตรีก็ออกผลงานออกมาอีกชุดหนึ่งคือ ชุด “ ชาตรีอินคอนเสิร์ต ” ชุดนี้เป็นการแสดงสดที่โรงแรมดุสิตธานี และต่อมาในเดือน ตุลาคม 2525 ชาตรีก็ได้ออกชุด “ รักไม่เป็น ” และในชุดนี้เอง ก็ได้รับตุ๊กตาทองมหาชนในเพลง “ ภาษาเงิน ”

    interview_pic6

    เดือน มีนาคม 2526 ชาตรีก็ได้ออกอัลบั้มชุด “ รักที่เธอลืม ” ชุดนี้ชาตรีได้รับเกียรติจากท่านพลเอกหาญ ลีลานนท์ ท่านได้มอบเพลงให้ 2 เพลง คือเพลง วันรอคอย และเพลง ใต ้ร่มเย็น ซึ่งเป็นบทเพลงที่เตือนให้คนไทยรักชาติไทยด้วยกันมีความสามัคคี และก็มีเพลงของทางชาตรีอีก 10 เพลง รวมเป็น 12 เพลง “ รักที่เธอลืม ” เป็นอีกชุดหนึ่งที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว คือมียอดขายเกินกว่า 2 แสนตลับ

    เดือน ตุลาคม 2526 เป็นความภูมิใจของชาตรีที่เราตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะมีห้องบันทึกเสียงของตนเอง ในที่สุด ผลงานชุดที่ 13 คือชุด “ แอบรัก ” ซึ่งบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงชาตรี ก็ได้ปรากฎสู่สายตาของแฟนเพลงอีกครั้ง เป็นชุดแรกที่เราบันทึกเสียงที่ห้องอัดของเราเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า เราอยากให้ผลงานแต่ละชุดนั้นประณีตพิถีพิถัน ถึงแม้จะใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นห้องอัดเสียงของเรา เราก็สามารถทำได้

    interview_pic7

    สำหรับปี 2546 เป็นปีที่ 28 ของวงชาตรี ที่นำความใหม่มาสู่วงการเพลง โดยการนำเอาบุคคลหนึ่งที่มีมันสมองเยี่ยมในด้านการเรียบเรียงเสียงประสานคือ คุณโทนี่ แองกิลา ร่วมกับ “ ชาตรี ” ผลิตผลงานชุดที่ 14 โดยใช้ชื่อ “ ชาตรีทศวรรษ ” และเพื่อให้การบันทึกเสียงยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทาง อี.เอ็ม.ไอ. ได้เชิญเทคนิคเชี่ยนจากสิงคโปร์คือ คุณวินเซนท์ ลิม มาบันทึกเสียง และมิกซ์เสียง

    ที่เล่ามาทั้งหมดคือ เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยายที่เกิดขึ้นกับเรา “ ชาตรี ” ศิลปินจะยืนหยัดในวงการเพลงได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การต้อนรับจากประชาชน และตลอดระยะเวลา 28 ปีเต็มที่เราอยู่ในวงการนี้ เราระลึกอยู่เสมอว่า แฟนเพลงให้การสนับสนุนเราด้วยดีเสมอมา ตลอดจนสื่อมวลชนทุกแขนง บริษัทห้างร้านแผ่นเสียงต่างๆ ชาตรีจารึกไว้ในดวงใจเสมอว่า ท่านไม่ลืมเรา “ ชาตรี ”

    interview_pic8

    หลังจากที่ “ ชาตรี ” ได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในวงการเพลงเมืองไทย จากปี 2518 จนถึงปี 2528 และปีนี้ ก็มีผลงานล่าสุดขื่อชุด “ อธิษฐานรัก ” โดยทาง “ ชาตรี ” ได้ถือฤกษ์ออกวางตลาด 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ดูช่างเหมาะเจาะกับชื่อเทปชุดนี้เสียด้วย… ครับ !!! ตั้งแต่วันนั้น ปี 18 ถึงวันนี้ปี 46 28 ปี แทบทุกคนที่ให้ความสนใจกับวงการเพลงต้องรู้จัก “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี !!!!!

    interview_pic10

    ประวัติของวงชาตรีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง จนกระทั่งได้ทำการบันทึกเสียง และดำเนินเรื่อยมาจนถึงชุดสุดท้ายที่ทำการบันทึกเสียง ได้ถูกบันทึกไว้ใน เปิดแฟ้มชาตรี แล้ว การเดินทางไปพบพวกพี่ๆ วงชาตรีในวันนี้ จึงเป็นการไปพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวหลังจากที่พวกพี่ๆ ตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี คิดว่า แฟนๆ เพลงของชาตรีหลายต่อหลายคน ก็คงต้องการทราบข่าวคราวเหมือนกัน

    ถือโอกาสที่วันเสาร์ที่ 24 พ.ค. บรรดาผู้นำแฟนคลับของชาตรีซึ่งต้องการจะจัดงานมีตติ้ง เพื่อการรำลึกถึงวงชาตรี ได้นัดหมายประชุมเกี่ยวกับการจัดงาน โดยมีพี่ๆ วงชาตรีคอยเป็นที่ปรึกษา พวกเราเลยได้โอกาสมาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เพราะไหนๆ ก็ตั้งใจจะทำสกู๊ปพิเศษของวงชาตรีอยู่แล้ว เมื่อจะมีงานมีตติ้งทั้งที จะได้ช่วยกระจายข่าวในเว็บบ้านเพลงเก่าซะเลย และโอกาสนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้พบ และพูดคุยกับพี่ๆ วงชาตรีอย่างพ ร้อมหน้าพร้อมตา เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนที่ติดตามเว็บบ้านเพลงเก่ามาตลอด ย่อมรู้จักวงชาตรีเป็นอย่างดี และก็ย่อมที่จะอยากรู้เรื่องราวพร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวงชาตรีด้วย

    การประชุมในวันนั้น ได้เริ่มเมื่อประมาณบ่ายโมง กินเวลาอยู่หลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะเสร็จสิ้นก็ประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งรายละเอียดของกิจกรรมมีตติ้งที่ประชุมกันในวันนั้น ขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยถึงในนี้นะคะ ไว้รอให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมาแจ้งให้แฟนๆ เว็บบ้านเพลงเก่าได้ทราบกันแน่นอน หลังจากประชุมกันในวันนั้น ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างพี่ๆ วงชาตรี กับแฟนคลับบ้าง กับสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบ้าง และพวกเราซึ่งมาพูดคุยถึงช่วงเวลาที่พวกพี่ๆ ได้ห่างหายไปจากวงการเพลงนานถึง 17 ปีทีเดียว

    จากชุดสุดท้าย “อธิษฐานรัก” ตอนนั้นพวกพี่ๆ รู้สึก หรือคิดยังไงว่าจะเลิกวง

    พี่ป้อม- กับคำถามนี้ พวกพี่ๆ ต่างก็รู้สึกตรงกันว่ามันถึงเวลา หรืออาจจะเป็นจุดอิ่มตัวที่การกระทำอะไรก็ตามแต่ เมื่อดำเนินมาถึงจุดๆ นึง ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน แล้วในช่วงนั้น ก็อาจเป็นเพราะพวกเราตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตมากด้วย เลยทำให้เกิดความเหนื่อย ความล้า หลังจากเปิดตัวอัลบั้มชุด อธิษฐานรัก ที่โลกดนตรีเสร็จปุ๊บ เราก็มาคุยกัน ปรึกษากัน แล้วก็ตกลงที่จะเลิกวงเลย ไม่นานจากนั้น ก็มาออกโลกดนตรีอีกครั้งนึง เป็นการปิดอัลบั้ม แล้วก็ลาแฟนเพลงเลย ไม่มีการตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนอย่างชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ก็รู้สึกนะว่า มันเร็วไป กระทันหัน แฟนๆ ก็แทบไม่เชื่อ จริงๆ แล้วก็น่าจะออกทัวร์คอนเสิร์ตก่อนด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอก ช่วงนั้นมันเหนื่อย มันล้าด้วย

    ทีนี้ หลายคนคงอยากรู้กันแล้วสิว่า เมื่อเลิกวงกันแล้ว พวกพี่ๆ เค้าไปทำอะไรที่ไหนกันมาบ้าง

    พี่เหมา- พอเลิกวงตอนนั้น ก็มาเริ่มทำห้องอัดเสียงเลย และก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้

    พี่ปุ้ย- ตอนที่เลิกวงก็ยังอยู่ที่ อี.เอ็ม.ไอ ทำงานฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ แล้วตอนหลังก็เปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทต่างๆ จนมาถึงขณะนี้ ก็เปิดร้านเน็ต

    พี่ป้อม- ก็ทำงานมาหลายอย่าง ทำทั้งบ้านจัดสรร มินิมาร์ท ตอนนี้ก็มาช่วยงานโรงเรียน ซึ่งเป็นของตระกูลพี่ป้อมเอง

    พี่ยุ่น- ก่อนหน้านั้นก็ทำอยู่อีริคสัน แผนกตู้สาขา แล้วตอนนี้ที่เพิ่งเริ่มทำ ก็ดูโปรเจคเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

    ได้ถามพี่ๆ เกี่ยวกับเรื่องวงการเพลงในปัจจุบัน ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความเห็นว่า

    พี่ป้อม-เพลงในยุคนี้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความแปลกมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของกระแสนะ เรื่องความเบื่อ เพราะคนเรานี่ก็เรียกว่า เป็นผู้บริโภค เดี๋ยวก็ฮิตแนวป๊อบบ้าง ร็อคบ้าง อะคูสติคบ้าง ซักพักพอเบื่อ ก็เปลี่ยนไปอีกละ ส่วนเรื่องทำเพลง หรือแต่งเพลงบ้างมั้ย ก็ไม่ได้ทำแล้วนะ พอมีงานอื่นทำอยู่ มันก็ไม่มีเวลาที่จะมาทำด้านนี้ สมองก็ต้องไปคิดกับเรื่องงานที่ทำอยู่ อีกอย่างก็ไม่แน่ใจว่า วงการเพลงบ้านเราจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ ก็เป็นธุรกิจไปหมด แต่ก่อนนะ ประชาชนจะมีส่วนในสื่อมากกว่าสมัยนี้ การเปิดเพลงก็ไม่เลือกค่าย ไม่มีคิวเพลง ถ้าดีเจชอบเพลง ก็เปิดให้ ซึ่งตอนนี้ที่เห็นๆ ก็มี รายการยิ้มละไม นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่า ประชาชนยังมีส่วนในการเลือกเปิดเพลงอยู่

    อย่างที่เราเริ่มรู้ๆ กันแล้วว่า แฟนคลับชาตรีจะรวมตัวกันจัดมีตติ้งกันขึ้นเร็วๆ นี้ ก็อยากจะรู้ว่า พวกพี่ๆ เค้ามีส่วนรู้เห็น หรือมีความคิดเห็นยังไงกันบ้าง

    พี่ป้อม-ก็ดีนะ ดีใจด้วยที่พวกเค้ายังระลึกถึง อยากมาเจอกันอีก เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้มาสังสรรค์กัน ทำให้หวนถึงความรู้สึกเก่าๆ ความรู้สึกในอดีตที่เคยลืมไปแล้ว และบางคนก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อย ก็ทำให้เรารู้สึกย้อนกลับไปว่า ในอดีตเคยรู้สึกยังไงกันบ้าง ส่วนเรื่องงานมีตติ้งนี่ พวกพี่ก็ปล่อยให้แฟนคลับเค้าทำกันไป โดยที ่เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย เจตนาจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่า เค้าก็ยังให้เกียรติพวกเรา จะทำอะไร ก็มาปรึกษาว่าอันไหนควร อันไหนเหมาะ

    พูดคุยกันมาถึงตอนนี้ หลายๆ คนคงต้องการรู้ว่า ในช่วงระยะเวลานี้ที่วงดนตรี หรือนักร้องหลายคนในอดีต ต่างก็จัดคอนเสิร์ตกันเป็นการรำลึกถึงความหลัง แล้วพวกพี่ๆ วงชาตรีล่ะ คิดจะมีคอนเสิร์ตกับเค้าบ้างมั้ย

    พี่ป้อม-จริงๆ แล้ว เรื่องเพลง เรื่องดนตรีนี่ก็อยู่ในอารมณ์ของพวกเราเลยนะ ห่างหายไปนานก็คิดถึง อยากมาสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ อยากกลับมาคุย มาเล่นกับแฟนเพลงอีก แต่โอกาสล่ะ มันมาถึงหรือยัง เพราะเรื่องคอนเสิร์ตนี่ มันไม่ได้อยู่ที่พี่คนเดียว แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่วงชาตรีทั้งวงด้วย แต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อม ความต้องการ สังคมยังต้องการเรามั้ย มากน้อยแค่ไหน การจัดคอนเสิร์ตเรายังต้องคิดถึงองค์ประกอบอื่นอีก อย่างเช่นว่า ใครเป็นคนจัด คนดูมีแค่ไหน ความศรัทธาในวงชาตรียังมีเยอะแค่ไหน คนจัดก็ต้องคิดถึงจุดนี้ว่า ขายบัตรแล้วมีคนดูมั้ย ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็สามารถจัดได้ พวกพี่ไม่ได้ปิดกั้น หรือปฎิเสธ หรือตอบรับว่าจะจัดหรือไม่จัด เรียกว่า ถ้ามีคนสนใจจ ะจัด ก็โอเค

    คำว่า “วงชาตรี” ในความรู้สึกของพวกพี่ๆ คืออะไรคะ

    พี่ป้อม – ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำสิ่งต่างๆ แล้วถ่ายทอดให้คนไทยได้ตามเจตนาที่ต้องการ คือต้องการเปลี่ยนให้คนไทยหันกลับมาร้องมาฟังเพลงไทยมากขึ้น เพลงก็เป็นเพลงง่ายๆ ฟังง่ายๆ เล่นง่ายๆ พอหลังจากที่เรามีชื่อเสียงขึ้น ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า คนก็เห็นด้วยกับเรา คล้อยตาม ; แม้กระทั่งเราเลิกวงชาตรีมาจนบัดนี้ คนที่เคยฟังเพลงเรา ก็ยังนึกถึงตรงจุดนึงว่า เพลงของเราร้องง่าย เล่นง่าย เราไม่ได้ทำดนตรีออกมาแค่ฟังเพราะ แต่เล่นไม่ได้ ร้องไม่ได้

    พี่เหมา – ครั้งนึงในชีวิตที่มีโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งทุกข์ ทั้งสุข เป็นความทรงจำที่ดีที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างบางเพลงที่จู่ๆ ก็เล่นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เล่นมานาน แล้วก็ไม่ได้ซ้อมด้วย เรียกว่า เพลงอยู่ในจิตสำนึกของพวกเรา

    พี่ปุ้ย – มันเป็นความภูมิใจในอดีต ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ตำนานเพลงไทย ไม่มากก็น้อย เพราะในช่วงที่ทำเพลง ช่วงที่ดัง เราก็ยังไม่มีความรู้สึกอะไรที่ผิดแผกแปลกไปจากคนทั่วไป เราก็ยังเป็นเรา

    พี่ยุ่น – ทำให้รู้ว่า ช่วงเวลานึงของขีวิตได้ทำให้คนหลายคนมีความสุข สร้างโลกให้สดชื่น มีเสียงเพลง มีคนกลุ่มนึงชอบ ก็ทำให้เรามีความสุข

     

  • สัมภาษณ์สิชล

    สัมภาษณ์สิชล

    วงสิชล

    ” ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “

    ณ บ้านหลังกะทัดรัดหลังหนึ่งในซอยเพชรเกษม 79 เมื่อพวกเราไปถึงเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของพี่วันชัย สุนทรถาวร เจ้าของบ้าน และพี่ฐนิต สุนทรถาวร น้องชาย ซึ่งมารอพวกเราที่บ้านด้วย เอ่ยชื่อออกมาแล้ว เชื่อแน่ว่า หลายคนคงยังงงว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ถ้าบอกว่า พี่น้อง 2 คนนี้ก็คือ ศิลปินดังในอดีตที่เป็นเจ้าของเสียงเพลง ” เหม่อมองท้องฟ้า พาใจซึมเซา จิตใจหงอยเหงาร้าวฤทัย….. ” ที่ร่วมร้องเพลงในนาม ” สิชล ” ล่ะก็ ทุกคนคงจะถึงบางอ้อกันล่ะ

    photo2  วงสิชล

    ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในอดีตที่พวกเราได้รู้จักวงสิชล ด้วยเสียงเพลงที่คลอด้วยกีตาร์ในสไตล์โฟล์คซอง ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิชลก่อตัวกันขึ้นมาทำเพลงได้อย่างไร เพราะในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่เพลงสตริงกำลังอยู่ในความนิยมในหมู่วัยรุ่น ซึ่งทั้งพี่วันชัย และพี่ธนิต ก็จับมือร่วมกันย้อนรำลึกถึงอดีตในวัยเยาว์ และช่วยกันเล่าให้ฟังว่า

    ” แรกเริ่มเดิมที พวกเราพี่น้องก็เล่นกีตาร์กันแค่ในบ้าน แล้วพวกเพื่อนๆ ก็ชอบมานั่งฟังกัน นานวันเข้า แววศิลปินคงเริ่มออกมั้ง ก็ประมาณปี 21, 22 ตอนนั้นก็อยู่ชั้น ป.6 พวกเพื่อนๆ ก็มาขอให้ร้องเพลงอัดใส่เทปให้ด้วย โดยเลือกเอาเพลงของชาตรีบ้าง นักร้องคนโน้นบ้างคนนี้บ้างหลายๆ คน ซึ่งมันสะใจกว่าไปหาซื้อเทป ซื้อทีได้แค่ 10 เพลง แล้วก็เป็นแค่ศิลปินคนเดียว หรือวงเดียวเท่านั้น แต่พอเราอัดให้ เพื่อนๆ ก็จะได้เพลงหลากหลายตามแต่เค้าจะเลือก ซึ่งตอนหลังๆ นี่ ทั้งเพื่อนพี่สาว และพวกเพื่อนๆ ก็จะจ้างให้ร้องอัดใส่เทป คิดให้เพลงละ 2 บาท ทีแรกก็จะไม่เอาตังค์นะ แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่า อัดๆ มาเถอะ….. ”

    แววศิลปินของพี่ๆ ทั้ง 2 คนไม่ได้อยู่แค่เล่นกีตาร์เก่ง ร้องเพลงเพราะเท่านั้น พี่ๆ ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า

    ” ช่วงนั้น นอกจากร้องเพลงอัดให้เพื่อนแล้ว พวกเราก็ยังมีเพลงที่แต่งกันเองอยู่หลายเพลง ทีนี้ ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปสงวนลิขสิทธิ์เพลง ก็เลยจัดแจงเขียนโน้ตไปเองเลย ไปถึง ก็เจอครูสง่า อารัมภีร์ พอครูสง่ารู้จุดประสงค์ ก็คว้าโน้ตเดินนำไปห้องอัดเสียง เริ่มเล่นเพลงแรกทันที แล้วก็ถามมานะว่า ” เขียนเองเหรอ ” แล้วครูก็เล่นเพลงตามโน้ตทั้ง 10 เพลง พร้อมทั้งแนะนำเพิ่มเติมถึงวิธีการเขียนโน้ตที่ถูกต้องให้ด้วย จริงๆ แล้ว ที่ครูเค้าเล่นดนตรีในวันนั้น ก็เพื่อจะดูว่า โน้ตที่เอามาน่ะ ใช้ได้จริงมั้ย เพราะว่าสมัยนั้น ถ้าดูโน้ตไม่เป็น เขียนโน้ตไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์สงวนลิขสิทธิ์ แล้ววันนั้น พอครูเล่นเสร็จ ยังบอกว่า ” หนู เอาให้ดังนะลูก ” จากนั้น พี่ก็เลยรีบกลับมาแก้โน้ต แล้วทำเรื่องสงวนลิขสิทธิ์จนเสร็จเรียบร้อย ”

    วงสิชล

    เสร็จจากเรื่องลิขสิทธิ์ พวกพี่ๆ ก็คิดจะเดินเรื่องอัดเสียงต่อไป แล้วจะอัดเสียงในนามอะไรล่ะ ลองมาฟังพวกพี่ๆ เค้าพูดต่อดีกว่า

    ” ทีแรก พวกเราตกลงที่จะใช้ชื่อไทยๆ เหมือนชาตรี ก็เลยไปให้พระตั้งให้ ท่านก็ตั้งมาว่า ” ตรีโกณ ” ( ถึงตอนนี้ ก็เรียกเสียงหัวเราะในวงสนทนากันลั่น ) ตอนนั้นยังคิดกันอีกนะว่า สายชล ก็เพราะดีนะ แต่ก็ไปตรงกับชื่อนักร้องนำวงอินโนเซ้นส์ ทีนี้ก็เลยมานึกกันว่า ถ้าจะเป็นน้ำ พวกเราก็ขอเป็นน้ำน้อยๆ ดีกว่า เลยเลือกที่ชื่อ ” สิชล ” แปลว่า น้ำน้อย ซึ่งมันก็เปรียบ เหมือนกับพวกเราพี่น้องที่มีทุนน้อย ถ้าเจอไฟแรงๆ พวกเราก็คงระเหยไปเลย ”

    ถึงตอนนี้ ชื่อวงก็มีแล้ว เพลงก็มีแล้ว สงวนลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้วด้วย มาดูกันว่า พี่ๆ เค้าจัดการเรื่องการเตรียมการ และค่าใช้จ่ายของห้องอัดเสียงยังไง เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย สำหรับเด็กนักเรียนในยุคนั้น

    ” เรื่องค่าใช้จ่ายนี่ ก็ขอแบ่งเงินจากที่แม่เปียแชร์มาส่วนนึง มาเป็นค่าเช่าห้องอัด และตัดแผ่น เลยมีการแซวกันว่า ได้ดีเพราะแม่เปียแชร์(หัวเราะ) แล้วก็ไปเช่าห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ก่อนอัดเสียงก็ซ้อมกันก่อนประมาณ 2 เดือน กะให้พร้อมที่สุด เพราะถ้าอยู่ในห้องอัด แล้วหลุด หรือพลาด ก็ต้องเริ่มใหม่ แล้วเราก็ต้องการให้เซฟที่สุดด้วย ใช้เวลาในห้องอัดวันนั้น 3 ชม. ตอนนั้นก็ชม. ละ 300 บาท รวมค่าน้ำมันเสร็จสรรพก็พันนึง ทำกันอยู่ 3 คน มีพี่ 2 คน กับเพื่อนอีกคนชื่อ สมชาย ตอนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว ”

    ” อัดเสียงเสร็จตอนนั้น ก็ไปตัดเป็นแผ่นเสียงแผ่นเล็ก แล้วก็มาใช้ปากกาเคมีช่วยกันเขียนชื่อวงบนแผ่นเสียง ก็ตัดได้หลายร้อยแผ่นอยู่ เสียค่าตัดเป็นหมื่น แล้วก็ไปแจกตามสถานีวิทยุ ฝากให้ดีเจช่วยเปิดให้ เที่ยวแจกจนรู้จักทุกสถานีว่า คลื่นไหน อยู่ที่ไหน มีอยู่ทีนึง ไปแจกที่ห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ตอนนั้นท่านเป็นนายกสมาคมดนตรี ท่านก็ให้โอกาสกับศิลปินทุกคนนะ ไม่ว่าหน้าเก่าหน้าใหม่ ใครไปฝากแผ่นไว้ ก็จะได้รับการเรียงลำดับก่อนหลังรอการเปิด ไม่มีการแซงคิวเลย หลังจากนั้น เพื่อนๆ ก็มาเสนอให้ทำเทปด้วย ก็เลยทำมาซัก 300 ม้วน เผื่อเหลือด้วย เผื่อแจกด้วย กะขายเพื่อนๆ ซัก 50 ม้วน ขายต่อไปอีกซักหน่อยก็จะได้ 100 ม้วน แล้วถ้าเกิน 100 ม้วน ก็เป็นกำไรแล้ว ตอนนั้นก็ขายอยู่ม้วนละ 50 บาท แม้แต่ปกเทปนะ ยังขอให้โรงพิมพ์ใช้กระดาษสี แล้วพิมพ์แค่สีเดียว เพื่อเซฟต้นทุน แล้วก็ไปหาสติ๊กเกอร์น่ารักๆ มาแปะติด หามาได้ 3 ลาย เลยกลายเป็นมีปกเทปอยู่ 3 เวอร์ชั่น ใครชอบลายไหนก็เลือกเอา (หัวเราะ)”

    photo5 photo6

    “ เทปงวดแรก 300 ม้วนนั่นก็ไม่เหลือเลยนะทั้งขายทั้งแจก พอทำงวด 2 ก็ทำอีก 300 ม้วน แต่คราวนี้พัฒนาปกแล้ว เพราะพอจะมีกำไรจากงวดแรกมาบ้าง งวด 2 ที่ทำออกมา ก็ไปเสนอขายอยู่หลายสิบแห่ง แต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะสวนกระแสกับเพลงสตริงในขณะนั้น จนวันนึง เข้าไปที่โซนิคเรคคอร์ด เจอคุณพรชัยซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท และเพิ่งจะได้ยินเพลงของพี่ทางวิทยุพอดี ก็เกิดชอบใจ เพราะเป็นเพลงแนวโฟล์คที่คุณพรชัยชอบเหมือนกัน เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน และคุณพรชัยก็เป็นคนวางแผนโปรโมต จนเทปขายดิบขายดี ผ่านทางสื่อทีวี และวิทยุ แล้วคุณพรชัยก็ยังเป็นผู้คิดสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วยตัวเองด้วยนะ …ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “ สิชล” วงดาวรุ่งดวงใหม่ ขอถ่ายทอดเป็นบทเพลงรักหวานซึ้ง “ รักลืม ” ( คลอเพลง ) “ รักลืม ” บทเพลงที่มีทั้งอดีตและปัจจุบัน เคลือบไว้ทั้งน้ำตาล และน้ำตา สำหรับท่านที่กำลังมีความรัก และท่านที่ถูกรักลืม …

    หลังจากงานโปรโมตโดยมืออาชีพแล้ว ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแน่นอนกับชีวิตของศิลปินหน้าใหม่ 2 ชีวิตนี้ ซึ่งพี่ทั้งสองก็ยอมรับว่า

    “ พอมีการโปรโมตผลงานเพลงแล้ว ผู้ฟังก็เริ่มรู้จักเพลงมากขึ้น งานมีมากขึ้น ทั้งออกรายการทีวี เล่นคอนเสิร์ตทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังจำได้ถึงวันที่ต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่ภูเก็ต วันนั้นเป็นวันที่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ในเที่ยวบินนั้น พวกเราก็ได้เจอพวกพี่ๆ วงรอยัลสไปรท์ซึ่งจะไปแสดงคอนเสิร์ตเหมือนกัน ฟังจากที่พี่ๆ เ ค้าพูดกัน ก็เลยได้รู้ว่า พวกพี่ๆ เค้าก็ขึ้นเครื่องบินในวันนั้นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน “ วงสนทนาในวันนั้นเลยได้ฮากันอีกรอบ

    วงสิชล

    ต่อจากอัลบั้มชุดนี้แล้ว ทุกคนคงกำลังรอฟังอยู่ว่า วงสิชลยังมีอัลบั้มชุดต่อไปหรือไม่

    “ หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกประสบผลสำเร็จแล้ว ช่วงนั้น พอดีพวกพี่ประสบปัญหาทางครอบครัวด้วย มันก็เลยโยงใยให้เกิดปัญหากับทางโซนิค ซึ่งมาคิดๆ ดูตอนนี้แล้ว ก็คิดได้ว่า น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดกัน แต่ในช่วงเวลานั้น ความเป็นเด็กวัยรุ่น ยังอ่อนหัดในงานที่เพิ่งก้าวเดิน ยังมีความมุทะลุอยู่ ทำให้ตัดสินใจแยกตัวออกจากบริษัท การทำงานในอัลบั้มชุดที่ 2 เลยเป็นการทำงานกับบริษัทใหม่ งานเพลงก็ยังเป็นเพลงที่พี่แต่งเองอยู่ ทำการบันทึกเสียง ออกเทปทุกอย่าง แต่ว่า… ทางบริษัทไม่มีการโปรโมตให้ ตอนนั้นก็งงเหมือนกันนะ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนั้นเรามีสัญญาให้เค้าจัดจำหน่ายอยู่ ก็เลยทำอะไรไม่ได้ แล้วหลังจากนั้น เค้าก็ยังให้ทำชุดที่ 3 อีกนะ ทำแล้วก็เหมือนเดิม คือไม่มีการโปรโมต เหมือนกับว่า จะให้ชื่อเสียงเราเป็นตัวโปรโมต สุดท้ายก็คือ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิชลมีอัลบั้มชุดที่ 2 และ 3 ออกมาแล้ว พอชุดที่ 4 พวกพี่ก็ออกมาทำกับอีกบริษัทนึง คราวนี้มีเพื่อนมาร่วมวงเพิ่มอีก 4 คน มีกลองเพิ่มขึ้นด้วยนะ ชุดนี้ก็ใช้ชื่อว่า มั่นใจรอ แต่ก็อย่างว่า ช่วงเวลามันทิ้งช่วงมานาน คราวนี้ ก็เลยทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร “

     

    วงสิชลณ ปัจจุบันนี้ หลังจากที่เลิกทำเพลงแล้ว พวกพี่ๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็สงสัย เพราะข่าวคราวของพวกพี่ๆ เงียบหายไปจริงๆ ยิ่งแต่ก่อน ตอนที่ออกผลงานเพลง ทั้งปกแผ่นเสียง ปกเทป ไม่มีแม้แต่รูป หรือชื่อพวกพี่ๆ ให้เห็นเลย ข่าวคราวบางข่าวที่ออกมาตอนนี้ ก็มีทั้งข่าวลือต่างต่างนานา ลือแม้กระทั่งว่า ขณะนี ้ นักร้องวงสิชลถึงขั้นพิการด้วยซ้ำไป ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความกระจ่างว่า

    “ ก่อนอื่นนะ พวกพี่ก็ต้องขอขอบคุณคุณพรชัยจากโซนิคเรคคอร์ดก่อน ถึงแม้ว่าตอนนั้น จะเกิดการเข้าใจผิดกัน จนต้องจากกันมา แต่ว่าพี่พูดได้เลยนะว่า ตอนนั้นน่ะ ถ้าไม่มีเฮียพรชัย พวกพี่ก็ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน “

    วงสิชล

     

    มอลลี่ & พี่ดา : สัมภาษณ์

    พี่วันชัย และพี่ฐนิต แห่งวงสิชล ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงวงสิชลด้วยค่ะ

    วงสิชล