คุยกับวง Blackhead อัลบั้ม Ten

บทสัมภาษณ์วง Blackhead นำโดย ปู แบล็คเฮด ถึงอัลบั้ม Ten จากนิตยสารภาพยนตร์บันเทิง

งานนี้ต้องบอกว่าเปิดตำราคุย เพราะมีโอกาสได้ตั้งวงสนทนาแบบถึงลูกถึงมนุษย์ กับกลุ่มคนดนตรีหัวดำอย่าง แบล็คเฮด จะบอกว่าพวกเขากลับมาใหม่คงไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้หายไปจากวงการ เพียงแต่ไปซ่อนตัวย้อมผม อุ๊ย ไม่ใช่ ไปซ่อนตัวทำงานดนตรี และพบปะแฟนเพลงอยู่แบบเงียบๆ ไม่อยากเชื่อว่ากว่าหลายปีก่อนๆๆๆๆ คนดนตรียุคพัฒนาอยากพวกเขายังคงดำรงชีวิตอยู่ได้กระทั่งทุกวันนี้ เมื่อใดที่เขาปรากฏตัว สาวกคนหัวดำทั้งเก่าและใหม่ ก็ลุกขึ้นมาฮัมเพลงตามทุกครั้งไป งานนี้ต้องบอกว่าฝีมือๆ ล้วนๆ หาใช่สิ่งอื่นใด มันคือสิ่งที่พวกเขาภูมิใจนักภูมิใจหนาว่า นี่แหละใช่เลย… เริ่มสนทนาก็ฮาตรึม เปิดฉากด้วยผู้ชายหัวหยิก ไม่ค่อยหล่อแต่สาวหลง เขาพูดถึงอัลบั้ม Ten ของพวกเขาว่า…

ปู : ชุดนี้มันเป็นการกลับมาของพวกเรา ความจริงจะบอกว่ากลับมาคงไม่เชิง เราไม่เคยหายไปจากแฟนเพลง เพียงแต่หายไปจากน้องพี่สื่อต่างๆ เท่านั้น ทุกคนยังเดินวนอยู่กับดนตรี แต่เหมือน 2 ปีที่เราห่างจากชุดที่แล้วนะ มีงานเยอะมาก เราเดินสายต่างจังหวัด ตามผับ ร้องไปทั่ว และแต่ละคนก็มีงานดนตรีเป็นของตนเอง บางคนมีห้องอัด บางคนทำเพลงโฆษณาแบบนี้ครับ 10 ปีที่เราทำงานเพลงมามันคงมารวมเป็นเหตุและผลของงานชุดนี้มากกว่าครับ

แนวดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง จะหนักหรือเบา หรือยังคงเป็นแบล็คเฮดเหมือนเดิม
ปู : แน่นอนครับ เรายังเป็นเรา เพลงช้าแต่เสียงสูง เราเป็น meltal Rock แต่ความจริงก็ครบรสชาตินะ คือมีทุกอย่างแหละครับ

ไม่กลัวคนจะเบื่อหรือครับ เพราะอาจถูกมองว่าไม่มีการพัฒนา
เอก : ไม่ครับ เพราะว่าการที่เราอยู่มาได้ด้วยความเป็นตัวเราตรงนี้ มันก็เชื่อขนมกินได้ว่าคนฟังของเรามีกลุ่มที่แฝงตัวอยู่แน่นอน ในสังคม เราไม่ค่อยกลัวว่ามันจะไม่ดี คนจะไม่ตอบรับ หรือจะถูกมองว่างานของเราชุดนี้ ไม่พัฒนาเลยว่าอย่างนั้นคงไม่ใช่ แต่การที่เราอยู่มาได้สิบปี ด้วยการคงคอนเซ็ปต์ความเป็นคนหัวดำของเราไว้ได้ มันเจ๋งนะน้อง

ปูหนุ่มผมหยิกเริ่มเสริมว่า
ปู : ผมว่ามันจริงๆ ครับ เรามีความสม่ำเสมอในการทำงานแบบนี้ มันแน่อนอยู่แล้วครับ เราไม่เคยคาดหวังว่ามันจะต้องสูงด้วยมั้ง เรื่องรายได้และความนิยมนั่นและครับ เราก็เลยไม่เคยอกหัก เราทำเพราะมันอยากทำ มันมีความสุขกับตรงนั้นไงครับ ทุกวันนี้เราทุกคนยังคงอยู่ครบทีมนะครับ

เชื่อครับว่าเป็นแบบนั้น แบล็คเฮด มีแฟนเพลงเยอะเพราะนานมาแล้ว ถ้าพูดถึงคนฟังใหม่ล่ะ เขาถามหาและต้องการอะไรจากกลุ่มคนหัวดำบ้าง
เอก : เชื่อว่าเรามีคนฟังที่เกิดใหม่เข้ามาเยอะนะ ไม่รู้เพราะอะไร แต่ว่าเราทำงานเราไม่เคยทิ้งทั้งคนฟังเก่าและใหม่ เราคิดถึงเขาเสมอเลย คือบางคนมันเหมือนโตมากับเราไงครับ ช่วงที่เราทำเพลงใหม่เขาก็อยู่ในวัยที่กำลังเริ่มฟังเพลง แล้ววันนั้นวันนี้ เขาก็โตมากับเรา เขาอยู่กับเรา มันมีจริงๆ นะผมว่าอย่างนั้น แต่ว่าในยุคนี้สิ่งที่เห็นได้คือ ยอดขายนั่นแหละที่ตก เพราะเทคโนโลยีมันเยอะ แต่ถ้าเราไปเล่นตามผับทุกที่คนเยอะนะ

แบล็คเฮด 2เห็นบอกว่าชอบเรียกตัวเองว่ายุคแตกหน่อ
ปู : ใช่ครับ 10 ปีก่อน เราคือกลุ่มที่เริ่มทำอะไรที่แหกออกไป เราทำงานที่ไม่เหมือนใคร ร็อกที่แตกต่าง มาถึงวันนี้เราก็ยังอยู่ จากเมื่อก่อนแบล็คเฮดคืองานประจำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่อยากทำทุกวัน อยากทำเพราะรัก 10 ปีพวกเรามีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะไง อย่างที่บอกว่าทุกคนมีงานที่ต้องทำ มันโตแล้ว มีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ว่าถามว่าเราอยากทำแบล็คเฮดมั้ย อยากมาทุกวันนะ เรายังเฮฮา เจอกันทุกวันครับ แฟนเพลงเรามากขึ้นนะ เท่าที่เห็น สิ่งนี้คือกำลังใจในการทำงานของเรานะ

ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่บอกว่าไม่เคยคาดหวังกับการทำงาน หรือบอกว่าไม่หวังสูงหน่อย
ปู : ก็หมายความว่าเราไม่เคยคิดว่าเราเปรี้ยงขนาดนั้น แต่เราคิดว่าเป็นอะไรที่เป็นเส้นตรงมากๆ มันเป็นแบบนี้จริงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มันก็เลยทำให้เราไม่ค่อยจะคาดหวังว่ามันจะขึ้นจะลง มันเป็นแบบนี้ ทำงานออกมาเราก็มีกลุ่มคนฟัง ตอนนี้มันเป็นอะไรที่เป็นความสนุกเพียงอย่างเดียว เราไม่คิดมาก เพราะว่าเราเองก็ไม่เคยขึ้นสูง หรือลงต่ำไปกว่านี้นะ นี่คือตัวเรา นี่คือความเป็นคนดนตรีและมันคือน้ำใจที่คนฟังมีให้เราตลอดเวลา”

แฟนเพลงของแบล็คเฮดเป็นอย่างไรบ้าง เคยถามถึงพวกเขาบ้างมั้ย
ปู : (โหน้อง) แฟนเพลงของพวกเราจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นพวกเขาตาม คือเราไม่ใช่แบบหน้าใส ตี๋ น้องก็น่าจะเข้าใจนะว่าแฟนเพลงเขาจะเป็นอย่างไร คือมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย จากเมื่อก่อนจะเป็นพวกผู้ชาย แนวเถื่อนๆ นะ แต่เดี๋ยวนี้คนฟังเป็นอะไรที่เขาพัฒนาการฟังเพลงของเขาขึ้น แฟนเพลงของเราก็เลยมีแนวโน้มว่าเปลี่ยนตาม แต่หมายถึงคนเก่าก็ฟังต่อนะ เขาจะปรับตามเรา แต่ผมว่ายุคสมัย ความนิยมมันก็เปลี่ยนตามไปด้วยนั่นแหละครับ เมื่อก่อนนะเขาจะตามเรา แต่ตอนนี้แฟนๆ ผมคงไม่วิ่งตามกรี๊ดแล้ว แค่เราไปร้องเขาก็ไปดู แต่ไม่ใช่มาเฝ้านะ ไม่ใช่ขนาดนั้นนะครับ

10 ปีนี้มีความหมายว่าอย่างไร
ปู : 10 ปี เป็นอะไรที่เรามาถึงเสาหลักกิโลที่ 10 มั้ง และเราก็ยืนยันว่าเราจะไปเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิด คือยืนยันว่าเรารักมากครับ อยากให้เป็นเราแบบนี้ตลอดไป ยอมรับว่าการทำงานตรงนี้เป็นความสุข เป็นอะไรที่เราถวิลหาตลอดเลยครับ

ขณะที่พูดคุยมีเสียงหัวเราะเฮฮาเกิดขึ้นตลอด…จุ๊ๆๆๆๆ แต่พูดไม่ได้ว่าเราหัวเราะเรื่องอะไรกัน ผู้ชายเขาคุยกัน ออกอากาศไม่ได้ ฮึ้ม…

ภาพยนตร์บันเทิง ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม – 6 กันยายน 2548

ทาทา ยัง Real Tata

ความแปลกใหม่ของอัลบั้ม Real TT

ทาทาได้เป็น Co-Producer ได้เข้าไปร่วมงานมากขึ้นจากที่เคยเป็นเพียงคนร้องอย่างเดียว ชุดนี้ได้ไปฟังเพลง เลือกเพลง เนื้อร้องและตัดสินใจเลือกเพลงเองทั้งหมด ตัวทาทาเองอยากทำอยู่แล้ว และพี่เบิร์ด (กุลพงษ์ บุญนาค) ก็เปิดโอกาสให้ทาทาได้ทำงาน ต้องของคุณพี่เบิร์ดที่ไว้ใจค่ะ อีกอย่างหนึ่งคือเนื้อเพลงที่ชุดนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา อย่างเพลง “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน”

อุปสรรคของการทำงาน
คือ แรกๆทาทาตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเพลงไหน จนพี่เบิร์ดต้องบอกว่าให้เลือกสักที เพื่อคนอื่นจะได้ทำงานต่อได้ ชุดนี้ทาทาทำเพลงเองทั้งหมด 10 เพลง แต่ให้พวกพี่ๆที่ทำการตลาด เลือกว่าจะใช้เพลงไหนโปรโมท

เพลง Super man Super fan
เป็นเพลงสนุกๆ เนื้อหาเข้าใจง่าย MV ทาทาเล่นเอง จะออกแนวแก่นๆเหมือนลูกสาวกำนันเลย (หัวเราะ) ตอนถ่าย MV ก็สนุกมาก ทาทาเพิ่มมุขเองด้วย ทุกอย่างออกมาสนุกเป็นตัวของทาทามากที่สุดค่ะ

Concept ของ Real TT
เพลงเร็วจะสนุก ส่วนเพลงช้าจะสวยค่ะ คือจะเป็นเพลงที่ร้องสื่ออารมณ์ค่ะ เนื้อเพลงเป็นแบบตรงไปตรงมา อย่างเพลง “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน” ,”ผิดไหมที่ไม่กลับไปรักเธอ”,”ข่าวลือ” เป็นต้นค่ะ

มีคนมองว่าชุดนี้กลับไปเหมือนชุดแรก
จริงๆแล้วการที่เราอยู่วงการนี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรแปลก ให้ฉีกแหวกแนวแล้วมันขายไม่ได้ นั่นคือกลยุทธ์ในการขายของวงการเพลง ถ้าคนมองว่าจะกลับไปเหมือนชุดแรกคงไม่เหมือน เพราตอนนี้ทาทาโตแล้ว ชุดแรกจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองในวัย 14 พอมาชุด”ช็อต” ก็โตขึ้น ชุดนั้นต้องมีการบอกแฟนเพลงที่ติดภาพเดิมของทาทา ว่าทาทาโตแล้วนะ ตอนนั้นมีการคุยกันในกลุ่มที่ทำอัลบั้มว่า น่าจะมีการบอกคนฟังว่าเราโตแล้ว ก็เลยต้องมีเพลงที่แรงๆ ภาพที่แรงๆแบบที่สามารถให้คนฟังลืมภาพเก่าๆของเราให้ได้ แต่พอมาตอนนี้ คนฟังรู้แล้วว่าเราโตแล้ว ตอนนี้เราจะเป็นอะไร มันก็เป็นเรื่องของเราแล้ว เป็นที่มาของชื่ออัลบั้มชุดนี้ว่า Real TT คือความเป็นตัวตนจริงๆของทาทาค่ะ ถ้าเรามองตลาดเพลงทั่วโลกตอนนี้ เราจะเห็นว่า “ความจริง” ขายได้ดีที่สุด ลองมอง Avril Lavigne สิ ตัวจริงเค้าก็แต่งตัวอย่างนั้น ก็ขายอย่างนั้น คนก็ชอบ

ทาทามองว่าศิลปินแต่ละคนมี art อยู่ในตัวเอง มี charactor อยู่แล้ว ก็เอาจุดนั้นมาขาย

การแต่งตัว
ทาทาชอบการแต่งตัวที่เป็นตัวของตัวเอง ยกเว้นตอนเล่นคอนเสิร์ตนะคะ เพราะคอนเสิร์ตเป็นอะไรที่ต้องพิเศษ เป็นการแสดงอย่างนึง ต้องแหวกแนวหน่อย แต่พูดถึงเวลาปกติทาทาก็จะใส่เสื้อ-กางเกงธรรมดา ชุดนี้ก็เป็นแบบธรรมดา

ทาทายังแนวการร้อง
เป็นแนวเดิมที่ทาทาถนัด คือ pop-dance เพราะทาทาจะไม่ร้องเพลงอะไรที่ทาทาไม่ถนัด ทำได้ไม่ดี ทาทาไม่ทำ ทาทาคิดว่าคุนดูอยากดูความเป็นธรรมชาติของศิลปินมากที่สุด เพราะเค้าจะรู้สึกว่าเค้าจับต้องเราได้ คนดูเค้าจะตัดสินเองว่าเค้าจะชอบศิลปินคนนี้หรือไม่ การที่เราไปหลอกลวง โดยที่ตัวจริงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้ามีคนมาเจอ จะเป็นข่าวเปล่าๆ

หายไปนาน กลัวแฟนเพลงลืมไหม
ทาทาไม่กลัวแฟนเพลงลืมนะ ทาทามั่นใจว่าแฟนเพลงจำทาทาได้ (ยิ้ม) ที่หายไป ก็ไปทำเพลงชุดนี้แหละค่ะ แต่ไม่ได้รีบร้อน ทาทาไม่ชอบทำงานแบบอุตสาหกรรม แบบ 2 เดือนออกเทป ทาทาทำงานแบบสบายๆค่ะ

ความคาดหวัง
ทาทาไม่อยากคาดหวังอะไร เพราะทาทาเป็นคนที่ถ้าหวังจะหวังสูงมาก กลัวว่าถ้าไม่ได้ตามที่หวังแล้วจะเสียใจ ทาทาทำดีที่สุดแล้ว

ทาทาถือว่าโชคดีกว่าคนอื่นที่ได้มาทำงานตรงนี้ ตอนนี้ทาทาเลยไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร เพราะผ่านจุดมุ่งหมายที่สำคัญๆในชีวิตมาแล้ว นั่นคือ การเป็นนักร้อง ออกอัลบั้ม เคยอยู่จุดที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดมาแล้ว จุดสูงที่สุดของทาทาคือ อัลบั้มชุดแรก ตอนนั้นเศรษฐกิจดี ไม่มีเทปผี คนต้อนรับทาทาดี มีคนรู้จักทาทาเยอะ มีคอนเสิร์ตเล่นหลายรอบ ส่วนจุดที่ต่ำที่สุดของทาทา น่าจะเป็นช่วงที่เทปผีระบาด ทาทาหายไป มีศิลปินคนอื่นมาแทน คนฟังก็ลืมๆทาทาไปบ้าง แต่ทาทาไม่คิดมาก เพราะเป็นธรรมดาของวงการนี้ ทาทาบอกกับตัวเองว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ทาทาต้องอยู่ให้ได้ ทาทาว่าคนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดก็ตอนที่อยู่จุดต่ำสุดนี่แหละ

อยู่จุดสูงสุดเวลาเจอเรื่องดีๆใครๆก็รับได้ หรือเจอเรื่องไม่ดีก็ยังรับได้ แต่จุดต่ำสุดนี่สิ ถ้าเรามีสติ เราจะเรียนรู้ได้ ทาทามีสติและคนรอบข้างทาทาก็ดีด้วย ทำให่ทาทารู้ว่าบางเรื่องต้องปล่อยวาง เราไปบังคับอะไรบางอย่างไม่ได้ โดยเฉพาะเราเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ทาทาบอกกับตัวเองว่า ต้องอยู่ ต้องสู้ และปล่อยวางกับคนหรือคำพูดที่มันบั่นทอนจิตใจ

ทาทาโชคดีที่ที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีแฟนเพลงกลุ่มหนึ่งที่ให้กำลังใจ บางครั้งทาทาเจอคนที่เข้ามาว่าเรา หรืออ่านอะไรที่ให้ร้ายเรา 10 คนนะ แต่มาเจอคนที่ให้กำลังใจเราคนเดียว ทาทาอยู่ได้แล้ว เราไม่ควรเก็บเอาคำพูดที่เราไม่สบายใจมาคิด สู้เอาคำพูดดีๆมาเป็นกำลังใจดีกว่า

ทาทายังคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเปลี่ยนทัศนคติมาชอบเราได้
ทาทาคิดว่าเป็นเพราะความเสมอต้นเสมอปลายของทาทานะ คือชุดแรกเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น บางคนเห็นตรงนี้ แล้วเปิดใจ ยอมรับเรา ทาทาเป็นเด็กที่ทำงานตั้งแต่อายุ 14 ช่วงเวลาวัยเด็กของทาทาจะไม่เหมือนเด็กคนอื่น ในช่วงนั้นก็จะมีทั้งคนเข้าใจและเห็นใจ ทำให้ทาทาอยากอยู่ในวงการ ในทางกลับกันก็มีคนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจเลยเหมือนกัน กลุ่มนี้เค้าจะมองข้ามไปว่า ทาทาไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นนะ เพราะฉะนั้นทาทาต้องใช้เวลาเรียนรู้มากกว่า พอทาทาโตขึ้นมาก็เริ่มเรียนรู้ คนอื่นก็เริ่มมองเห็นว่า ทาทาเริ่มเรียนรู้แล้วนะ แต่สิ่งท่ทาทาไม่เปลี่ยนเลบ คือ ทาทายังเป็นคนพูดตรงๆ ยังแสดงความคิดเห็น เพราะทาทาไม่มีอะไรที่จะปิดบัง และความคิดเห็นของทาทาก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

เคยท้อไหม ทำยังไง
เคยค่ะ ตอนนั้น ทาทาท้อมากกับวงการ กับข่าว ก็ถามคุณพ่อว่า เรามีเงินพอไหม ทาทาอยากไปเรียน chef คนภายนอกจะคิดว่าทาทามีเงินเยอะ แต่จริงๆทาทาไม่ได้ทำงานตั้งหลายปี มีบริษัทเป็นของตัวเองด้วย ยังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานอยู่ ค่าบ้านใหม่ของทาทาก็ต้องจ่าย ไหนจะค่าเรียนทาง internet อีก เลยถามคุณพ่อว่า ถ้าไม่ได้ทำงานตรงนี้ เรามีเงินพอไหม ค่าเรียน chef แพงมาก คุณพ่อเตือนสติเราว่า ทาทาจะออกจากวงการนี้จริงหรือ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพรสวรรค์ ขึ้นเวทีร้องเพลงแล้วมีคนฟัง ไม่ใช่ทุกคนที่ได้เข้าห้องอัดผลิตผลงานมาได้แบบนี้ ทาทาเคยคิดว่าไม่เอาแล้ว หนีไปอยู่เมืองนอกดีกว่า แต่คุณพ่อจะสอนทาทาไม่ให้หนี ให้สู้ต่อไป

การที่เป็นคนตรง มีผลกระทบอะไรในชีวิตไหม
โดยส่วนตัวแล้วไม่มีค่ะ เพราะคนรอบๆตัวทาทาจะเข้าใจความที่ทาทาเป็นคนเปิดเผย จริงใจ ทาทาจะแสดงความรักให้กับคนรอบข้าง กับเพื่อน กับคนรักอย่างเต็มที่ ทาทารักใครแล้ว รักจริง ทุ่มเท แต่ถ้าเกิดทาทาผิดหวัง ทาทาก็ไม่เสียดาย เพราะถือว่า วันที่เราอยู่กับเค้า เราทำดีที่สุดแล้ว

ฝากถึงแฟนเพลง
อยากให้ลองฟังดู และติเข้ามา เพราะทาทายังไม่เก่ง ชุดนี้ทาทาตั้งใจทำมาก อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้ทาทาด้วยค่ะ อัลบั้มของทาทาจะวางแผงวันที่ 8 สค.นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.entertainment.mweb.co.th

คุยกับ จอห์น รัตนเวโรจน์

จอห์น  รัตนเวโรจน์

จาก nuvo ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด เมื่อกว่าสิบปีก่อน  เคยออกอัลบั้มเดี่ยวมาแล้วเมื่อปี 38  ช่วยเพื่อนเขียนเนื้อร้อง ในอัลบั้ม โจ + ก้อง Happening  และจากอัลบั้มทั้งสองชุดล่าสุดที่ออกมานี้  จอห์นได้กล่าวไว้ว่า  เป็นงานที่มีส่วนร่วมด้วยมากที่สุดตั้งแต่ทำงานเพลงมา

ไทยอัลบั้ม :  เป็นไงมาไงครับ  ทั้ง 2 ชุดนี้  ผมเห็นหายไปนานเหมือนกันในส่วนของงานเพลง  เห็นทำรายการ ie show อยู่  ก็น่าจะงานมากโขอยู่  แล้วยังเปิดบริษัททำเกี่ยวกับ internet อีก  ก็ยิ่งไม่น่าจะมีเวลา  แบ่งเวลากันยังไงครับถึงได้มีอัลบั้มออกมาให้เราได้ฟังกัน

จอห์น :  เคยมีคนบอกว่าวันหนึ่งมี 24 ชม. ให้นอนพักผ่อน 8 ชม.  ทำงาน 8 ชม.  แต่ไม่ได้หมายความว่า ความคิดของเราจะต้องเป็นไปตามนั้น ง่ายนิดเดียวถ้าคิดได้ก็ทำเลย แล้วอย่าหยุดคิด การแบ่งเวลาอยู่ ในใจของเราต่างหาก ทำไปเรื่อยๆ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กาลเวลาแต่อยู่ที่ความสุขในการที่ได้ทำ internet  เป็นอุปกรณ์ช่วยเสริมให้การทำงานทั้งหมดของผมเป็นไปได้

ไทยอัลบั้ม :  เพลง  คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว  ใครเป็นคนคิด คอนเส็ป

จอห์น :  ผมยก topic มาวางบนโต๊ะประชุมในสิ่งที่ผมปฎิบัติชีวิตตน ณ.ปัจจุบัน ในการเป็นคนที่เชื่อว่ามนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติต้องอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน พี่ดี้(นิติพงษ์ ห่อนาค)จึงตั้ง concept  “คน หุ่นยนต์ ต้นข้าว”

ไทยอัลบั้ม :  มีใครมาช่วยเล่นดนตรีให้บ้างครับ

จอห์น :  คุณ Bruno ,คุณฟั่น เป็น  Producer  และ Co-Producer นักร้องรับเชิญคือ  คุณก้อง (นูโว) มาช่า และรุ่งสุริยา อัลบั้มนี้มีนักดนตรีร่วมแค่นี้

 

ไทยอัลบั้ม :  ระบบเสียงที่ว่าเนี่ย   มันยังไงครับ  เวลาที่เราทำการบันทึกเสียง  เราต้อง  แยก line ไว้เลยหรือป่าวครับ  ว่าจะเอา  line นี้ไว้ให้ออกลำโพงไหน  อะไรอย่างนี้อะครับ  แบบเหมือนหนังเค้าก็จะแยก line ไว้เลยว่า  เสียงนี้จะออกลำโพงไหนอะไรประมาณนี้อ่ะครับ  วานชี้แจงด้วย

จอห์น :  ระบบเรียกว่า Circle Surround สามารถจับลายเสียงไหนก็ได้ไปไว้ในตำแหน่งไหนก็ได้  ในลำโพง 5 ตัวรอบทิศทาง แต่การทำให้สมเหตุสมผล เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถมาก

ไทยอัลบั้ม :  Giraffe Record  เป็นไงมาไงครับ   จอห์น  ร่วมบริหารด้วยหรือป่าว

จอห์น :  Giraffe Records เป็นบริษัทที่ลอยอยู่กลางอากาศไว้สำหรับศิลปินที่ทำผลงานในรูปแบบ Experiment(ทดลอง) ผมเป็นศิลปินคนแรกไม่ได้เป็นผู้บริหาร

ไทยอัลบั้ม :  จอห์น  เข้าดูแลลึกถึงเรื่องเนื้อหาของแต่ละเพลงหรือป่าวครับ  (รวมถึงการทำดนตรี  การทำ- ทำนองและการเรียบเรียงด้วยนะครับ)

จอห์น :  เป็นอัลบั้มที่ร่วมงานด้วยมากที่สุดเท่าที่เคยมีอัลบั้มมา

ไทยอัลบั้ม :  เท่าที่ผมได้ฟัง  (เท่าที่มีน่ะครับ 3 เพลง)  รู้สึกว่า  โดนใจ  ทั้งในแง่ของตลาด  และในแง่ของดนตรีศิลปะ  ไม่ทราบว่า  จอห์น  รู้สึกว่าเพลงไหนในอัลบั้ม  ทั้ง สอง  ลงตัวมากที่สุด  แบบ  จอห์นชอบมากที่สุดหนะครับ  เพราะอะไร

จอห์น :  ในเชิงความคิดสร้างสรร ชอบเพลง Life Goes On และA Way Home ในภาษาไทย คือ เพลงคน หุ่นยนต์ ต้นข้าว และพึ่งพาอาศัย เนื่องจากมีความหมายที่สอดคล้องกัน ระหว่างเบอร์ที่ 1 กับเบอร์ที่ 10 เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสรุป  มีความเป็นอินเตอร์ไทย Worldmusic ผสม Pop  Rock ได้ลงตัว  ชอบเพลงเปลี่ยนกันไหม  และ Oasis โดนใจทุกครั้งที่ร้องคนฟังก็คิดเช่นกัน

ไทยอัลบั้ม :  นอกจากเพลงที่จอห์นชอบแล้ว   จอห์น  อยากแนะนำเพลงไหนเป็นพิเศษ  อีกหรือป่าวครับ  เป็นเพลงที่  จอห์นคิดว่าอยากนำเสนอ  แต่ไม่ได้เอาออกมาโปรโมทหนะครับ 

จอห์น :  เพลง Just Say,Don’t Say และStay Strong  ชอบมากรู้สึกว่าไม่แพ้เพลงสากลอื่นๆ ดนตรีหนักแน่นกระชับ ความหมายเบิกบาน

ไทยอัลบั้ม :  เสียงตอบกลับมาเป็นยังไงบ้าง  หลังจากชุดภาคภาษาอังกฤษ  กับภาคภาษาไทย  เสียงตอบรับ  แตกต่างกันยังไง

จอห์น : ในภาษาอังกฤษ จะได้รับเสียงชมเชยว่าโดยรวมทำออกมาได้ดีมากใช่เลย  แฟนเพลงไม่ผิดหวัง (คราวหน้าจะพยายามทำให้ดีกว่านี้) อัลบั้มเพลงไทยเมื่อเทียบกับชุดที่แล้วอาจจะฟังดูหลากหลายจนจับต้อง ไม่ค่อยได้แต่ก็แล้วแต่คนฟัง

ต้องลองไปหาฟังกันดูครับ  ว่าความกลมกลืนระหว่าง  pop rock กับ world music ที่มารวมตัวกันได้อย่างพอเหมาะพอดีนั้น  มันเป็นยังไง  

ยินดี ไม่มีปัญหา  :  ไทยอัลบั้ม

*ขอบคุณ  :  จอห์น ที่สละเวลาตอบคำถาม  และแรงใจ  ให้คนได้สร้างงานใหม่ๆ ที่ไม่ไร้สาระ

สัมภาษณ์ เจมส์ เรืองศักดิ์ ในอัลบั้มเจมส์เฟสติวัล

(เจมส์เปิดตัวทั้งร้องทั้งเต้นในเพลง…”เทศกาลคนเจ็บอก”)
พิธีกร : สวัสดีครับ

เจมส์ : สวัสดีครับผม
พิธีกร : สวัสดีพี่ๆสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ และแล้วความสนุกสนานก็เริ่มต้นขึ้นแล้วนะครับ
เจมส์ : เหมือนกับออกอัลบั้มชุดแรกเลย
พิธีกร : หยั่งงั้นเลยนะครับ
เจมส์ : ตื่นเต้นมากเลยครับ
พิธีกร : ครับผม กับเจมส์ เฟสติวัล นะครับ
เจมส์ : ครับผม
พิธีกร : เป็นไงบ้างครับ วันนี้ตื่นเต้นมั๊ยครับ
เจมส์ : ตื่นเต้นมากเลยครับ
พิธีกร : ก่อนอื่นต้องถามก่อนละกันนะครับ จากชุดที่แล้วชุดที่ 4 กับเจมส์ เดลิเวอร์รี่นะครับ ห่างกับชุดนี้ประมาณถึงปีมั๊ยครับ
เจมส์ : ประมาณปีนึงพอดี
พิธีกร : มาวันนี้ต้องถามก่อนเลยนะครับว่า ที่มาที่ไปเป็นยังไงครับ
เจมส์ : เอ่อ เจมส์ เฟสติวัล ใช่มั๊ยครับ จริงๆแล้วมันก็มาจากว่า ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกใช่มั๊ยครับ พวกเราทำงานกันเนี่ย เราจะมีการวางกันว่าชุดต่อไปเราจะโตมาเป็นยังไง
พิธีกร : ก็คือจากชุดแรกของเจมส์ คือชุด ได้เวลา…เจมส์ ก็จะมีพัฒนาการเรื่อยๆ แต่ว่าชุดนี้จะดูรีแล็กซ์ขึ้น
เจมส์ : ใช่ครับ คือเราอยากจะให้เป็นอะไรที่คึกคัก สามารถรวมคนได้เยอะมากๆ ก็เลยนึกถึงคำว่า “เทศกาล” ขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นเจมส์ เฟสติวัล
พิธีกร : ตอนนี้นะฮะ ก็เหมือนจะเหงาเกินไป ต้องเรียนเชิญพี่ๆทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของเจมส์มาพูดคุยด้วยแล้ว กันนะครับ
เจมส์ : ครับ
พิธีกร : เริ่มจาก พี่พู นะครับ สุทธิพงษ์ วัฒนจัง นะครับ รวมถึงพี่แบนนะครับ และสุดท้ายคือพี่หมูแว่น ครับผม
เจมส์ : ครับ สวัสดีครับ
พี่ชมพู : เอ่อ พี่ว่าเจมส์อย่ายืนเลยดีกว่าครับ
พิธีกร : ทำไมครับ
พี่ชมพู : เจมส์ยืนแล้วดูพี่ไม่ค่อยสูง
เจมส์ : (หัวเราะ) นึกว่าพี่พูจะไม่มานะครับเนี่ย
พี่ชมพู : มาครับ
เจมส์ : เห็นสัญญากันดิบดี พอถึงเวลานัดก็ยังไม่โผล่
พี่พู : ตื่นสายครับ ตื่นสาย เมื่อคืนทำงานดึกครับ
เจมส์ : อ้อ ครับ
พิธีกร : สวัสดีพี่ๆทั้ง 3 ท่านนะครับ ก่อนอื่นต้องถามเกี่ยวกับ…
พี่พู : เดี๋ยวก่อนๆๆ ส่วนตัวนิดนึง
พิธีกร : ทำไมครับ?
พี่พู : โดนตรงไหนครับ…
พิธีกร : โดนตรงไหน โดนตรงไหน โดนตรงใจครับ
พี่พู : อ้อ (หัวเราะ)
พิธีกร : ครับผม ถามถึงเพลงเปิดตัวแล้วกัน เพราะว่าพี่พูเป็นคนแต่งด้วย ที่มาของเพลงนี้ครับ หรือว่าแรงบันดาลใจ เป็นประสบการณ์ของตัวเองหรือเปล่าฮะ

พี่ พู : มาจากเจมส์ครับ คือก่อนทำงานเราก็คุยกันว่า เจมส์ ชุดนี้ เอ่อ อยากให้ตัวเองเป็นอะไร เพราะว่าทำงานเนี่ย ตัวศิลปินต้องเป็นหลัก ก็คือต้องถามเค้าว่า เฮ้ย อยากจะเป็นอะไร ว่ามีความคิดแบบไหน ช่วงที่ผ่านมาหนึ่งปีจากชุดที่แล้ว ประสบการณ์มีอะไรบ้าง อยากจะเล่าอะไร เจมส์เค้าก็บอก มาคุยกัน

พิธีกร : ก็คือ ต้องการนำเสนอความเป็นตัวเองมากที่สุด

พี่พู : ใช่ครับผม แล้วคำนี้ก็มาจากเจมส์ด้วย

พิธีกร : เฟสติวัล ?

พี่พู : ครับ ใช่ครับ

พิธีกร : เป็นไง มาไงครับ

เจมส์ : เฟสติวัล เหรอครับ ก็จริงๆแล้ว เอ่อ…เป็นการเก็งฮะ

พิธีกร : เป็นการเก็ง ?

เจมส์ : (หัวเราะ) เก็งว่า เออ ปีเนี่ยะ ผมคิดว่า มันเป็นปีที่เหมือนกับว่ามีการเตรียมงานเฉลิมฉลองค่อนข้างเยอะ ใช่มั๊ยครับ ก็เออ ฟังดูแล้วน่าจะเป็นคำที่ เอ่อ หลายๆคนจะนำมาใช้ในปีนี้น่ะครับ ก็เลยถือโอกาสนำมาใช้ก่อน

พิธีกร : พูดง่าย ก็คือเป็นการขึ้น ศหัสวรรษใหม่อย่างแท้จริง

เจมส์ : ครับผม

พี่ พู : คือว่า พอเจมส์มาคุยให้ฟังแล้ว ก็อยากจะใช้คอนเซ็ปท์ของอัลบั้มชุดนี้ว่า “เฟสติวัล” เฟสติวัล นี่จะ ผมได้ยินแล้วผมมีความรู้สึกว่า เหมือนกับเทศกาล ซึ่งมันก็แปลว่าเทศกาลอยู่แล้ว ใช่มั๊ยครับ ทีนี้พอกล่าวถึงเทศกาล ผมก็มีความรู้สึกว่า เออ เห็นด้วย เพราะว่าเก็งมาแล้วว่าช่วงนี้เป็นช่างเทศกาลจริง ก็เลยคิดว่า ดีดี เห็นด้วย แล้วก็พยายามที่จะดึงคำว่า เฟสติวัล เนี่ยมาใช้ในเพลง ลองหลายอย่างแล้วครับว่า เออ ใครมีความทุกข์นะ ก็เลยหากันไปหากันมา ก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ้อ คนที่มีความทุกข์ ทุกเรื่องน่ะครับ เรื่องอื่นก็ได้น่ะครับ แต่มาดูเรื่องของความรักก็คือคนที่ผิดหวัง คนที่อกหัก ไม่มีใครเข้าใจได้ดีไปกว่าคนอกหักด้วยกันเอง

พิธีกร : นับว่าเป็นการรวมพล “คนเจ็บอก”

พี่พู : ใครไม่สนใจเรา ไม่เป็นไร ร้องเพลงดีกว่า

พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะพี่นะ

พี่พู : ครับผม

พิธีกร : ครับผม แล้วก็ดนตรีครับ เป็นสไตย์ละตินด้วย

เจมส์ : จริงๆแล้ว ไม่ถึงกับลาตินครับ จริงๆแล้วก็มีกลิ่นนิดๆหน่อยๆฮะ จะออกแนวบราซิลเลี่ยนมากกว่า ก็คือ เรามองเฟสติวัล คิดถึงภาพขบวนรถบุบผชาติ (หัวเราะ)

พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะ (หัวเราะ)

เจมส์ : ฮะ แล้วก็มีคนแต่งตัวสวยๆ มีแต่คนยิ้มแย้มน่ะครับ

พิธีกร : ซึ่งแน่นอนนะครับ เห็นได้จากดนตรีที่เปิดตัวไป อลังการมาก คนเยอะมากนะครับ ถ่ายทำที่ไหนครับ

เจมส์ : ถ่ายทำที่ เอ่อ โรงงานยาสูบเก่า ซึ่งบรรยากาศจริงๆมันก็จะเป็นโรงงาน แล้วเรื่องของสีสัน ก็ได้สีสันจากทีมงานของพวกเราเองน่ะครับ

พี่พู : เออ แล้วอีก 2 คนนี่มาทำไมเนี่ย (หัวเราะ)

เจมส์ : (หัวเราะ)

พิธีกร : เดี๋ยวได้ถามแน่ครับ (หัวเราะ)

พี่พู : อ้อ เดี๋ยวเค้าถามนะ รอแป๊ปนึง

เจมส์ : (หัวเราะ)

พิธีกร : คราวนี้มาถึง เพลง เพลงสนุกเปิดตัวไปแล้ว มาถึงเพลงช้าบ้าง ต้องถามคนแต่งแล้ว เพลงช้ารู้สึกจะแตกต่างจากชุดที่ผ่านมา ก็คือธรรมดาก็คือ ช้ำอยู่ธรรมดา แต่ชุดนี้ช้ำแล้วแช่งด้วย ฮืม.. “อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง”

พี่ หมูแว่น : เพลงช้านะครับ ไอเดียมันเกิดจาก เอ่อ ช้ำ เศร้า ฮืม แต่จริงๆแล้วเหตุการณ์อย่างเนี๊ยะ อีกด้านนึงมันอาจจะแบบไปทิ้งอีกฝ่ายมา คือมันเป็นความรู้สึกของคนที่ไม่ได้เคียดแค้นนะครับ แต่อารมณ์ตอนนั้นมันแบบคือทำใจรับไม่ได้ ถึงได้บอกว่า ก็คนใจง่ายน่ะ ไปรักกันน่ะ จะให้คิดยังไงล่ะ เดี๋ยวก็ต้องเลิก ไม่ต้องคิดก็รู้อยู่แล้ว ผมก็เลยได้ไอเดียมาจากตรงนี้ แล้วเจมส์ก็ถ่ายทอดได้ดี

พิธีกร : ซึ่ง ก๊อปปี้ หรือข้อมูลที่ได้มาก็คือ “แค่คนใจง่ายสองคน”

เจมส์ : ก็คนใจง่ายสองคน (เจมส์ร้องโชว์) ซึ่งจริงๆแล้วเนี่ย ผมก็คุยกับพี่หมูแว่น เพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่นะครับ ก็คือว่าเอ่อ ผมว่าเดี๋ยวนี้คนเป็นอย่างนี้เยอะนะครับ

พิธีกร : หมายถึงเลิกกันแล้ว ก็ไปทิ้งกันต่อ

เจมส์ : ครับ

พี่พู : อ๋อ คือช่วงนี้มันเป็นช่วงของการผลิใบนะฮะ (หัวเราะ) โฆษณาเพลง

เจมส์ : (หัวเราะ)

พิธีกร : ครับผม แล้วการถ่ายทอดของเจมส์ล่ะฮะ เพลงนี้ยากมั๊ย

เจมส์ : ก็ยากครับ

พิธีกร : เดี๋ยวก่อย แล้วเคยมีประสบการณ์เหมือนเพลงนี้มั๊ยครับ

เจมส์ : เอ่อ ยังไม่มีครับ ….อืม ที่มันยากก็เพราะว่า เพลงนี้เราจะร้องเพราะ เพราะเราอยากประชดประชันหรือเปล่า แต่จริงๆแล้วถ้ามองลึกๆไปแล้วเนี่ย อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง หนึ่ง..เราร้องแบบความรู้สึกที่เศร้ามากเลย จริงๆเราพูดออกไปเนี่ย มันเหมือนกับปลอบใจตัวเอง สอง..อาจจะมีแบบประชดประชันบ้างนิดนึง สาม..ก็คือเหมือนขู่แบบ เฮ้ย แน่ใจเหรอ เธอเลิกกะฉันไปรักกับเค้า แล้วเค้าก็ทิ้งคนมาคนนึงน๊ะ ไม่กลัวเหรอ ไรงี้

พี่พู : ตอนนี้เรายังมีอีกคนที่ยังไม่ได้พูด…

พิธีกร : อ่า ถามพี่แบนบ้างนะครับ การทำงานชุดนี้ของเจมส์ สัดส้วนของเพลงทั้งหมด 10 เพลง ช้า-เร็ว ยังไงครับ

——————————เงียบ——————————

พี่พู : อ่าว คุณก็แกล้งเค้าอีกละ เล่นคำถามยาก (หัวเราะ)

เจมส์ : (หัวเราะ)

พิธีกร : สัดส่วนของเพลงช้า-เพลงเร็วในอัลบั้มเป็นไงครับ

พี่แบน : ก็เร็ว 4 ช้า 5 กลาง 1

พิธีกร : ครับ มีเป็นสูตรเหมือนกันนะครับ แล้ว…

พี่พู : มีต้มยำมั๊ยฮะ

พิธีกร : (หัวเราะ) แล้วพูดถึงงานที่ผ่านมาของเจมส์นะครับ อย่างชุดที่ 3 ก็เป็น เจมส์เอฟเอ็ม เจมส์ก็ได้เขียนคำร้องด้วย คือ เพลงเธอ ใช่มั๊ยครับ

เจมส์ : ครับ

พิธีกร : แล้วอย่างอัลบั้มชุดที่แล้วนะครับ เจมส์ดิลิเวอร์รี่นี่ก็มี เพลงดิลิเวอร์รี่ แล้วก็เพลงเมล็ดพันธุ์ไม้ที่อ่อนแอ แล้วชุดนี้ล่ะฮะ เจมส์ได้มีการเขียนคำร้อง เขียนทำนอง หรือว่ายังไงบ้างเอ่ย

เจมส์ : ก็ มีเพลงที่ฟังง่ายๆน่ะครับ ชื่อเพลง “มีแต่เธอ” ก็จริงๆแล้ว อยากจะให้คนฟังเนี่ยเค้าฟังเพลง เพราะว่าเจมส์แต่ง…ฟังหน่อยสิ๊ อะไรอย่างนี้ จริงๆผมอยากให้มองเหมือนเป็นคนแต่งเพลงคนหนึ่งซึ่งมันอาจจะเก่งหรือไม่เก่ง ก็ไม่แน่ ลองฟังดูแล้วก็ติชมอย่าง..อย่างจริงๆเลย

พิธีกร : อยากรู้ว่าเพลง มีแต่เธอ นะครับ เจมส์ใช้นามปากกาอะไร มีอยู่ทางเดียวครับ ซื้อเทป ซีดี นะครับ แล้วที่สำคัญต้องเป็นของจริงด้วย ซีดีเถื่อน อย่า นะครับ เทปผี อย่านะครับ ช่วยกันต่อต้านนะครับ
พี่พู : ซื้อเทปผีเดี๋ยวมันหลอกเรา
เจมส์ : เค้าถือว่าเป็นการตัดทอน…
พี่พู : บรู๋ววววววววววววววววววว….
เจมส์ : (หัวเราะ)
พิธีกร : (หัวเราะ) หอนมาเลยนะครับเนี่ย
เจมส์ : ถือว่าเป็นการตัดทอนน้ำใจคนทำงานเพลงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง
พิธีกร : ใช่ครับ
เจมส์ : คือต่อไปเนี่ยตอนนี้ยังซื้อได้…แต่ว่า
พิธีกร : อ้าว ไปบอกเค้าทำไมอ้ะ
เจมส์ : เอ่อ แต่ว่า อีก 3 ปี 5 ปี เนี่ย ก็จะไม่มีพวกเรา เพราะว่าเอ่อ การทำงานเนี่ยมันไปไม่ได้แน่นอน
พี่พู : ผมว่าเราเอาโต๊ะมาตั้ง แล้วเรามาคุยกันเรื่องเทปผี ซีดีเถื่อนกันดีกว่า
พิธีกร : (หัวเราะ) ครับผม คราวนี้เรามาถามถึงเรื่อง การทำงานบ้าง กับการทำงานกับเจมส์ พี่ชมพู เป็นไงครับ
พี่พู : ครับ ทำงานกับเจมส์ชุดนี้ ทำแล้วน้อยใจครับ
พิธีกร : ทำไมครับ
พี่พู : เจมส์หล่อกว่าผมครับ
เจมส์ : (หัวเราะ)
พี่พู : ทำงานกับเจมส์เนี่ยนะครับ เหนื่อยตรง…
พิธีกร : ตรงหล่อน้อยกว่า…?
พี่พู : (หัวเราะ) ไม่ใช่ อันนั้นทำใจได้ครับ แต่ว่าจะเหนื่อยตรงที่ว่าเค้าจะมีไอเดียมาเสนออยู่เรื่อยๆ เราก็ต้องคอยรับลูกมา แล้วก็มาคิดต่อว่า อะไรทำได้ อะไรควรทำ ไม่ควรทำ คือเหนื่อยตรงที่ว่าจะมีวัตถุดิบมาเยอะ เจมส์จะเป็นคนที่มีการบ้าน ทำการบ้านมา อย่างที่บอกนะครับว่าชุดที่แล้ว ดิลิเวอร์รี่ นี่ก็เจมส์ เจมส์เป็นคนคิดว่าน่าจะเอาคำนี้มาใช้เพราะเห็นว่า การที่มีดิลิเวอร์รี่ในเมืองไทยกำลังเป็นที่นิยม เป็นที่รู้จักกันดีนะครับ ก็อย่างชุดนี้ก็มี เฟสติวัล มา มีคอนเซ็ปท์อะไรมาหลายๆอย่างนะครับ เพราะงั้นเนี่ยในส่วนของการทำงานก็มีทั้งสนุกแล้วก็เหนื่อย แต่ว่ามันไม่ใช่เหนื่อยแบบเหนื่อยท้อ มันเป็นแบบเหนื่อยแล้วสนุก แล้วก็ขอชม เค้าทำการบ้าน แล้วก็มีความรับผิดชอบสูง ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วน่ะฮะ สำหรับเจมส์ ไม่ต้องชมกันมาก เดี๋ยวจะลอย3
พิธีกร : มาถึงพี่หมูแว่นครับ
พี่หมูแว่น : (ยกไมค์ขึ้นมากระแทกปากตัวเอง)
พี่พู : (หัวเราะ) ทำไม ทำไมต้องแกล้งเค้าขนาดนี้
พี่หมูแว่น : พี่พูเหยียบสายไมค์ผม
พิธีกร : พี่พูอย่าไปแกล้งเค้าดิ
พี่พู : เห็นๆ … เค้าบอกผมเหยียบสายไมค์ เค้าหยิบไมค์ขึ้นมาตีปากเอง แล้วก็บอกว่าผม (หัวเราะ)
เจมส์ : (หัวเราะ)
พิธีกร : ทำงานกับเจมส์ ในชุดนี้เป็นยังไงบ้างครับ
พี่หมูแว่น : ก็ เหมือนพี่พู น่ะครับ ก็ดีครับ เค้าเป็นคนมีความตั้งใจสูงครับ เอ่อ คือถ้าเค้าทำไปแล้ว ร้องไปแล้ว เค้ากลับไปนอนฟัง พรุ่งนี้มาอีกละ พี่ผมยังไม่ชอบ ผมขอร้องใหม่
พิธีกร : อ้าว
เจมส์ : ไม่ชอบครับ
พี่หมูแว่น : คือมันยังดีไม่พอครับ เค้ารู้สึกว่าเค้าต้องทำได้ดีกว่านี้ พวกผมก็เลย เหนื่อย
พี่พู : ผมก็เลยบอกเค้าว่า ตอนหลังเนี่ยนะ จนกระทั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เค้าบอก พี่ผมอยากแก้ไอ้นั่นนิดนึง ไอ้นี่หน่อย ผมบอก เอาอย่างนี้แล้วกันเจมส์ ไว้เกิดมีใครเค้าโทรมาที่บริษัท แล้วเค้าบอกยังไม่ชอบ เจมส์ค่อยอัดไปให้เค้าฟังที่บ้าน
เจมส์ : (หัวเราะ)
พี่พู : ทีละบ้าน ทีละบ้าน
พิธีกร : (หัวเราะ) อีกหน่อยก็โปรดิวซ์เอง นะฮะ มาถึงพี่ พี่แบน
พี่พู : พี่แบน นี่เป็นคนดีไซด์ดนตรี ตั้งแต่เริ่มต้นมาเราคุยกันว่า คำว่าเฟสติวัล เรานึกถึงอะไร ผมนึกถึงเทศกาล แล้วพอนึกถึงเทศกาล ก็จะไปนึกถึงพวกเทศกาลเกี่ยวกับบราซิลเลี่ยน พวกคานิวัล ของบราซิล มีความรู้สึกว่า มันให้ความรู้สึกคึกคัก สนุกสนานแล้วก็ แนวดนตรีก็น่าจะเอาอะไรบางอย่าง จากที่เป็นบราซิล หรือเป็นบราซิลเลี่ยนเนี่ยมาสร้าง ก็มาเป็นกลอง ตุ้ม ตะ ลุ่ม ตุ้ม ตุ้ม อะไรอย่างนี้ คุณแบนเป็นคนดีไซด์ดนตรีนะฮะ
เจมส์ : พี่พูตอบแทน (หัวเราะ)
พิธีกร : พี่แกล้งเค้านี่
พี่พู : ไม่ๆ คือบอกเค้าไง
เจมส์ : อ๋อ…
พี่พู : เค้าจะได้รู้
พิธีกร : เออ เน๊อะ (หัวเราะ) พี่แกล้งเค้านะเนี่ย มีการผ่านล่ามนะฮะ
เจมส์ : มีล่ามด้วย (หัวเราะ)
พี่แบน : จริงๆผมพูดไม่เก่ง ให้พี่พูพูดนะฮะ
พี่พู : พูดน้อยต่อยหนัก
พิธีกร : อ่ะ ถาม ถามความรู้สึกของพี่แบนฮะ
พี่แบน : ดีฮะ สนุก เศร้า
พิธีกร : มีเศร้าด้วย ?
พี่แบน : เวลาเพลงสนุกก็สนุกไปด้วย พอเพลงเศร้าก็เศร้าไปด้วยน่ะครับ
พิธีกร : อ๋อ ครับ … นี่คือบางส่วนนะครับ กับการทำงานที่ผ่านมากับพี่ชมพูนะครับ Executive Producer พี่หมูแว่นนะครับ ก็ตำแหน่ง Co – Producer แล้วก็พี่แบน ตำแหน่ง Producer สำหรับวันนี้คงต้องขอขอบคุณทั้ง 3 ท่านนะครับ พี่พู พี่แบน แล้วก็พี่หมูแว่นนะครับ พร้อมทั้งขอเสียงปรบมือเป็นกำลังใจให้เจมส์หน่อยครับ
เจมส์ : ครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณพี่ๆสื่อมวลชมทุกคนครับ สวัสดีแฟนๆทุกคนครับ ไม่มีเสียงกรี๊ด เสียงอะไรให้ผมเลยแม้แต่น้อยเลย ขอเสียงกรี๊ดหน่อยครับ…
——————————- กรี๊ดดดดดดดด —————————-
เจมส์ : เอ่อ ค่อยหายตื่นเต้นหน่อย โอเคครับ เพลงนี้นะครับ ชื่อเพลงว่า กี่คำก็ไม่รัก นะครับ เป็นเพลงที่สามในอัลบั้มครับ เพลงนี้วันนี้ก็ได้พี่แบนมาช่วยเล่นเปียโนนะครับ
(เจมส์โชว์เพลง “กี่คำก็ไม่รัก” )
พิธีกร : ถือว่าเป็นเวอร์ชั่นพิเศษนะครับ เฉพาะวันนี้เท่านั้น วันดีเดย์ของเจมส์นะครับ ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าใครกันที่ทำเจมส์ลง ด้านหน้าถ้าเจมส์บอกรัก จะรักตอบมั๊ยครับ…ทีนี้เรามาคุยกันต่อดีกว่า รู้สึกว่าวันนี้เจมส์จะเตรียมเพลงมาอีกหนึ่งเพลงด้วย
เจมส์ : ครับผม
พิธีกร : เดี๋ยวได้รู้แน่ เดี๋ยวได้ฟังแน่นะครับ พูดถึงเพลงช้าที่หลายคนคงจะชอบ นั่นคือเพลง

เจมส์ : อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง

พิธีกร : อีกหน่อยก็ทิ้งกันเองนะครับ มีคนแอบถามมานะครับว่า Mv. จะได้ชมเมื่อไหร่

เจมส์ : เอ่อ ตอนนี้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับผม

พิธีกร : ต้องถามก่อนแล้วกันนะครับ เกี่ยวกับ Mv. เพลงนี้แต่ก่อนถาม เรามาดูตัวอย่างกันก่อนนะครับ เอ่อ ขอภาพ วีทีอาร์ นะครับ ครับ ตัวอย่างมิวสิคฯเพลง อีกหน่อยก็ทิ้งกันเองครับ

——– เปิดวีทีอาร์ เพลงอีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ——— เสียงกรี๊ด …สนั่น…

พิธีกร : โอ้โฮ อลังการมาก เห็นแล้วขนลุกนะฮะ

————- เสียงกรี๊ด ดัง สนั่นอีกครั้ง ————

เจมส์ : ขอบคุณครับ

พิธีกร : ปกตินี่ ยืนคู่กัน ผมก็ด้อยอยู่แล้วนะครับ พอดูเจมส์ใส่ชุด เอ่อ เค้าเรียกชุดอะไร เอ่อ ชุดเครื่องแบบ

เจมส์ : ครับ เป็นชุด เอ่อ ทหารอากาศ ครับ นักบิน

พิธีกร : ครับผม หล่อโดนใจมั๊ยครับ (หล่อ) สุดยอดครับ

เจมส์ : ขอบคุณครับ (หัวเราะ)

พิธีกร : พูดถึง มิวสิกฯ เพลงนี้หน่อย ไปถ่ายทำที่ไหนครับ

เจมส์ : ก็ที่เดียวกับเพลง เทศกาลคนเจ็บอก นะครับ แต่ว่าด้วยฝีมือของทีมงานของ อาร์เอส. โปรโมชั่น สามารถเซ็ทจาก สถานที่ที่สนุกสนาน มาเป็นสงคราม ระเบิดกันตูมตาม ตูมตาม ข้างๆนะครับจะเป็นโรงเรียนนะครับ ข้างหลังเป็นวัดฮะ

พิธีกร : นะฮะ คงได้ติดตาม แล้วชมกันเร็วๆนี้นะฮะ

เจมส์ : ครับ คือมิวสิกฯตัวนี้เนี่ย จริงๆแล้วโดนผู้กำกับหลอกนะครับ ผู้กำกับบอกว่า เดี๋ยว จะมีระเบิดตรงนี้นะ ตรงนี้นะ ให้เจมส์วิ่ง อันนี้เราใช้ระเบิดจริงนะฮะ เค้าก็บอกว่า เล่นสีหน้าให้ดีนะ แววตานี่ต้องได้ ถ้าไม่ได้มีเท๊คนะครับ เราก็วิ่งมา หลบระเบิด ตู้ม ตู้ม ตู้ม พอมาเช็คเทปนะครับ เห็นผมตัวแค่เนี๊ยะ (หัวเราะ) ผมก็นึกว่าเห็นเต็มหน้า (หัวเราะ)

พิธีกร : ก็คือเป็น เบื้องหลังของการทำงาน

เจมส์ : แต่พอถ่ายทำเสร็จแล้วเนี่ย รู้สึก ภูมิใจครับ ตอนนี้ก็คือ อยากให้เพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ ได้ชมกันนะครับ ซึ่งทั้งผู่กำกับเอง ก็เป็นผู้กำกับใหม่ ไฟแรงมาก เพิ่งจบมา แล้วก็นักร้องเองก็..เป็นนักร้องใหม่ (หัวเราะ)

พิธีกร : อย่างนั้นเลยนะครับ (หัวเราะ)

เจมส์ : (หัวเราะ) เพิ่งออกอัลบั้มแรก ก็ดีใจครับที่ได้ทำงาน แบบนี้

พิธีกร : ครับ ก็เตรียมตัวได้ชมแน่นอนนะครับ แต่ว่า ตอนนี้ก็อุ่นเครื่องได้กับการซื้อเทปนะครับ ไม่ใช่เทปปลอม ของแท้ ซีดีเถื่อน เทปผี ช่วยกันต่อต้านนะครับ

เจมส์ : ซื้อมาก็ไม่เซ็นต์ให้

พิธีกร : ครับ และนั่นคือ Mv. เพลงต่อไปนะครับ เพลงอีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง จะไม่ใช้โชว์เพลงนี้ก็ยังไงอยู่นะครับ อยากฟังมั๊ยครับ (อยาก) โห เบาไปเน๊อะ เบาไปมั๊ย … อยากฟังมั๊ยครับ (อยาก) ขอเสียงปรบมือให้กับ อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ครับ

เจมส์ โชว์เพลง อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง ท่ามกลางแฟนเพลง

เจมส์ : ขอบคุณครับ

พิธีกร : โอ้โห ถึงแม้จะเป็นเพลงเศร้านะครับ ก็แฝงด้วยความสุข เพราะว่าได้แช่งเค้า

เจมส์ : (หัวเราะ) เอ่อ ตั้งแต่เช้าถึงตอนนี้ยังไม่หายตื่นเต้นเลยนะครับเนี่ย ประหม่ามากเลยครับเนี่ย

พิธีกร : เพราะว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่นี่ครับ

เจมส์ : (หัวเราะ)

พิธีกร : ก็เป็นธรรมดานะครับ (หัวเราะ) ทุกคนคงจะได้ข้อมูลแบบเต็มๆนะครับ แต่อยากเต็มกว่านี้ต้อง ซื้อเทป

เจมส์ : รู้สึกจะขายของบ่อยนะครับ (หัวเราะ)

พิธีกร : สำหรับวันนี้ก็คงจะ ให้เจมส์ฝากถึงผลงาน กับเจมส์ เฟสติวัล ครับ

เจมส์ : ครับผม ช่วงนี้ก็ เทปผี ซีดีเถื่อนมีเยอะนะครับ ก็ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากพี่ๆสื่อมวลชนทุกคนนะครับ ยังไงก็เมตตาผมด้วยนะครับ (หัวเราะ) ก็ฝากผลงานเจมส์เฟสติวัล ให้กับทุกๆ คนนะครับ พี่ๆสื่อมวลชนนะครับ แล้วก็เพื่อนๆพี่ๆน้องๆตรงเนี๊ยะ เนี่ยนะครับ ที่ไปกันทุกงานเลย นะ อย่าลืมนะครับไปเจอกันงานคอนเสิร์ตนะครับ ชุดนี้เต็มที่ครับแล้วก็สบายๆกับทุกๆคนนะครับ ขอบคุณมากครับ

พิธีกร : ครับผม นี่คือ เจมส์ เฟสติวัล นะครับ ขอเสียงปรบมือให้กับเจมส์ ด้วยครับ วันนี้ขอบคุณมาก และสวัสดีครับ

เจมส์ : ครับ ขอบคุณครับ

บทสัมภาษณ์ เบิร์ด vol.1

Volume 1

มาดูกันว่ากว่าจะเป็น เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย ในวันนี้ได้ จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการบันเทิง พี่เบิร์ดผ่านอะไรมาบ้าง มาฟังพี่เบิร์ดเล่าให้ฟัง

Thaialbums : ใช้เวลาเตรียมงานนานแค่ไหนครับ ?
Bird : เตรียมมาเรื่อยๆนะครับ ตั้งแต่เบิร์ด-เสกครับ เราก็ทำมาเรื่อยๆไม่รีบ เพลงเนี่ยไม่ใช่ร้องแค่ 11 เพลงนะครับ ร้องไปเยอะมากๆ แล้วมีโปรดิวเซอร์มากกว่านี้อีกนะครับในตึกเกือบจะทุกค่ายเพลงเลยนะที่ส่งเพลงมา ก็แข่งกันทำงานใครเข้าตากรรมการ ตรงกับวอลุมวันก็มาอยู่ในอัลบั้มนี้

Thaialbums : วอลุมวันหมายถึงอะไรครับ ?
Bird : ก็ วอลุมวัน ก็คือการเริ่มต้นใหม่ อยากให้ทุกคนเป็นแบบที่พี่เบิร์ดเป็นด้วย คือว่าไม่ว่าจะชำนาญงานแค่ไหนก็ตามเราไม่ปล่อยให้เวลาที่ผ่านมาทำให้เราเหนื่อย ท้อ หรือว่าเบื่อนะครับ เราก็ทำตัวซะว่าเหมือนเราเพิ่งเริ่มต้นใหม่พี่เบิร์ดคิดว่ามันทำยาก แต่ลองทำดู แล้วก็ปรับปรุงดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลาและมีความสุขกับงานที่เราทำอยู่ อืม พี่เบิร์ดเคยมองกลับไปตอน สบาย สบาย โห ทำไมเราแก่ขนาดนั้น

Thaialbums : พี่เบิร์ดดูแลตัวเองยังไงบ้างครับ ?
Bird : คือ พี่เบิร์ดดูแลมานานนะครับเป็นประจำเลย พี่เบิร์ดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างไม่ใช่ว่าใกล้จะถึงเวลาแล้วเราเพิ่งจะมาทำ มันจะไม่ทันนะครับ แต่พี่เบิร์ดชอบที่จะออกกำลัง ดูแลการกิน การคิด แล้วก็ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่เกลียดใคร ไม่โกรธใคร แบบนี้ไปเรื่อยๆมันก็ทำให้เราพร้อมที่จะให้ความสุขในเมื่อเรามีความสุขแล้ว

Thaialbums : อัลบั้มนี้ก็เท่ากับว่าทำงานกันมาแบบสบายๆ ?
Bird : ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่ว่าทำงานง่ายนะ แต่ว่าเรามีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้วเราพิถีพิถันมากมาถึงวันนี้มันก็เลยอยากทำตัวเบาๆ สบายๆ เพลงที่ร้องทุกคนสามารถจะร้องได้หมดมันง่ายมากๆ แล้วร้องได้เต็มเสียง ฟังแบบฉับๆเลย ไม่ต้องยากอะไร

Thaialbums : เรื่องของดนตรีล่ะครับ ?
Bird : จะเป็นวาไรตี้ มีฮิปฮอป มีอาร์แอนด์บี มีดิสโก้ บลู แจ๊ซ มีทั้งนองนอย ลิเก กูลู

Thaialbums : มีคนทำเพลงมาให้พี่เบิร์ดร้องเยอะเลย ?
Bird : น้องๆ ทำมา คือถ้าทำมาถึงพี่นี่พี่ร้องหมดเลยครับ พี่เหมือนกับไปเที่ยวที่ๆน้องเค้าพาไปเที่ยวหน่ะ ใครทำมาไหนลองฟัง แล้วก็ร้องเลย เค้าบอกยังไม่ต้องร้องก็ได้ฟังก่อนก็ได้ พี่บอกไม่ได้พี่ร้องเลย ..ให้น้องเค้าชื่นใจ แต่พอมาถึงตัดขอบแล้วเค้าจะรู้ว่าเออ อันนี้รอไว้ก่อน

Thaialbums : ประมาณกี่เพลงครับ ?
Bird : เยอะครับ ประมาณ 30-40 เพลง แต่ว่าเราก็ไม่ได้ทิ้งไปเลยนะ เราค่อยๆ ทะยอยไปเรื่อยๆ ส่วนตัวพี่ก็ได้แต่งไว้ 20-25 เพลง แต่ว่ายังเขินจ้ะ อย่างเสกเคยแต่งให้พี่เนี่ย พี่ก็จะแต่งให้เสก เสกชอบมากตอนนี้ได้ไปเพลงนึง (หัวเราะ)

Thaialbums : เพลงยังไงหรอครับ ?
Bird : เพลงขำมากๆ (หัวเราะ) เดี๋ยวเสกกลับมาคงได้คุยกันสนุก เสกเค้าชอบมากๆ คือเสกเค้ามีแรงบันดาลใจให้พี่ตอนที่ไปทัวร์ด้วยกันว่าพี่เบิร์ด พี่เบิร์ดพูดคุยกับผมนะ ผมคิดเป็นเพลงได้เยอะเลย ทำไมพี่เบิร์ดไม่เขียน พี่ก็เฮ้ย ทำยังกับมันเขียนได้ง่ายๆนักนะ เสกก็บอก ไม่ยากหรอกพี่ จากนั้นเป็นต้นมาเลยเขียนหมดเลย หน้าห้องน้ำ ห้องนอนบนเตียง นั่งรอ เขียนได้หมด ก็เลยเอาไปให้เสกดู เค้าก็บอก พี่อย่างนี้โอเคเลย แต่ว่าตัวเองร้องเองคงยังเขินอยู่ให้น้องๆร้องก่อน

Thaialbums : เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรครับ เรื่องรักๆ ?
Bird : อืม แต่ว่า อยากจะแต่งเป็นโรแมนติก แต่แป๊ปเดียวห่ามอีกแล้ว แป๊ปเดียวห่ามๆ ขำๆ เอาไว้คงได้ฟัง ก็ว่าจะแต่งไปเรื่อยๆๆ

Thaialbums : นอกจากเสกแล้วพี่เบิร์ดคิดอยากจะให้ใครเป็นคนร้องอีก ?
Bird : ก็…ดูว่าใครจะกล้าร้องบ้าง (หัวเราะ) เพราะมันขำทุกอันเลย

Thaialbums : มาที่อัลบั้มนี้ ?
Bird : อัลบั้มนี่พี่ว่า พี่เบิร์ดเนี่ยเป็นคนฟังเพลงคนแรก ร้องคนแรก ได้ยินเสียงเมโลดี้เป็นคนแรก ใส่เสียงเป็นคนแรก พี่รู้สึกว่าอัลบั้มนี้คนฟังจะได้รู้สึกเหมือนได้เสพอะไรมากทีเดียว คือเสียงร้องที่อิ่มที่เรารู้สึกมีความสุขที่จะเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย การเริ่มต้นมันไม่ใช่ว่าต้องหวังอะไรนะมันก็เลยสนุกได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการทำงานในห้องอัด การพูดคุยกับพี่เล็ก หรือการทำงานกับโปรดิวเซอร์เนี่ย เพลงจะเปิดกว้างให้กับโปรดิวเซอร์ได้วาดภาพในมุมมองของเค้าเยอะมาก

Thaialbums : ทำไมถึงมีนักแต่งเพลง หรือโปรดิวเซอร์มาร่วมงานเยอะขนาดนี้ครับ ?
Bird : อ๋อ ครับ ทุกคนอยากจะเข้ามาร่วม อยากจะแต่งเพลงให้พี่เบิร์ดร้อง อยากจะร่วมสนุกด้วย เพราะทุกครั้งเวลาพี่เบิร์ดมีอัลบั้มเนี่ยมันจะเหมือนแบบตึกมีงานหน่ะ ทุกคนเลยมาช่วยกัน สนุกกัน เวลาอัดเนี่ยห้องอัดคนเต็มเลย เฮ เฮ หนุกดีครับ

Thaialbums : เพลงส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงแฟนเพลง คุยกับแฟนเพลงเป็นหลัก ?
Bird : ใช่ แต่ไม่ทั้งอัลบั้ม แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน คือเพลงเปิดกว้างมาก แล้วแต่ว่าใครจะคิดไปยังไง อย่าง 3 เพลงที่ผ่านมาเนี่ยเห็นไหมว่าผู้กำกับเค้ามองต่างกันไปหมดเลย เพลงกว้าง เบาๆ ชิวๆ (หัวเราะ)

Thaialbums : ส่วนไหนที่ยากที่สุดครับ ?
Bird : อืม การวางคอนเซ็ปต์นะว่าเราจะไปทางไหนกันดีอันนั้นยากที่สุด คิดไปคิดมาแล้วก็มองมาที่พี่กัน เค้าบอกว่าไม่ต้องคิดอะไรมากล่ะ พี่เบิร์ดหน่ะหน้าใหม่จบเลย

Thaialbums : นางเอกมิวสิคฯพี่เบิร์ดเป็นคนเลือกเองหรือเปล่าครับ ?
Bird : พี่เบิร์ดเลือกไม่ได้หรอกครับ พี่เบิร์ดเลือกไม่ได้ ถ้าพี่เบิร์ดเลือกพี่เบิร์ดเอาหมดเลย ทางทีมงาน ผู้กำกับเป็นคนคิดว่าคาเร็กเตอร์ที่เค้าวางไว้นั้นเข้ากับนางเอกคนไหน แล้วก็มาบอกพี่เบิร์ด ให้พี่เบิร์ดเห็น ให้พี่เบิร์ดรู้ว่าใคร

Thaialbums : น้องๆ เค้าน่ารัก ?
Bird : ช่ายๆ น่ารักหมดเลย เบ้นซ์ เชอรี่

Thaialbums : กับเชอร์รี่ล่ะครับ ?
Bird : เค้าสวยนะ ตอนแรกพี่ไม่กล้าคุย เค้าดูสวยดูไฮโซ คุณแม่เป็นเจ้าทางเหนือด้วยครับ เค้าตัวเล็กมากๆ แต่ทำงานด้วยกันแล้วสนุกมากๆ ต้องขอบคุณทุกคนเลยครับ

Thaialbums : แล้วสำหรับแบบเบิร์ด เบิร์ดล่ะครับมีแพลนหรือยัง ?
Bird : อ๋อ ยังครับ แบบเบิร์ด เบิร์ดต้องมีการแพลนงานเยอะมาก ตอนนี้ยังครับผม

Thaialbums : ต้องรอดูกระแสก่อนหรือเปล่าครับ ?
Bird : ไม่นะจ้ะ แบบเบิร์ด เบิร์ดเกิดขึ้นไม่ต้องรอดูกระแสเลย เพราะว่าถ้าเราพร้อม คนดูเค้าก็พร้อม แต่ถ้าเกิดเราไม่พร้อมมันไม่ได้ เราต้องพร้อมก่อน เอาอันเปิดอัลบั้มให้เสร็จไปแล้วรวบรวมโชว์ รวบรวมแรงบันดาลใจ แบบเบิร์ดเบิร์ดจะเกิดขึ้นได้มันคือแรงบันดาลใจว่าเราจะคึกยังไงดี จะทำยังไงให้ดีแบบนี้ครับ

Thaialbums : ตอนนี้มีคิดไว้ในใจบ้างหรือยังครับ
Bird : ตอนนี้ยังครับสำหรับแบบเบิร์ดเบิร์ด มันเป็นอีกโลกหนึ่งเลย มันไม่ใช่คอนเสิร์ตแต่มันเป็นโชว์

Thaialbums : ทุกวันนี้กับการร้องเพลงพี่เบิร์ดรู้สึกว่ามันยากไหม ?
Bird : สำหรับพี่เบิร์ดนะ มันเหมือนกับภาษาพูดแล้ว แต่ว่ามันอยู่ที่วันเวลาที่ผ่านมาแล้วก็ความรักที่แท้จริงที่เรามีให้กับเพลงคือไม่ใช่ just to sing อ่ะ เราร้องแล้วเราเคารพคนเขียนเนื้อด้วยว่าระหว่างที่เค้าเขียนเค้าคิดอะไรอยู่ เราต้องนึกภาพให้ได้เท่าที่เค้าเขียนแล้วมันจะมีความสุขถ้าจะยากก็ยากตรงนี้ สมมุติเรามีเรื่องในใจมากมายแล้วมาร้องเพลงยังไงมันก็ไม่เข้า แต่สำหรับพี่เบิร์ดพี่เบิร์ดจะล้างสมองทุกอย่างพร้อมที่จะเข้ามาฟังเสียงเมโลดี้แล้วอ่านตัวหนังสือที่น้องเค้าเขียนมาให้ ที่พี่เค้าเขียนมาให้ แล้วจะไปกับเค้าด้วยทุกคำที่เค้าร้อง ทุกคำที่เค้าเขียนมา

Thaialbums : มีแอบเปลี่ยนเนื้อ เปลี่ยนอะไรของเค้าบ้างไหมครับ ?
Bird : มี เป็นเพลงมันส์ๆ อย่างของโจอี้บอยนี่จะมีเปลี่ยนแต่เพลงเพราะๆ ไปเปลี่ยนของเค้าไม่ได้(หัวเราะ)

Thaialbums : ยกตัวอย่างหน่อยครับ ?
Bird : ก็อย่างอมวัดอมอะไรนั่นแหล่ะ พี่เบิร์ดทั้งนั้นแหล่ะ (หัวเราะ)

Thaialbums : พี่เบิร์ดขึ้นคอนเสิร์ตมาเยอะมาก ยังมีตื่นเต้นอยู่ไหมครับ ?
Bird : โอ้โห ตื่นเต้น แต่ถ้าเกิดว่าพี่เบิร์ดออกไปแล้วพี่เบิร์ดจะสบายแล้ว แต่วันก่อนๆ ที่จะออกเนี่ย แหม มันก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

Thaialbums : พี่เบิร์ดรู้สึกกดดันหรือกังวลไหมครับ เพราะทุกครั้งที่พี่เบิร์ดออกทุกคนจะแบบ…?
Bird : ช่วยลุ้นกันสุดฤทธิ์ (หัวเราะ) ดีครับ ทุกคนช่วยลุ้นพี่เบิร์ดก็เลยยิ้มได้ มันไม่กดดันหรอก มันตื่นเต้น

Thaialbums : ท่าเต้นล่ะครับ ?
Bird : อื้ม ท่าเต้นจะเป็นอะไรที่มันส์มากๆแหล่ะ คอยดู

Thaialbums : พี่เบิร์ดทำงานเยอะแบบนี้เอาแรงมาจากไหน ?
Bird : อืม นั่นสิ พี่ก็คิดเหมือนกัน แต่ทำยังไงแรงมันก็ยังไม่หมดสักที ทำงานจนดึกตี 3 เค้าก็ไปกันหมดแล้วพี่ยังเด้งอยู่เลย ก็เลยแบบว่าไม่มีใครเมตตา แต่จริงๆ มันเป็นความสุขจ้ะ เพราะทุกคนคิดกับพี่เบิร์ดแบบนี้ไงพี่เบิร์ดถึงมีพลัง ยิ่งอย่างวันที่ 3 เนี่ย ก้าวแรกพี่เบิร์ดเดินออกไปหน้าเวทีได้ยินเสียงเค้าโห่ร้องกรี๊ดใส่พี่เนี่ย มันเหมือนได้ชาร์จพลังอะไรก็แลกไม่ได้ ไม่รู้นักร้องคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่พี่เบิร์ดจะยกมือไหว้สวนเสียงเลยทุกคนไม่เห็นเพราะอยู่ในความมืดพี่เบิร์ดจะไหว้รับแล้วจากนี้ไปก็สนุกกันเต็มที่ มันเป็นมูลค่าที่หาไม่ได้ แฟนเพลงพี่เบิร์ดไม่มีรุ่นด้วยคือไม่ได้เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่เด็กแต่เค้าสามารถอยู่กับเราได้ทุกรุ่นเลย ที่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อยเป็นเพราะกำลังใจจากแฟนๆจ้ะ

Thaialbums : อัลบั้มนี้จะมีเหตุการณ์เหมือนตอนแฟนจ๋าที่พี่เบิร์ดได้ไปทัวร์ทุกภาคทั่วประเทศอีกไหม ?
Bird : อ๋อ มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้วครับอยู่ที่เราพร้อมหรือเปล่า จริงๆถ้าพี่เบิร์ดทัวร์นี่คงไม่มีเว้นวันหยุดราชการแน่ๆ ความฝันหน่ะอยากจะทัวร์ประเทศไทย อยากทัวร์เอเชีย อยากทัวร์อเมริกา อยากทัวร์ยุโรปไปหาคนไทยที่อยู่ต่างแดนบ้างนั่นคือความฝันแต่มันต้องพร้อมก่อนอาจจะ 60 ก็ได้ตอนนั้น (หัวเราะ) พี่อยากไปให้มันเป็นแบบบิ๊กโปรดักชั่น ไม่ใช่ไปอีกแบบหนึ่งเค้าก็ไม่ภูมิใจเค้าก็มีครอบครัวที่นู้นใช่ไหม เค้าก็จะได้บอกสามีเค้า บอกญาติพี่น้องเค้าว่าเนี่ยคนนี้เบิร์ด อยากไปแบบให้เค้าภูมิใจมันต้องใช้เวลา

Thaialbums : พี่เบิร์ดคิดไงกับการโกอินเตอร์ครับ ?
Bird : ก็ ใครอยากไปไหนก็ให้เค้าไปกัน แต่พี่ไม่ไปพี่อยู่ที่นี่

Thaialbums : ความพร้อมของพี่เบิร์ดคืออะไรครับ ?
Bird : คือความพร้อมจ้ะ (แป่ว) จะให้บอกว่าอะไรล่ะมันก็ต้องพร้อม (หัวเราะ)

Thaialbums : คอนเสิร์ตที่จะถึงนี้มีแขกรับเชิญบ้างหรือยัง ?
Bird : กำลังประชุมกันอยู่ พี่หน่ะอยากได้ทุกคนเลย แต่หมดก็คงไม่ไหวเล่นกันตายเลย

Thaialbums : โจอี้บอยล่ะครับ ?
Bird : โจอี้บอยเค้าไม่ชอบไปออกแบบนี้จ้ะ เค้าจะชอบแบบของเค้า เรื่องนี้พี่ก็ถามแล้วแต่พี่เล็กไม่บอก เค้าไปจัดการของเค้าไว้แล้วเค้ากลัวเรารู้แล้วไม่เซอร์ไพรส์ พี่ไม่รู้จะโดนอะไรบ้างเล้ย

Thaialbums : เอาคนดูไปซ่อน ?
Bird : เออ ตายเลยถ้าเอาคนดูไปซ่อนอ่ะนะ เออเนอะ

Thaialbums : พี่เบิร์ดออกกำลังกายยังไงบ้างครับ ?
Bird : ออกกำลังกายก็ว่ายน้ำ เออ แต่มันต้องออกอย่างมีเหตุผล มันต้องรู้ออกกำลังกายมากเกินไปหรือเปล่า การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งมันไม่ได้หมายความว่าเราต้องวิ่งให้หนักเพราะถ้าทำหนักๆเนี่ยแทนที่ร่างกายจะได้รับผลดีมันจะกลับกันจะเป็นโทษ ร่างกายของเราเนี่ยถ้าวิ่ง 12 นาทีแรกมันจะเผาผลาญน้ำตาลหลังจากนั้นมันจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งตัว และหลังจากนั้นเนี่ยมันจะเกิดอะไรต้องดูด้วยพวกเราเนี่ยเวลาคิดอยากจะออกกำลังก็ออกใหญ่เลยมันจะตายเอาต้องดูร่างการเราด้วย

Thaialbums : ตะกี้ได้ยินพูดถึงน้ำมันมะกอก?
Bird : เอ้อ น้ำมันมะกอกเนี่ยล่ะกินเลย ช้อนนึงตอนเช้า มันเป็นน้ำมันมะกอกที่เอามาใช้ทำอาหารได้ แล้วจะมีน้ำมันมะกอกอันนี้ซึ่งคล้ายกันแต่ว่าสามารถกินได้เลยเพราะน้ำมันมะกอกมันจะไปไล่คอเลสเตอรอล พวกเราเป็นสื่อมวลชนน่าจะเขียนเรื่องพวกนี้ให้เค้าดูแลการกินกัน อะไรที่เราไม่อยากกิน อันนั้นล่ะคือของดี อย่างผัก ผลไม้ที่ไม่ชอบกิน …ผัก ผลไม้ ใครจะบ้ากินทุกวัน พี่นี่แหล่ะบ้า ถ้ากินเนื้อก็ควรจะกินกับผัก ห้ามกินผักเนื้อและข้าวพร้อมกัน มันจะไปรวมกันเป็นน้ำตาลเข้าใจ๊ กินข้าวเสร็จปั๊ปต้องเว้นครึ่งชั่วโมงถึงจะกินผลไม้หรือกาแฟ ไม่งั้นทุกอย่างกินเข้าไปก็กลายเป็นน้ำตาลหมดเลย มันฉลาดนะร่างกายเนี่ย

Thaialbums : การดูแลรักษาและพัฒนาเสียงร้องของพี่เบิร์ดทำยังไงครับ ?
Bird : ก็นี่แหล่ะครับ ที่สำคัญคือการพักผ่อน กินน้ำเยอะๆ ไม่สูบบุหรี ไม่ดื่มเหล้า ไม่นอนดึกแค่นี้ครับ แล้วก็ไม่ตะเบงชะเวตี้ให้มันมากนัก ไม่แหกปากอะไรอย่างนี้ อย่าแจ๋นเกินเหตุ(หัวเราะ)

Thaialbums : พี่เบิร์ดนอนไม่ดึกหรอครับ ?
Bird : ไม่ดึก 4 ทุ่ม ตายแล้ว ตายก่อนเลย แต่จะตื่นเช้าไม่ว่าใครจะนัดตีอะไรพี่ได้หมดเลย เคล็ดลับอีกอย่างคือพี่เบิร์ดมาบริษัทเสร็จแล้วก็ขึ้นเตียงเลยไม่ได้แวะที่อื่นไง ไม่ได้เที่ยวกลางคืน แต่พี่ไม่ได้ว่าคนที่เที่ยวกลางคืนนะ แต่ถ้าถามพี่พี่ก็เลือกที่จะปฎิบัติตนอย่างนี้

Thaialbums : ว่างๆ ก็ไปไร่ไปนา ?
Bird : เออ ใช่ อันนี้ไม่ได้เข้าผับ แต่เข้าไร่เข้านานะฮะ (หัวเราะ)

Thaialbums : กิจการที่ไร่เป็นยังไงบ้างครับ ?
Bird : ดีครับ ขอบคุณครับ ช่วงนี้เป็นช่วงของฝนกับหนาวนะเห็ดก็จะออก ข้าวก็ เห็นบอกว่าจะหว่านข้าววันที่ 27-28 นี้ ฟังแล้วสบายใจเนอะ

Thaialbums : ข้าวกับลำใยนี่เป็นสินค้าโอท็อปหรือยังครับ ?
Bird : โอท็อปครับ ก็ขายอยู่ที่ท็อปหน่ะครับ โอท็อป ขายอยู่ที่เดียวเลยครับ (หัวเราะ)

Thaialbums : ตอนนี้มีนักร้องรุ่นใหม่เยอะเลย มีคนไหนไหมที่พี่เบิร์ดมองแล้วคิดว่าเหมือนตัวเอง ?
Bird : อ๋อ พี่ก็อยากให้เค้าเหมือนพี่ทุกคนเลย แต่ถ้าเค้าเหมือนเค้าจะต้องแลกกับการทำงานหนักมากและต้องรักจริงๆ อยากให้เค้าเหมือนตรงที่ให้เค้าสุขที่เค้าทำเหมือนที่พี่เบิร์ดทำนี่ อยู่ตรงนี้พี่เบิร์ดมีความสุขมากเลย ไม่ต้องเหมือนพี่ที่รูปลักษณ์แต่ให้มีความสุขในการทำงานเหมือนพี่ครับ

Thaialbums : พี่เบิร์ดรู้สึกยังไงกับคำว่าซุปเปอร์สตาร์ครับ ?
Bird : อืม เป็นคำที่เค้าใช้เรียกพี่ ไม่ใช่พี่เรียกตัวเอง

Thaialbums : แล้วรู้สึกยังไงที่ได้ยินเค้าเรียก ?
Bird : รู้สึกเสียวไปทั้งตัว (หัวเราะ)แต่ก็ไม่ได้แบกหามเอาไว้ ก็ทำตามธรรมดาของเราเพลงขึ้นเราก็ร้อง เพลงจบเราก็กลับบ้านและทำให้ดีแค่นั้นเอง

โดย : Thaialbums.com
update : 22:8:2005

โจอี้ บอย เชื้อปะทุ ลูกผสมฮิพฮอพ หมอลำ – เร็กเก้ – แร็พ

โจอี้บอย

โจอี้  บอย  เจ้าของเพลงแนว  ฮิพฮอพ  ทั้งเต้นทั้งร้องที่ดังระเบิดในหมู่วัยรุ่น  แต่งเพลงเองมาตลอด  หลายปีมาแล้ว  ตั้งแต่อายุ  ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  เช่นเดียวกับทีมงานคนรุ่นใหม่ๆ วัยนักศึกษา

……….ออกอัลบั้มมาแล้วถึง 5 ชุด  ชุดหนึ่งๆ  ขายได้เกินแสนหรือเกือบแสนมัวน – ไม่น้อย

……….เป็นกลุ่มดนตรีที่นำเชื้อประทุทางดนตรีตามแนวฝรั่งที่เรียกว่า  “แร็พ”  แต็มรูปแบบมาปูพรมในเมืองไทย  อย่างออกรส

……….และบ่อยครั้งในบางชุดบางเพลง  มีเนื้อหาล่อแหลม  จนเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ  รวมทั้ง  มิวสิควิดีโอ  และรูปแบบการประชาสัมพันธ์  อย่างเรื่องป้ายหาเสียงเลือกตั้ง  และชุดพยาบาลในมิวสิควิดีโอ

……….คนกลุ่มนี้เกือบทั้งหมด  เป็นหนุ่มสาวสไตล์นอก  ที่ไปเรียกรู้  ไปรับวัฒนธรรมต่างแดนมา  เกือบเต็ม – แต่เป็นเด็กไทย  ทำงานร่วมกับศิลปินช่างเทคนิค  นักดนตรี  แดนเซอร์  สารพัด  เชื้อชาติภาษา  ทั้งจากตะวันตก และจากแดนอาทิตย์อุทัย

……….เป็นส่วนผสมคนรุ่นใหม่  หลายวัฒนธรรม – วัฒนธรรมร่วมสมัยทางดนตรี  และมีความเชื่อร่วมกันว่า  เพลงของทุกชาติทุกภาษาเป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้  ไม่ว่าจะเป็น  เพลง  แร็พ เร็กเก้ ฮิพฮอพ  หรือ รำวง  หมดลำ  หรือแนวอื่นๆ

……….แล้วเขาก็ทำงานออกมาเป็นแนวผสมอย่างที่เห็น และได้ยินกันบ่อยๆ  โดยเฉพาะในชุดล่าสุด  “ตัวฤทธิ์”  กับเพลงเนื้อไทยสไตล์ผสม  เก็กเก้  แร็พ  และเพลงพื้นบ้านไทย  

……….หนุ่มนักเต้นและสหาย  กับผลงานใหม่และทีมงานใหม่  กับประสบการณ์ของชีวิตและดนตรี

โจอี้  บอย  อายุ 28 ปี  หัวหน้าวง  แต่งเพลงและร้องนำ  เคยเดินทางไปศึกษาด้านดนตรี  ใช้ชีวิตที่อเมริกาและแคนาดา 2 ปี

เต้ง – เมธี  ขวัญบุญจัน (ดีเจ.ลิง – Monkey spider)  เป็นดีเจ. เปิดแผ่นที่ สหรัฐ  และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวดที่อิตาลี่  ติดอันดับ 1 ใน 10

โอ๋ – หทัยรัตน์  เจริญชัยชนะ  มือเบส  สาวน้อยจากศิลปากร  เรียนด้านออกแบบและเป็นสไตล์ลิสต์  นางแบบ

เพชร – ชนัญญ์  โตกฤษณะ  จบมัธยมจาก  นิวซีแลนด์  และเรียนปริญญาตรีที่ ABAC  

*คุยกันเรื่องเพลงก่อน  ชุดนี้มีอะไรเด่นๆ ใหม่ๆ

(โจอี้)  เพิ่มสมาชิกเข้ามา  และเพิ่มดีเจ. เข้ามา  เมื่อมีวงดนตรีเพิ่มมาชิ้นหนึ่ง  มีสแกรชเข้า  รู้สึกตื่นเต้นและสนุก  จะสร้างสีสันให้กับคนดู  และตัวผมเองด้วย  จะได้ฟังอะไรที่มีสีสันมากขึ้น  คนที่ทำงานด้วยเรียกได้ว่า  เป็นเพื่อนกันมา  อย่างดีเจ.ลิง  ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ  มองอะไรได้แง่มุมเดียวกัน  สายเดียวกัน  ชอบดนตรีเดียวกัน

*โจอี้  ช่วยเล่าเรื่องเนื้อหาของเพลงหน่อย

เป็นมุมมองใกล้ๆตัว  อย่างเพลงซิงเกิ้ลแรก  สาละวัน  เคยได้ยินมานานแล้ว  เป็นเพลงเก่าๆ  คิดว่าเป็นเพลงหนึ่งที่สนุกสนานมาก  ผมคิดว่าทำไมไม่มีใครนำเอามาทำใหม่  เป็นเพลงที่เรียกว่าเมื่อเรานำมาเล่นบนเวทีแล้ว  ได้ร่วมกิจกรรมทั้งคนฟังและคนร้อง  มันเป็นเพลงที่สนุกมาก  ฟังมาตั้งแต่เด็กแล้ว    สงสัยมากว่าสาละวันแปลว่าอะไร  จนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแปลว่าอะไร

มีคนเคยบอกว่าเป็นชื่อที่เขาใช้เรียกแทนผู้หญิง  เหมือนกับแม่น้องนาง  แม่สาละวัน  ก็ชอบตรงจุดนั้น  อีกนัยหนึ่งคือเราได้ร่วมสนุกกับคนที่มาดูคอนเสิร์ต  ปกติคนทั่วไป

อ่านเพิ่มเติม “โจอี้ บอย เชื้อปะทุ ลูกผสมฮิพฮอพ หมอลำ – เร็กเก้ – แร็พ”

เรวัติ พุทธินันทน์ คนดนตรีที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ “แกรมมี่”

เต๋อ เรวัติ

“แกรมมี่” เป็นบริษัทที่เริ่มทำธุรกิจบันเทิงในแขนงนี้แห่งแรก เป็นตัวเปิดตลาดการทำธุรกิจในแนวนี้ให้แพร่ขยายไปมากขึ้น และนับได้ว่าเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ภายใต้การบริหารของบุคคลที่ร่วมสร้างแกรมมี่ให้ผงาดขึ้นมา และบุคคลสำคัญหนึ่งในนั้นก็คือ  เรวัติ พุทธินันทน์ หรือ พี่เต๋อ ที่เราเรียกกันติดปากนั่นเอง

“การที่เราคิดทำในสิ่งที่ดี  หรือว่าอยากคิดทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนในสังคม   บางครั้งมันก็จะต้องมีสิ่งที่มาบั่นทอนความรู้สึกตลอดเวลาโดยเรื่องไร้สาระ  เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์  และมันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า  ในสังคมเรายังต้องการการพัฒนาอีกเยอะมากในทุกจุด  แม้กระทั้งในเรื่องของจิตใจคน”

“ผมเรียนมาทางด้านการเงินการธนาคารแต่ชีวิตผม ตั้งแต่ช่วงเรียนหนังสือมาแล้วจะเกี่ยวพันกับดนตรีมาตลอด  ผมชอบดนตรีอยู่แล้ว

การที่ผมมาทำงานเกี่ยวกับเรื่องดนตรีก็เพราะความรักส่วนหนึ่ง  แต่ว่าในเรื่องของชีวิตตั้งแต่ก่อนที่ผมเรียนหนังสือ  จนกระทั่งเรื่องการศึกษษที่ผมเรียนอยู่  มันทำให้คิดไปว่าดนตรีจริงๆ  มันเป็นวัฒนธรรม  เป็นสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตคน  ซึ่งจนถึงขณะนี้  ผมก็มองเรื่องของการดนตรีว่า  มันไม่ไปถึงไหน  อยู่แถวๆ  นั้น  ในขณะที่ประเทศอื่นๆ  ดนตรีมันไปกว้างไกลเหลือเกิน

ดนตรีกับคนไทยมันจะอยู่ห่างกันมากเลย  สำหรับดนตรีต้องเป็นคนที่รักจริงๆ  ถึงจะเข้าใกล้  ไม่งั้นมันก็ผ่านไปผ่านมา  แต่ในบางประเทศความใกล้ชิดระหว่างดนตรีจะมีเยอะมาก

การพัฒนาในหลายๆ  องค์กร  ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือว่าวัฒนธรรมในการกินการอยู่  การใช้ชีวิตประจำวัน  ประเทศเราก็กำลังตามคนอื่นที่เขาเรียกว่าเป็นอารยประเทศไปอยู่แล้ว  ตรงนั้น ผมก็มาคิดว่า  ในเมื่อดนตรีเขาไปถึงตรงนั้นแล้ว  ทำไมเรายังไม่ไปไหนอีกเลย  คิดว่ามันควรจะต้องมีคนที่มาทุ่มเทตรงนี้กับมันมั่ง  ถึงจะเกิดอะไรขึ้น”

และจากความคิดที่เริ่มก่อตัวขึ้น โดยมีความหวังจะให้มีการพัฒนาทางด้านดนตรีขึ้นในบ้านเรานี่เอง  เป็นแรงผลักดันให้คุณ เรวัติ  เริ่มสนใจที่จะทำธุรกิจทางด้านดนตรี

“คำว่าธุรกิจทางด้านดนตรี  ในสมัยนั้นมันไม่ได้เป็นธุรกิจทั้งหมด  คือของเราอาจจะเรียกกันว่ามันเป็นแบบ งูๆ ปลาๆ เพราะเราคิดกันว่าดนตรีมันเป็นเรื่องของการบันเทิง  มันเป็นสิ่งที่ไม่ซีเรียส  จึงไม่มีใครสนใจกับมันอย่างจริงจัง  ให้มันผ่านไปแล้วก็ผ่านมา  เหมือนกับคำพูดที่เราเรียกกันว่า เต้นกินรำกิน  อะไรทำนองนี้  มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ  แต่คนที่รักดนตรีจริงๆ  เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น  ผมคนนึงก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น

ผมกลับมองว่าจริงๆ ดนตรีมันมี momentum ใหญ่มากเลย  สำหรับประเทศไทย  ซึ่งมันจะต้องเป็นไปได้ในอนาคต  แต่ว่าใครล่ะจะเป็นคนทำ  ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าจะลงมือทำอะไรได้มาก  ผมคิดว่าคงจะมีคนที่ความสามารถหรือผู้ผลักผู้ใหญ่ที่เขาจะมีความชอบทางนี้  ซึ่งถ้าเรารู้อะไร  เราก็พอจะช่วยเหลือได้บ้าง

ผมคิดว่าผมจะเดินบนเส้นนี้  ผมถึงตัดสินใจเลือกอาชีพดนตรี 

หลังจากเรียนจบผมเริ่มเป็นคนดนตรีอาชีพตั้งแต่ตอนนั้น  ใช้เวลาเวียนว่ายตายเกิดในการระหกระเหิน  สนุกสนาน  เจ็บปวด  ยิ้มกับชีวิต  ตรงนี้ on the road  เป็นสิบๆ ปี  ในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่า  ผมเลิกแล้ว  on the road  แล้วจะต้องออกมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

ช่วงนั้นก็พอดีได้มาพบกับหลายๆ คนที่นี่  ไม่ว่าจะเป็น  บุษบา  ดาวเรือง  คุณกิตติศักดิ์  ซึ่งเราก็มีจุดหมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน 

 แน่นอนว่าเรื่องดนตรีที่ทุกคนเสพย์อยู่ในโลกนี้  ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของธุรกิจ  มันเป็นธุรกิจที่นำความบันเทิงไปสู่ประชาชน  ประชาชนก็แลกมาด้วยการจ่ายเงิน  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  มันเป็นการซื้อความสุขที่ถูกมาก

ในการซื้อธุรกิจที่เผอิญมันเป็นธุรกิจที่มีอาร์ตเข้ามาเจือปน  เป็นแกนในการให้ความเสน่หาส่วนบุคคล

จุดประสงค์ที่ผมเข้ามาตรงนี้มันมี  2  อย่าง  คือ  อย่างแรกเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า  คำว่าดนตรีบ้านเราเมื่อไหรมันจะเป็น business  สักที  เพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้ามันไม่เป็นธุรกิจ  การเจริญเติบโตมันจะไม่มีการผลักดัน  มันจะไม่มีเม็ดเงินมาล่อให้คนตะเกียกตะกายกัน

อีกจุดประสงค์ก็คือ  เมื่อธุรกิจมันถูกผลักดันแล้ว  เชื่อมั่นว่าจะเกิดการแข่งขัน  เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่  ถ้ามันขยายกว้างออกไป  มันจะเกิดการแข่งขัน  มันจะเกิดพัฒนาการ  เกิดการยกระดับมาตรฐาน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งต่างๆ  เหล่านั้นที่เราทำ  คนที่เข้าไปร่วมอยู่ในธุรกิจนั้น  เป็นคนอย่างไร  ซึ่งตรงนี้  เป็นสิ่งที่ในต่างประเทศเขาทำกันมาตลอด

ผมเชื่อมั่นว่า  สักวันหนึ่งทุกอย่างมันจะถูกจัดแบ่งลงตัวด้วยธรรมชาติ  เหมือนกับทุกสิ่งที่ผมคิด  แล้วในที่สุดเราก็เริ่มลุยงานกัน  โดยมีคุณไพบูลย์เป็นหัวเรือใหญ่  เป็นแบ็คอัพ  ทำกันมาเรื่อย  จนถึงวันนี้ก็ปีที่ 11 แล้ว  เราทำจากที่ไม่มีแม่แบบอะไรให้ศึกษาเลย  เราก็ทำกันมา  พยายามทำทุกอย่าง  ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง  ก็พยายามทำให้มันดีที่สุด  ได้ตามอัตภาพ  และสถานภาพของไทยเรา

ซึ่งตรงนี้  factor  มันเยอะมาก  เราก็ถูกประเมินจากสังคมว่าเราประสบความสำเร็จ  ตรงนี้ในเรื่องส่วนตัว  ผมก็มีความภูมิใจ  ดีใจและขอบคุณสำหรับคนที่เห็น  ที่มองในแง่ดี  แต่ในเวลาเดียวกันในการทำธุรกิจ  ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่สำหรับบ้านเรา  ถ้ามีคำว่าธุรกิจมาเกี่ยวข้องด้วย  มักจะถูกรุม  ซึ่งตรงนี้เราก็อยู่ในฐานะนั้นอยู่

เพราะเราเป็นบริษัทใหญ่  ซึ่งทำอะไรออกมาได้ผล  ส่วนมากแล้วจะถูกมองในทางร้ายตลอดเวลา  ตรงนี้ในส่วนตัวผม  ผมเชื่อว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง  ซึ่งสำหรับคนไทยผมกล้วพูดได้ว่า  ผมทำในสิ่งที่ดี  ทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ  ผมเป็นคนที่เห็นคุณค่าของคน  ซึ่งตรงนี้ในมุมมองของคนที่มองกันในแต่ละสังคมมันเป็นยังไง  แล้วความบริสุทธิ์ใจมันอยู่ตรงไหน

ผมเป็นคนจริงจัง  เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการมองชีวิต  เป็นเรื่องของคน  สังคมใดที่ไม่มีเหตุผล  สังคมใดที่ไม่สามารถจะก้าวพัฒนาไปสู่จุดที่ดีกว่าได้มาก  มันเป็นผลสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว  สังคมนั้นยังล้าหลังอยู่  ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าได้ทำอะไรไว้ให้กับคนหลังๆ  ได้เยอะมากพอสมควร  ผมเพียงแต่หวังว่าคงจะมีคนที่ 2 ที่ 3 ที่ 4-5-6

และในที่สุดผมก็อยากจะเพ้อฝันว่า  น่าจะมีคนเก่งๆ ระดับอินเตอร์  สักแสนคนในประเทศไทย  แล้วก็ช่วยกัน  ซึ่งตรงนี้อยากจะผ่านถึงคนรุ่งใหม่อยากให้รู้ว่า หนทางการต่อสู้ของพี่เต๋อมันทารุณและโหดร้ายมาก  กับคนที่มีอุดมคติ  คนที่มีความบริสุทธิ์ใจ  อยากฝากไปถึงคนรุ่นต่อๆ ไปว่า  การที่เราคิดทำในสิ่งที่ดี  หรือว่าอยากคิดทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนในสังคม  บางครั้งมันก็จะต้องมีสิ่งที่มาบั่นทอนความรู้สึกตลอดเวลาโดยเรื่องไร้สาระ  เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์  และมันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า  ในสังคมเรา  ยังต้องการการพัฒนาอีกเยอะมากในทุกจุด  แม้กระทั้งในเรื่องของจิตใจคน”

บางส่วนจากบทสัมภาษณ์โดย  อนนต์\สมศิริ

ในนิตยสาร image ปีที่ 8  ฉบับที่ 4 เมษายน 2538

“มาช่า” กับอัลบั้ม “FINE DAYS” (ไฟน์ เดย์)

มาช่า“มาช่า วัฒนพานิช” อัลบั้มที่มีชื่อว่า “FINE DAYS” กับภาพลักษณ์ที่ดูสวย เท่ และสดใส ทั้งตัวตนและแนวเพลงสไตล์ “พ๊อพอะคูสติก” ที่เธอชอบเป็นชีวิตจิตใจ กำหนดวางแผงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ซึ่ง “มาช่า” ได้เผยถึงการทำงานอัลบั้มชุดที่ 5 “FINE DAYS” ให้ฟังว่า

“สำหรับอัลบั้มใหม่ของช่าตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว การทำงานทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ พี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) บรูโน่ โปรดิวเซอร์ พี่ฟั่น(โกมล บุญเพียรผล) พี่เจี๊ยบ (สารภี ศิริสัมพันธ์) แล้วก็ทีมงานโปรดิวเซอร์ของ “แกรมมี่แกรนด์” ก็จะประชุมกันตลอดเกี่ยวกับเรื่องแนวดนตรี เนื้อหาเพลง พออัดเสียงเสร็จเพลงนึงก็จะเข้าที่ประชุมกันทุกครั้งว่าเพลงนี้โอเคมั๊ย เพลงนั้นเป็นยังไงแล้วควรจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า อัลบั้มนี้ดนตรีเป็นแนว “พ๊อพอะคูสติก” อยากให้ฟังสบายๆกัน โปรดิวเซอร์ก็สรรหาเครื่องดนตรีแปลกๆเข้ามาใส่ด้วย อย่างพวก “ORGAN HAMMOND (ออร์แกน แฮมมอนด์)” หรือ “MANDOLIN (เมนโดลีน)” และอีกหลายๆอย่างเข้าด้วยกันค่ะ ช่าเองก็ชอบดนตรีแนวนี้อยู่แล้ว มันฟังสบายดี ประกอบกับว่าช่าและทีมงานทุกคนคิดตรงกันหมดด้วย อัลบั้มนี้ก็จะได้ฟังเพลงช่าในแบบสบายๆ กันเยอะขึ้น บางเพลงก็จะมีการดีไซน์การร้องที่เปลี่ยนไปบ้างจะได้ฟีลไปอีกแบบหนึ่งแต่ก็ยังสไตล์ช่าเหมือนเดิม แล้วเพลงจังหวะสนุกก็มี ส่วนเนื้อร้องก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ช่าเคยพบเคยเจอมาบ้างแล้ว แต่ก็เป็นความรักที่เข้าใจนะ เข้มแข็ง โตขึ้นแล้ว เพราะช่าเองก็มีความสุขกับชีวิต ก็หวังว่าทุกคนจะได้รับความสุขเหมือนกับช่า ส่วนลุ๊คใหม่ของช่า ก็จะขอแบบสบายๆ รีแลกซ์ดีเหมือนกัน แต่ก็มีแฟชั่นนิดหน่อย ซึ่งทุกอย่างก็ตรงใจช่าหมดเลยค่ะ”

ติดตามขอฟัง 2 เพลงใหม่ “มืออาชีพยังยอม” กับ “จากคนอื่นคนไกล” งานเพลงจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด “FINE DAYS” ของนักร้องสาวสวย “มาช่า วัฒนพานิช. ได้ในวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ 2544 ทางคลื่นวิทยุทั่วประเทศ ส่วนอัลบั้มเต็มนั้นมีกำหนดวางแผงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 นี้แน่นอน

 
 

 

 

บทสัมภาษณ์ นินา ญารินดา

นินา

Thaialbums : ญารินดา ชื่อเล่นชื่ออะไรคะ

Yarinda : ชื่อ นินา ค่ะ นอนู สระอิ นอนู สระอา

Thaialbums : นาเข้ามาทำอัลบั้มชุดนี้ได้ยังไงคะ

Yarinda : ก็นาเริ่มเข้ามาที่แกรมมี่ประมาณปีครึ่งแล้วนะคะ โดยที่ก็ได้เขียนเพลงเก็บๆมา แล้วก็หลังจากเรียนจบโรงเรียนประจำที่อังกฤษก็ทำ Demo เทป แล้วก็นำมาเสนอพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค เมื่อประมาณปีกว่าที่แล้ว ก็เอามาเสนอ คุยกันแล้วนาก็กลับไปต่อที่คณะสถาปัตย์ที่อเมริกาอีกปีนึง แล้วก้อพอเรียนจบปี 1 ก็กลับมาปีนึงนี่แหล่ะคะ แล้วก็เดือนสิงหาคมนี้จะกลับไปต่อปี 2

Thaialbums : ตอนนั้นทำไมตัดสินใจเข้ามาหาพี่ดี้คะ

Yarinda : เพราะว่า จริงๆแล้วถ้าเรื่องด้านเพลง คือ ชอบ ชอบทางด้านนี้มานานมากแล้ว แล้วก็อยากทำตรงนี้ แต่ว่าตอนที่อยู่โรงเรียนก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้หยุดมาทำ เพราะว่าอยู่เมืองนอกด้วย จะทำตรงนี้ก็ยังไม่ได้ แล้วพอเห็นว่าเรียนจบ และเพลงที่เราแต่งเก็บเอาไว้มันก็มากพอสมควรแล้ว แล้วเราก็อยากทำมากน่ะ ก็เลยแบบ รอไม่ไหวละ กลับมา 2 เดือนนี้ เราอยากให้ใครสักคนนึงได้ฟังเพลงของเรา แต่ถ้าเผื่อเราส่งคนอาจจะไม่ได้รับหรืออะไรอย่างนี้ก็ต้องรอนาน ก็เลยขอนัดพบเลยละกันและก็โชคดีว่าพี่ดี้ รับนัด ก็เลยได้เข้ามาคุยแล้วก็ได้ให้เค้าฟังเพลงเรา

Thaialbums : ตอนนั้นนี้ใช้เหตุผลหรือว่ามีอะไรมาให้พี่เค้าดูก่อนหรือยังคะ ถึงได้ตกลงกัน

Yarinda : เอ่อ ไม่มี

Thaialbums : ส่งจดหมายหรือว่าโทรเข้ามาเองคะ

Yarinda : เอ่อ โทรเข้ามา โทรเข้ามาขอพูดกับเลขาเค้า เอ่อ เพราะว่ามีคนรู้จักเคยทำงานอยู่ที่แกรมมี่ด้วย แล้วออกไปแล้ว ก็เลยขอให้เค้าช่วยด้วยว่า เนี่ยเราอยากเจอเค้ามากเลยนะ อยากให้ฟังเพลงของเรา ให้เค้าช่วยรับนัดเราเถอะ แล้วก็โชคดีที่พี่ดี้รับนัด แล้วที่เลือกค่ายนี้เพราะว่านาชื่นชอบศิลปินหลายคนที่อยู่ค่ายนี้อย่างพี่ใหม่ พี่แอม พี่ช่า พี่นิโคล อยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่า เอ่อ แกรมมี่แกรน ก็ลองดู

Thaialbums : มาคุยกันนี่บอกพี่ดี้ว่าอะไรคะ

Yarinda : มาถึงคือนาเอาเทปและวีดีโอมา พอเข้ามานาก็ให้พี่ดี้ฟังเพลง แล้วก็เปิดวีดีโอให้พี่ดี้ดูเป็นคอนเสิร์ตที่นาเคยเล่นเล็กๆกับเพื่อนๆที่เมืองนอก พอเสร็จแล้วก็เริ่มคุยกัน ก็ เค้าก็คงรู้อยู่แล้วล่ะว่าเราอยากทำเพลง ไม่งั้นเราคงไม่มาเจอเค้า แต่ว่าเค้าก็ถามเราว่า เรียนสถาปัตย์เหรอ พี่เค้าก็จบสถาปัตย์มาเหมือนกันไรงี้ เลยคุยกันเรื่องสถาปัตย์ซะส่วนใหญ่ แล้วก็เรื่องผมอะไรอย่างนี้

Thaialbums : ตอนที่เข้ามานี้คือมีความหวังว่าจะได้ทำหรือเปล่าคะ

Yarinda : ตอนนั้นอยากทำมาก แต่ว่ารู้สึกว่า คือ โอกาสมันก็ยากที่เค้าจะรับเรา แต่เราก็เราทำได้ดีที่สุดแค่นี้ คือให้เค้าได้ฟังเพลงของเรา ถ้าเค้าชอบก็นับว่าเราโชคดี แต่ถ้าเกิดเค้าไม่ชอบ เราก็ต้องไปพัฒนาตัวเอง

Thaialbums : และทราบมั๊ยคะว่าเหตุผลที่พี่ดี้เค้าให้นาทำนี่เพราะอะไร

Yarinda : เพราะสีผม เอ้ย ( หัวเราะ ) ไม่ทราบเหมือนกันคะ ก็เค้าฟังเพลงแล้วเค้าก็บอกว่า เอ่อ ตอนที่เค้าได้ฟังเพลงเค้าได้ฟังเพลงหน้ากากสีดำ แล้วเค้าก็บอกว่า มุมมองแปลกดี แต่ตอนนั้นก็คือเค้าไม่ได้รับเลยทันที พี่เค้าก็บอกว่า นากลับไปเรียนก่อนนะ แล้วก็กลับไปฝึกฝน คือ ไปแต่งเพลงเพิ่ม ไปเรียนร้องเพลงเพิ่ม ไปฝึก แล้วเราก็ติดต่อกันตลอด แล้วพอนาเรียนจบ ถ้านาดร็อปได้กลับมา ก็มาคุยกันอีกทีว่าจะเริ่มงานกันยังไง ก็คือไม่ใช่ว่าตอบรับทันทีตอนนั้นเลย แต่ว่าก็คือเป็นจุดเริ่มต้น

Thaialbums : ตอนที่เข้ามาตอนแรกนี่คือ looks เราเป็นแบบนี้เลยอยู่แล้ว

Yarinda : ค่ะ ใช่

Thaialbums : มาทำอัลบั้มนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

Yarinda : ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย

Thaialbums : ตัว Demo ที่เอามาให้นี่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

Yarinda : ก็เริ่มสะสมเขียนมาตั้งแต่อายุประมาณ 14 ตอนนั้นก็คือ ยังไม่ได้อะไร ก็เขียนเก็บไว้เล่นๆอะไรอย่างงี้ค่ะ แต่ก็เขียนเก็บๆมาเรื่อยๆ พอเรียนจะจบก็เลือกเอาอันที่เราชอบเป็นพิเศษเอามาทำ เพื่อจะเอากลับมาเสนอ

Thaialbums : คือเนื้อร้อง ทำนอง อะไรเรียบร้อยเลย

Yarinda : ค่ะ ก็คือ เนื้อร้อง ทำนอง แล้วก็ใส่ดนตรีคร่าว ๆ

Thaialbums : เอามาประมาณกี่เพลงคะ

Yarinda : ที่เอามาประมาณ 20 เพลง แต่ที่ใช้ในอัลบั้มนี้ 3 เพลง คือเพลง หน้ากากสีดำ ฉาบฉวย ซึ่งในเพลงนั้นนาก็ได้ขอเค้าเล่น แซ็กโซโฟน ในเพลงนั้นด้วยนะคะ แล้วก็เพลงในร้านกาแฟ ตอนแรกแต่งเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เป็น โบนัส แทร็ค ในอัลบั้ม แล้วนาก็เอามาแต่งเนื้อร้องใหม่เป็นภาษาไทย

Thaialbums : พอเอางานมาเสนอ แล้วก็กลับไปเรียนต่อ ตอนนั้นนารู้สึกยังไงคะ ว่า ได้ทำแน่ หรือว่าไม่ได้ทำยังไงคะ

Yarinda : ก็คือติดต่อกับพี่ดี้ตลอด โดยที่ตอนนั้นกลับไปก็ไปเริ่มเรียน เรียนเป็นยังไง เป็นไปได้มั๊ยที่จะดร็อปโดยที่ไม่มีผลกับการเรียน โดยที่นาก็ไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาของนา แล้วท่านก็บอกว่าคอร์สนี้มันยาวตั้ง 5 ปี สถาปัตย์ มีนักเรียนหลายคนที่นู้น ที่หยุดปีนึงเพื่อจะมาหางานทำ เก็บตังค์ หรือว่าอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะหยุดปีนึง ไม่มีปัญหา เราก็คิดว่า เอ่อ มันไม่มีผลกับการเรียนนะ ก็เลยหยุดแล้วก็มาเริ่มทำตรงนี้

Thaialbums : ต้องปรึกษาใครมั๊ยตะว่าเราจะดร็อป

Yarinda : อ๋อ ก็คือคุยกับคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งท่านก็เห็นด้วย ท่านก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าเราชอบตรงนี้มาตั้งนานแล้ว

Thaialbums : จริงๆชอบมาตั้งนาน ทำไมช่วงมัธยมถึงไม่ทำคะ

Yarinda : เพราะว่าอยู่โรงเรียนประจำ แล้วมันเป็นช่วงที่ คือ มันไม่มีข้อต่อ คือมันเป็นอะไรที่เรียนไปแบบต่อเนื่องไม่ได้หยุด ม.1 ม.2 ม.3 มันแบบหยุดคั่นตรงกลางมันไม่ได้ มันเสียการเรียน เพราะเราเรียนต่อกันเป็นคอร์ส แต่ว่าสถาปัตย์ที่นาเรียนนี่ แต่ละปีเนี่ย ตัวเลือกวิชาเรียนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่อะไรที่ต่อเนื่อง ถ้าหยุดมาไม่ใช่ว่าเราจะขาดตอน

Thaialbums : พอกลับมาคุยงานแล้ว คุยกันยังไงคะ วิธีการทำงาน คอนเซ็ป เป็นไงบ้างคะ

Yarinda : ก็คือเริ่มต้นเลยนี่ก็คือ มาถึงเนี่ยพี่ดี้ก็จะแนะนำให้เรารู้จักกับ โปรดิวเซอร์ 2 คน คือ Bruno และ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล ซึ่งนาก็ได้เอาเพลงมาให้ทั้ง 2 ฟังอีกครั้ง พอฟังแล้วก็จากตรงนั้นก็เลือกว่าใน 20 เพลงนี้จะเอาเพลงไหนบ้าง พอใช้ได้ก็เอามาทำดนตรี แล้วก็เริ่มจากตรงนั้น แล้วก็เป็นการคุยปรึกษากันว่าแต่ละเพลงอยากให้คอนเซ็ปเป็นยังไง ความหมายเป็นยังไง ก็คือจะปรึกษากันตลอด

Thaialbums : แล้วมีเพลงที่ขอไปแต่งเองด้วย

Yarinda : ใช่ ก็นอกจาก 3 เพลงนั้นที่แต่งมาก่อนหน้าแล้ว ก็จะมีอีก 2 เพลงที่โปรดิวเซอร์นาเป็นคนเชียนทำนอง แล้วนาก็ขอไปเขียนเนื้อร้อง แล้วก็พอไปเขียนเนื้อร้องก็จะเหมือนเป็นการทำการบ้าน เพราะตัวนาเองก็ไม่มีประสบการณ์ทางนี้ใช่มั๊ยคะ ก็จะเป็นเหมือนนาเนี่ย เอาไปเขียน แล้วก็เอามาปรึกษากัน เค้าก็จะ เออ ตรงนี้ต้องปรับปรุงหน่อยนะ ตรงนี้ต้องเปลี่ยนหน่อย อะไรงี้ นาก็จะเอากลับไปแก้ แล้วก็จะเอามาส่งการบ้าน ก็เหมือนครูกับนักเรียน แล้วก็พอใช้ได้ก็ ok

Thaialbums : มั่นใจแค่ไหนคะ ตอนเอาตัวงานมาส่ง

Yarinda : ไม่ได้มั่นใจ แต่ที่เราเอามาเสนอนี่มันดีที่สุดแล้วเท่าที่เราจะทำได้ ตัวเราเองทำได้แล้ว ถ้าเกิดว่ามันดีพอสำหรับเค้า เราก็โชคดี

Thaialbums : แล้วถ้าเกิดว่า คุยกันแล้ว พี่ดี้ บอกว่าให้กลับไปเรียนให้จบก่อน หรือว่า คุยแล้วไม่ได้ทำเนี่ย นาจะเอางานไปคุยที่อื่น หรือว่ากลับไปฝึกแล้วยังจะเอามาเสนอที่แกรมมี่อีกคะ

Yarinda : คิดว่า ถ้าเกิดเค้าปฎิเสธ ก็คงแปลว่ามันก็คงไม่ดีพอ ก็คงต้องไปฝึกปรือ แล้วก็ต้องไปทำให้พัฒนา แล้วก็คงจะเอามาเสนอเค้าใหม่

Thaialbums : ไม่ได้มองที่อื่นไว้เลยเหรอคะ

Yarinda : ไม่ได้มองเลย

Thaialbums : เข้ามาที่แกรมมี่นี่ เข้ามาที่แกรมมี่แกรนด์ อย่างเดียวเลยเหรอคะ

Yarinda : เอ่อ จริงๆ คือไม่ได้คิดว่าที่นี่ดีที่สุด แต่ที่อื่นไม่ดี แต่ว่าโดยแนวเพลงแนวดนตรีแล้วเนี่ย แต่ละค่ายก็จะมีไม่เหมือนกัน อย่างอังกอร์ ก็จะเป็น แดนซ์ ใช่มั๊ยคะ ถ้าเกิดเป็น กรีนบีนส์ ก็จะเป็น teen หน่อยๆ pop อะไรอย่างนี้ พอดีนาดูจากการสังเกตการณ์แล้วก็ดูพี่ๆที่นาชื่นชอบ บังเอิญมาอยู่ค่ายนี้ด้วยกันหมดเลย นาก็เลยคิดว่า ถ้าเป็นค่ายนี้คงดีนะ แต่ว่ามันคงไม่ใช่ว่าถ้าเกิดเค้าปฎิเสธแล้ว การที่เราไม่ไปหาที่อื่นเป็นเพราะว่าเราไม่อยากเข้าที่อื่น แต่มันเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่าเรายังเก่งไม่พอ ก็ต้องไปฝึกเพิ่ม

Thaialbums : คุยกัน แล้วกลับไปเขียนเพลงเพิ่มนี่ยังไงคะ ช่วงที่เอางานมาคุยกันครั้งแรก

Yarinda : ก็กลับไปแต่งเพลงเพิ่ม แล้วก็ ก็คือ อย่างเพลงหน้ากากสีดำนี่คือได้จากการที่เราได้คุยแล้ว แล้วก็กลับไปก็ไปดัดแปลงนิดนึง คือตัวมุมมองยังเหมือนเดิมอะไรอย่างนี้ แล้วก็ไปเรียนเพิ่ม ไปเรียนร้องเพลง คือเคยเรียนมาก่อนแล้ว แต่ว่าที่นาเคยเรียนมาตอนแรกที่โรงเรียนเนี่ยจะเรียนเป็นแบบ classical คือวิธีร้องแบบโอเปร่าอะไรอย่างนี้ ก็คือไปเปลี่ยนบ้างเป็นครูที่สอนให้มันออกมาแบบ pop มากขึ้นอะไรแบบนี่น่ะคะ

Thaialbums : เรียนร้องเพลงกับครูที่นู้นนี่คือ ครูฝรั่งเหรอคะ

Yarinda : ใช่ค่ะ

Thaialbums : แล้วต่างกันยังไงคะ

Yarinda : ตอนที่นาเรียนเนี่ย ครูคนแรกเป็นนักร้องโอเปร่าเลย เพราะฉะนั้นจะเป็นคนละแนวกันเลย เรียนเป็นทฤษฎี อ่านโน๊ต ร้องเป็นวิธีแบบ classic นะคะ ร้องเพลงแบบแนวบอร์ดเวย์ อะไรอย่างนี้ แล้วพอกลับมาคุยกับพี่ดี้ กลับไปก็ไปเรียนเป็นแนว pop มากขึ้น ก็คือเอาเพลง pop มาหัดร้อง เปลี่ยนวิธีการร้อง ดัดแปลง แล้วก็พอกลับมาก็มาเรียนเพิ่มเติมกับครูโรจน์ แล้วก็ครูที่มีฟ้า แต่ว่าครูแต่ละท่านก็มีเทคนิคไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ดีกันคนละแบบ

Thaialbums : ทำไมถึงชอบดนตรีคะ

Yarinda : ทำไมถึงชอบดนตรี เพราะว่าเวลาเล่นแล้วสนุก มีความสุข เล่นอยู่กับเพื่อนก็ enjoy เป็นอะไรที่ผ่อนคลาย เวลาที่เราเครียดกับงาน เวลาอยู่ที่โรงเรียนทำงานหนัก ๆ มาหยิบกีตาร์มานั่งเล่น เอ้อ มันสบายใจดี

Thaialbums : การที่นาได้เล่นในวงดุริยางค์ คือนาเข้าไปเอง หรือว่ายังไงคะ

Yarinda : เข้าไปเอง เริ่มเล่นแซ็คโซโฟน ตอนนั้นอยู่ที่อังกฤษ เพราะว่าไปแล้วเห็นวง jazz ของโรงเรียนแล้วมันน่าสนุกนะ นาอยากไปเล่นในนั้น แต่โดยส่วนตัวก็ชอบ เคนนี่ จี มาก่อน คือเคยสนใจอยากจะลองเริ่มดู เห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ก็เลยเริ่มเล่น

Thaialbums : คู่แข่งเยอะมั๊ยในการเข้าวงดนตรี

Yarinda : ที่โรงเรียน อืม ไม่เยอะ เพราะว่าที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนเล็กๆ เป็นโรงเรียนประจำ แล้วก็ค่อนช้างจะเป็นโรงเรียนที่ เอ่อ ครูน่ารัก ไม่ได้แบบมีการแข่งขันอะไรกันมาก เป็นแบบสนุกๆ จะไม่ได้แบบไปซีเรียส ไปเคร่งเครียดกับมัน แล้วก็เป็นการแข่งขัน ไม่ใช่ค่ะ

Thaialbums : แล้วก่อนไปอังกฤษ ที่ประเทศไทยนี่นะคะ เล่นอะไรบ้างคะ

Yarinda : ก็ตอนนั้นอยู่มาร์แต ก็อยู่วงดุริยางค์ ก็เล่นกลอง แล้วก็หัดเล่น คาริเน็ต แต่ก็คือ คาริเน็ตนี่ก็จะคล้ายๆ กับแซ็คโซโฟนค่ะ

Thaialbums : แล้วจุดเริ่มจริงๆ ตอนเด็กๆ นี่เริ่มตั้งแต่ช่วงไหนคะ

Yarinda : เครื่องดนตรีชิ้นแรกนี่คือ เปียโน ตอน 4 ขวบ

Thaialbums : ที่บ้านให้ไปเล่นหรือยังไงคะ

Yarinda : ใช่ค่ะ คือ คุณแม่ให้ไปเรียน เพราะคิดว่า มันเป็นพื้นฐานที่ดีนะ แล้วลูกเริ่มโตแล้วน่าจะมีกิจกรรมพิเศษยามว่างอะไรอย่างนี้ แต่ว่ามาค้นพบว่าตัวเองชอบจริงๆ คงเป็นตอนที่ไปเมืองนอก คือถึงเราไม่ได้เรียนเราก็หยิบมันมาเล่น เพราะว่าจำได้ว่าตอนเด็ก 4 -5 ขวบนี่ แบบ โอ้ย ขี้เกียจซ้อม แล้วต้องแบบซ้อมเพื่อจะไปส่งครู มันก็ไม่ได้ enjoy อะไร แต่ว่าพอโต ๆ มา ถึงไม่มีครูเราก็จะเล่น

Thaialbums : แล้วความฝันนี้คือ ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษเลยหรือเปล่าคะ คือแบบ โตขึ้นมาจะแบบเป็นนักร้องหรืออะไร

Yarinda : อยาก เอ่อ คืออยากร้องเพลง ทำงานทางด้านดนตรี อยากเขียนเพลง แต่ก็คือตอนนั้นไม่ได้คิดว่า เอ่อ จะต้องเป็นอัลบั้มของตัวเองเลยนะ เพียงแต่ว่ารู้สึกว่า ถ้าเกิดเราชอบมันมากขนาดนี้ ทำไมแทนที่จะให้มันเป็นแค่กิจกรรมพิเศษ ทำไมไม่ทำให้มันเป็นงานในชีวิตของเราจริงๆ เป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเรา

Thaialbums : อะไรที่ทำให้นาเริ่มคิดที่จะแต่งเพลงคะ

Yarinda : เป็นคนคิดมาก แล้วก็อาจจะเป็นเพราะว่าไปประเทศอังกฤษเนี่ยตอนแรกๆ ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ใช่มั๊ย ก็ แบบเวลามีปัญหาอะไรจะระบายกับใครล่ะ ตอนที่อยู่เมืองไทยมีอะไรก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่ แต่นี่เค้าไม่ได้อยู่ด้วย ก็เลยระบายก็คือเริ่มเขียนสมุดบันทึก แล้วก็เขียนมาเรื่อยๆ และความที่ชอบทางด้านดนตรี ก็เลย ลองร้องออกมาเป็นเพลง ก็คือเริ่มจากตรงนั้น แล้วก็เก็บสะสมมาเรื่อยๆ

Thaialbums : เพลงแรกที่เขียนละคะ

Yarinda : จำได้ว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับป่าไม้ ตอนนั้นแกรมมี่ทุกอัลบั้มต้องมีเพลงเกี่ยวกับป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ก็จะแบบ ขึ้นต้นมาก็แบบ ป่าไม้ บรรเลงเพลงสดใส ได้ยินเสียงน้ำไหลในลำธาร แล้วก็ร้อง

Thaialbums : ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่คะ

Yarinda : ตอนนั้นอายุประมาณ 14 ค่ะ

Thaialbums : ป่าไม้นี่เพลงแรกเลย

Yarinda : ค่ะ ออกมาก็ป่าไม้เลย ( หัวเราะ ) แต่ก็คือมาค้นพบทีหลังว่าคุณแม่จะมีเทปเก็บไว้ตอนที่นาอายุประมาณ 4 ขวบ ที่แบบนาอัดเอง ร้องสารพัดเพลงเลยอ่ะ แต่ตอนนั้นก็คือแบบร้องแบบ enjoy คนเดียวอะไรอย่างนี้นะคะ จริงๆถ้าถามว่าแต่งเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าแต่งเพลงคืออะไร แต่ว่าเราก็ชอบร้องขึ้นมาเองบ่อย ๆ

Thaialbums : แล้วทำไมถึงไปเรียนที่อังกฤษล่ะคะ

Yarinda : เอ่อ ตอนขอคุณพ่อคุณแม่ไป เพราะว่าเหตุผลจริงๆ คือเพื่อนที่สนิทที่สุดจะไป แล้วก็ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เราอยากเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีๆได้ แล้วถ้าเกิดเราไปเรียนตั้งแต่ตอนนั้น เรามีภาษาที่แข็ง โอกาสที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆของอเมริกาหรืออังกฤษมันคงจะมีมากขึ้น

Thaialbums : ไปอยู่กับใครคะ

Yarinda : อยู่โรงเรียนประจำค่ะ

Thaialbums : แล้วมีญาติมีพี่น้องอยู่ที่อังกฤษมั๊ยคะ

Yarinda : ไม่มีค่ะ

Thaialbums : อย่างนี้ก็ต้องดูแลตัวเอง

Yarinda : ค่ะ ก็จะมี ตอนแรกๆ จะไปอยู่กับแฟมมิรี่ฝรั่ง แต่ว่าก็คือจะอยู่โรงเรียนประจำตลอด จะออกมาทีนึงก็แค่เสาร์-อาทิตย์

Thaialbums : ยังงี้เวลาช่วงที่แต่งเพลง และทำดนตรีก็คือช่วงที่เราอยู่ในโรงเรียน ว่าง ๆ พักผ่อนหรือคะ

Yarinda : ที่โรงเรียน คือจริงๆถ้าเกิดไม่เป็นเวลาเรียน นาก็มีเวลาค่อนข้างจะเยอะเพราะว่าเราไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องนั่งรถอยู่ในรถติดอะไรอย่างนี้ใช่มั๊ย ทุกอย่างมันอยู่ในนั้น นาก็จะมีเวลาที่จะไปนั่ง เอ่อ ใน เค้าเรียกว่า music wing คือห้องซ้อมดนตรี แล้วก็นั่งเล่นนู้นเล่นนี่ จำได้ว่า มีอยู่ช่วงนึงก็เอาการบ้านไปทำในห้องซ้อมดนตรีตลอด

Thaialbums : ส่วนมากเพลงที่เขียน เขียนที่ห้องซ้อมดนตรี หรือว่าห้องเรียน

Yarinda : ตอนแรกๆ ใหม่ๆ ก็จะเป็นที่ห้องซ้อม อาจจะไม่ได้เขียนแต่ว่าจะไปเอาเครื่องอัดเสียง มาร้อง ร้องแล้วก็อัดเอาไว้ คือจะไม่ได้เขียนออกมา พอนานๆไปเริ่ม ok เริ่มเขียน เริ่มเอากีต้าร์มาจับคอร์ดอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าตอนเริ่มต้นก็คืออัดไป

Thaialbums : แล้วติดตามข่าวอย่างพวกนักร้องอะไรอย่างนี้ จากเมืองไทยยังไงบ้างคะ

Yarinda : คือชอบ แล้วก็คุณพ่อก็เป็นนักฟังเพลงคนนึง ก็จะส่งให้ตลอด ใครออกใหม่ก็จะส่งให้ฟัง

Thaialbums : ที่โรงเรียนประจำเป็นยังไงบ้างคะ

Yarinda : ที่โรงเรียนประจำสนุกมาก

Thaialbums : เหงามั๊ยคะ

Yarinda : ตอนแรกๆ ก็คิดถึงบ้าน เพราะว่าเราเจอสถานที่ใหม่ สิ่งแวดล้อม คน อะไรอย่างนี้ใหม่หมด ภาษาก็ยังไม่ค่อยได้ แต่ว่าพออยู่ไปนานๆก็เริ่มสนิทกับเพื่อน แล้วมันสนุกมากค่ะ เพราะว่าใช้ชีวิตอยู่กับคนที่อายุเท่ากัน

Thaialbums : แล้วไม่คิดถึงบ้านเหรอคะ

Yarinda : ก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ว่ามีอะไรอีกหลายๆอย่างที่มีโอกาสได้ทำ มีเวลาเยอะที่จได้ไปเรียนกิจกรรม อย่างเช่น การแสดง หรือว่า เล่นอยู่ในวง หรือว่าเล่นกีฬา คือเราสามารถที่จะเล่นบาส ในขณะที่เราเรียนการแสดงเล่นละครเวทีได้ไปด้วย คือเราไม่ต้องเลือกอะไรเพราะเวลามันค่อนข้างจะเยอะ

Thaialbums : ในช่วงเรียนได้เดินทางกลับบ้านบ้างไหมคะ ทุกปีหรือเปล่าคะ

Yarinda : ก็ปีละ 2 ครั้ง

Thaialbums : แล้วอย่างเวลามีปัญหานี่จะคุยกับใครล่ะคะ

Yarinda : ก็คุยกับเพื่อนแล้วก็โทรกลับมาปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่

Thaialbums : ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดนี่เกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ เรียนเรียน สังคม หรืออะไรคะ

Yarinda : ก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั่วๆไปนะคะ ในชีวิตก็คงมีหลายๆเรื่อง แล้วแต่ว่าตอนนั้นกำลังผ่านอะไรมา แต่ว่าก็จะปรึกษาหมด อย่างคุณพ่อคุณแม่นี่ก็จะสนิทกันมาก เหมือนกับเป็นที่ปรึกษาสามารถที่จะเป็นผู้ปกครองแล้วก็เป็นเพื่อนได้ด้วย

Thaialbums : กิจกรรมที่นาเลือก อย่างดนตรี หรืออะไรเนี่ย นาเลือกจากความสนใจของนาเองหรือเปล่าคะ

Yarinda : ใช่ค่ะ คือเริ่มตั้งแต่เปียโน หลังจากนั้นก็คือ โตมาคุณแม่คือจะ ให้เรียนอะไรก็ได้ คือตอนแรกที่จำได้นี่คือเรียนเปียโน แล้วก็เรียนบัลเล่ล์ แต่บัลเล่ล์นี่ไม่รอด ( หัวเราะ ) เรียนไปได้ 2 เดือนแล้ว โอ๊ะ ไม่ไหวแล้ว แล้วหลังจากนั้นก็คือจะเลือกเอง คุณแม่ก็ เอ่อ อยากเรียนอะไรก็เรียน ก็จะไปเรียนขี่ม้า เรียน อืม ตอนนั้นมีเรียนแบดมินตัน เรียนสควอส

Thaialbums : แนวเพลงที่ทำนี่แนวอะไรคะ

Yarinda : ART ROCK ค่ะ

Thaialbums : แนว ART ROCK ทำไมถึงทำแนวนี้คะ

Yarinda : เอ่อ เพราะว่าโดยส่วนตัวเนี่ยชอบดนตรีทุกแนวเลย ไม่ว่าจะเป็นโอเปร่า คลาสสิค ป๊อป แดนซ์ แจ๊ส อะไรอย่างนี้ ทั้งหมดเลย แต่ว่าที่ชอบมากที่สุดจะเป็น ร็อค ก็เลยจะเป็นพื้นฐานดนตรีร็อค แต่ว่าจะดีไซด์เอาจังหวะหรือเครื่องดนตรีจากแนวเพลงหลายๆแบบมาผสมกัน อย่างเพลงแค่ได้คิดถึงเนี่ย ก็จะมีไวโอลีน คือจะเป็น ออสเคสต้าทั้งวงเลย ถ้าพลาดไปแล้วก็จะเป็น อะคูสติคร็อค ถ้าเพลงหน้ากากสีดำก็จะเป็น ฮิปฮ็อป จังหวะจะหลอนๆหน่อย แต่ว่าก็ยังเป็นร็อคอยู่ดี ก็คือแต่ละกันก็แล้วแต่อารมณ์ของเพลงว่าอยากจะสื่อออกมาเป็นยังไง

Thaialbums : ใครเป็นคนเลือกคะว่า จะใช้ ฮิปฮอป ใช้อย่างอื่นอะไรยังไง

Yarinda : จะเป็นการปรึกษากันนะคะว่า เอ่อ นาชอบแนวเพลงแบบไหน แล้วพี่โปรดิวเซอร์เห็นว่าเพลงนี้ความหมายแบบนี้น่าจะเป็นยังไง อย่างเช่นเพลง แค่ได้คิดถึงเนี่ย ก็คุยกันว่ามันเป็นเพลงที่อ่านดูเนื้อหาก็จะรู้ว่ามันค่อยช้างที่จะหนาวๆขาดความอบอุ่นหน่อยๆ อะไรอย่างนี้ แล้วเสียงไวโอลีนมันก็ค่อยข้างจะโหยหวนหน่อย หรือว่าอย่างจังหวะฮิปฮอปนี่มันจะเสียงที่แบบหลอนๆหน่อย ลึกลับๆหน่อย มันก็เหมาะกับเนื้อเพลงหน้ากากสีดำ

Thaialbums : เรียกว่านามีส่วนร่วมในเพลงทุกเพลง

Yarinda : ค่ะ ก็จะเป็นการปรึกษากันตลอด

Thaialbums : กว่าจะมาเป็นอัลบั้มชุดนี้นี่ใช้เวลานานเท่าไหร่คะ

Yarinda : ก็ 9 เดือนค่ะ

Thaialbums : แล้วคิดว่าตัวนาเองร้องเพลงช้าหรือเพลงเร็วได้ดีกว่ากันคะ

Yarinda : คิดว่าร้องเพลงช้าได้ดีกว่า

Thaialbums : แล้วชอบเพลงไหนของตัวเองเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ ในอัลบั้มชุดนี้

Yarinda : เอ่อ ชอบเพลงหน้ากากสีดำ แล้วก็เพลงความงามที่ซ่อนอยู่

Thaialbums : เพลงหน้ากากสีดำเนี่ย แต่งตอนไปเล็คเชอร์นี่คิดอะไรอยู่หรือเปล่าคะ อึดอัด อะไรอย่างนี้หรือเปล่าคะ

Yarinda : อ๋อ ตัวเองไม่ได้อึดอัด แต่ว่าคือแบบเพื่อน จำได้ว่าช่วงนั้นคือแบบเพื่อนจะมาเล่าให้ฟังว่าเค้ากำลังอึดอัด ก็ตอนนั้นจริงๆไม่ได้คิด คือกำลังเดินแล้วอยู่ดีๆมันก็มีเนี่ยมันร้องขึ้นมาในหัว เราก็เลยรีบวิ่งกลับบ้านไปเขียน ไปแต่งต่อให้จบ

Thaialbums : มันเกี่ยวกับอะไร ตอนนั้นที่แว๊บเข้ามา

Yarinda : จริงๆแล้วชื่อเพลงนี่มาทีหลัง แต่ว่าตอนนั้นความรู้สึกที่ คือคนเราเนี่ยอึดอัด พูดอะไรก็พูดทั้งหมดไม่ได้ อาจจะเพราะว่าไม่อยากที่จะมีปัญหา ไม่อยากจะให้คนอื่นรู้ว่าเราแตกต่าง หรือว่าไม่อยากที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่เราเป็นออกมา คนทุกคนต้องมีอะไรสักอย่างที่เก็บไว้เป็นความลับส่วนตัว แต่ว่าในบางเวลาเราก็อยากที่จะบอกมัน ว่าเนี่ยตัวตนฉันเป็นอย่างนี้ เข้าใจเถอะ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นอารมณ์นั้นที่พยายามที่จะสื่อออกมา

Thaialbums : แล้วเพื่อนที่กำลังระบายกับเรา เค้าพูดถึงเรื่องอะไรคะ

Yarinda : เอ่อ เค้ากำลังบ่นกับความที่เค้ารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเค้าเลย แล้วเค้าอยากที่จะให้เหมือนกับว่าทำไมเค้าจะต้องอธิบายความเป็นตัวของเค้าเองออกมาเพื่อที่คนจะเข้าใจเค้าได้ ทำไมใครสักคนจะได้หยุดและคิดว่าเค้าเป็นคนแบบนี้นะ เ ข้าใจเค้าโดยที่เค้าไม่ต้องพูดอะไร ทำไมเค้าต้องออกมาประกาศตัวเองแบบนี้ด้วย

Thaialbums : แล้วอย่างเพลงแรก เพลงอะไรวะ เนี่ยกลับมั๊ยที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้คำแรงไป

Yarinda : เอ่อ ไม่กลัวนะคะ ก็คือหวังว่าพอคนฟังก็จะเข้าใจว่า จริงๆแล้วความหมายมันเป็นยังไง เราไม่ได้พยายามจะสื่อออกมาว่าเราแรง เราแค่เล่ามุมมองมุมมองนึงที่เราคิดว่าทุกคนคงสัมผัสได้

Thaialbums : ดีใจไหมคะ ที่เราได้มีงานที่เราทำเป็นของตัวเอง

Yarinda : ดีใจค่ะ ดีใจมาก ที่พี่ๆให้โอกาส ให้เราได้มีส่วนในการทำงาน ได้ออกความเห็น แล้วเค้าก็ช่วยเราที่จะปรับแต่งให้ดีขึ้น คือเรามาตรงนี้เราไม่มีประสบการณ์ แล้วเราก็ไม่เก่ง เค้ามาช่วยสอนเราให้เราเก่ง

Thaialbums : หลังจากที่กลับจากคุยกับพี่ดี้แล้ว นาต้องฟังเพลงของอเมริกัน ของอังกฤษเยอะขึ้นมั๊ย มันต่างกันยังไง

Yarinda : เอ่อ ก็ฟังเยอะขึ้น ต้องไปเหมือนกับทำ research แล้วก็ฟังแนวดนตรีว่า เอ๊ะ จริงๆแล้วเราชอบแบบไหนแน่ วิธีการร้อง เนื้อหาของดนตรี เราอยากให้มันเป็นแบบไหน เราอยากให้ออกมาเป็นหวานๆ ฉันรักเธอ เธอรักฉัน หรือว่าเราอยากให้เป็นอะไรที่ลึกซึ้งหน่อย หรือว่าเป็นอะไรที่ให้ข้อคิดหรือเปล่า หรืออยากให้เป็นอะไรที่แรงๆ คือมันมีหลายแบบเหลือเกิน เราก็ต้องมาคิดว่าจริงๆแล้วที่เราชอบ ที่เราอยากให้มันออกมาเป็นแบบไหน

Thaialbums : แล้วอัลบั้มนี้ที่ทำออกมา สรุปแล้วเป็นแบบไหน

Yarinda : มันก็คือ เป็นในแบบที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ จะเป็นมุมมองความคิดหรือว่าอะไรที่เป็นประสบการณ์ ทุกเพลงถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงที่นาไม่ได้เขียนเองเนี่ย มันก็คือประสบการณ์ที่นาไปเจอมา มุมมองความคิดหรือสิ่งที่ไปเห็นมาหรือเพื่อนมาเล่าให้ฟังมาถ่ายทอดให้ฟังออกมาเป็นเสียงเพลง ถึงแม้ว่าเพลงนั้นจะไม่ได้เขียน แต่ว่าก่อนเริ่มทำงานนี้นาเอาไดอารี่ของนามาให้พี่ที่แต่งเพลงอ่าน เพราะเรามีความรู้สึกว่า ถ้าเค้าได้อ่านนี่ เค้าจะได้รู้จักส่วนลึกของเรามากที่สุด ได้เห็นว่าจริงๆแล้วความคิดของเราเป็นยังไง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง

Thaialbums : อย่างเพลงพลาดไปแล้วนี่ ได้ข้อมูลส่วนไหนจากนาไปบ้างคะ

Yarinda : ข้อมูลโดยตรง ( หัวเราะ ) ก็เคยมีที่ไปแอบชอบเพื่อนสนิท แต่ว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จ

Thaialbums : เป็นคนอังกฤษ หรือว่าคนไทยคะ

Yarinda : เอ่อ เป็นคนอังกฤษ ก็คือเป็นเพื่อนสนิทกัน เราบอกเค้า คือความที่เรามีอะไร เราจะไม่มีความลับต่อกัน แล้วความที่เราสนิทกันมาก บางทีมันก็ล้ำเส้นแล้วเราก็ไปรู้สึกกับเค้ามากกว่านั้น แต่ว่าพอเราแบบเราอึดอัด เพราะเรามีอะไรเราบอกเค้าตลอด เอ่อ เราบอกเค้าไปนะ แต่ว่าเค้าก็อย่าเปลี่ยนไปเลย แล้วเค้าก็เข้าใจ ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ก็ไม่มีอะไร

Thaialbums : คือนาเลือกที่จะบอกเค้าตรงๆ แทนที่จะระบายกับคนอื่น

Yarinda : ค่ะ ใช่ค่ะ คือเค้าเป็นคนที่ปกติเรามีอะไรเราก็บอกเค้า พอมันเกิดเรื่องนี้ปั๊ปจะให้เราไปบอกใครล่ะ เค้าเป็นคนที่เราบอกตลอด ก็เลยบอกเค้า

Thaialbums : ที่ตัดสินใจเข้ามาหาพี่ดี้นี่ เพราะว่า นาชอบอยู่ก่อนแล้วใช่ไหมคะ

Yarinda : ใช่ๆ ก็ชอบมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าเวลายังไม่เหมาะสม เรายังมีเรื่องเรียนอยู่ เราต้องสมัครเช้ามหาวิทยาลัยให้ได้ก่อน ถึงตอนนั้นเวลามันเหมาะสมและเรามีเพลงที่พอแล้วเราถึงจะมาเสนอเค้า

Thaialbums : รอหรือเปล่าคะ ว่าต้องมีงานเข้ามาด้วย ไม่ใช่ว่าเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเราชอบร้องเพลงนะ

Yarinda : มัน คือ เรามีเวลาไม่มากที่จะพิสูจน์ให้เค้าเห็นว่าเราชอบตรงนี้จริงๆ ถ้าเราไม่มีของมาเค้าต้องมาหาในตัวเราเนี่ย เรามีเวลาไม่พอตรงนั้นที่จะมาเริ่มจากศูนย์

Thaialbums : ทำไมถึงเลือกเรียนสถาปัตย์ นาชอบเรื่องดนตรี น่าจะเรียนทางด้านดนตรี

Yarinda : จริงๆคือชอบ ART ทุกแขนง ชอบถ่ายรูปมาก ชอบออกแบบ เรียน art แล้วก็เรียน drama เรียนการแสดง แต่คิดว่าพอมาเลือกวิชาเรียนที่มหาลัยเนี่ยวิชา art ที่มันมีพื้นฐานของวิทย์ คือนาชอบฟิสิกซ์ หรือว่า เลข อะไรแบบนี้ด้วย ก็เลยคิดว่า มันเป็นวิชาที่รวมเอาวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน ก็คงจะเป็นพื้นฐานที่หนักแน่นดี แล้วก็ตัวคอร์สก็น่าสนใจ

Thaialbums : เลือกเพราะคิดหรือเปล่าคะ ว่าจบไปแล้วเราจะทำงานอะไร

Yarinda : เลือกเพราะชอบค่ะ คือ คือคิดว่าเป็นวิชาที่ชอบมาก แล้วก็ enjoy ที่จะเรียนมาก ๆ คิดว่ายังไงก็ต้องเรียนจบ แต่ไม่ใช่วิชาที่คิดว่าจบไปแล้วจะได้ไปทำงานด้านนี้

Thaialbums : แล้วกีฬาตอนที่เล่นบาสเล่นเป็นตำแหน่งอะไรคะ

Yarinda : เล่นเป็น เซนเตอร์ เพราะตัวสูง

Thaialbums : แล้วตอนนี้ยังเล่นอยู่หรือเปล่าคะ

Yarinda : เอ่อ ตอนนี้ไม่ได้เล่น ไม่มีโอกาสเล่น

Thaialbums : สิ่งที่นาทำหลายๆอย่าง เช่น เล่นดนตรี เล่นบาส เป็นเพราะชอบ หรือว่าต้องการที่จะให้เวลาที่ว่างๆหายไป

Yarinda : ชอบ เพราะชอบค่ะ ความที่เราชอบ พอมีเวลาว่าง พอมีโอกาสเราก็เล่น ไม่ใช่เพื่อที่จะกินเวลา คงไม่ใช่ ที่ทำเพราะว่ามันสนุกได้เล่นอะไรกับเพื่อนๆอะไรอย่างนี้มากกว่าค่ะ

Thaialbums : แล้วช่วงตอนคิดถึงบ้านมากๆล่ะ

Yarinda : ร้องไห้ ตอนไปใหม่ๆนี่ร้องไห้เลย เพราะบางทีเราแบบ เรารู้สึกเหมือนว่าเราอยู่คนเดียว อย่างสมมุคิทะเลาะกับเพื่อนแล้วไม่รู้จะหันหาใคร คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยุ่ ก็จะเหงา

Thaialbums : ตอนมาอยู่อังกฤษใหม่ๆเนี่ย คุณพ่อคุณแม่ให้ข้อแนะนำ หรือว่าให้เราดูแลตัวเองยังไงบ้างหรือเปล่าคะ

Yarinda : ก็เป็นห่วงน่ะคะ ตรงนั้นเค้าก็ เค้าส่งเราไปเมืองนอก เค้าก็ต้องไว้ใจเราในระดับนึงแล้วล่ะนะ ว่าเราสามารถที่จะเป็นเด็กดีได้ แล้วเค้าไม่ห่วง แต่ก็จะคุยกันตลอด ติดต่อกับที่บ้านตลอดไม่ได้ขาดหาย มีเรื่องอะไรก็คุยกัน

Thaialbums : แล้วนามั่นใจแค่ไหนคะ ว่าแบบเราไปอยู่นั่นแล้วเราอยู่ได้นะ

Yarinda : ( หัวเราะ ) ตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยค่ะ แล้วก็ไปอยู่โรงเรียนประจำ คือ ตอนแรกเลยที่ไปเนี่ย ยังไม่รู้รสชาดของโรงเรียนประจำว่ามันจะเป็นยังไง ตอนแรกไปก็มั่นมากๆ พอเข้าไปถึงปั๊ป เออ มีแต่ครูกับคนแปลกหน้า ก็แบบ ร้องไห้คิดถึงบ้านสักพักนึง แต่ว่าพอเริ่มชินก็ไม่มีปัญหาอะไรคะ

Thaialbums : นานมั๊ยคะ กว่าจะปรับตัวได้

Yarinda : ก็นานเหมือนกัน ใช้เวลาสักปีนึงนะคะ กว่าจะแบบเริ่มมีเพื่อนจริงๆจังๆ เจอคนที่เรามีปัญหาแล้วคุยได้

Thaialbums : กลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน ส่วนมากจะเป็นคนชาติไหนคะ

Yarinda : เอ่อ ตอนที่อยู่อังกฤษก็จะเป็นคนอังกฤษ เอ่อ เพื่อนที่สนิทมากๆ ที่นู้นนะคะ ก็จะมีคนอังกฤษ 2 คน แล้วก็คนไทย แล้วก็จะมีคนหลายชาติเหมือนกัน แต่ว่าพอย้ายมาอยู่ที่อเมริกาแล้วคนจะยิ่ง international ไปใหญ่เลย ก็จะมี กรีก ฟิลิปินส์ ละตินอเมริกา

Thaialbums : ช่วงที่อยู่อังกฤษหรือว่าอเมริกา มีช่วงไหนที่นาคิดว่า ลำบากที่สุดในการใช้ชีวิตคะ

Yarinda : คงเป็นปีแรกที่ไปเรียนเมืองนอก คือที่อังกฤษ คงไม่ถึงกับลำบากมากในการใช้ชีวิต เพราะอยู่โรงเรียนประจำ ค่อนช้างที่จะ คือดูแลทุกอย่าง แต่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจมากกว่าที่เรารู้สึกว่า เราเหงาอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าตอนย้ายมาอเมริกานี่ คือแบบว่า เราโตแล้ว แล้วเราก็พูดภาษาอังกฤษได้แล้ว พอตรงนั้นก็คือจะมีแค่ปัญหาการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เราต้องปรับ

Thaialbums : กับชีวิตที่อยู่ต่างแดนมาตลอด ปัญหาใหญ่ที่เจอคืออะไรเอ่ย ที่ใหญ่สำหรับเรา

Yarinda : คงเป็นเนี่ย เวลาที่คิดถึงบ้าน เวลาที่เราอยากอยู่กับครอบครัว ซึ่งค่อนข้างจะมีน้อย คือถ้าเทียบกับคนอื่นที่เค้าเจอกันทุกวัน นี่พอดร็อปมาปีนึงได้มาอยู่จริงทุกวันเนี่ย แบบ โอ้โห เรารักเมืองไทยมากๆ ( หัวเราะ ) ก็แบบเอ่อ มีทุกอย่าง

Thaialbums : แต่ที่เมืองนอกนี่ค่อนข้างจะเปิดกว้างมากในทุกเรื่อง ในส่วนนี้คุณพ่อคุณแม่เค้าสอนหรือบอกอะไรกับเราตรงนี้บ้างคะ

Yarinda : คือ เค้าต้องไว้ใจในตัวเรา แล้วก็เชื่อว่าเราเป็นคนไทย เราต้องมีความเป็นไทยอยู่แล้ว เรื่องของการวางตัว ความเหมาะสม ว่าเออ เรามีนะ เค้าก็จะไม่ห่วง แล้วอีกอย่างโรงเรียนประจำก็เป็นโรงเรียนหญิงล้วน

Thaialbums : แล้วเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายนี่ก็แสดงว่าเราพบเจอจากข้างนอกเหรอคะ

Yarinda : จริงๆแล้วเพื่อนนาแบบ นามีเพื่อนทั้ง 2 เพศ แบบเยอะมาก คือ ไม่ได้ปิดว่า ต้องคบเพื่อนเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น หรือว่าอะไรอย่างนี้ค่ะ อย่างอยู่ที่อเมริกาเนี่ยก็คือคบเพื่อนทั้งผู้หญิงผู้ชาย คือจะไม่ใข่ว่าอึดอัดหรือว่าขัดเขินที่จะมีเพื่อนเพศตรงข้าม ก็คือจะไม่แบ่งแยกแยะอะไรอย่างนี้น่ะคะ แต่ว่าถ้าพิเศษกว่านั้นเนี่ย การวางตัวความเหมาะสมมันก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาแล้วก็อายุ ทุกอย่างอยู่แล้ว

Thaialbums : พอจะมีโอกาสได้ออกไปท่องเที่ยวบ้างมั๊ยคะ อย่างช่วงเวลาปิดเทอม

Yarinda : ก็มีได้ไปรัฐอื่น ได้ไปประเทศที่อยู่ใกล้ๆ

Thaialbums : เป็นยังไงบ้างคะ แต่ละที่ๆ แต่ละรัศฐที่ได้ไป มีอะไรน่าสนใจเก็บมาเป็นประสบการณ์ด้วยหรือเปล่าคะ

Yarinda : ใช่ๆ แต่ละที่ก็จะมี เราก็จะมองเห็นการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน สถาปัตยกรรม หรือว่า การใช้ชีวิตชองแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป เราเห็นข้อดีข้อเสีย ถ้าพูดถึงตัวเองที่ไปอยู่ที่อังกฤษ กับ อเมริกามา เราได้เห็นความแตกต่างของคน ของ เอ่อ เรื่องการใช้ชีวิต เราเห็นข้อดี ข้อเสียของมัน อันไหนเราอยากเก็บมาใช้เป็นข้อดีเราก็เก็บมา อันไหนเราเห็นว่ามันอาจจะไม่เหมาะสมก็ละเอาไว้ แต่ก็รู้เอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร

Thaialbums : แล้วพอกลับมาเมืองไทยเนี่ย มีอะไรที่ต้องปรับให้เข้ากับคนไทยมั๊ยคะ

Yarinda : ไม่ค่ะ เพราะว่าจริงๆแล้ว ความเป็นไทยนี่ก็ยังเป็นคนไทยแท้อยู่เลยค่ะ นาก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอด เรื่องพูดภาษาไทยอะไรอย่างนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเก็บเอาไว้ ถึงคุณยายนาจะเป็นฝรั่ง เอ่อ คุณยายนาจะเป็นคนสวิสซ์ แต่ว่าก็อยู่เมืองไทยมาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว

Thaialbums : แล้วอยากจะถามว่า ชื่อนา นี่มีคำแปลหรือเปล่าคะ

Yarinda : ไม่มีค่ะ

Thaialbums : เอ่อ นิดนึง ทำไมนาแบบเปลี่ยนสีผมแบบหลายสีมากเลยค่ะ เป็นแฟชั่นหรือว่านาอยากเปลี่ยนเอง

Yarinda : ( หัวเราะ ) เอ่อ ไม่ใช่แฟชั่นค่ะ ที่ทำเพราะว่า จริงๆตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัว จะแบบขี้เกียจแต่งตัว ขี้เกียจแบบแต่งหน้าอะไรอย่างนี้ แต่งตัวง่ายๆสบายๆ แต่ว่าบางทีเวลาเบื่อตัวเอง อยากเปลี่ยนอะไรสักอย่าง รู้สึกว่าผมมันเป็นอะไรที่แบบสะใจที่สุดค่ะ เวลาทำแล้วมันแบบ เอ้อ..สะใจดี บางทีก็จะตัดสั้นมากๆเลย บางทีก็จะแบบเนี่ย ทำสีทำอะไรไปเรื่อย แล้วนาเชื่อว่ามันเป็นอะไรที่ทำแล้วมันก็ประหยัด แล้วเราก็ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือนร้อนน่ะ แล้วพ่อแม่เราก็รู้ว่าเราทำตรงนี้เราไม่ได้ทำเพราะก้าวร้าว หรือเราพยายามที่จะประท้วงเค้าไรงี้ ก็ไม่ใช่ แต่ว่าตอนอยู่โรงเรียนทำไม่ได้ก็ไม่ทำนะคะ แต่พอโชคดีมาอยู่อเมริกา เรียนสถาปัตย์เค้าไม่ม่ยูนิฟอร์ม จะแต่งตัวทำผม ทำอะไรก็ได้ ก็เลยทำซะเลย

Thaialbums : แล้วทำสีผมบ่อยๆแบบนี้ ผมไม่เสียเหรอคะ

Yarinda : ก็เสียเหมือนกันค่ะ ก็ต้องดูแล

Thaialbums : แล้วดูแลยังไงบ้างคะ

Yarinda : ก็ต้องหมัก หมักเยอะๆเลย และยิ่งช่วงนี้ต้องทำผมบ่อยด้วย ก็คือต้องไปอบไอน้ำ ก็คืออบไอน้ำธรรมดาตามร้านทำผมที่ไหนก็ได้

Thaialbums : อย่างนี้ก็ต้องเข้าร้านทำผมบ่อยสิคะ

Yarinda : ก็บ่อยขึ้นหน่อยนึง ปกติเมื่อก่อนก็คือจะไม่เข้าร้านทำผมเลย ตัดผมเอง แต่ว่าตอนนี้ก็ต้องดูแลนิดนึง

Thaialbums : ตัดผมเองนี่ทำไงล่ะ ข้างหลังนี่มองเห็นเหรอคะ

Yarinda : ก็ อ๊ะ ! มันก็เป็นฟิวอีกอย่างนึง ในคณะก็จะมีร้านทำผม นาก็จะเป็นช่างกับเพื่อน

Thaialbums : อ๋อ ทำเป็นช่างด้วย ตัดให้มากี่หัวแล้วคะ

Yarinda : เอ่อ ประมาณ 4 หัวได้ ( หัวเราะ )

Thaialbums : เพลงที่ฟังบ่อยตอนนี้ล่ะคะ

Yarinda : ฟังบ่อยตอนนี้ก็ Blackhead

Thaialbums : ของ Blackhead นี่ชอบเพลงอะไรคะ

Yarinda : ชอบเพลง รัก..คือ ค่ะ

Thaialbums : ชอบเพราะอะไรคะ

Yarinda : ชอบเพราะว่า ชอบความหมาย แบบเป็นการเล่าเรื่องไปเป็น step step ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆจากต้นจนจบ มีการเปลี่ยนแปลง

Thaialbums : ผู้ชายในสเป็คที่ชอบเป็นแบบไหนคะ

Yarinda : อืม คิดไม่ออก ( หัวเราะ )

Thaialbums : งั้นมีดาราหรือนักร้องที่ชอบ ที่เป็นแบบผู้ชายในสเป็คเลยมั๊ยคะ

Yarinda : ( หัวเราะ ) เอ่อ มีนายแบบ ฮิวโก้บอส อยู่คนนึงอยู่ที่เมืองนอก แต่ไม่รู้ชื่อซะด้วยสิ

Thaialbums : แล้วถ้าเป็นคนไทยละคะ

Yarinda : ถ้าเป็นคนไทย อืม …. เรย์ แมคโดนัล ….

Thaialbums : ชอบเรย์ แมคโดนัล ชอบตรงไหนคะ

Yarinda : ก็ เท่ห็ดี แล้วเป็นตัวของตัวเองดีค่ะ

Thaialbums : ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่อยากจะทำเพลงแบบนา แต่ยังไม่มีโอกาสหน่อยค่ะ

Yarinda : หมั่นฝึกฝน แล้วก็พยายามให้มากๆ แล้วโอกาสจะเป็นของเราสักวันค่ะ

สัมภาษณ์ พิเศษ คริสติน่า อากีล่าร์

คริสติน่า อากิลาร์

Thaialbums : อัลบั้มชุดนี้ห่างจากชุดที่แล้ว 2 ปี ช่วงที่หายไป ไปทำอะไรบ้างคะ

Christina : ช่วงที่หายไปติ๊นาก็ไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำนมเหมือนใน Mv. น่ะค่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่ พูดเล่น 2 ปีนี้ก็คือ อืม 2 ปีจากชุดที่แล้วชุดที่ 5 นะคะ ก็ทำงานอยู่ประมาณปีนึงและติ๊นามีช่วงเวลาปีนึงในการทำงานชุดนี้ ช่วงต้นๆช่วงปีที่แล้วก็ไปเยี่ยมคุณแม่ คุณยาย กลับมาก็เริ่มทำงานก็ประมาณเดือนพฤษภานะคะ ก็ทำกันมาเรื่อยๆจนเนี่ยถึงล่าสุดเดือนนี้ค่ะ

Thaialbums : แล้วไม่ได้พักผ่อนบ้างเหรอคะ
Christina : อ๋อ ได้พักผ่อนคะ ได้พักช่วงผ่อนอยู่เดือนกว่าๆตอนที่ไปเยี่ยมคุณแม่กับคุณยาย นอกนั้นก็จะเป็นการแบบเข้าบริษัทตลอด อาทิตย์ละประมาณ 2 ครั้งอะไรอย่างนี้ ไปวอร์มเสียง ไปร้องเพลง ร้องเพลงของคนอื่นนะคะ แล้วก็ไปออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็เอ่อ ดูแลตัวเอง ดูแลตามภาษาผู้หญิงทั้งหลาย แต่อาจจะดูแลมากหน่อย เพราะว่าเอ็นจอยมาก

Thaialbums : ช่วงที่บอกว่าเข้าบริษัทอาทิตย์ละ 2 ครั้งเนี่ย นอกจากวอร์มเสียงเนี่ย เริ่มคุยเรื่องงานหรือยังคะ

Christina : เริ่มคุยตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มคุยตั้งแต่ต้นปี แต่ว่ากลางปีเนี่ยจะเป็นช่วงที่เราเริ่มทำงาน แล้วเริ่มคิด concept เริ่มหาเพลงแล้วนะคะ ก็คือทำไปเรื่อยๆ พี่เค้าก็จะแต่งเพลงมา แต่งมาแล้วก็ไม่เอาไปหลายเพลง บางเพลงเนี่ยร้องไปแล้ว และก็ตัดทิ้งออกจากอัลบั้มนี้ด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ

Thaialbums : แสดงว่าเวลาทำงานจริงๆคือ ปีครึ่งสิคะ

Christina : เอ่อ ก็เกือบปีครึ่งค่ะ

Thaialbums : ทำไมต้องทำงาน เอ่อ ทิ้งระยะนานขนาดนี้คะ

Christina : เอ่อ คือตอนนี้เนี่ยเรา คือตอนนี้เนี่ยติ๊นาย้ายมาอยู่ RPG ใช่มั๊ยคะ พอมาอยู่ใน RPG เนี่ย ก็คือยังเป็นบริษัทเล็กๆ อยู่ แล้วก็เอ่อด้วยวิธีการทำงานของพี่โอมแล้วเนี่ย ทุกคนจะทราบดีว่าพี่โอมเป็นคนที่ละเอียดมากนะคะ คือทำงาน แบบว่าแกสามารถที่จะหาอะไรใหม่ๆเข้ามาใส่ได้จนวินาทีสุดท้ายที่จะส่ง master เพราะฉะนั้นอะไรที่แบบว่าทำแล้วไม่ถูกใจก็เอาใหม่ เอาใหม่ เอาใหม่ตลอด อย่างเพลงนึงติ๊นาอาจจะร้องประมาณ 2 -3 ครั้ง คือร้องจริงนะคะ ร้องไปแล้ว แต่พอมาฟังอีกทีนึง ทำดนตรีใหม่ปุ๊ป เอ๊ะไอ้ที่ร้องไปมันไม่ได้ ก็ต้องมาร้องใหม่ แล้วพอแกไปเพิ่มอะไรมาอีก มันก็คือเอาใหม่อีก มันจะเสียเวลาตรงเรื่องเอ่อ สีสันของดนตรีอะไรแบบนี้ด้วยค่ะ

คริสติน่า อากิล่าร์

Thaialbums : ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำอะไรบ้างคะ ชุดที่ 6 แล้ว

Christina : ก็ ชุดที่ 6 เนี่ย ถือว่าติ๊นาได้มีส่วนร่วมมากที่สุดนะคะ ตั้งแต่เริ่มต้นในการที่คุยกัน อย่างที่บอกว่า RPG เนี่ยเป็นบริษัทเล็กและที่สำคัญที่สุดเนี่ยติ๊นากับพี่โอมเนี่ยเราร่วมงานกันมาตั้งแต่ชุดแรก เพราะฉนั้นเนี่ยก็จะคุยกันได้ทุกเรื่อง เราอยากทำอะไร เราอยากเป็นยังไง คือพี่แกก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะเปิดกว้างทางความคิด ในอะไรหลายๆ อย่าง ก็ติ๊นาก็จะเลือกเพลงมา ในแนวที่เราชอบเอามาให้พี่เค้าฟัง พอพี่เค้าแต่งๆกันมาเนี่ย คือกระจายกันแต่งนะคะ ก็เป็นหน้าที่ของพี่โอมที่จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องสีสันของดนตรี ในส่วนของติ๊นาเนี่ย จะเป็นเรื่องการประสานเสียง แล้วก็การที่ เอ่อ สามารถที่จะออกไอเดียในการร้องได้ คืออย่างเพลง เอ่อ เพลงเหตุผล ไม่ต้องสนใจ เพลงนี้เนี่ยมันจะมีท่อน Solo อยู่ พี่ปุ้มเป็นคนคุมร้อง พี่ปุ้มพรมพงษ์ เอ่อ แกก็จะบอกว่าเนี่ยตอนนี้เนี่ยนะอยากให้ติ๊นาแบบ อิมโพไวส์ ไปเลย แล้วแกก็บอกว่า ติ๊นาต้องการจะทำแบบไหน แกก็บอกว่า มีอะไรจะขายพี่ ติ๊นาก็จะแบบว่าโอเค เดี๋ยวจะลองร้องแบบนี้ดูก่อนละกัน พอร้องไปแกก็แบบเอ้อ โอเค ดี มีอะไรจะขายพี่อีกมั๊ย ก็ร้องไป ร้องไปหลายๆแบบ แล้วก็เอามาใช้ในวันนี้นะคะ แล้วก็ส่วนร่วม อีกอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย เพลงดอกไม้ที่หายไปนะคะ คือมันเกิดจากตรงที่ว่า ติ๊นา เนี่ยได้มีโอกาสได้ไปทำบุญตามมูลนิธิเกี่ยวกับเด็กๆน่ะคะ แล้วก็คุยกับพี่โอม จำได้ว่า ประมาณ 2-3 ทุ่ม คือเข้าไปที่ RPG แล้วคุยกับพี่โอม บอก พี่มันจะเป็นไปได้มั๊ยที่จะมีเพลงเพลงนึงเนี่ย ที่พูดเกี่ยวกับเด็กๆ คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถทำให้เค้าได้ พี่โอมก็บอกว่า ก็เป็นไอเดียที่ดี แกก็บอกว่าอยากร้องแบบนั้นจริงๆ ใช่มั๊ย ก็คือจะเป็นเพลงที่แบบว่าพิเศษในอัลบั้มชุดนี้

Thaialbums : แล้วอย่างเสื้อผ้าที่ใช้ในชุดนี้เนี่ย จะดูแบบหรูเริ่ดอลังการมากเลย ทำไมไม่มีแบบว่าสบายๆ เหมือนชุดที่แล้วเหรอคะ

Christina : เอ่อ แบบสบาย สบายใช่มั๊ย ติดดิน ติดดิน ก็ เดี๋ยวต้องคอยดูชุดต่อไปหน่อยสิ (หัวเราะ) มันชุดนี้จะเป็นอะไรที่แบบว่าไม่ติดดิน ไม่ใช่ไม่ติดดินแบบนั้นนะ คือจะเป็นอะไรที่เหมาะกับเวทีมากที่สุดนะคะ แต่ว่าติ๊นาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากเห็นติ๊นาในลักษณะแบบนี้มากกว่าแบบสบายๆแบบชุดที่แล้ว ใช่มั๊ยคะ ก็เลยคิดว่าเอ่ออยากเห็นติ๊นาแบบนี้ ติ๊นาก็จะให้เห็นติ๊นาแบบนี้ แต่ว่าด้วยดีไซด์ ด้วยแบบเนี่ย มันก็คงจะเป็นอะไรที่อาจจะหลากหลายหน่อย หลายๆ แบบ ส่วนที่จะถามว่าเซ็กซี่หรือไม่เซ็กซี่เนี่ยนะ แหม ดูแววตาก็รู้ว่าจะต้องถามเรื่องนี้ (หัวเราะ) มันก็คงต้องมีบ้างเล็กน้อยนะคะ ตามความเป็นไปได้ ตามความเหมาะสม

Thaialbums : คือรู้สึกจะเป็นชุดที่เปิด

Christina : อืม ก็ไม่ได้เปิดมากนะ แต่ว่าเป็นมุมกล้องมากกว่านะคะ แล้วก็ด้วยตัวแบบเสื้อเนี่ย เอ่อ แบบเสื้อมันเป็นแบบนั้นแหล่ะ มันช่วยไม่ได้ เอ่อ มัน มันเอาออกไม่ได้ (หัวเราะ) ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน (หัวเราะ)

Thaialbums : ติ๊นามีส่วนในเรื่องเสื้อผ้ายังไงบ้างหรือเปล่าคะ

คริสติน่า อากิล่าร์Christina : มีค่ะ คนที่ทำเสื้อผ้าให้ติ๊นาก็คือคนที่ดูแลติ๊นามาตลอดนะคะ ก็จะเป็นคนดีไซด์เสื้อผ้าให้ติ๊นา แต่คือก็จะเป็นลักษณะว่า อืม เรามาคุยกัน เอาแบบมาให้ดู ว่าเนี่ยแบบนี้นะ ต้องทำให้เป็นแบบนี้ แบบนี้นะ แล้วโอเคมั๊ย อะไรแบบนี้ค่ะ ซึ่งเค้าจะรู้สไตย์ติ๊นาเลย

Thaialbums : ก็คือเสื้อผ้าที่ออกมาเนี่ย เข้ากับ Concept ของอัลบั้มพอดีเลยหรือเปล่าคะ

Christina : ค่ะ ใช่ เรื่องเสื้อผ้าจริงๆแล้วเนี่ย คือเราฟังเพลงเราต้องรู้ว่าเสื้อผ้าต้องเป็นแนวไหน มันไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าเอ่อ เพลงแบบนี้ เสื้อผ้าต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ แต่เรารู้ประมาณนึงว่า โอเค ป๊อป แดนซ์ ใช่มั๊ย เสื้อผ้าเนี่ยต้องออกมาให้มันดูเป็นอะไรที่แบบว่าเข้ากับเพลง แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมานั่งฟิคว่า โอ้โห จะต้องเป็นกางเกงจะต้องเป็นกระโปรง จะต้องเป็นอะไรอย่างนี้ค่ะ

Thaialbums : กับคำว่า Queen of Pop Dance ล่ะคะ

Christina : Queen of Pop Dance เนี่ย คือมันไม่ใช่คำที่ติ๊นาพูดกับตัวเอง แต่เป็นคำที่ติ๊นาได้ยินคนอื่นพูดมากกว่านะคะ สำหรับตัวติ๊นาเอง ติ๊นาไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น แล้วติ๊นาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็น Queen of Pop Dance นะคะ ติ๊นาก็คิดว่าติ๊นาเป็นติ๊นาที่ทำงาน ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด แล้วก็ติ๊นาจะทำงานร้องเพลงให้คนมีความสุขมากที่สุดเท่านั้นเอง

Thaialbums : ซึ่งมันก็พอดีมาเข้ากับชื่ออัลบั้มนี้ด้วยหรือเปล่าคะ

Christina : Dancing Queen Dancing Queen นี่จริงๆแล้วมันไม่เกี่ยวกับ Queen of Pop Dance เลยนะคะ (หัวเราะ) Dancing Queen ถ้าถามว่าเราจะแปลตรงๆ เลยเนี่ย เป็น Queen ที่กำลังเต้น เป็น Queen ที่เต้นรำอยู่น่ะ เพราะฉนั้นตรงนี้เนี่ย ก็คือ ถือว่าเป็น Queen ที่มีดนตรีอยู่ในหัวใจ คือมีเอ่อเค้าเรียกว่าไรล่ะ อืม เอ่อ มีความรักในการเต้นรำ มากกว่า
Thaialbums : แล้วท่าเต้นล่ะคะ

Christina : เอ่อ ปกติแล้วเนี่ยติ๊นาจะต้องมีคนคิดท่าเต้นอยู่แล้วใช่มั๊ยคะ แต่ว่าเอ่อแนวทางในการเต้นรำจะเป็นการคุยกันมากกว่า ติ๊นาจะต้องคุยว่าติ๊นาต้องการให้มันออกมาเป็นยังไง ประมาณไหน จะเต้นประมาณไหน เพลงนี้จะเอาฟิวล์ตรงไหนมากกว่า แล้วก็เป็นหน้าที่ของเค้าที่จะต้อง เอ่อ คิดท่ามา แล้วก็เหมือนมาขายเรา แล้วก็ท่าไหนที่เราคิดว่าโอเค เราก็เอา หรืออันไหนที่ติ๊นาคิดว่า เอ้อ ไม่เหมาะกับติ๊นา ก็ต้องเปลี่ยนท่าใหม่ให้ติ๊นา แต่ติ๊นาจะออกไอเดียได้ว่าอยากได้ฟิวล์ประมาณนี้อะไรอย่างนี้ แต่ว่าติ๊นา อย่างที่บอก ติ๊นาเป็นคนชอบเต้นรำ แต่ติ๊นาไม่ใช่นักเต้น ไม่ได้เป็นครูสอนเต้นรำ ไม่ได้เป็นอะไร

Thaialbums : แล้วอย่างโปสเตอร์ ที่ออกมาเนี่ยล่ะคะ

Christina : เอ่อ ออกแขกๆ อืม

Thaialbums : ต้องการที่จะสื่ออะไรหรือเปล่าคะ

Christina : จริงๆแล้วนะคะ ทุกอัลบั้มเนี่ย การที่เราถ่ายปก หรือว่า การที่จะตั้งชื่อชุดอัลบั้มเนี่ย เราต้องมีที่มาแล้วก็ที่ไปอยู่แล้ว เพราะว่า เอ่อ เราจะต้องคิดว่าเราตั้งชื่ออัลบั้มเนี่ย มันจะทำให้เรามีอะไรเล่นต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปหลังจากนี้ อย่างเช่นอัลบั้มนินจา ออกมาไม่ใช่ว่าติ๊นาจะเป็นนินจา แต่ว่ามันเป็นการเปิดตัวที่ทำให้เราสามารถจะพูดถึงอะไรสักอย่าง จับตัวได้ว่า โอเค อันนี้เป็นนินจานะ แล้วก็อาจจะมีพวกดาวกระจายที่เอามาเล่นบ้าง หรือว่าเป็นมิวสิควิดีโอ ที่เราอาจจะหาท่าอะไรที่มันเป็น แบบไปในทางนินจา คือสามารถที่จะทำงานต่อเนื่องได้อีกเรื่อยๆ ทำได้อีกเยอะแยะกับชื่อตรงนั้น อย่าง ของ Dancing Queen เนี่ย ที่ทำออกมาเป็นปกแบบว่าออกแขกๆ ก็เพราะว่าเราจะสามารถเล่นอะไรได้จากลุคตรงนี้ เพราะว่าในแนวดนตรีมันจะมี Sound ที่มันจะออกแขกๆเล็กน้อยใช่มั๊ยคะ เพราะฉนั้นใน Mv. ก็อาจจะมีอะไรที่แบบออกแขกๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดทั้งอัลบั้มติ๊นาจะฟิคอยู่กับลุกตรงนี้อย่างเดียว

Thaialbums : ได้ข่าวว่าชุดหนักมากเลยใช่มั๊ยคะ

คริสติน่า อากิลาร์Christina : ค่ะ ทั้งชุดก็ประมาณ 3 โล ค่ะ

Thaialbums : แล้วจะมีคอนเสิร์ตใหญ่มั๊ยคะ

Christina : เอ่อ คอนเสิร์ตใหญ่เหรอคะ เท่าที่คุยมาเนี่ย มีคะ

Thaialbums : ประมาณเมื่อไหร่คะ

Christina : ประมาณ เอ่อ อันนี้ต้องเช็คกับพี่โอมอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ว่าเท่าที่คุยมาเนี่ย มีแน่ๆ

Thaialbums : อยากให้มี เอ่อ รูปแบบคอนเสิร์ตของเราออกมาเป็นยังไงคะ

Christina : รูปแบบคอนเสิร์ตของตัวเองเหรอคะ ก็คงจะเป็นคอนเสิร์ตที่แบบ เอ่อ เป็นอะไรที่มีสีสัน สนุกสนานนะคะ เหมือนทุกครั้งที่ติ๊นาเคยทำมา อยากให้ทุกคนมีความสุขกับติ๊นา แล้วก็คอนเสิร์ตครั้งนี้เนี่ยคิดว่าเราทำงานตรงนี้มาก็หลายปีแล้ว มันคงจะมีเพลงให้ร้อง ให้พูดถึงค่อนข้างจะเยอะ แต่ว่ารูปแบบในคอนเสิร์ตจะเป็นแบบไหนก็คงจะต้องรอดูอีกทีหนึ่ง

Thaialbums : เรื่อง Producer ได้ข่าวว่ามี Producer หลายคนมากเลย

Christina : ใช่ ชุดนี้เป็นชุดที่แบบว่า Happy ที่สุดเลยที่ทำงานมา เพราะว่านอกจากพี่โอมแล้วที่ดูแลทุกอย่างเลย จริงๆก็ยังมีพี่ปุ้ม พี่ปิ๊ก แล้วก็ Producer ของ RPG ทั้งหมดมาช่วยในงานชุดนี้

Thaialbums : ทำไมต้องมี Producer เยอะขนาดนั้นคะ

Christina : ก็ ไม่รู้เค้าเหมือนกันน่ะคะ (หัวเราะ) แต่ก็ต้องถือว่าโชคดีมาก เพราะแต่ละคนก็เป็นคนที่มีฝีมือทั้งนั้นเลยนะคะ แล้วก็รู้สึกดีใจที่ทุกคนค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับอัลบั้มชุดนี้

Thaialbums : การทำงานกับ Producer หลายๆคนเนี่ย มันไม่ยุ่งยากเหรอคะ

Christina : โห ไม่ยุ่งยากเลย เพราะว่าทุกคนเนี่ยสนิทกันหมดอยู่แล้วนะคะ พี่โอมเนี่ยก็จะดูแลมาตั้งแต่ชุดแรก แล้วก็อย่างพี่ปุ้ม พี่ปิ๊กเนี่ย ก็คือแกก็เห็นกันมาตั้งแต่สมัยชุดแรกๆเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นเจอกันก็เหมือนครอบครัวใหญ่อยู่แล้ว แล้วก็พี่ๆบางคนก็อาจจะติดตลก คุยแบบขี้เล่น เพราะฉนั้นเราจะเป็นอะไรที่แบบว่าไม่น่าเบื่อเลยในการทำงาน

Thaialbums : ในเรื่องของแนวนะคะ อย่างพี่ปุ้มก็ออกไปทางอิเล็คทรอนิกส์ แต่ละคนนี่จะมีแนวที่ไม่เหมือนกัน มันเป็นยังไงคะ ไม่ยุ่งยากเหรอคะ

Christina : มันทำให้อัลบั้มชุดนี้เนี่ยมีสีสันมากขึ้นมากกว่า ไม่ยุ่งยาก เพราะว่าแต่ละเพลงเนี่ย อย่างเช่น เพลงคิดผิดคิดใหม่เนี่ยพี่ปุ้มแกจะเป็นคนทำในเรื่อง Sound ต่างๆ แล้วก็อย่างเพลงบางเพลงเนี่ยพี่โอมทำ หรือว่าพี่ปิ๊กทำ อะไรอย่างนี้ คือมันจะหลากหลายมากเลยนะคะ แล้วก็ทุกคนเนี่ยเค้าจะทำอะไรเค้าจะพูดคุยกัน แบบอุ๊ย อันนี้ไม่เอาดีกว่าอะไรอย่างนี้ แต่ทุกอย่างเนี่ยจะต้องผ่านพี่โอมหมดทุกอย่าง
Thaialbums : ในด้านการร้องเนี่ย มีอะไรที่แตกต่างจากชุดที่ผ่านๆ มา หรือมีประสบการณ์จากที่ผ่านๆมาบ้างไหมคะ
Christina : เอ่อ การร้องเพลงจริงๆแล้วเนี่ย พี่โอมจะปล่อยให้ติ๊นาร้องเป็นตัวเองมากที่สุดนะคะ อาจจะมีโอเคชี้แนะบ้าง โอเค คำนี้สั้น คำนี้ยาว ตามปกตินะคะ แต่ว่ารวมๆแล้วเนี่ยเรื่องอารมณ์เค้าจะค่อยข้างปล่อย ปล่อยติ๊นา ติ๊นาอยากจะร้องแบบไหน จะไม่มีการแบบว่า คุมว่า เอ๊ะ อันนี้ อย่างนู้น อย่างนี้นะคะ คือจะมีนิดเดียวนะคะ ที่เหลือคือปล่อยให้เราร้องยาวไปตามฟิวส์ของเราเลย

Thaialbums : เพลงไหนที่ติ๊นาร้องยากที่สุดคะ

Christina : เพลงไหนเหรอ คือว่ามันก็ไม่ได้ร้องง่ายสักเพลงแหล่ะนะคะ แต่ว่าเพลงที่มีความรู้สึกว่าร้องยากเนี่ย ก็คือเพลง ดอกไม้ที่หายไป นะคะ แล้วก็มันจะมีเพลง เอ่อ … เหตุผล เอ่อ (จำไม่ได้) เอ่อ (หัวเราะ) เหตุผล ไม่ต้องสนใจ (หัวเราะ) 2 เพลงนี้ เอ่อ คือเพลงที่มันต้องร้องแบบเสียงแผ่วๆนะคะ อันนี้พี่ปุ้มจะเป็นคนคุมร้อง ต้องร้องแบบว่าเสียงเบาๆแบบว่า (ทำเสียงแผ่วๆ) จะประมาณแบบนี้ มันจะต้องใช้อารมณ์เยอะ เพราะฉนั้นจะต้องจับให้ถูกว่า เราจะขโมยหายใจตรงไหนดี อะไรอย่างนี้ แล้วก็มันจะเป็นเพลงที่ค่อนข้างที่จะ เอ่อ ลมหายใจเดียวแต่ว่าค่อนข้างยาว คือทั้งบรรทัดอะไรอย่างนี้

Thaialbums : แล้วอย่างชุดนี้ Dancing Queen แต่เพลงที่ขายอยู่เนี่ย เป็นเพลงช้า มันไม่ขัดกันเหรอคะ ที่จะต้องแบบสนุกสนาน แดนซ์กัน

Christina : เอ่อ ก็เพราะว่า เอ่อ เพลงเร็วจะตามมาเนี่ยค่ะ (หัวเราะ)

Thaialbums : ทำไมถึงเลือกเพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัวละคะ

Christina : เพลงนี้เหรอคะ อันนี้ต้องถามพี่โอมแล้วล่ะ (หัวเราะ) ที่เลือกเพลงนี้จริงๆแล้ว เป็นเพราะว่าเราคิดว่า เอ่อ มันไม่มีกฎอะไรที่ว่า เราจะต้องเปิดตัวด้วยเพลงเร็ว ใช่มั๊ยคะ แล้วก็ด้วยเพลงช้าเนี่ย ด้วยเอ่อ แนวดนตรีแล้วเนี่ย พี่โอม คิดว่าเพลงนี้เหมาะสมที่สุดที่จะถูกเลือกมาเพื่อเป็นเพลงเปิด

Thaialbums : แล้ว Concept ของชุดนี้ล่ะคะ

คริสติน่า อากิลาร์Christina : Concept ชุดนี้เหรอคะ อืม

Thaialbums : มันไม่ขัดกับ Concept ของ Dancing Queen เหรอคะ

Christina : อ๋อ ไม่ขัดหรอกคะ เพราะว่า เอ่อ จริงๆแล้วเนี่ย การที่บอกว่า Dancing Queen ไม่ได้หมายความว่าเปิดมาต้องเต้นเลย มันมีการที่จะต้องแต่งตัวก่อนที่จะไปเต้นใช่มั๊ยคะ อันนี้ติ๊นาก็แช่น้ำนมก่อน แล้วค่อยให้นางสนมทั้งหลายเนี่ยแต่งตัวให้ติ๊นา แล้วก็ Mv. ตัวสองนี่คือภาคต่อไปว่า แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็คอยดู (หัวเราะ) คือมันไม่มีอะไรตายตัวในการทำงาน คือเราอยากจะเปิดตัวด้วยเพลงช้า หรือเพลงเร็ว มันไม่ได้ถูกบังคับว่า เออ เนี่ยร้องเพลงเร็วเนี่ย เพลง แดนซ์ จะต้องเปิดตัวด้วยเพลง แดนซ์ เพราะว่าก็มีนักร้องต่างประเทศหลายคนที่ร้องเพลงเต้นรำ เอ่อ แต่ว่าเปิดตัวด้วยเพลงช้า ใช่มั๊ยคะ

Thaialbums : งานชุดนี้เนี่ย อืม จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้มานานเนี่ย มีอะไรฝากให้แฟนๆเพลงหรือเปล่าคะ

Christina : เอ่อ น่าจะเป็นความรู้สึกหลายๆอย่างที่มีอยู่ในตัวเพลงมากกว่านะคะ
ซึ่งหลายๆเพลงในอัลบั้มชุดนี้นะคะ ก็ค่อนข้างที่จะโดนใจตัวติ๊นาเอง ค่อนข้างที่จะแบบว่าตรงกับความรู้สึกของเรามากนะคะ
อันนี้ก็ไม่รู้ว่าพี่โอมแกล้งหรือเปล่านะคะ เพราะว่า (หัวเราะ) บางทีมันก็ตรงไปมากไปนิดนึง แต่ว่าก็สนุกดีค่ะ

Thaialbums : อย่างเพลงไหนบ้างคะ

Christina : ก็ อย่างเพลง หาไว้สักคน เนี่ย ติ๊นาก็แบบ นี่ตั้งใจแต่งให้ติ๊นาหรือเปล่าเนี่ยนะคะ แล้วก็อย่างเพลง เอ่อ อย่างที่บอก เพลงดอกไม้ เอ่อ ดอกไม้ที่หายไป (หัวเราะ) ตกลงเพลงใครก็ไม่รู้เนี่ย (หัวเราะ) อะไรอย่างนี้นะคะ คือความรู้สึกของเราจริงๆ หรือว่าจะเป็นเพลง เอ่อ หนักกว่านี้ฉันก็ไหว อะไรอย่างนี้ มันเอ่อ ติ๊นา ชอบ มันเป็นความรู้สึกของคนหลายๆคนด้วยซ้ำว่า จริงๆแล้วเนี่ยคนเรามันเจออะไรมาเยอะในชีวิต หนักกว่านี้มันก็คงไม่ตายแล้วล่ะ คือเราค่อนข้างที่จะแข็งแรงแล้ว เราค่อนข้างแข็งแรงพอสมควร
Thaialbums : แล้วอย่างเพลงที่บอกว่า หาไว้สักคน เนี่ย ตกลงตอนนี้นี่หาได้บ้างหรือยังคะ

Christina : ยังหาไม่ได้ค่ะ ก็กะว่าชุดนี้ล่ะ ร้องเพลงนี้ไปมันน่าจะหาได้สักคนนะ (หัวเราะ)

Thaialbums : สงสัยมั๊ยคะว่าทำไมไม่มีใครเข้ามา

Christina : ติ๊นาว่าประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่ทุกคนอยากจะรู้นะ (หัวเราะ) ใช่มะ เพราะว่า อืม ไม่ว่าจะไปไหนก็แล้วแต่ ไปรายการไหน หนังสือไหน สื่อไหนก็แล้วแต่จะไม่เคยพลาดคำถามนี้เลยว่า เอ้อ ทำไมไม่มีแฟน หรือว่าเออ คิดมั๊ยว่าเหตุผลอะไรถึงยังไม่มีแฟน แล้วก็คือก่อนจะตอบเนี่ยติ๊นาต้องถามก่อนว่าเชื่อหรือเปล่าว่าติ๊นาไม่มีแฟน

Thaialbums : ………….

Christina : อุ๊ย ทำไมเงียบอย่างนั้นล่ะ (หัวเราะ) เชื่อเหรอคะ

Thaialbums : ไม่เชื่อ

Christina : ไม่เชื่อ เชื่อ ไม่เชื่อ จริงหรือเปล่าคะ แต่ก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะไม่มีจริงๆคะ อ่ะจริงๆ เพราะว่า เอ้อ ไม่เชื่อหรอกว่าติ๊นาไม่มีแฟน แต่อยากจะบอกว่าชีวิตติ๊นานี่มันเศร้านะ (หัวเราะ) อืม คือถ้าติ๊นามีแฟนแล้วเนี่ย ติ๊นาบอกตรงนี้เลยว่า ติ๊นาจะบอกทุกคนให้ทราบนะคะ แต่ว่าในเมื่อมันไม่มีจริงๆเนี่ยก็ไม่รู้จะเอาใครมาเป็นแฟนดีนะคะ เพราะว่าติ๊นาไม่มีเหตุผลที่จะต้องมานั่งปิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าด้วยความพร้อมแล้ว ติ๊นาควรจะมีไปตั้งนานแล้ว แต่ที่มันไม่มีเนี่ยมันเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับติ๊นาเลย พ่อติ๊นาคง งง เหมือนกันว่าลูกชั้นทำไมยังไม่มีแฟนสักที (หัวเราะ) ก็คงจะอาจจะยังไม่เจอ ยังไม่ถึงเวลามั้ง หรือว่าอาจจะไม่มีก็ได้

Thaialbums : แสดงว่ายังไม่เจอ แล้วจริงๆแล้วมีคนเข้ามาจีบ ?

Christina : คนที่เข้ามาจีบมันมีอยู่แล้วนะคะ เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่แบบที่เราต้องการ ไม่ใช่สเป็คหรือว่ายังไม่ถูกใจเรา ไม่ใช่คนที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเค้าตลอดชีวิต

Thaialbums : ไม่มีแบบเข้ามเฉี่ยวอะไรแบบนี้เลยเหรอคะ

Christina : เฉี่ยวเหรอ ไม่มีเลย แต่ว่าติ๊นาเป็นคนชอบคนยากมาก อาจจะเป็นด้วยเหตุตรงนี้ก็ได้ เพราะเป็นคนที่แบบว่าชอบคนยากมาก แต่ว่าถ้าชอบแล้วเนี่ย คือ ชอบเลย

Thaialbums : จากอัลบั้มชุดที่แล้วที่เคยแบบว่าดูหมอดูไว้ ว่าจะมีสักที

Christina : โอ้ย อย่าเชื่อหมอดูเลย (หัวเราะ) ถ้าเชื่อนะ ป่านนี้ก็คงมีไปแล้วล่ะ (หัวเราะ)

Thaialbums : แล้วข่าวเมื่อปีที่แล้วกับตุ้ยล่ะคะ

Christina : ตุ้ยกับติ๊นา นี่เหมาะสมกันมากเลยนะคะ (หัวเราะ)

Thaialbums : สนิทกันมั๊ยคะ

Christina : สนิทมาก แต่ว่าเป็นน้องมากกว่า ตุ้ย น่ะ จะเป็นอะไรที่แบบว่า เราจะหัวเราะกับเรื่องข่าวนี้มาก เค้าจะแบบนี่ๆพี่มันเป็นข่าวอย่างนี้ได้ยังไงน่ะ ติ๊นาก็แบบชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน เอ๊ะนี่เราไปสวีทกันตอนไหน อะไรแบบนี้ คือก็จะคุยเล่นก็จะไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้เลย สรุปว่าตุ้ยคือน้องมากกว่า

Christina : รู้สึกว่าจะไม่ค่อยถามเรื่องเพลงเลยน่ะ (หัวเราะ)

Thaialbums : เกร็งมั๊ยคะ กับอัลบั้มชุดใหม่

Christina : ไม่เกรงค่ะ เพราะว่า เวลาที่เราทำงานอะไรเนี่ย เราต้องปล่อยให้มันเป็นแบบสบายๆ ถ้าเราเกร็งแล้วเนี่ยมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราควรจะทำอะไรที่แบบว่า ฮึ่ม สบายมากกว่า แล้วก็มีความสุขกับการทำงานมากกว่าที่จะมานั่ง แบบอุ๊ยตายแล้ว ออกมาจะเป็นยังไง อะไรแบบนี้หรือเปล่า ไม่ ติ๊นาไม่เคยคิดแบบนั้น

Thaialbums : คาดหวังยังไงกับอัลบั้มชุดนี้

Christina : คาดหวัง อืม ก็คาดหวัง แต่ติ๊นาไม่ได้ตั้งความหวังว่าเทปนี้จะต้องขายได้อย่างนู้นอย่างนี้ใช่มั๊ยคะ คือจะปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นมากกว่าตามความเป็นจริง เพราะว่าถ้าเราคาดหวังไว้มากๆแล้วเนี่ย มันไม่เป็นไปตามนั้นมันจะเสียความรู้สึก

Thaialbums : การแต่งตัว เสื้อผ้าชุดนี้ติ๊นาชอบมั๊ยคะ

Christina : ก็ชอบค่ะ ติ๊นาว่ามันแบบหลากหลายดีค่ะ อย่างกิ๊บติดผมเนี่ยก็หนักหัวเหมือนกัน ชุดก็หนัก

Thaialbums : ด้วยความที่เรื่องเสื้อผ้าแบบนักร้องรุ่นๆ ที่ออกกันมานี่จะดูใกล้เคียงกับความเป็นจริงกันนะคะ สำหรับติ๊นากับชุดที่ออกมาแนวสวยเริ่ดล่ะคะะ

Christina : นี่คือการแสดงน่ะ ชีวิตจริงของติ๊นาก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้นะคะ เราต้องแยกให้ออกว่านี่คืองาน นี่คือชีวิตส่วนตัว ถ้าเราทำงานแล้วเนี่ย เวลาที่เรานำเสนอเพลงให้เค้า และการที่เราอยู่บนเวทีเนี่ย นอกจากเราจะให้เค้าได้ยินเพลงเราแล้วเนี่ย สิ่งที่เค้าเห็นมันต้องเป็นอะไรที่มันไปด้วยกันได้ คือมันเป็นของแถมมากกว่า คือ ร้องเพลง เราอยู่บนเวที เราแต่งตัวหลากหลาย มันคือสีสันของคอนเสิร์ต ของงานชุดนี้มากกว่า แล้วแต่คนว่า เอ่อ แล้วแต่คนจะมอง ติ๊นาไม่สามารถจะให้ทุกคนชอบสไตย์ของติ๊นาได้ ใช่มั๊ยคะ มันมีคนชอบ มันก็ต้องมีคนไม่ชอบ มันก็เหมือนกับว่ามีคนรักเราก็ต้องมีคนเกลียดเรา ใช่มั๊ยคะ อันนี้มันสิทธิ์ของเค้า แต่ติ๊นาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รอที่จะเห็นติ๊นาในรูปแบบนี้มากกว่า

Thaialbums : อันนี้ลงไปดูข้อมูลเองเลยหรือเปล่าคะ

Christina : ใช่ค่ะ คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้

Thaialbums : เพราะเหตุผลอะไรคะ ที่เขาอยากจะเห็นเราในรูปแบบนี้

Christina : ก็ตั้งแต่ชุดแรกมานะคะ ติ๊นาก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ เพียงแต่ชุดนี้มันค่อนข้างที่จะดูแบบว่า ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าถ้าไม่เยอะเนี่ย ก็จะแบบว่า ว้า ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย เอ้อ ก็ธรรมดา ไม่เห็นมีอะไร ถึงบอกเอาใจไม่ถูกแล้ว ก็แล้วแต่ว่าคนชอบ ไม่ชอบ แต่ก็คือเราก็พยายามทำให้ดัที่สุด พอทำมากไปก็แบบว่า อุ๊ย ติ๊นา เว่อร์ ทำน้อยไปก็ ฮึ๊ ของเก่า ไม่เห็นมีอะไรใหม่มานำเสนอเลย ใช่มั๊ยคะ เนี่ยแหล่ะ เพราะฉะนั้นเราทำในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ว่าคนข้างนอกเค้าจะหยิบหรือจะไม่หยิบ เค้าจะ happy หรือไม่ happy แต่ก็หวังว่าทุกคนคงจะ happy กับงานชุดนี้ เพราะทุกคน พี่ๆทุกคนเค้าจะเต็มที่กับตรงนี้อยู่แล้ว

Thaialbums : แล้ว Mv. ตัวต่อไปละคะ จะมีมั๊ยคะ

Christina : มีค่ะ มี

Thaialbums : แล้วเพลงต่อไปล่ะคะ

Christina : เอ่อ อาทิตย์หน้านี่ถ่าย เรื่องที่ 2 แล้วค่ะ เพลง Zoom

Thaialbums : ยังอยู่ในอาณาจักรนี้หรือเปล่าคะ

Christina : อาณาจักรอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงก็ได้ (หัวเราะ) แต่ว่าหลังอาบน้ำ หลังอาบน้ำ สดชื่นแล้ว เต้นล่ะ (หัวเราะ)

Thaialbums : Mv. เพลงคิดผิดคิดใหม่ ที่ต้องขึ้นไปข้างบนนั่น เป็นไงคะ กลัวไม๊คะ

Christina : ไม่กลัวค่ะ เพราะว่าเนื้อที่มันค่อนข้างจะเยอะ ถ้าเนื้อที่แคบๆ จะน่ากลัว

Thaialbums : แต่สูง

Christina : ค่ะ แต่สูง สูงมากค่ะ

Thaialbums : แล้วจะมีทัวร์คอนเสิร์ตมั๊ยคะ

Christina : ทัวร์คอนเสิร์ต ปกติมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ช่วง 2 เดือนแรกนี่ การทำงานจะเป็นเรื่องของ โปรโมชั่น จะไม่รับงาน จะเป็นแบบให้สัมภาษณ์ ถ่ายนู้นถ่ายนี่ไปก่อน

Thaialbums : ติ๊นามีแผนที่จะทำธุรกิจหรือกิจการเป็นของตัวเองบ้างไหมคะ

Christina : อยากนะคะ ก็ยังคุยกับเอ๋เลย ให้เค้าช่วยติ๊คิดหน่อยว่าจะทำอะไร ทำร่วมกันกับครอบครัว เพราะอย่างน้อยเนี่ยในเวลาที่เรา เอ่อ ว่างจากงานเพลงเนี่ย เราก็จะมีอะไรให้ทำ แล้วก็ให้พ่อให้แม่มาช่วยดู ก็ท่าทางจะดี เพราะช่วงที่ว่างจากงานเพลงเนี่ย ดิฉันก็ค่อนข้างจะสบายเกินไป จะกินเยอะไปหน่อย แล้วมานั่งหนักใจตอนนี้ช่วงจะต้องกลับมาทำงานอะไรอย่างนี้

Thaialbums : ตั้งใจหรือเปล่าคะ ว่าอยากจะทำอะไร

Christina : ต้องคิดดูอีกทีหนึ่งนะ แล้วเดี๋ยวถ้ารู้แล้วจะบอก (หัวเราะ)

Thaialbums : คิดอยากจะเปิดค่ายเพลงเองหรือเปล่าคะ

Christina : โอ้โห (หัวเราะ) แค่นี้ยังไม่พอเหรอคะ
ขนาดค่ายเพลงในแกรมมี่เองก็เยอะเท่าไหร่แล้ว คงไม่บังอาจสู้กับอากู๋ล่ะคะ (หัวเราะ) ขอร้องเพลง หรือว่าถ้าหากว่าวันข้างหน้าเนี่ยที่เราทำได้ก็อาจจะเป็นการทำงานอยู่เบื้องหลังนะคะ แต่ว่าในความหมายนั้นก็ต้องดูอีกทีนึง

Thaialbums : กะว่าจะอยู่ในวงการนานแค่ไหนดี

Christina : อุ๊ย จะร้องเพลงไปจนถึง 60 นู้นน่ะ

Thaialbums : ถ้าทำได้เหรอคะ

Christina : อ๊ะ ถ้าติ๊นาเอาจริง ติ๊นาก็ทำได้น่ะ

Thaialbums : เป็นเพลงแดนซ์เนี่ยนะคะ

Christina : แหม คงจะแดนซ์กันไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ) 60 ยังแดนซ์ ถ้าอยากดูแดนซ์ ติ๊นาก็จะแดนซ์ให้ดู เอ๊า (หัวเราะ) วันหนึ่งติ๊นาอาจจะเปลี่ยนมาร้องเพลงฟังสบายๆก็ได้ ใช่มั๊ยคะ

Thaialbums : มีแฟนคลับเค้าทำเว็บให้ติ๊นาด้วยนี่คะ

Christina : ใช่ listen.to/christina

Thaialbums : เป็นไงคะ

Christina : รู้สึกดีคะ เพราะว่าน้องที่ทำนี่ก็รู้จักกันมานานมากแล้วนะคะ ก็เป็นแฟนเพลงติ๊นามาตั้งแต่ชุดแรก เค้าทำให้ แล้วรู้สึกว่าเค้าทำได้ดีด้วย

Thaialbums : แล้วเว็บ christinaaguilar.com ล่ะคะ

Christina : เอ่อ อันนี้เว็บส่วนตัวของติ๊นาคะ ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบหมดแล้วค่ะ จะมีอีกอันนึงก็คงจะเป็นของ RPG น่ะค่ะ

Thaialbums : แล้วในเว็บของแฟนคลับ ติ๊นาได้เข้าไปบ้างมั๊ยคะ

Christina : อ๋อ ไปค่ะ ติ๊นาจะเข้าไป Chat กับเค้าด้วยคะ แต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ไป เพราะว่าติ๊นาไปทำเลสิคมาแล้วจะมานั่งเพ่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ เนี่ย ค่อนข้างที่จะมีปัญหามาก บางทีเราก็เข้าไปเช็คดูว่า เค้าคุยอะไรกันบ้างนะ แล้วก็เข้าไป Chat Room ของเค้า เราก็จะมีสัญลักษณ์ของเราเป็น xxx อะไรแบบนี้

Thaialbums : แล้วเค้าจะรู้เลยว่าเป็นติ๊นาเหรอคะ

Christina : ใช่ เป็นติ๊นานี่ จะต้องมีสีของติ๊นาด้วยนะ

Thaialbums : สีอะไรคะ

Christina : สีส้ม (หัวเราะ) แล้วก็จะมี coner ของติ๊นา ก็จะเข้าไป post ได้

Thaialbums : แล้วติ๊นาไม่สนใจด้านการแสดงบ้างเหรอคะ

Christina : การแสดงเหรอคะ เฉยๆ ค่ะ

Thaialbums : แล้วมีติดต่อมามั๊ยคะ

Christina : โอ้ย เค้าติดต่อจนเลิกติดต่อแล้วล่ะ เฉยๆน่ะ ร้องเพลงดีอยู่แล้ว จะให้ติ๊นาไปเล่นเป็นเสาเหรอ (หัวเราะ) ยืนทื่อ (หัวเราะ) คงเล่นไม่ไหวหรอกค่ะ

Thaialbums : มีคนเค้าฝากให้ร้องเพลงให้ฟังหน่อยค่ะ

Christina : อะไรนะคะ ใครฝากให้ร้องเพลงให้ฟัง ฮือ (หัวเราะ) อ่ะ เอางี้ดีกว่า เปิดเพลงแล้วร้องกับเพลงละกันนะคะ