Author: เจ้าชายน้อย

  • รวยรินกลิ่นความหลัง โดย ชาลี อินทรวิจิตร

    รวยรินกลิ่นความหลัง โดย ชาลี อินทรวิจิตร

    ทุกอักษร ร้อยกรองมาจากหัวใจ เป็นบทเพลงที่เขียนให้เฉพาะเพื่อน
    แง้มหน้าต่างความทรงจำอันรางเลือน เสมือนระฆังบอกโมงยามความเป็นเรา
    รวยรินๆ หอมกลิ่นความหลัง ทำให้นึกถึงหรือบางทีอาจจะได้รวมเล่มเป็นที่ระลึก
    สำหรับชีวิตของตัวเอง ก่อนที่ใบไม้สีเหลืองกร้านๆใบนี้จะปลิดปลิวไปตามกาลเวลา

    ครับ! เพลงนี้ผมเขียนไว้อาลัยคุณ สุนทร สกลวัฒนา หรือที่เราเรียกถนัดปากว่า “ป้อมปราการ” นักเขียนจากที่ราบสูงเป็นคนอีสานโดยกำเนิด สังกัดน.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับความไว้วางใจ จากกกองบรรณาธิการให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวบันเทิง ควบคู่กันไปกับตำแหน่งหัวหน้าข่าวกีฬา คือควบคุมดูแลทั้งหน้า 13 และหน้า 15 รับผิดชอบทั้ง 2 หน้า! แบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดาหรอกครับผม

    สมัยนั้นวงการกีฬาโลก โดยเฉพาะมวย ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคือหนังสือ “เดอะริงค์” ของแน็ต แฟร็ทเชอร์ เป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุด ทุกครั้งที่เขาเหยียบแผ่นดินไทย ท่ามกลางนักข่าว รุมล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อหาข่าว แต่คำแรกที่แน็ต แฟร็ทเชอร์ เอ่ยปากสวนคำถามนักข่าวคือ แวร์ อิส มิสเตอร์ป้อม นั้นหมายถึงว่า แน็ต แฟร็ทเชอร์ แกรักคุณสุนทร สกลวัฒนา หรือป้อมปราการของเรา เหมือนลูกชายคนหนึ่งของแก นี่คือความพิเศษของป้อมปราการ

    แดดจัดพัดลมแรง อาจทำให้ป้อมปราการกลายเป็นใบไม้ที่หลุดจากขั้วปลิดปลิวไป ภัยมืดของชีวิตเขาคือโรคร้ายที่คอนเบียดเบียนกัดกร่อนร่างกายเขาทุกเวลานาที จนกว่ารถรางสายชีวิตของเขาจะจอดป้ายสุดท้าย เพราะแล่นต่อไปไม่ไหวแล้ว นั้นคือละครปิดฉากชีวิตของเขาก็จบ เปลวไฟในคืนหนาวคงเหลือเพียงเถ้าธุลี
    มีอะไรที่โลกให้มาแล้ว ไม่เอากลับคืน

    จำได้คืนนั้น รายการชรินทร์โชว์ จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยป้อมปราการโดยเฉพาะ ไม่เจาะจงว่าเป็นใครมาร่วมในรายการ แต่มิตร เพชราและดาราทั่วฟ้าเมืองไทย ต่างคนต่างแต่งชุดขาวดำมาในรายการเพื่อแสดงความรัก และอาลัยป้อมปราการเนืองแน่นสถานีโทรทัศน์

    แม้แชมเปี้ยนโลกที่ยิ่งใหญ่อย่าง โผน กิ่งเพ็ชร อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก แชมป์มวยไทย ก็ผุดลุกผุดนั่งที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ขาวดำ หน้าสลอน รอออกอากาศร่วมไว้อาลัย และแล้วไฮไลด์ช่วงสุดท้าย คืนนั้นคือเพลง”เพื่อนตาย” ชรินทร์ร้องเพลงนี้ทั้งน้ำตา เพลงเพื่อนตายแตะน้ำตาให้กับชีวิตของประชาชนผู้ฟังและดาราดดยทั่วกัน วันฌาปนกิจศพของเขา ไทยรัฐลงเนื้อเพลงเพื่อนตายในหน้า 13 ขบวนแห่ศพของเขา คุณเชื่อไหมยาวเป็นกิโล หัวขบวนมาถึงวัดสระเกศแล้ว แต่ท้ายขบวนยังอยู่ที่วัดตรีทศเทพ(สมัยนั้นที่วัดตรีทศเทพยังไม่มีเมรุเผาศพ)

  • ท่าฉลอม เพลงจากบ้านเกิดของ ชาลี อินทรวิจิตร

    ท่าฉลอม เพลงจากบ้านเกิดของ ชาลี อินทรวิจิตร

    ลมหัวทะเล พัดฉ่ำระส่ำมาสู่ฝั่ง ตั้งแต่หัวค่ำคืนนั้น พื้นน้ำและระลอกขาวพร่างทะเล ความเย็นชื่นแผ่กระจาย ตั้งแต่หัวบ้านวัดช่องลมมาจนทั่วละแวกบ้านชายทะเลเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในหัวใจของผมไม่เว้นแม้แต่บริเวณที่ผมยืนอยู่ ก็แล้วทำไมผมต้องมายืนมาเดินบนถนนเหงาๆ ที่มีแสงไฟวอมแวมข้างทางสลัวๆ เงาดำบนพื้นถนนซึ่งทอดยาวขึ้นและดำมืดขึ้นทุกทีทุกทีเมื่อค่อนดึก แต่ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน จะมีรถจักรยานสามล้อผ่านไปผ่านมาสักคันก็ทั้งยาก

    นี่หรือบ้านเกิดของผม กี่เดือนกี่ปีก็ทึบทึมอยู่อย่างนี้ คนละแวกบ้านผมทุกคนมุ่งแค่จะทำมาหากิน ไม่มีใครเลยที่จะเสียสละทุ่มเทพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตกปลา หรือกินอาหารทะเลสดๆในวันสุดสัปดาห์ ก็ใกล้แค่นี้เอง ใช่ “ท่าฉลอม” ใกล้แค่นี้เอง

    “แต่มันไกลหัวใจแกมากใช่ไหมหง่า พี่ไม่เคยเห็นแกแต่งเพลงให้บ้านเราสักเพลงเลย ดีแต่ไปแต่งเพลงให้บ้านอื่นเมืองอื่น ทุ่งรวงทองงี้ แสนแสบงี้ กว๊านพะเยาเอย สาวนครชัยศรีเอย”

    ผมทะลุกลางปล้องขึ้นทันที “อ้าวทำไมล่ะ ผมจะแต่งเพลงนี้ให้แฟนผมมั่งไม่ได้เหรอ ศรินทิพย์เขาเป็นสาวนครชัยศรีนะ”

    “แล้วท่าฉลอมล่ะ มันเล็กมากใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น” พี่สาวผมว่า

    “พี่อิจฉาเพลงน่ะซิ” ผมพูดเบาๆเปรยๆไม่ได้ตั้งใจ “ใช่ฉันขี้อิจฉา ก็ยังดีกว่าคนหัวใจป่าช้าหยั่งแก ไม่รู้คุณค่า ไม่รักแผ่นดินถิ่นเกิด เคยทำอะไรให้บ้านเราชื่นใจมั่งหรือเปล่าแกน่ะ”

    เจ็บในน้ำคำ จำในใจจ๋อยๆ เห็นจักรยานสามล้อแล่นอ่อยๆอ๋อยๆไป ช่างหัวมัน ผมจะเดินซะอย่าง จะเมียงมองข้างทางให้เห็นแง่เห็นมุมที่จะเอามาเขียนเพลง เสียงพี่สาวยังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกลึกๆในใจผม

    “ทำไม ท่าฉลอมมันเล็กมากใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น”

    บ้านเกิดของผมกี่เดือนกี่ปีก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ เคยเห็นยังไงก็เป็นยังงั้น ผมเดินจากบ้านมาไกลพอควร ถึงยังไงผมก็จะเดินไปให้สุดถนนที่ปลายสะพาน เรือกำลังจะออกจากท่าพอดี ผมทั้งวิ่งทั้งเดินก็ยังไม่ทัน ต้องหันกลับมานั่งรอ กว่าเรือจะกลับมารับ ก็คงไม่ต่ำกว่าครั้งชั่วโมงมั้ง เพราะกว่าคนจะขึ้นเรือจนเต็มจากฝั่งกระโน้นคงต้องใช้เวลา

    ทะเลเป็นของโลก บางวันโศก บางวันเศร้า
    ท่าฉลอมเป็นของเรา กำลังเหงาๆ พอดีเจอเฒ่าทะเล

    ลุงคนนั้นแกเป็นนายท่าเรือ รูปร่างบึกบึน ผมหงอกจนเป็นสีขาวไปทั้งหัว ผมก็สนทนาปราศรัยไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดว่าจะเจอเฒ่าทะเลตัวจริง

    “มีเรือลำเดียวหรือครับลุง” ผมถามแก

    “มีสองสามลำคุณ แต่กลางคืนมีแค่ลำเดียว” แกตอบ

    “ผมต้องรอนานไหมเนี่ย”

    “ก็จนกว่าคนจะเต็มเรือนั่นแหละ ถึงจะออกจากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้”

    “ลุงอยู่ท่าฉลอมมานานแล้วหรือครับ” ผมขยับเข้าไปใกล้แกอีกหน่อย ลุงแกมองผมอย่างไม่แน่ใจว่าผมจะเป็นชายประเภทสองหรือเปล่า เพราะหน้าตาผมก็ดูดี

    “ผมเป็นน้องชายพี่สงวน เป็นหลานย่าเรียม ลือประเสริฐครับ” เท่านั้นแหละ ลุงแกก็เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย จับเข่าคุยกับผมอย่างเป็นกันเองทันที

    “ลุงเป็นชาวเล เรือประมงหาปลาทุกลำ ลุงเคยอยู่ เคยกิน เคยนอน เคยรอนแรมไปกับเรือหาปลา ดักลอบ กู้อวน แม่แต่เรือท่านเจ้าสัวพ่อคุณเรียม ลือประเสริฐ ที่มีเรือเป็นสิบๆลำก็ยังไว้ใจลุง” ผมชักสนใจเรื่องราวอันเกี่ยวกับบ้านผมและญาติๆของผม

    “เล่าให้ผมฟังเถอะลุง อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับท่าฉลอมหรือเมืองมหาชัยของเรา” เฒ่าทะเลตัวจริงหยิบบุหรี่ใบที่ม้วนยาฝอยไว้เรียบร้อยจากกระป๋องขึ้นมาจุดไฟสูบ 2-3ครั้งประมาณนั้น นัยน์ตาก็เลื่อนลอยมองไปที่ฝั่งมหาชัยที่ม่านฟ้าดำมืดมีแต่ดาวระยิบระยับอยู่ไกลๆ

    กระแสคลื่นอันคลุ้มคลั่ง หรือจะขลังเท่ามนต์แห่งความรัก ที่ใอ้หนุ่มผิวทองแดงเพิ่งจะรู้จักเริ่มจะริรัก ไหนจะมีปลาที่คัดแล้วว่าดีผูกติดเอวอยู่ 2-3 ตัว ไหนจะเอาเสื้อผ้าผูกเทินหัวไว้ไม่ให้เปียก แต่ความรักรอคอยอยู่ มันจึงว่ายตัดคลื่นปราดเปรียวเป็นฉลามกล้าไปสู่ฝั่งมหาชัย เพราะแม่พยอมหอมหัวใจ รอคอยอยู่แล้ว

    “ก็เธอสวยใช่ไหมจ๊ะ…ทะเลจ๋า”

    ชีวิตไอ้หนุ่มตังเก ดำเนินไปในความรักได้ไม่ช้าไม่นาน สาวพยอมก็ถูกพรากจากฝั่งมหาชัยไปเป็นดอกไม้ประดับหูชายอื่นเมืองอื่นเสียแล้ว ความรักของไอ้หนุ่มชาวเลเหมือนพายุผ่านไปชั่วแล่น ไม่เห็นหน แต่พี่ก็รักพยอมเหมือนรักทะเลนะ

    ที่ต้องเห็นต้องทนอยู่ตลอดชาติ ชั่วลมหายใจ ผมก็ได้เพลงท่าฉลอมไว้ในท่อนหนึ่งว่า “พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอมเพราะรักพยอมยามยาก” เศร้าซึมไปกับคำเล่าของลุง แต่ก็ต้องตื่นจากภวังค์ เมื่อระฆังเร่งให้คนลงเรือ เพราะเรือกำลังจะออกจากท่าเรือข้ามมาฝั่งท่าฉลอมตั้งนานแล้ว และคนกำลังจะเต็มจะข้ามกลับไปฝั่งมหาชัย

    “เร็วคุณ เรือจะออกแล้ว”

    ผมก็เร็วทันใจ วิ่งไปที่สะพานกระโจนแผล็วลงไปที่เรือ เรือเบนหัวออกจากฝั่งทันที แล้วก็นึกขึ้นมาได้รีบเดินหลีกคนมาทางท้ายเรือตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

    “ลุง ผมลืมถามไป ลุงชื่ออะไรนะ”

    “บุญเย็น”

    “ขอบใจ ผมจะเขียนเพลงจากชีวิตรักของลุงได้ไหม?”

    “เพลงอาราย……?”

    “ท่าฉลอม” เสียงสุดท้ายกลืนหายไปกับเสียงเครื่องยนต์

  • กว๊านพะเยา – เพลงจากสายน้ำ โดย ชาลี อินทรวิจิตร

    กว๊านพะเยา – เพลงจากสายน้ำ โดย ชาลี อินทรวิจิตร

    ผมถูกหลอก ถูกโกหกคำโตมา 40 กว่าปี ว่า “กว๊านพะเยา”งดงาม สมเป็นสายน้ำธรรมชาติ เช่น แม่ปิง แม่วัง ยม น่าน ฟังเขาเล่าว่าน้ำใสยังกับตาตั๊กแตนดอกหญ้าพลิ้วไหว อยู่ริมฝั่ง หนุ่มสาวพลอดรักกันเป็นคู่ๆ สายน้ำไหลรินอยู่ชั่วนาตาปี อย่างนี้ทำไมเล่าผมจะไม่เคลิ้มคล้อย ยิ่งได้ยินคำกระแนะกระแหนว่าเขียน หรือแต่งยังไงเพลงกว๊านพะเยาก็คงดังเทียบเพลงเรือนแพ ที่ดังก่อนภาพยนตร์จะฉายเสียอีกไม่ได้ ผมถือว่าเป็นคำท้าทาย เรือนแพ ผมแต่งกับคุณสง่า อารัมภีร์ “กว๊านพะเยา” ฟ้าเป็นใจให้ผมแต่งกับคุณสมาน กาญจนะผลิน ผมประมาณในใจว่าต้องสู้ได้ ถ้ากว๊านพะเยา สวยสมคำบอกเล่าของชรินทร์ นันทนาคร และดอกดิน กัลยามาลย์จริง

    “โอ้ธารสวรรค์ กว๊านพะเยา ธารรักเราครวญคร่ำ
    ลมโชยพริ้วฉ่ำ ในวังน้ำวน พร่างพรมมนต์รักมา
    ดูราวสายชล ธารสวยตระการ อยู่ในนิทรา
    แว่วเพลงรัก ของปักษา ร้องอำลาคืนรัง”

    ผมฝันมากไปหรือเปล่า วานท่านผู้อ่านคิดเอาเอง ผมเข้าใจว่า กว๊านพะเยา งดงามด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสายน้ำอันฉ่ำใสไร้มลพิษ ถ้ามีทำนองพิเศษอีก 8 ห้องเหมือนกับเพลงยุคใหม่ ผมอาจจะเขียนคำร้องเพิ่มเติมว่า ลำธารเล็กๆของกว๊านพะเยา จะคดเคี้ยวเลี้ยวลับ หายไปที่เส้นขอบฟ้า พัดพาเอาความชื่นฉ่ำ ความรัก ความอาทรเยื่อใยจากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ให้ผู้คนยิ้มกว้างเต็มแผ่นดิน

    5 ปี ต่อมา จากวันที่แต่งให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นของกัญญามาลย์ภาพยนตร์ไปแล้ว วันเวลานำพาชีวิตผมมาสัมผัสกับกว๊านพะเยาเข้าจริงๆ กว๊านพะเยาก็คือบึงกว้างใหญ่นั่นเอง ไม่มีน้ำไหลรินอย่างที่ผมเข้าใจ กว๊านพะเยาถูกปล่อยปละละเลยตามมีตามเกิด มีผักตบชวาซบน้ำอยู่เกลื่อนกลาด กลางบึงมีตาแก่คนหนึ่งกำลังลอยเรือตกปลายอยู่กลางแดดอย่างคนสู้โลก เป็นฉากหม่นในชีวิตที่ผมได้ใกล้ชิดกับกว๊านพะเยา โดยที่แอ่งกว้างๆแห่งกว๊านไม่รับรู้ใด ๆ กับบทเพลงของผมเลย

    หลายคำในบทเพลงถูกเยาะเย้ยได้ แต่ความภูมิใจไม่มีใครหยามหยันได้หรอก บางถ้อยคำในเพลงเกินความเป็นจริง แต่ก็ยังเป็นบทเพลงอมตะที่หลายหลากคนยังร้องกันอยู่
    กว๊านหรือบึงเกาะแก่งแอ่งน้ำไร้สายน้ำไหลก็จริง แต่จะกวาดฟ้าครามที่ลอยอยู่เหนือกว๊านหรือบึงออกได้หรือ จะห้ามดวงตะวันสีแดงที่ส่องประกายระยิบระยับ ตอนจะลาลับโลกโศกสลดในกว๊านอันกว้างใหญ่ได้หรือ

    “โน่นทิวทุ่งลิบ รวงทิพย์ เรืองรอง ราวสีทองเปลวปลั่ง
    ธาราไหลหลั่ง ใสราวน้ำวัง ขังน้ำตาแห่งดาว
    ห้วงน้ำลึกนัก ห้วงรักลึกกว่าหลายเท่า
    แม้นรัก มิจริงกับเรา อายกว๊านพะเยา หลายเท่าเอย”

     

  • เพลงไทยสากลกับวรรณคดีไทย

    เพลงไทยสากลกับวรรณคดีไทย

    วรรณคดีไทยเพลงไทยสากลได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีไทยทั้งทางด้านเนื้อหาและความคิดบางประการ ในสี่ลักษณะด้วยกันคือ

    1 . คัดเนื้อหามาจากวรรณคดีไทยโดยตรง ประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะคัดลอกเนื้อหาตอนใดตอนหนึ่งจากวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาใส่ทำนองเพลงเข้าไป โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำใดๆ หรือแก้ไขเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น

    เพลง “ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ” คัดเนื้อหามาจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เรื่อง “เวนิสวาณิช” ตอน “ลอเรนโซ บรรยายให้ เช็สซิกา ฟังเกี่ยวกับเรื่องคนไม่มีดนตรีในหัวใจ” ดังนี้

    ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
    อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
    ฤๅอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
    และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี่
    ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

    เพลงนี้ ประพันธ์ทำนองโดย สง่า อารัมภีร บันทึกเสียงครั้งแรกโดย สุเทพ วงศ์กำแหง

    2. คัดเนื้อหามาจากวรรณคดีไทยแล้วแต่งขยายเพิ่มเติม เพลงประเภทนี้ผู้แต่งเพลงจะคัดเนื้อหาจากวรรณคดีมาเกริ่นในตอนต้นของเพลง หรือตอนท้ายเพลง และแต่งขยายเพิ่มเติมเช่น
    เพลง “ยอดพธูเมืองแปร” คัดเนื้อหามาจากโคลงบทหนึ่งใน “นิราศนรินทร์” มาไว้ตอนต้นเพลง


    โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดินดีฤๅ

    เกรงเทพไทธรณิน ลอบกล้ำ
    ฝากลมเลื่อนโฉมบิน บนเล่า นาแม่
    ลมจะชายชักช้ำ ชอกเนื้อ เรียมสงวน
    แม่ยอดพธูเมืองแปร ช่างสวยแท้งามเด่น
    งามเหมือนหนึ่งจันทร์เพ็ญ สมเป็นยอดนารี
    พี่อยากยลโฉมเจ้า หลงรักเฝ้านิยม
    แต่ต้องตรมไม่สมฤดี หรือบุญพี่จะมีไม่ถึง
    เจ้าหลับเอนกายสยายเกศา ยั่วอุราให้ข้าตะลึง
    อกแม่งอนเต่งตึง งามประหนึ่งอุบล
    แม้ยามห่างน้องหมองหม่น จะฝากหน้ามนพี่ขัดสนจนใจ
    โฉมเอย แม่งามเลิศลักขณา หรือจะลองฝากฟ้า ข้ากลัวจะเหลิงไป
    จะลอยโพยม พระพรหมท่านจะคลั่งไคล้ ใครเล่าจะแล
    พี่ฝากกับใครใจหวง ไม่เหมือนดังดวงใจ แม่ รักแท้คงเมตตา
    เออหรือลอง ฝากกับท้องคงคา พี่คิดยิ่งพาหมองไหม้ ไม่อยากให้ใครกล้ำกราย
    พี่ห่วงดวงใจ หลงใหลงมงาย รักไม่คลาย เพียงหนึ่งน้องนางเดียว

    เพลงนี้ประพันธ์คำร้อง-ทำนองโดย ไสล ไกรเลิศ บันทึกเสียงครั้งแรกโดย สุเทพ วงศ์กำแหง

    3 . ดัดแปลงเนื้อหาบางตอนในวรรณคดีไทย เพลงประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะนำเนื้อหาบางส่วน จากวรรณคดีมาตัดตอนหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเสียใหม่ ซึ่งจะเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้
    บทประพันธ์ของ สุนทรภู่ เรื่อง “พระอภัยมณี” ตอน “พระอภัยมณีให้คำมั่นสัญญาแก่นางละเวง”

    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
    แม้เกิดในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
    แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
    แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง
    เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
    จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

    เพลง “คำมั่นสัญญา” ประพันธ์ทำนองโดย สุรพล แสงเอก บันทึกเสียงครั้งแรกโดย ปรีชา บุญยเกียรติ

    ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
    แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
    แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
    แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง
    แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์ จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
    ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป



    4. แต่งเนื้อหาขึ้นใหม่โดยอาศัยเค้าโครงจากวรรณคดีไทย เพลงประเภทนี้ ผู้แต่งเพลงจะแต่งโดยจินตนาการจากเนื้อเรื่องและตัวละครในวรรณคดีไทย เช่นเพลง อิเหนารำพัน (ชรินทร์) กากีเหมือนดอกไม้ (ชรินทร์) พิมพิลาไล (สุเทพ) พระลอรำพัน (นริศ) ภาพฝันวรรณคดี (สุเทพ) เป็นต้น

    ที่มา : siamsong.net

  • รอยัลสไปรท์

    รอยัลสไปรท์ เป็นวงดนตรีประเภทสตริงคอมโบ้ที่มีความโดดเด่น และดังมากในยุคนั้น เพราะเป็นวงดนตรีคนหนุ่มยุคใหม่ “รอยัล สไปรท์” ที่ไปไหนมาไหนมักได้ยินแต่ ชื่อและเสียงเพลงของวงนี้แทบทั้งสิ้น

    รอยัลสไปรท์

    สมาชิกก่อตั้งวงนี้จริง ๆ มีเพียงไม่กี่คน นอกนั้นได้สมาชิกใหม่ที่ ฝีมือจัดจ้านมาเสริมทีมงานจนแน่นปั๋ง บรรดาสมาชิกมีดังนี้

    1. อํานาจ ศรีมา หัวหน้าวงและกีตาร์
    2. สุนทร สุจริตฉันท์ นักร้องนําและเครื่องจังหวะ
    3. เสริมเวช ช่วยยรรยงค์ เปียนโน ออร์แกน และร้อง
    4. พิเชษฐ์ ศุภแพทย์ แซ็กโซโฟน ฟลุต และเรียบเรียงเสียงประสาน ประจําวง
    5. เดชา จินดาผล ทรัมเปต
    6. ไพรเวศ วงศ์ธนบัตร ทรัมโบน

    7. นิยม สะอาดพันธุ์ เบสกีตาร์
    8. โอฬาร คําประสิทธิ์

    เมื่อปี 2512 วงรอยัลสไปรท์ ได้รับตําแหน่งรองชนะเลิศประเภทสตริงคอมโบ้ โดย คะแนนแพ้ “ดิอิมพอสซิเบิ้ล” ไป ช่วงนั้นวงดนตรีสตริง กําลังได้รับความสนใจและนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ของวัยรุ่นนักนิยมความมันทั้งหลาย

    สาเหตุที่วงดนตรีนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีหลายสาเหตุด้วยกัน คือฝีมือแต่ละคนจัดว่าเป็นเยี่ยม มนุษยสัมพันธ์ของสมาชิกเป็นเยี่ยมยอดเข้ากับคนได้ทุกระดับ สมาชิกของวงรักกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแตกแยกหรือขาดความสามัคคีแบบวงอื่น หรือเรียกว่าประเภทตัวใครตัวมัน
    เทปและแผ่นเสียงเพลงไทยของวงรอยัลสไปรท์ มีทั้งแบบลูกกรุงและลูกทุ่ง นอกจากนี้บางครั้งยังเอาเพลงอีสานมาร้องและใส่ทํานองของเพลง พื้นบ้านอีกด้วย

    เนื้อเพลง วงรอยัลสไปรท์

    เพลินธรรมชาติ
    คิดถึงเธอ
    เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้
    เทกระเป๋า

    ค่าย ORIGINAL SOUND

    • เจงกีสข่าน (พ.ศ. 2522)
    • มาหาพี่ (พ.ศ. 2522)
    • ถ้าจะบ้า (พ.ศ. 2523)
    • รักสิบล้อรอสิบโมง (พ.ศ. 2523)

    ค่าย AZONA

    • เรื่องจิ๊บจ๊อย (พ.ศ. 2525)
    • หนึ่งไม่มีสอง (พ.ศ. 2525)
    • สวยในซอย (พ.ศ. 2525)

    ค่าย นิธิทัศน์

     อัลบั้ม จีบจู๋จี๋

    จีบจู๋จี๋
    หลอกให้เรารอ
    ไม่ยากนา
    หมดตัวแล้ว
    แม่ปลาไหล
    ITSY BITSY TEENIE WEENE YELLOW POLKADOT BIKINI
    MOTHER IN LAW
    DIANA
    MAKIN’LOVE
    TICKET TO RIDE

    อัลบั้ม หยุดโลก

    หยุดโลก
    พบกันบนดวงดาว
    น้ำกับฟ้า
    น่าอาย
    ไหนๆ ก็ไหนๆ

    อัลบั้ม เต้ยอีสาน

    เต้ยอีสาน
    ผ้าขาวม้า
    ลำเต้ยรำวง
    อิสานลำเต้ย
    แม่ย่องตอด
    สู้เขาได้สะบายมาก
    อีสานเหงา
    ม่วนแท้น้อ
    ผมจน
    ข่างหัวมันเถาะ
    รำวงเชียงบัว
    เสียงพิณลำเพลิน

    สู่อวกาศ (พ.ศ. 2527)
    รอยัลสไปรท์ส’28 ซูเปอร์เมดเล่ย์ฯ (พ.ศ. 2528)
    มายาแฟนตาซี (พ.ศ. 2529)

  • วินัย พันธุรักษ์

    วินัย พันธุรักษ์

    วินัย พันธุรักษ์ จบการศึกษาจากวิทยาลัยพณิชยการพระนคร สมัยเรียนหนังสือเป็น ประธานชมรมดนตรีของทางวิทยาลัยด้วย หลังจากจบแล้วรวมตัวกับเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีประเภทสตริงคอมโบ้โดยเล่นกีตาร์คอร์ต จากนั้นก็หันมาเล่นให้วง “ดิอิมพอสซิเบิล” ในตอนแรกก็เล่นกีตาร์คู่กับ เศรษฐา ศิระฉายา แต่ตอนหลังหันมาเล่นเครื่องเป่าประเภทแซกโซโฟนและฟลุตแทน

    วงดนตรี “ดิอิมพอสซิเบิ้ล” ได้รับความสําเร็จอย่างมากจากแฟนเพลงวัยรุ่นทั้งหลายในยุคนั้น โดยสามารถคว้าถ้วยพระราชทานดนตรีประเภทสตริงคอมโบ้ถึง 3 ปีซ้อนติดต่อกัน โดยเริ่มจากปี 2511 เป็นต้นมา ความดังของ วงดนตรีนี้เทียบเท่ากับวงดนตรี “เดอะ บีทเทิ่ล” ของอังกฤษเลยทีเดียว

    สมัยที่รวมวงก่อนที่ “ดิอิมพอสซิเบิ้ล” จะแยกสลายตัวจากกัน วินัย พันธุรักษ์ จัดว่าเนื้อหอมพอสมควร เพราะได้เคยอัดแผ่นเสียงเพลงไทย ฮิต ๆ ไว้หลายต่อหลายเพลง แต่ที่นิยมและรู้จักมากเห็นจะได้แก่ “คอยน้องข้องใจ” และ “ไหนว่าจะจํา”

    จากนั้นรวมวงกับเพื่อน ๆ ตั้งวงใหม่ “โอเรียนเต็ลฟรังค์” และสามารถ ร้องเพลงฮิต “สิ้นกลิ่นดิน” จนได้รับความนิยมในหมู่แฟนเพลงวัยรุ่นและนักนิยมเพลงอย่างกว้างขวาง และเคยแสดงภาพยนตร์ในยุคหนึ่ง เช่นเรื่อง “ลูกสาวกํานัน” “แม่แตงร่มใบ”

    ผลงานเพลง

    แม่ยอดรัก

  • อุมาพร บัวพึ่ง

    อุมาพร บัวพึ่ง

    อุมาพร บัวพึ่ง

    อุมาพร บัวพึ่ง เป็นนักร้องแนวเพลงลูกกรุง มีผลงานเพลงออกมามากมาย และได้รับความนิยมอย่างสูงสุดจากบรรดานักจัดรายการและแฟนเพลงทั้งหลายในยุคนั้น

    เริ่มหัดร้องเพลงกับจักริน รสนา เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องใช้ความเพียรพยายามมาก เพราะหากร้องผิดไปนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นจะโดนเฆี่ยนตีทันที เพลงแรกที่ร้องและเจ้าตัวรู้สึกรักมากคือเพลง “หัวใจกระดาษ” ซึ่งเคยเป็น เพลงชนะเลิศของทาง ส.ส.ส. (เสียงสามยอด) มาแล้ว

    เคยเป็นดาวรุ่งของ ส.ส.ส. เมื่อปี 2521 หลังจากนั้นไปเข้าสังกัดห้างแผ่นเสียงดังยี่ห้อหนึ่ง และมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างถึงขีดสุดเมื่อร้อง “หนึ่งหญิง สองชาย” ซึ่งเพลงนี้ปรากฏว่าได้รับความนิยมมากที่สุดจากสถิติการซาวเสียง ค่าความนิยมของผู้ฟังเพลง แต่เป็นที่น่าเสียดายมากเพลงนี้ไม่ได้รับรางวัลหนึ่งรางวัลใด

    อุมาพร บัวพึ่ง ได้รับเกียรติอีกครั้งหนึ่งโดยได้รับเลือกให้เป็นนักร้อง ยอดเยี่ยมแผ่นเสียงทองคําหญิง จากการร้องเพลง “สตรีหมายเลขศูนย์” ซึ่ง ทางคณะกรรมการตัดสินบอกว่าเป็นเพลงที่ร้องยากมากเพลงหนึ่ง

    เพลงที่ร้องและได้รับความนิยมอย่างสูงส่วนมากเป็นผลงานของ จงรักษ์ จันทร์คณา แทบทั้งสิ้น เพลงที่ฮิตและได้รับความนิยมอย่างสูงมาแล้วได้แก่ เพลง “รักต้องห้าม” “เหมือนข้าวคอยเคียว” “จุฬาตรีคูณ” และ “นานแค่ไหนก็จะรอ”

    เพลงของ อุมาพร บัวพึ่ง

    ข้าวคอยเคียว
    คนร้อยเล่ห์
    หญิงติดเบอร์
    สตรีหมายเลขศูนย์
    ทางชีวิต
    หนี้กรรม

  • ธานินทร์ อินทรเทพ

    ธานินทร์ อินทรเทพ

    ธานินทร์ อินทรเทพ

    ย้อนหลังไปในช่วงปี 2507 ถึง 2508 เราต้องยอมรับว่าเพลง “แม่จ๋า” และ “หยาดน้ำฝนหยดน้ำตา” เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จากบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนง สถานีวิทยุ อีกทั้งบรรดาแฟนเพลงทั้งหลาย

    ธานินทร์ อินทรเทพ เป็นนักร้องที่สามารถรักษาเอกลักษณ์และเสียงร้องของตัวเอง ให้เป็นที่นิยมได้อย่างวิเศษ และมีแฟนเพลงที่สนใจ และคอยติดตามผลงานเพลงของเขาในสมัยนั้นนับล้าน ๆ คนทีเดียว

    เพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสุดขีดจนได้รับรางวัลจากงานแผ่นเสียง ทองคําพระราชทานครั้งล่าสุดได้แก่เพลง “ปั้นดินให้เป็นดาว” ซึ่งนับว่ามี สถิติการขายเทปได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับผลงานเพลงของนักร้องคนอื่น ๆ

    ในสมัยนั้น ธานินทร์ อินทรเทพ มีผลงานเพลงออกมาสม่ําเสมอ มีงานร้องเพลงและงาน โชว์ตัวเป็นประจํา นอกจากนั้นธานินทร์ อินทรเทพ หรือ ธานินทร์ อินทรแจ้ง ก็เคยมีรายการโทรทัศน์ของตัวเองในชื่อ “ธานินทร์โชว์” รวบรวมผลงานเพลงดัง ของหลายนักแต่งเพลงไว้อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งออกอากาศเป็นประจําทุกเดือน ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

    เพลง ของ ธานินทร์ อินทรเทพ

    กระซิบรัก (คู่รุ่งฤดี)
    กระท่อมทิพย์ (คู่จินตนา)
    กระท่อมสวรรค์ (คู่รุ่งฤดี)
    กลิ่นปาหนัน
    กลุ้มใจ
    การคอยที่ไร้ค่า
    กาลเวลารัก
    กิ่งฟ้า
    กินรีเล่นน้ำ
    กิเลสมนุษย์
    ของขวัญวันเกิด
    ขอลองรัก (คู่ศรวณี)
    ขออภัย
    ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก
    เขาไม่รักเราจริง
    ไข่ในหิน
    คนใจหิน
    คนดีของแม่
    คนที่ร้อยหนึ่ง
    คนสวย
    คนหนักโลก
    คนหนังสือพิมพ์
    คนอ่อนแอ
    ครรลองของความพอใจ
    ความกลัว
    ความรักน้ำใจไมตรี (คู่ลินจง)
    ความเศร้า
    ความอยากของชายเลว
    คอยคำลา
    คอยดูกันไป
    คาวหัวใจ
    คิดดูเสียใหม่
    คิดถึงเธอ
    คิดถึงเธอฉันอยากร้องไห้
    คิดถึงเธอทุกลมหายใจ
    คืนคำรัก
    คืนฟ้าครวญ
    คืนสุดท้าย (คู่จินตนา)
    คู่เคียว
    ใครปั้นเธอ
    งามงอน
    เงาพี่
    จนกว่าจะตายจากเธอ
    จะรักคุณๆจะทำไม
    จับกระแต
    จากขั้วหัวใจ
    จากเจ้าพระยาถึงฝั่งโขง
    จากน้ำตามาเป็นเพลง
    จำปูน
    จีรัง
    จูบจันทร์
    เจ็บใจ
    เจ้าอารมณ์
    แจกันรัก
    ใจเธอ
    ฉันจะทำอย่างไร
    ฉันรักกรุงเทพ (คู่ศรวณี)
    ฉันวันนี้
    ฉันหาหวานใจ
    ช่องว่างระหว่างเรา
    ช่างงามจริงเอย
    ชายหน้าซึม
    ชุมนุมโดม
    ไชโยสุดท้าย
    ญาติวันทอง
    ณ ที่นี้ฉันคอยเธอ
    ดวงจันทร์ (คู่จินตนา)
    ดาว
    เดนหัวใจ
    ต้อยติ่ง (คู่จินตนา)
    ตัดใจรัก
    ตุ๊กตาพเนจร
    ตุ๊ดตู่
    เตือนการณ์รัก
    ถ้ารู้จะไม่รัก
    ทะเลครวญ (คู่จินตนา)
    ทัดดาวบุษยา
    ทำบุญด้วยรัก
    ทำบุญด้วยอะไร
    ทำไมถึงต้องเป็นเรา
    ทิวาหวาม (คู่จินตนา)
    ทูตรัก
    เธอเกิดเป็นหญิงทำไม
    เธอใกล้หรือไกล
    เธอไปพร้อมกับไฟเขียว
    เธอลืมฉันไม่ลืม
    นกขมิ้น
    นวลละออ
    น้อยวาสนา
    นักแสดงบทเศร้า
    นั่งมองฟองเบียร์
    นางไพร
    นายระทม
    นารีกับความสวย
    น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย
    น้ำทะเลน้ำใจ
    โน้มดาวให้เปื้อนดิน
    นึกว่าลืมแล้ว (คู่ศรวณี)
    เนตรนาง
    เนื้อคู่
    บทเรียนสอนรัก
    บริจาครัก
    บ้านข้างเรือนเคียง (คู่จินตนา)
    บุญแต่ง (คู่จินตนา)
    บุหลันขวัญรัก
    ปฏิญาณรัก
    ปลูกต้นรักใหม่
    ปองดอกฟ้า
    ปั้นดินให้เป็นดาว
    แปลก
    โปรดช่วยผมที
    โปรดอย่ารักฉัน
    ผมคอยไม่ไหว
    ผมบอกว่ารัก
    ผมไปไม่พ้น
    ผู้ผิด
    ผู้อัปลักษณ์
    ฝากเพลงถึงเธอ
    ฝากเพลงลอยลม
    เฝ้าไข้ใกล้เตียง
    พบเธอแล้ว
    พรวันเกิด
    พรุ่งนี้ฉันจะลืม
    พลังรัก (คู่สุวรรณา)
    พอรู้ก็รัก
    พี่บุญน้อย
    พี่มาทีหลัง
    พี่รักนางฟ้า
    เพชรพญายม
    เพ็ญโสภา
    เพราะรักจึงหวง
    เพลงคนเศร้า
    เพลินเพลงรัก
    เพื่อนขี้อ้อน
    แพรสีเลือด
    ภาพดวงใจ
    ภาพหลอนใจ
    มนต์รักชาวตลุง (คู่ศรวณี)
    มนุษย์โกหก
    มาเอารักหลอนของหล่อนคืนไป
    มือนาง (คู่จินตนา)
    เมื่อชีวิตยังอยู่
    เมื่อเธอจากฉัน (คู่จินตนา)
    เมื่อไรจะพอ
    แม่จ๋า
    แม้นฉันเพียง
    แม้นเป็นไปได้
    ไม่มีหัวใจจะให้เฉือน
    ไม่รักพี่แล้วหรือไร
    ไม่วิเศษ
    ไม่อยากรัก
    ยิ่งกว่าตายจาก
    ยิ้มพิมพ์ใจ
    รวงแก้ว
    รอยจูบสุดท้าย
    รักฉันนานๆ (คู่จินตนา)
    รักซ้อนรัก
    รักด้วยเลือด
    รักใต้ต้นตาล (คู่จินตนา)
    รักใต้ร่มไทร (คู่สุวรรณา)
    รักนิรันดร (คู่จินตนา)
    รักผมสักนิด
    รักไม่ลืม (คู่ลินจง)
    รักแรก
    รักแรก (คู่จินตนา)
    รักอาลัย
    รักเอย
    รางวัลความดี
    รำพึงรำพัน
    รู้หรือเปล่า
    เรียนก่อนรัก (คู่ศรวณี)
    ลอยคอ
    ลาใจ
    ลูกผู้ชาย
    วันสุดท้าย
    วิมานในฝัน (คู่จินตนา)
    ศักดิ์ดิน
    ศักดินากับยาจก
    ศาลาหัวใจ
    สั่งรัก
    สุขีสุขี
    สุดเอื้อม
    เสน่ห์นวล
    เสน่ห์ยาสั่ง
    แสนงอนซ่อนงาม (คู่จินตนา)
    แสนเสียดาย (คู่รุ่งฤดี)
    แสนอาลัย
    แสบชีวิต
    หงส์ปีกหัก
    หนักใจ
    หนาวอาย
    หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์
    หนี้รัก
    หนึ่งทิวา (คู่จินตนา)
    หนึ่งภวังค์
    หยดหนึ่งของกาลเวลา
    หยาดน้ำฝนหยดน้ำตา
    หัวใจที่ปิดตาย
    หัวใจร้อยรัก
    เหตุการณ์นั้นเศร้า
    เห็นดีแล้วหรือ
    เหมือนคนละฟากฟ้า
    เหมือนมีเธอ
    เหมือนไม่เคย
    เหมือนไม่รู้จักกัน
    อย่ายืนยิ้มที่ริมใจ
    อย่าเห็นกันดีกว่า
    อวยพรวันเกิด
    อ่าวอารมณ์
    อุแม่เจ้าเอ๋ย
    แอ่วสาว
    โอ้รัก

  • รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำ ชาตรีทศวรรษ

    สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนๆ วงชาตรีที่รักทุกๆ ท่าน
    จำได้มั้ยครับ…เมื่อครั้งที่วงชาตรีใกล้ครบรอบ 10 ปีในปีพ.ศ. 2527
    ครั้งนั้น เพื่อนๆ หลายคนต่างตื่นเต้นกับการรอคอยที่จะได้ฟังเพลงชาตรีชุดพิเศษคือ ชุดชาตรีทศวรรษ
    และในครั้งนั้นอีกเช่นกัน… หลายคนต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดใจจ่อว่า
    เมื่อไหร่ พี่ๆ ทั้ง 5 จะออกหนังสือพิเศษเพื่อฉลองการครบรอบ 10 ปีของวงชาตรี!
    ถ้าการรอคอยของเพื่อนๆ บางคน…ยังคงเป็นการรอคอยที่จะได้เห็นหนังสือเล่มนี้
    วันนี้ ไม่ต้องรอคอยอีกต่อไปแล้วครับ…เพราะ
    หนังสือรวมภาพพี่ๆ วงชาตรี ที่ถูกพิมพ์ขึ้นมาเป็นพิเศษในปีพ.ศ. 2527 ในชื่อหนังสือ ชาตรีทศวรรษ
    ได้ออนไลน์ให้ท่านได้ชมกันแล้วครับ


    รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ”ชาตรีทศวรรษ”ที่ถูกจัดพิมพ์เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีวงชาตรีเมื่อปีพ.ศ. 2527

    นี่แหละครับ!…ปกหนังสือ ชาตรีทศวรรษ ที่ออกแบบมาด้วยรูปแบบที่ต่างจากหนังสือทั่วไป ซึ่งดูคล้ายซองใส่แผ่นเสียง

  • พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 5

    เพลงต่างๆของวงชาตรี พวกเราจะซ้อมร่วมกันหลังเลิกเรียนบางครั้งลูกเล่นต่างๆก็มักเกิดตอนซ้อม อย่างเพลงแฟนฉัน ตอนช่วงย้ำจังหวะโดยกลองและเบส หรืออย่างเพลง รักไม่จากจร ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก่อนอื่นใด ต้องไปทำการบ้านมาก่อนต้องไปคิดเบสมาก่อน หลังจากแดงแต่งเพลงมาแล้ว จึงทำให้บางคนบอกว่า เพลงของ วงชาตรี โซโลเบสแทนกีต้าร์ หรืออย่างบางเพลงออกแนว ร๊อคแอนด์โรล เพลงระแวงรักออกในแนวเพลงของ ELVIS คำร้องติดๆกันต้องหัดอยู่นามพอควรจึงจะร้องได้ ไม่รู้คนแต่งคิดได้ยังไง “จริงจริง จริงจริงเชิญเธอมาลองจะครองดวงใจ มิให้เธอจากไป” สมัยก่อนการบันทึกเสียงจะเป็นการเล่นดนตรีพร้อมกัน พอจบเพลงก็เสร็จแล้ว รอเพียง ใส่เสียงร้องพร้อมเสียงประสาน ถ้าระหว่างเล่นอยู่เล่นผิดก็ต้องเอาใหม่หมดไม่มีการต่อกลางเพลง ฉะนั้นจึงทำให้ไม่ค่อยสมบูรณ์นักในบางเพลง แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง เวลาใส่เสียงก็เหมือนกัน ร้องผิดต้องเอาใหม่หมด จะร้องประสานก็ร้องพร้อมกันผิดก็เอาใหม่

    กลับมาที่อัลบั้ม ชุดที่ 2 ชุดแฟนฉัน ทางวงชาตรีก็ยังคงให้ทางห้างเมโทรขายเหมือนเดิม ในช่วงเวลานั้น เทปคาสเซ็ทเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่กฏหมายไทยยังไม่ได้รับรอง มีแต่เพียงแผ่นเสียงเท่านั้นที่กฏหมายคุ้มครอง จึงเกิดมีเทปผีที่อัดจากแผ่นเสียงใครจะนำเทปไปขายก็ได้ เพราะกฏหมายยังไม่ครอบคุมเพลงของวงชาตรีจึงไปโผล่อยู่ในเทปผีกับเขาด้วยโดยวงชาตรีไม่รู้ หนังวัยรุ่นในสมัยนั้นมักจะมี เพลงประกอบอยู่ประมาณ 2-3 เพลงนอก นั้นจะเป็นเพลงของวงชาตรีไม่รู้ว่าใครทำ คงขายได้มากพอสมควร และแล้ววันหนึ่งครูไพบูลย์ได้ติดต่อวงชาตรีให้ไปพบเพราะมีคนสร้างหนังสนใจ วงชาตรี อยากให้ทำเพลงให้หนังของ ศรีบุญเรืองฟิล์ม เรื่อง สวัสดีคุณครู คนที่ติดต่อมาก็เป็นน้องชายของ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี นั้นคือ อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี

    อาจารย์ไพจิตร ทำงานอยู่กับทาง ศรีบุญเรือง ฟิล์ม บังเอิญช่วงนั้น ทาง ศรีบุญเรืองมีความคิดสร้าง หนังในแนว วัยรุ่น จึงมีการประกาศรับสมัคร นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่ ทั้งชายและหญิง เพื่อแสดงเรื่อง สวัสดีคุณครู ดังนั้น วงชาตรีในฐานะวงดนตรีวัยรุ่นไทย จึงได้มีโอกาส แต่งเพลงให้กับหนังเป็นครั้งแรก แนวทางของเพลงก็ได้รับการสรุปมาจาก ทางศรีบุญเรืองฟิล์มและแต่งโดยนราธิป หัวหน้าวงนั้นเอง คือเพลง สวัสดีคุณครู กับ เพลง สนุกกันวัยเรียน จากเพลงหนัง ดังกล่าวทำให้ วงชาตรี ได้เป็นที่รู้จักอย่างมากในวงกว้าง เพราะการโฆษณาหนังทาง โทรทัศน์ โดยเป็นการ์ตูนแอนนิเมชั่น เพลงในหนัง ทางอาจารย์ไพจิตร ได้ติดต่อกับทางห้างแผ่นเสียงทองคำให้เป็นผู้จัดจำหน่าย หลังจาก หนัง สวัสดีคุณครู ทำให้วงชาตรีมีงานแสดงมากขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ให้เสียการเรียน และได้รู้จักกับ รุ่นพี่ที่เทคนิคฯ ชื่อ พี่วิทยา ซึ่งได้สนับสนุน วง โดยให้ยืมเงินไปลงทุนทางด้านเครื่องขยายเสียงสำหรับการแสดงพร้อมกับบางครั้งก็ติดต่องานแสดงมาให้ด้วย ส่วนใหญ่งานแสดงจะเป็นงานแต่งงาน และเพื่อความสะดวกเครื่องดนตรีต่างๆ จึงเก็บไว้ในห้องมืด ยามว่าง จากการเรียนก็ซ้อมดนตรี เพื่อนๆที่เรียนที่เทคนิคบางครั้งก็ไปช่วยกันขนเครื่องดนตรีเวลาไปแสดงดนตรี

    ทางห้างแผ่นเสียงทองคำ ได้ติดต่อกับทางวงชาตรีให้ทำเพลงให้ 1 ชุด บังเอิญช่วงนั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร ซึ่งกำลังทำหนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ได้ติดต่อให้แดงแต่งเพลงให้หนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ดังนั้นเพลงนี้จึงอยู่ใน อัลบั้มชุดที่ 3 ที่ตกลงทำให้กับทางห้างทองคำ ซึ่งก็มีเพลง หลายๆเพลงในชุด เช่น ผมชื่อตุ๊ด เป็นชื่อที่เพื่อนในห้องตั้งให้แดง ในสมัยนั้นคำว่าตุ๊ดไม่ใช่หมายถึง ชายประเภท2 ไม่มีความหมาย แดงเลยสรุปว่า ตุ๊ดคือสุดที่รัก เนี้อหาในเพลง ก็เป็นดั่งแดงคือจดทุกอย่างอยู่ในเล่มเดียวกัน ห่อปกดำ จดแม้กระทั่ง เนื้อเพลงที่แดงกำลังแต่งอยู่ คำคม คำที่ดีๆ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ทาง ห้างเมโทร ก็ได้ติดต่อให้วงชาตรีร้องเพลงอยู่1ชุด โดยเป็นเพลงของ ขุนพลเพลงลูกทุ่ง ชาตรี ศรีชล 6 เพลง อีก 6 เพลงเป็นเพลงของทางวงชาตรี ให้ร้องและบรรเลงในแบบของวงชาตรี ฉะนั้น อัลบั้ม 2 ชุดนี้จึงมีระยะเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นทางศรีบุญเรืองฟิล์ม ได้นางเอกหน้าใหม่ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้นจากเรื่อง สวัสดีคุณครู นั้นคือ จารุณี สุขสวัสดิ์ ให้มาแสดงในเรื่อง รักแล้วรอหน่อย ก็ให้ทาง วงชาตรี ทำเพลง แต่งเพลง โดย นราธิป กาญจนวัฒน์และบรรเลงโดยวงชาตรีเช่นเดิม