Author: Molly

  • บทสัมภาษณ์ วงภราดร

    บทสัมภาษณ์ วงภราดร

    บทสัมภาษณ์วงภราดร

    logo_name

    หน้าสกู๊ปพิเศษประจำบ้านเพลงเก่าในวันนี้ พวกเราได้รับเกียรติจากศิลปินวง ภราดร เจ้าของเพลง สุดสายตา และเพียงเธอ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมติดอันดับชาร์ตประจำสัปดาห์ทางรายการ ยิ้มละไม อยู่ในขณะนี้ ศิลปินที่มาพบเราในวันนี้ ถึงแม้จะมาไม่ครบวง แต่ทั้ง 3 ท่าน พี่ชิน พี่เอี้ยว พี่ลูกน้ำที่มาพูดคุย ก็ให้ข้อมูลของวง ภราดรกับทางทีมงานอย่างเป็นกันเอง

    pic1

    ชีวิตการเล่นดนตรีของสมาชิกวง ภราดร นั้น ต่างคนต่างจับกลุ่มเพื่อนๆ เป็นวงดนตรี รับเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ต่างๆ โดยรับเล่นทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด งานปีใหม่ ภราดร

    ตอนนั้นพวกพี่ก็อายุประมาณ 17-18 ปี พี่ชิน กับพี่ฮง ก็มีกลุ่มวงดนตรีวงนึง เวลาว่างจากการเรียนก็จับกลุ่มซ้อมดนตรีกันที่ห้องอัดแถวตลาดพลู ตอนนั้นกลุ่มพี่ชิน กับพี่ฮง ก็ได้ช่างซ่อมวิทยุอาสารับเป็นผู้จัดการวง รับงานเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ งานวันเกิด งานปีใหม่ แล้วก็ยังรับงานปาร์ตี้ของพวกวัยรุ่น ซึ่งต้องไปเล่นในเรือสำราญ พี่เอี้ยวเอง ตอนนั้นก็จับกลุ่มกับเพื่อนอีกกลุ่ม รับเล่นงานดนตรีเหมือนกัน อย่างในเรือสำราญนี่ ตอนนั้น เรือที่วัยรุ่นมักใช้บริการจัดปาร์ตี้ มีชื่อว่า เรือ CYC เรือก็จะล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ล่องไปเรื่อยๆ จนถึงอยุธยาโน่น พวกวัยรุ่นก็มีงานปาร์ตี้ พวกพี่ก็

    เล่นดนตรีไปตามหน้าที่กันไป pic3 pic6pic5ช่วง เวลาที่ยังเล่นดนตรีกันอยู่นั้น พี่ชินเองก็ชอบที่จะแต่งเพลงเอง จึงได้แต่งเอาไว้หลายเพลง จนเมื่อวงดนตรีที่จับกลุ่มจากตลาดพลูนั้น ต้องมีอันแตกแยกกันออกไป ตอนนั้นพี่ชินคิดว่า คงหมดโอกาสที่จะรุ่งในทางดนตรีแล้ว จึงตัดสินเลือกเอาเพลงที่คิดว่าเด็ดๆ ไปเสนอขายให้กับทาง EMI 6 เพลง และ 1 ใน 6 เพลงนั้นก็มีเพลง สุดสายตาด้วย คุณประมาณ บุษกร ผู้บริหาร EMI ในขณะนั้นเมื่อได้ฟังเพลงแล้วก็ถามว่า

    คุณประมาณ- ใครเป็นคนเล่น

    พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเล่น

    คุณประมาณ -ใครเป็นคนร้อง

    พี่ชิน -ผมเป็นคนร้อง

    คุณประมาณ -ใครเป็นคนเรียบเรียง

    พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเรียบเรียง เท่านั้นเอง ทำให้คุณประมาณซึ่งสนใจเพลงอยู่แล้ว ถามถึงอีก 4 เพลงทันที ซึ่งแน่นอน พี่ชินก็มีพร้อมที่จะเสนอให้อยู่แล้ว แต่ข้อเสนอที่ได้รับต่อมานี่สิ ทำให้ต้องคิดหนัก ถ้าขายเพลง ก็ได้เพลงละ 2,000 บาท 10 เพลงก็ 20,000 บาท ดังคนเดียวได้เงินคนเดียว แต่ถ้าเลือกเล่นเพลงเอง ก็จะทำให้ทั้งตัวเอง และเพื่อนมีความหวังกับโอกาสทางดนตรีที่กำลังจะพับเก็บอยู่แล้ว

    ภราดร — ตอนนั้นพี่ชินได้ชวนพี่เอี้ยวมาร่วมด้วยแล้ว พอตอบตกลงเล่นเพลงเอง ซึ่งคุณประมาณก็เซ็นเช็คให้ทันที 20,000 บาท เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในการซ้อมดนตรี ทั้งพี่ชิน พี่ฮง พี่เอี้ยว ต่างคนต่างก็ไปชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมวงกัน 8 คน แต่ก็ไม่ใช่ 8 คนปัจจุบันนะ ตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตอนนั้นก็ให้พี่ฮงเป็นหัวหน้าวง แล้วพวกเราก็เอาเงินที่ได้ไปจ่ายในเรื่องงานดนตรี จำไม่ได้แล้วว่าหมดไปกับอะไรบ้าง ทั้งซื้อเครื่องดนตรีด้วย ค่าเช่าห้องซ้อมด้วย หลายอย่าง ตอนนั้นพวกเรากระตือรือร้นกันมาก ตื่นเต้นกับงานใหม่นี้ เพราะตอนนี้เราเหมือนมีบ้านหลังใหม่แล้ว EMI เปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของพวกเรา เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของพวกเรา ต้องรับผิดชอบงานร่วมกัน ทุกคนทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมงาน การซ้อมดนตรีแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางครั้งยังถูกตั้งชื่อวงให้ว่า วง มาราธอน เลย เพราะพวกเราซ้อมกันแบบข้ามวันข้ามคืน จากการที่สมาชิกในวงรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากนั่นเอง ทางผู้บริหารจึงตั้งชื่อวงให้ว่า ภราดร ซึ่งมีความหมายว่า พี่ชาย น้องชาย นั่นเอง

    tape1

    ประมาณต้นปี 2528 เมื่อผลงานชุดแรก สุดสายตา ออกวางตลาด ทุกคนต่างก็มีงานเพิ่มขึ้น ต้องออกแสดงตามเวทีคอนเสิร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกดนตรี 7 สีคอนเสิร์ต และทุกสื่อที่จัดคอนเสิร์ต ในขณะที่ก็ยังต้องเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วย และแน่นอน ปัญหาย่อมตามมาแน่นอน

    ภราดร — ตอนนั้นพี่เอี้ยวก็ถูกอาจารย์ว่าเอามาก เวลามีงานแสดงคอนเสิร์ต ก็ต้องหยุดเรียน พอหยุดเรียนหลายวันเข้า อาจารย์ก็ว่า การเรียนก็ตก ครอบครัวของพวกเราก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกันกับการเล่นดนตรี เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่ชอบกับอาชีพเต้นกินรำกิน

    tape2หลังจากอัลบั้มชุดแรกออกวางตลาดแล้ว ก็มีการเตรียมงานของชุดที่ 2 เพียงเธอ ทันที ซึ่งในการทำงานของชุด เพียงเธอ นี้ ทางผู้บริหารก็พยายามป้อนเพลง ให้มืออาชีพเข้ามาช่วยเรียบเรียง เข้ามาช่วยดูแลมากขึ้น

    ภราดร — จุดประสงค์ของ EMI ในตอนนั้น ก็ต้องการจะให้วง ภราดร มาทดแทนวง ชาตรี ซึ่งประกาศสลายวงไปเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เลยหามืออาชีพมาช่วยงานเพลง นอกจากนี้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่จะเอาใจวัยรุ่นเด็กๆ ด้วย และเพื่อความเหมาะสมของเพลงบางเพลงในชุดนี้ ผู้บริหารก็เลยให้ลูกน้ำมาร่วมเป็นนักร้องนำด้วยในชุดนี้ เพราะตอนนั้นลูกน้ำก็ยังเด็กอยู่เลย เรียนอยู่ ม. 4 ม. 5 ละมั้ง

    ช่วงที่อัลบั้มชุด เพียงเธอ ออกวางตลาดนั้น อ.บุญสม รดาเจริญ มีโปรเจคที่จะทำเพลงคู่ในชื่ออัลบั้ม คู่รักวัยหวาน เป็นการนำเพลงหลายๆ เพลงในเครือ EMI มาทำเป็นเพลงคู่ โดยให้ศิลปินหลายๆ คนในค่ายมาร่วมกันขับร้อง ในจำนวนนั้น ก็มี พี่ชิน และ พี่ลูกน้ำ รวมอยู่ด้วย ระหว่างนั้นเอง คุณชรินทร์ นันทนาคร กำลังจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ มีดารา และ นักร้องร่วมเล่นมากมาย และต้องการนักร้องที่กำลังมีผลงานเพลงในขณะนั้น และมีหน้าตาแนวเด็กวัยรุ่นมาร่วมเล่นด้วย จึงได้สอบถามจาก อ.บุญสม ซึ่งก็ทำให้พี่ลูกน้ำ มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 ออกวางตลาดได้ไม่นาน ได้เกิดปัญหาขึ้นภายใน EMI ทำให้ EMI ต้องประกาศปิดกิจการชั่วคราว ไม่มีการดำเนินงานใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็รวมถึงการจำหน่ายเทปเพลงของทุกศิลปินในค่ายด้วย ชีวิตที่กำลังจะเริ่มไปได้ดี มี EMI และวง เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ กลับต้องมาพบจุดผกผันในชีวิต ให้ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง ชีวิตของการเป็นนักร้องวงภราดรเพิ่งจะอยู่ในช่วงปีที่ 2 ขณะที่สัญญาทำไว้ถึง 5 ปี ทำให้กิจกรรมของทุกคนในวงต้องหยุดชะงักงัน จะไปทำดนตรีต่อกับค่ายอื่นก็ไม่ได้ เพราะติดสัญญา สมาชิกในวงล่ะ จะมีความรู้สึก หรือมีความคิดที่จะทำอย่างไรต่อไป

    พี่ชิน – เฉยๆ นะ เพราะตลอดเวลาที่เล่นดนตรีมา จะมีปัญหากับทางครอบครัวมาก ทางครอบครัวจะปฏิเสธกับอาชีพนี้ ในตอนนั้น ตัวเองจะรู้สึกอิ่มตัว อีกอย่างก็มาคิดว่า หยุดไปตอนนั้น แต่ถ้ายังมีความรู้ความสามารถอยู่ ซักวันก็ต้องกลับมาได้ พี่ก็เลยหยุดไป

    พี่เอี้ยว – ทุกอย่างในตอนนั้นเป็นไปตามสถานการณ์ เมื่อทุกอย่างต้องหยุดลง การแสดงก็ไม่มี กิจกรรมก็ไม่มี การรวมตัวก็น้อยลงไปตามปริยาย ก็ได้แต่คุยกันนิดหน่อยว่า ถ้าสถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ละก็ การดำเนินกิจกรรมก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว

    พี่ลูกน้ำ — ตั้งแต่ช่วงที่ได้ไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ ทำให้มีเวลาให้กับวงน้อยลง จึงเกิดเป็นปัญหากัน ปรับความเข้าใจกันไม่ได้ ก็เลยออกจากวงไปเฉยๆ

    หลังจากเลิกวงแล้ว สมาชิกแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำอะไรกันบ้าง

    พี่เอี้ยว – หลังจากเลิกแล้วตอนนั้น พอเรียนจบ ก็ไปเล่นดนตรีต่อกับทาง EMI จาก EMI ก็ไปเป็นครูสอนกีตาร์อยู่ปีนึง หลังจากนั้น ก็ทำงานบริษัทฯ แล้วตั้งแต่ปี 2535 ก็ไม่ได้เล่นดนตรีอีกเลย

    chin2

    พี่ชิน – หลังจากออกมาแล้ว ก็ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเลย หวังไปตายเอาดาบหน้า ตั้งใจไปเริ่มต้นใหม่ที่โน่น มีโอกาสเล่นดนตรีในห้องอาหารไทยในซิดนีย์ กลับมาช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไปเล่นโฟล์คซองคนเดียวที่ร้านอาหาร

    พี่ลูกน้ำ – หลังจากออกมาแล้ว เพื่อนที่วิทยาลัยครูเค้าเป่าแซ็คให้กับวง The Saint เค้าก็เลยให้ไปร่วมวง ไปเล่นตามคาเฟ่ จากกรุงเทพฯ ออกต่างจังหวัดเรื่อยไปจนถึงเชียงใหม่ จนกระทั่งมีวงของตัวเองขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นตั้งใจจะกลับมาทำเทปด้วย แต่ก็เกิดเหตุให้ต้องหยุดชะงัก เพราะมือเบสมีสาเหตุส่วนตัว ไม่สามารถมาร่วมเล่นได้ ทั้งๆ ที่ติดต่องานไว้ทุกด้านเรียบร้อยแล้ว เลยทำให้เสียความรู้สึกอย่างแรง เกิดความท้อในชีวิต เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมกับวง ภราดร ก็ทุ่มเทให้กับดนตรีมาตลอด แต่มาถึงตรงนี้ งานที่เตรียมกลับมาทำใหม่ กลับต้องยกเลิกกลางคัน เพราะสาเหตุส่วนตัวนิดเดียว ถึงกับประกาศเลิกเล่นดนตรี ไม่จับเครื่องดนตรีอีกเลย

    กับความรู้สึกของแต่ละคนนับจากวันที่เลิกวง จนมาถึงตอนนี้

    พี่ลูกน้ำ – คิดถึงนะ กับบรรยากาศเก่าๆ ตอนนั้น เพราะช่วงเวลานั้น มันเป็นอะไรที่เราอยากทำ แล้วก็ได้ทำ เคยคาดหวังกับงานทางดนตรีไว้เยอะ เพราะการได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน มันเหมือนกับเป็นบ้านใหม่ที่พวกเราได้อยู่ร่วมกัน แต่พอถึงเวลาที่จะต้องหยุดแบบกระทันหันแบบนั้น ก็ทำให้เคว้งไปทันทีเหมือนกัน

    พี่ชิน — ทุกครั้งที่ไปดูดนตรี จะนึกถึงเวลาที่ตัวเองเล่นดนตรีด้วย บางครั้งถึงกับร้องไห้ ที่ตัวเองต้องออกจากวงการแบบกระทันหัน แต่ก็มีความรู้สึกว่า ซักวันนึงคงจะมีโอกาสกลับมาอีก ถึงแม้จะไม่ได้กลับมาในแนวพาณิชย์ก็ตาม เดิมทีก็เคยคิดกับเอี้ยวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาส ทันทีที่ยิ้มละไมเชิญมางานปาร์ตี้ในวันนั้น ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมานะ มันเหมือนจุดประกายให้เกิดความหวังแล้วว่า จะกลับมาทำ ก็มีการคุยกันว่าจะกลับมาทำในแนวไหน ที่ทำแล้วเหมาะสมกับเรา ทำแล้วไม่น่าเกลียด

    พี่เอี้ยว — ต้องมองว่าชีวิตคน 1 ชีวิตนี่ ประกอบหลายๆ อย่าง เรื่องงานเป็นส่วนนึงที่แยกจากชีวิตคนเราไม่ได้ แต่ว่าเวลาที่ผ่านไป แต่ละคนก็ไปทำงานในสิ่งที่ต้องทำ เป็นภาระ เป็นหน้าที่ เพื่อความอยู่รอด แล้ววันนึงก็มานั่งคิดว่า แล้วสิ่งที่เราทำไป มันให้ความสุขกับเราหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เราได้แค่เรื่องของเงิน เรื่องของความเป็นอยู่ที่เราต้องอยู่กับสังคมนี้ กับชีวิตนี้ไป แล้วอะไรที่มันให้ความสุขล่ะ เราก็กลับไปมองคล้ายๆ กันว่า คือเรื่องของงานดนตรี วันนี้ผมเชื่อว่า หลายๆ คนในวงภราดร ค่อนข้างที่จะดี ค่อนข้างที่จะอยู่ตัว ในแง่ของชีวิตความเป็นอยู่ วันนี้ถ้าเราคิดจะกลับมาทำ ก็เป็นเรื่องที่ทำเพื่อความสุขของเราเอง เราถือว่า เรามาก่อน 20 ปีก่อนเราเล่นไปได้ขนาดนั้น แล้วก็ต้องหยุดไป จนกระทั่งวันนี้ ก็มีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาเยอะแยะ วันนึงถ้ามีโอกาส ก็เป็นไปได้ที่จะกลับมาร่วมเล่นด้วยกันอีก

    ในวันงานมีตติ้งของแฟนคลับชาตรี ตอน ย้อนยุค วงชาตรี… ที่คิดถึง ที่โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ ถ้าสมาชิกท่านใดได้ไปร่วมในงานด้วย ก็คงจะได้เห็นพวกพี่ๆ เล่นดนตรีด้วยกันเกือบครบทั้งวง

    ภราดร pic8

    พี่เอี้ยว — นั่นละ เป็นครั้งแรกที่จับเครื่องดนตรีนับตั้งแต่ปี 2535 เพราะพอทำงานเป็นจริงเป็นจัง ก็ไม่ได้จับเครื่องดนตรีอีกเลย

    พี่ชิน — เพิ่งจะมาจับกลุ่มซ้อมกันก็บ่ายวันนั้นละ พอค่ำก็ลงเล่นเลย ลุ้นตลอดเวลาที่เล่นเลยล่ะ

    พี่ลูกน้ำ — ตอนนั้นก็เล่นแบบไม่ค่อยมั่นใจเอาเลย พี่ป้อมก็เข้าใจ ยังให้กำลังใจอยู่ตลอด ถ้าใครจำได้ จะได้ยินพวกเราย้ำอยู่ตลอดตอนเล่นเพลงเสร็จว่า รอดแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลงเก่าอย่างเหล่าสมาชิกบ้านเพลงเก่า คงอยากทราบความคิดเห็นของนักดนตรีในอดีตที่มีต่อเพลง หรือแนวดนตรี ของเพลงในยุคปัจจุบัน

    พี่เอี้ยว — เพลงสมัยใหม่ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ สามารถ copy ความคิดจากคอมพิวเตอร์ได้เลย เพลงสมัยใหม่จะคล้ายๆ กัน เนื้อร้องไม่สัมผัสก็ได้ เน้นเรื่องการตลาด ก็ดังได้แล้ว แต่การทำเพลงสมัยก่อน จะมีความพยายามมากกว่าสมัยนี้เยอะ เนื้อร้องที่ออกมาจะกลั่นออกมาจากความรู้สึกเลยทีเดียว

    พี่ชิน – เพลงสมัยใหม่ไม่มีความเป็นอมตะ เป็นเพลงที่ไม่ได้เกิดจากความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็เขียนตามภาษาพูด แต่เพลงสมัยเก่านั้น ภาษาจะสละสลวยกว่าเยอะ เพลงที่มีความเป็นอมตะ จะฟังกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ฟังได้ทุกโอกาส บางเพลงของสมัยนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า อาจจะยังมีการฟังอยู่ก็ได้ นั่นหมายถึงว่าเพลงๆ นั้นดีจริง ซึ่งก็มีเหมือนกัน

    พี่ลูกน้ำ — ผมกลับมองว่า เพลงก็คือเพลง อย่าอินกับมันมากนัก เพลงคือสื่อที่เวลาฟังแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึก ผมว่า เพลงมันมีวิวัฒนาการของมัน มันจะไปทางไหน ก็ปล่อยมันไปทางนั้น แต่ละคนจะมีความชอบไม่เหมือนกัน แล้วเพลงแต่ละเพลง มันก็ออกมาจากอารมณ์ของผู้แต่ง ซึ่งบางเพลงก็อาจจะมีพื้นฐานมาจากการตลาดบ้าง แต่สมัยก่อนเพลงนั้นจะมาจากอารมณ์ล้วนๆ ก็อยู่ที่คนฟังจะเลือกฟังเพลงแนวไหน การที่คนทำเพลงเอาเพลงเก่ามาทำแนวดนตรีใหม่ ผมก็ถือว่าเป็นวิวัฒนาการ เป็นการพัฒนาของเพลง ขอแต่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเพลง ก็เท่านั้น

    pic9

    แล้วตอนนี้ สมาชิกแต่ละคนทำอะไรกันบ้าง

    พี่เอี้ยว — ผมอยู่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ตำแหน่ง Recruitment Manager เป็นตำแหน่งที่สรรหาบุคลากรให้กับองค์กรที่เราทำอยู่

    พี่ชิน — ปัจจุบันนี้ ส่วนนึงก็ทำงานการเมือง ชื่อ พรรคธรรมชาติไทย พยายามเผยแพร่เรื่องของประชาธิปไตย ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการสร้างฐานพรรค คาดหวังว่า วันนึงคงจะได้มีส่วนร่วมในพรรครัฐบาล แนวคิดก็คือ เกษตรนำ อุตสาหกรรมหนุน บริการเสริม หมายถึงการใช้วัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลผลิตในบ้านเมืองเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยอาศัยการอุตสาหกรรมมาช่วยแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามากขึ้น และหลังจากขายผลผลิต ก็ต้องมีบริการหลังการขาย เพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความประทับใจ ส่วนนึงก็คือ ทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับโบรคเกอร์บ้านที่ดิน สำนักงานบัญชี, ทนายความ อีกส่วนนึงก็เป็นวิทยากรอิสระ ร่วมกับคณาจารย์ ด็อกเตอร์ เปิด training program ส่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปอยู่กับ family ที่เมืองนอก ตอนนี้ก็กำลังพยายามเคลียร์งานบางอย่างออก ให้เหลือน้อยลง

    พี่ลูกน้ำ — ผมจะอยู่ในวงการธุรกิจ เน้นหลักใหญ่ก็ stationery, งานพลาสติค, งาน home design ตอนนี้เปิดร้านขายเนื้อวัวตุ๋น ตรงแยกช่องนนทรีย์ ส่วนพี่ฮง ก็เป็นเจ้าของโรงงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องจักร พี่เปี๊ยก เป็นวิศวกรทั่วไป พี่เบี้ยว เล่นการเมืองท้องถิ่น พี่ย้ง ทำการตลาดพวกชิ้นส่วน อุปกรณ์ก่อสร้าง สมาชิกอีกคน ตอนนี้อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ได้ข่าวว่าทำงานด้านดนตรีอยู่

    ทีมงานบ้านเพลงเก่าก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ สมาชิกวง ภราดรที่สละเวลาให้เกียรติมาพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตให้พวกเราได้รับรู้กันในวันนี้ค่ะ

    มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์ ไอรดา เรียบเรียง
    รำลึก วงภราดร

    แฟนเพจวงภราดร : https://www.facebook.com/Paradorn.FANPAGE

  • โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม

    โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม

    สาวหนึ่งงามสดใส เยื้องกายเดินผ่านมา พบเธอที่อินทรา ลักษณางามสมใจ เอ๊ะ…เธอจะไปไหน เอ๊ะ…เธอพูดอะไรเอ๊ะ…เธอพูดกับใคร เอ๊ะ…ใยเธอยิ้มมา ]

     ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ โว้ว….ใคร…เคยเพ้อรำพัน ฉันรักเธอ สุดหัวใจไม่มีใครมาเทียบ เปรียบรักเราเล่น เป็นรักลองอีกสองใจคงเป็นไปไม่ได้ ]

    เมื่อเพลงดัง 2 เพลงอย่าง สุขาอยู่หนใด และ เธอที่รัก หรือแม้แต่เพลง รักหนอรัก และ ระทมรัก ดังขึ้นเมื่อใด แฟนเพลงยุคกลางคงจะจำกันได้ถึงหนุ่มโอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ภาพลักษณ์ของนักร้องหนุ่มหล่อ เสียงดี พร้อมด้วยกีตาร์โปร่งคู่ใจตัวนึง ที่จะร่วมกันขับขานเพลงรักสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้น ซึ่งจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเกือบ 30 ปี แต่พี่โอก็ยังดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมซักเท่าไหร่ คงมีแต่ความภูมิฐานที่มีมากขึ้นตามวัย และในวันนี้ พี่โอก็ให้เกียรติมาเป็นแขกรับเชิญของบ้านเพลงเก่า ในหน้าสกู๊ปพิเศษเริ่มต้นปี 2547 นี้

    โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม

    เริ่มต้นการสัมภาษณ์ ก็คงไม่พ้นเรื่องราวของการก้าวเข้ามาเป็นนักร้องในอดีต ซึ่งพี่โอก็ได้ลำดับเรื่องราวให้ทางทีมงานเราฟังตั้งแต่สมัยที่เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนช่างกลแห่งนึง ซึ่งสมัยนั้นเพิ่งเปิดกิจการมาได้ปีกว่าเท่านั้น จากการพูดคุย ทำให้ได้ทราบว่า เพื่อนร่วมสถาบันของพี่โอ ซึ่งปัจจุบันก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงในขณะนี้ ก็มี พี่เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร และ คุณจารึก กัลย์จาฤก ผู้บริหารใหญ่ของกันตนา ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่ช่างกลนั้น ก็ยังไม่วี่แววว่าจะได้เข้าวงการบันเทิง จนกระทั่งจบจากช่างกลแล้ว 2-3 ปีนั่นแหละ จึงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต

    “ หลังจากจบจากช่างกลมาได้ซัก 2-3 ปี เอ๋ ( ไพโรจน์ ) ก็ได้เล่นโฆษณา ก็เกิดไปเข้าตาคุณเปี๊ยก โปสเตอร์ เข้า จากนั้น เอ๋ก็เลยได้เล่นหนังของคุณเปี๊ยก ก็คือเรื่อง วัยอลวน เรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังวัยรุ่นเรื่องแรกของยุคนั้นทีเดียวนะ พอเอ๋เค้าเล่นไปได้ซักครึ่งเรื่อง ก็เลยเสนอกับคุณเปี๊ยกว่า น่าจะมีเพลงกุ๊กกิ๊กๆ มาประกอบด้วยนะ ซึ่งพอคุณเปี๊ยกเห็นด้วย เอ๋ก็เลือกเอาเพลง สุขาอยู่หนใด ที่เพื่อนชื่อ ปิยพล เอนกกุลเป็นคนแต่งไว้ เพลงนี้ พวกเราเคยร้องเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนๆ กันเอง เอ๋ก็เอาเพลงนี้มาให้พี่เรียบเรียงใหม่ ให้เล่นกับกีตาร์โปร่งตัวเดียว จากนั้นคุณเปี๊ยกก็เอาเพลงนี้มาใส่ในหนังด้วย ทีนี้ ก่อนหนังเรื่องนี้จะเข้าโรง เพลงจากหนังเรื่องนี้ก็จะถูกนำไปเปิดช่วงท้ายๆ พวกหนังฝรั่งที่ฉายอยู่ก่อน ตามโรงสกาลา สยาม ลิโด อินทรา พอคนได้ยินก็แปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินเพลงในแนวนี้มาก่อน เป็นเพลงแนวรักใสๆ น่ารักๆ ถามกันไปถามกันมา ถึงได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้กำลังจะฉาย ”

    “ พอหนังเข้าโรง ก่อนหนังฉายก็จะมีดนตรีหน้าม่าน มีการแสดงของวงดิอิมพอสซิเบิ้ล แล้วก็พี่ ไปแสดงด้วย พี่ก็ขึ้นเล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ตอนนั้น คนก็ยังไม่รู้จักด้วยว่าเป็นใคร แต่พอเริ่มเล่นดนตรีเท่านั้นแหละ คนก็ฮือฮา เพราะจำเพลงนี้ได้ ยิ่งพอตอนหนังฉาย ถึงตอนที่พระเอกร้องเพลงนี้ด้วย คนก็ยิ่งฮือฮา อ๋อกันว่า เป็นเพลงที่ร้องในช่วงนี้ บรรยากาศแบบนี้ ไปๆ มาๆ ก็เลยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง พอคนติดเพลง ต้องการซื้อเทป ก็ไม่มีขายอีก ต้องตามอัดเอาจากรายการวิทยุ ก็มีบางคนหัวใส เห็นว่าเพลงดัง ก็อัดเอาจากรายการวิทยุ แล้วก็มารวมกับเพลงดังๆ ในช่วงเวลานั้น รวมๆ กันเป็นเพลงดังทั้งตลับ แล้วก็ออกวางขาย ”

    หลายคนคงยังจำกันได้ว่าช่วงเวลานั้นภาพยนตร์เรื่องวัยอลวน ซึ่งแสดงนำโดย ไพโรจน์ สังวริบุตร และ ลลนา สุลาวัลย์ ซึ่งถึงแม้จะเป็นพระเอก นางเอก น้องใหม่ทั้งคู่ ประกอบกับได้เพลงน่ารักๆ แนวใหม่มาร่วมด้วย ทำให้ทั้งหนังทั้งเพลงดังเปรี้ยงปร้างขนาดไหน เรียกว่า ทำสถิติเรื่องรายได้ของหนังเลยทีเดียว ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ไม่รอช้า ถือสุภาษิต น้ำขึ้นให้รีบตัก ก็รีบทำภาค 2 ของหนังเรื่องนี้ โดยใช้ชื่อว่า “รักอุตลุด” ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ให้พี่โอทำเพลงขึ้นมาอีก 3 เพลง เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

    “ ในเรื่อง รักอุตลุดนี้ คุณเปี๊ยกให้พี่ทำ 3 เพลง ก็มี รักหนอรัก ระทมรัก เธอที่รัก แล้วตอนนั้น พอหนังฉายกระแสความดังก็เพิ่มขึ้นอีก จากที่แต่แรก ใครต่อใครเคยคิดกันว่า เพลงจากเรื่อง วัยอลวน นั้น เอ๋เป็นคนร้อง มาเรื่องนี้ ถึงได้รู้ว่า เพลงทั้งหมดพี่เป็นคนร้อง ส่วนเพลง ระทมรัก ที่ในเรื่อง คุณพจนีย์ อินทรมานนท์ ร้องนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นน้องสาวพี่ สุภาภรณ์ เทียบเทียมร้อง ”

    จากเรื่อง รักอุตลุดนี้ ก็ยังมีหนังวัยรุ่นตามมาอีกเรื่อง คือ ชื่นชุลมุน แต่เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ คงไม่ค่อยถูกใจตลาดวัยรุ่นซักเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง แต่อย่างน้อยเพลง ยับ จากหนังเรื่องนี้ก็ดังในหมู่วัยรุ่น ทำให้ชีวิตของพี่โอเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครึ้งนึง

    “ หนังเรื่องชื่นชุลมุนนี้ ไม่ค่อยดังนะ แต่เพลงกลับดัง เพลงในเรื่องนี้ก็คือ ยับ เขียนโดยคุณอุดม สัตโกวิท ตอนนั้นก็มีคนมาติดต่อให้พี่ร้องเพลงนี้ จากที่ดังอยู่แล้ว 3 เพลง พอมาร้องเพลงนี้ด้วย ก็เลยยิ่งดัง จากนั้นก็เริ่มทำอัลบั้มเพลง โดยเลือกเอาเพลง ยับ มาเป็นเพลงเอก นอกนั้นก็เอาเพลงอื่นที่แต่งเอง ผสมกับเพลงของคนอื่นด้วย แล้วตอนนั้นก็เล่นละครช่อง 3 ด้วย เช่น ดงมนุษย์ ทองประกายแสด คลื่นเสน่หา คนเริงเมือง ผู้กำกับ เริงศิริ ลิมอักษรก็ให้ร้องเพลงไตเติ้ลด้วย บางเรื่องไม่ได้เล่นละคร แต่ก็ได้ร้องด้วยเหมือนกัน เรื่องคลื่นเสน่หานี่ เป็นงานแรกเลยนะ แล้วเพลง เพียงความทรงจำ จากหนังเรื่อง ความรักเพรียกหา ในเรื่อง คุณวินัย พันธุรักษ์ เป็นคนร้อง แต่ไม่มีแผ่นขาย ตอนที่ทำอัลบั้ม ก็เอาเพลงนี้มาร้องด้วย ก็ทำให้ดังเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่สังกัดรถไฟดนตรีแล้ว เพลงละครช่วงนั้น แต่ละเพลงก็ดังนะ แต่จะไม่มีแผ่นขาย เพราะยังไม่มีใครจับธุรกิจนี้ ตอนออกคอนเสิร์ตโลกดนตรี ก็ร้องเพลงคนเดียว เล่นกีตาร์คนเดียว เป็นโลโก้ไปแล้ว ช่วงนั้นหนังก็มีเล่นเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่อง นักรักรุ่นกระเตาะ เพลงรักเพื่อเธอ ”

    “ นอกจากเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรีแล้ว ช่วงที่ดังใหม่ๆ ก็รับเชิญไปโชว์ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะจัดตามโรงหนัง ปรากฏว่าโรงหนังแทบแตก เพราะแฟนเพลงมาดู มากรี๊ดกันเยอะ ส่วนนึงนอกจากที่ชอบเราเพราะผลงานเพลงแล้ว ก็ยังต้องการที่จะเจอตัวจริงด้วย ช่วงนั้นก็ไปต่างจังหวัดบ่อยมาก ไปออกรายการวิทยุ แล้วก็ได้เที่ยวด้วย หลายปีทีเดียว ”

    ตลอดเวลาที่พี่โออยู่ในวงการบันเทิงมา พี่โอออกอัลบั้มเพลงอยู่หลายชุดทีเดียว ซึ่งก็มีทั้งเพลงแต่งเอง และเพลงของคนอื่นที่เอามาร้องด้วย ซึ่งอัลบั้มทุกอัลบั้ม พี่โอจะมีความประทับใจในทุกชุดเท่าเทียมกัน เพราะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่ประทับใจแล้วล่ะก็

    “ เพลงที่ประทับใจพี่ก็คือ เพลงที่ไม่ตาย เช่น เธอที่รัก รักหนอรัก อีกเพลงนึงก็คือ เพลง กว่าจะถึงปลายทาง เพลงนี้พี่ทำให้กับรายการ เที่ยงวันกันเอง ประทับใจมากๆ แล้วเพลงก็ดังมากด้วย เพลงนี้ใช้เวลาเขียนแค่ 2 ชม. พี่เขียนให้คนฟังมีความรู้สึก สู้ชีวิต ไม่ท้อถอย ตัวพี่เองสู้มาได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะเพลงนี้ เวลาท้อถอย พี่ก็จะนึกถึงเพลงนี้ พี่เขียนให้คนอื่นฟัง แล้วตัวเองก็ฟังด้วยนะ”

    กับความเห็นของผู้ใหญ่ในยุคสมัยนั้น ที่ไม่ต้องการให้ลูกหลานเข้าวงการบันเทิง เพราะเห็นเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน จะเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้ปกครองของพี่โอเอง ก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่ความที่พี่โอไม่ชอบงานด้านเครื่องยนต์ ถึงแม้จะเรียนช่างกลมาก็ตาม พี่โอก็สามารถให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ปกครองยอมรับได้เหมือนกัน

    “ เรื่องอาชีพการงาน ขอให้เป็นอะไรที่เลือกเองดีกว่า ขอให้ได้เดินทางไปในทางที่เราเลือกเอง ดีไม่ดีอยู่ที่อนาคตเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งตอนนั้น พอมีชื่อเสียงโด่งดัง แม่ก็ภูมิใจมาก ”

    แต่ตัวพี่โอเองก็ไม่คิดยึดติดกับอาชีพนักร้องตลอดไป

    “ นักร้องใหม่ๆ ก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นักร้องเก่าก็มีแต่อายุมากขึ้น ถ้าร้องไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีคนสนใจ เจ้าของค่ายต้องเลือกเอาคนที่มีความนิยมอยู่แล้ว และถ้าร้องจนไม่มีคนสนใจ ก็ดูไม่มีค่า ไม่มีใครมอง สู้เราออกจากวงการเมื่อถึงเวลาอันควร คนก็ยังคิดถึง เมืองไทยเราไม่เหมือนเมืองนอก นักร้องยิ่งแก่ยิ่งมีคุณค่า ”

    เปรียบเทียบระหว่างดนตรียุคเก่า และยุคใหม่ ดนตรียุคเก่าจะเล่นกันสดๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเหมือนในสมัยนี้ ทั้งกลอง เบส กีตาร์ เล่นสดในห้องอัดเลย แต่สมัยนี้ แค่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย เสียงก็ยังเหมือน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องแนวเพลงล่ะคะ

    “ แนวเพลงเดี๋ยวนี้สามารถฟังกันหลากหลาย คนทำเพลงก็จับเอาหลายๆ ทำนองมาผสมกัน เดี๋ยวนี้บ้านเราพัฒนาเยอะแล้ว มีเพลงเพราะๆ หลากหลายก็ดี เพราะแต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน ”

    ตั้งแต่ออกจากวงการเพลง แฟนๆ เพลงก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของพี่โออีกเลย หลายคนคงอยากทราบว่าพี่โอไปทำอะไร ที่ไหนมาบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา

    “ แรกเริ่มก็จับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายคอนโด บ้านจัดสรร ที่ดิน ปีแรกๆ ที่ทำก็ดีนะ มีกำไร แต่พอมาถึงปี 38 – 39 ก็เจ๊ง หลังจากนั้นปีกว่า ก็กลับไปร้องเพลงอีกครั้ง แต่ร้องได้พักเดียวก็เบื่อ เพราะแพ้ควันบุหรี่ด้วย ต่อมาก็มาร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจคาร์บู้ท เปิดท้ายขายของ ทั้งที่เซ็นทรัล เสรีเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่หน้าห้างสรรพสินค้า ทำไปทำมาซักพัก ก็คิดได้ว่า น่าจะยกขึ้นห้างเลย โดยเริ่มเปิดที่ซีคอน ใช้ชื่อว่า คลองถม เพราะได้ไอเดียจากคลองถม ก็เอาใบปลิวไปแจกแถวคลองถมด้วย บางคนที่มาไม่ได้ ก็ให้ญาติพี่น้องที่อยู่แถวนี้มา ทำให้คลองถมแถวนี้บูมมาก คนจองคิวแน่น ทำให้ได้เงินจากธุรกิจนี้เป็นกอบเป็นกำ ฟื้นตัวได้ก็จากธุรกิจนี้ ทำอยู่ที่ซีคอนก็ประมาณ 3 ปี ตอนนี้ก็ไปอยู่ที่มาบุญครองแล้ว มีแยกสาขาไปทำธุรกิจ อพาร์ตเม้นท์ ส่วนงานเพลง คาดว่า เร็วๆนี้จะมีผลงานออกมา ยังไงก็ติดตามผลงานพี่โอกันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ”

    คิดว่าคงทำให้แฟนๆ เพลงของ พี่โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ได้หายคิดถึงบ้างพอสมควร ก่อนจากกันในวันนั้น พี่โอก็ได้ฝากคำทักทายทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นภาพ เป็นเสียง มาให้กับสมาชิกเว็บบ้านเพลงเก่าด้วย ก็ต้องขอขอบคุณพี่โอมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่สละเวลามาพูดคุยให้แฟนๆ เพลงได้หายคิดถึงกัน

    ชัยรัตน์ เทียบเทียม สุขาอยู่หนใด

    สุขาอยู่หนใด
    มันน่าคิด
    ไม้ผลัดใบ
    ยับ
    น่ารัก
    เพียงความทรงจำ
    เธอกับฉัน
    รักฉันเถิดที่รัก
    ความรักเพรียกหา
    คนใจร้าว
    รักเธอคนเดียว

    มอลลี่ : ผู้สัมภาษณ์
    ไอรดา : เรียบเรียง

  • สัมภาษณ์ พัณนิดา เศวตาสัย

    สัมภาษณ์ พัณนิดา เศวตาสัย

    logo_name

    สกู๊ปพิเศษของเรางวดนี้ เป็นคิวของศิลปินหญิงเสียงดีของวงการเพลงบ้านเรา พี่เอ๋ พัณนิดา เศวตาสัย พูดถึงชื่อนี้แล้ว ใครต่อใครคงต้องนึกถึงเพลงเดียวดาย กับฉากสุดท้าย ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะทั้ง 2 เพลงนี้ เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้กับพี่เอ๋ ยังไม่นับรวมถึงเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลงที่สร้างความประทับใจ และยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงในยุคเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนอื่น เรามาฟังพี่เอ๋เล่าให้ฟังกันก่อนดีกว่า

    พัณนิดา เศวตาสัย

    แรกเริ่มเดิมทีนั้น พี่เอ๋มีแรงจูงใจ หรือมีใครชักนำเข้ามาสู่วงการได้ยังไงคะ

    ตอนนั้นพี่เอ๋ยังเรียนอยู่ชั้นม.ศ. 1 โรงเรียนราชินี เป็นช่วงที่โรงเรียนต้องการหาทุนเพื่อสร้างห้องสมุด ทางโรงเรียนก็เลยตั้งวงโฟล์คซองขึ้นมา เลือกเอาเพลงแนวเก่าๆ มาร้อง แล้วก็อัดเทปขายในโรงเรียน เป็นการอัดเทปที่ระลึกเนื่องในวันครบรอบ 75 ปีของโรงเรียน ตัวพี่เอ๋เองก็เป็นนักร้องนำของวง พอถึงเวลามีงานโรงเรียน ก็จะมีโรงเรียนในละแวกเดียวกันเข้ามาเที่ยวในงานด้วย วงโฟล์คซองเราก็ต้องออกแสดงด้วย ทีนี้ก็เลยดังกันในหมู่โรงเรียนด้วยกัน พอขึ้นม.ศ. 2 วงดนตรีนี้ก็ออกเทปอีกชุดนึง คราวนี้เป็นการหาทุนให้หอสมุดวชิราวุธานุสรณ์ จุดเริ่มต้นเรียกว่าจะเริ่มจากตรงนี้ก็ได้นะ เพราะว่า พวกนักเรียนก็ส่งเทปชุดที่ระลึก 75 ปีไปให้คุณระย้า ซึ่งตอนนั้นจัดเพลงสากลอยู่ ก็ให้เลือกเปิดเพลงสากลจากเทปชุดนี้ด้วย เป็นการโปรโมตงานโรงเรียนด้วย ซึ่งคุณระย้าก็เต็มใจโปรโมตงานนี้ให้ด้วย พอคุณระย้าได้ยินเสียงนักร้อง ก็เกิดความสนใจ เอาเทปไปปรึกษาคุณทวีพงษ์ มณีนิล ก็ได้รับคำตอบมาว่าผ่าน เสียงดี เป็นนักร้องได้ คุณระย้าก็เลยติดต่อกลับมาจะให้ออกเทปเลย ปรากฎว่า คุณพ่อไม่อนุญาต บอกว่ายังเด็กอยู่ ต้องเรียนหนังสือก่อน เรื่องอัดเทปในตอนนั้นก็เลยต้องพับไว้ก่อน

    แค่จุดเริ่มต้น ก็ได้เห็นกันแล้วว่า พี่เอ๋มีแววที่จะเป็นนักร้องอาชีพตั้งแต่ยังเด็ก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่อำนวยในตอนนั้น ทำให้พลาดโอกาสไป หลายคนคงกำลังอยากรู้ว่า แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่โอกาสก้าวเข้าสู่การเป็นนักร้องของพี่เอ๋ได้เริ่มขึ้น ซึ่งพี่เอ๋ก็ให้ความกระจ่างมาว่า

    โอกาสที่จะได้ร้องเพลงตามที่ชอบน่ะ มาถึงเอาตอนที่อยู่ปี 1 ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นคุณครูลดาวัลย์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง และควบคุมการซ้อมของวงโฟล์คซองโรงเรียนราชินี จะแต่งเพลงไว้เยอะ เป็นคนแต่งเพลงเดียวดายด้วยนะ ก็จะคัดมา 10 กว่าเพลงให้ร้อง ทำเดโม แล้วก็มีดีเจคนนึงสนิทกับครูลดาวัลย์ เอาเดโมเนี้ยไปหาผู้สนับสนุน ก็ไปเจอเอาคุณระย้าเข้า ทีแรกคุณระย้ายังบอกเลยว่า คุ้นๆ เสียงนี้นะ แต่ก็สนใจ และตอบรับที่จะทำเพลงด้วย ตอนนั้นคุณพ่อก็อนุญาตให้ทำเพลง แล้วย้ำด้วยว่าให้ทำชุดเดียวนะ ก็รู้สึกดีใจว่า จะได้เข้าห้องอัดแล้ว เพลงชุดแรกนี่ก็มีเพลง เดียวดาย ด้วย ปรากฎว่า เกิดดังเปรี้ยงปร้างเลย ก็เลยได้ทำมิวสิควิดีโอเพลงนี้ด้วย

    ตามปกติของการเป็นนักร้อง เมื่อออกผลงานแล้ว ใครต่อใครก็หวังที่จะได้ออกคอนเสิร์ต เพื่อจะได้โปรโมตผลงานของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคนั้น เวทีโลกดนตรีเป็นเวทีที่ศิลปินแต่ละคนใฝ่ฝันที่จะได้แสดง ณ เวทีแห่งนี้ ซึ่งพี่เอ๋ก็สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเรา ด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ว่า

    พัณนิดา เศวตาสัย

    สำหรับพี่เอ๋เองนั้น กลับไม่เลย ไม่เคยคิดที่จะไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต เป็นนักร้องคนเดียวที่ไม่ยอมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเลย ไม่ชอบด้วย จริงอยู่ว่าชอบที่จะร้องเพลงออกอัลบั้ม แต่ไม่ได้นึกอยากเป็นนักร้องเต็มตัว ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นพี่เอ๋ตามสื่อทีวี นอกจากแค่ในมิวสิควิดีโอเท่านั้น

    อย่างนี้แล้ว ผลงานชุดต่อๆ ไป ยังมีออกมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า และได้รับการตอบรับเหมือนชุดแรกมั้ยคะ

    ทิ้งห่างจากชุดแรกประมาณปีนึง ถึงได้ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ออกมา ชื่อชุด หลงรักเธอ ซึ่งชุดนี้ก็จะเหมือนกับว่าถูกคนรอบข้างผลักดันให้ร้องเพลงแล้ว เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ก็จะหยิบเอาเพลงเก่าบ้าง เพลงในละครมาร้องบ้าง ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้เสียความมั่นใจไปเหมือนกัน จากช่วงเวลานี้ ก็เตรียมตัวจะไปเรียนเมืองนอก ก็เลยคิดว่าจะไม่ร้องแล้ว แต่ก็ถูกคะยั้นคะยอว่าให้ทำเถอะ ก็ยอมทำ ชุดนี้มีชื่อว่า คิดถึงจัง แล้วเค้าก็เอาผลงานเพลงไปออกในรายการวิทยุที่พี่ฉอดจัดอยู่ จะว่าไปแล้ว ชุดนี้จะมีเพลงเพราะหลายเพลงนะ แล้วทางค่ายๆ ก็ตั้งใจโปรโมตเพลง รักไร้ค่า แต่เพลงที่ดังกลับเป็นเพลง ฉากสุดท้าย ซึ่งจริงๆ แล้วก็อย่างที่บอกว่า ไม่ชอบโปรโมตผลงานเพลงเอาเลย พออัดเสียงเสร็จ ก็ออกเดินทางเลย ทั้งๆ ที่วันเดินทางยังถ่ายวิดีโอไม่เสร็จด้วยซ้ำ ไม่ได้ติดตามเลยว่าผลตอบรับต่ออัลบั้มชุดนี้เป็นยังไง แต่ก็มาแปลกใจที่ช่วงนั้น มีจดหมายจากแฟนเพลงตามไปถึงเมืองนอกเลย แต่ละฉบับก็พูดถึงแต่เพลงชุดนี้ว่าเพราะมากบ้าง ชอบมากบ้างล่ะ ก็เลยได้รู้ว่าเพลงชุดนี้ได้รับผลตอบรับดีมาก ถึงกับมีโทรศัพท์จากสื่อมวลชนทางนี้ติดต่อสัมภาษณ์กันทางโทรศัพท์เลย พอซัมเมอร์ปุ๊บ คุณระย้าก็ตามตัวกลับมา บอกว่าไม่กลับไม่ได้แล้ว ต้องออกงานโชว์ตัวบ้าง ช่วงนั้นกลับมาเมืองไทย 1 เดือนนี่ ออกงานทุกวัน แล้วก็อัดเทปชุดใหม่ด้วย คือ ชุดข้ามฟ้ามาฝาก ขากลับไปเรียนต่อนี่ เรียกว่า ขึ้นเครื่องก็ต้องนอนตลอดเลย เหนื่อยมาก ตอนนั้นถึงกับออกปากว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ร้องแล้วล่ะ พอหลังจากออกเทป 4 ชุดนี้แล้ว ก็ออกอัลบั้มรวมฮิต 1, 2 2 ชุดนี้นี่ยังขายได้จนป่านนี้เลยนะ

    pic4

    พี่เอ๋ยังลำดับถึงผลงานของตัวเองชุดต่อไปให้ฟังอีกว่า

    ถึงตอนนี้อัดเพลงไทยไป 4 ชุดแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง เลยขอทำเพลงสากล ซึ่งก่อนจะทำก็มีบางคนสบประมาทเอาเหมือนกันว่าแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำได้ดี ซึ่งตัวพี่เอ๋เองก็มีความมั่นใจอยู่แล้วว่าจะทำได้ ก็เลยได้ทำออกมาเป็นชุด Back to the old days เป็นเพลงสากลโฟล์คซอง เลือกเอาเพลงของ Peter Paul Mary ปรากฎว่า ผลตอบรับค่อนข้างดี ก็เลยรอดตัวไป แล้วหลังจากนั้น ก็เลยทำเพลงสากลตามออกมาอีก 2 ชุดพร้อมกันเลย คือ IN THE MOOD I, II หลังจากทำเพลงสากลมาซัก 3 ชุด ทางค่ายก็มาคุยว่า เพลงสากลน่าจะพอก่อนนะ เดี๋ยวแฟนๆ เพลงจะลืมซะ ก็เลยหันกลับมาร้องเพลงไทยอีก เพลงที่ออกมาก็จะเป็นแนวเดิมๆ ล่ะนะ เป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมดชื่อชุด ใจสองดวง กับ เติมเชื้อไฟ แต่ผลตอบรับของเพลงทั้ง 2 ชุดนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย ได้ พี่เอ๋ก็เลยมาคิดว่า ถ้ายังอยู่อย่างนี้ต่อไป คงจะไม่ดีนักเป็นแน่ ถ้าคิดจะร้องเพลงให้ได้ดี ตัวพี่เอ๋เองก็น่าจะมีส่วนร่วมมากกว่านี้ ทั้งในเรื่องการเลือกเพลง และในเรื่องการตัดสินใจในเพลง เพราะเพลงที่พี่จะร้องนี่ ถ้าตัวพี่ไม่ชอบเพลงแล้ว คนอื่นจะชอบได้ไง ตอนนั้นเลยตัดสินใจหยุดทำเพลงซะก่อน คือเป็นการรอที่จะได้เพลงที่ถูกใจด้วย แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นะ ยังมีงานประจำที่ทำอยู่น่ะ รอไปรอมากินเวลาไปถึงปี 44 ก็ 8 ปีแล้ว ช่วงเวลานั้น เดินไปตามถนน หรือที่ไหนก็ตาม เจอใครที่จำได้ก็จะมีแต่คำถามว่า ไม่ออกเทปแล้วเหรอ ไม่ร้องเพลงแล้วเหรอ ก็เลยมาคิดว่า ก็ยังมีคนอยากฟังเพลงของเราอยู่นะ แล้วช่วงนั้นพี่เอ๋ก็กำลังชอบเพลงแนวแจ๊ส เลยไปปรึกษาคุณระย้าว่า ถ้าจะทำเพลงไทยเก่าๆ ในแนวแจ๊สนี่จะเป็นยังไง จะเพราะมั้ย พอดีมาเจอครูที่สอนกีตาร์เมื่อตอนเด็กๆ ด้วย เลยได้ปรึกษากัน พอเห็นว่าครูเค้าทำได้ ก็เลยให้ครูลงมือทำเลย ใช้เวลาประมาณเกือบปีก็ทำเสร็จ ออกอัลบั้มมาเป็นชุดที่ 10 ใช้ชื่อชุดว่า ฟ้าเดียวกัน จะเป็นเพลงเก่าๆ ทั้งหมดเอามาใส่ทำนองแจ๊ส หลังจากที่ออกอัลบั้มชุดนี้แล้ว ก็เริ่มสนุกกับการร้องเพลงอีกครั้งแล้ว ยิ่งตอนนี้ก็รู้จักคนมากขึ้น ได้มารู้จักกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงาน คือคุณนิติธร มารู้ว่าเป็นคนแต่งเพลง คนพิเศษ ก็เลยมีโอกาสพูดคุยให้มาช่วยทำเพลงให้ เราก็มีการพูดคุยกันถึงความต้องการว่าต้องการเพลงแนวไหน ยังไงบ้าง ตั้งแต่เริ่มคุยกันมานี่ก็ 2 ปีแล้ว ทำเสร็จไปแล้ว 4 เพลง แต่ทั้ง 10 เพลงนี่ เป็นเพลงใหม่ทั้งหมด เพราะด้วย

    pic3 พัณนิดา เศวตาาสัย

    ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ร้องเพลงมา ถึงแม้จะหยุดไปบ้างเป็นบางช่วง จะเห็นได้ว่า พี่เอ๋จะอยู่ภายใต้การดูแลของคุณระย้า ค่ายรถไฟดนตรีอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่มีบางครั้ง ก็มีค่ายเพลงอื่นๆ ซึ่งเป็นค่ายใหญ่กว่ามาติดต่อที่จะทำเพลงให้ แต่พี่เอ๋ก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจ โดยมีเหตุผลว่า

    อันดับแรก พี่เอ๋จะถือว่าคุณระย้า และค่ายรถไฟดนตรีนี้ เป็นค่ายแรกที่ทำให้มีโอกาสเป็นนักร้องเต็มตัว เลยไม่คิดที่จะย้ายค่าย และด้วยเหตุผลนี้ทำให้คุณระย้า และผู้ใหญ่ทางค่ายก็พอใจ ออกปากว่า ถ้าพร้อมจะทำเพลงเมื่อไหร่ก็บอก เรียกว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เหตุผลอื่นก็คือ พี่เอ๋ไม่ต้องการเป็นนักร้องอาชีพ ยังต้องการที่จะทำงานประจำอยู่ ร้องเพลงนี่ก็จะเป็นงานอดิเรก กับทางค่ายรถไฟดนตรีนี้ ก็จะมีการคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า เราต้องการแค่ไหน ทางคุณระย้าอาจจะโปรโมตเพลงตามวิทยุ ตามสื่อทีวีก็เป็นมิวสิควิดีโอ แต่เค้าจะรู้ว่าพี่เอ๋ไม่ต้องการใช้ตัวเองโปรโมต หรือออกคอนเสิร์ต ซึ่งค่ายอื่นก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน

    อยากให้พี่เอ๋บอกความรู้สึกที่มีต่อเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย

    จนบัดนี้ ได้ร้องเพลงทั้ง 2 เพลงนี้มานับพันครั้งได้แล้วมั้ง ไม่ว่าจะไปร่วมงานไหน หรือออกงานไหน ไม่ว่าจะต้องร้องเพลงซักกี่เพลง แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ จะต้องร้องเพลงเดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย นี้ด้วย ไม่อย่างนั้น ก็เหมือนไม่ใช่พัณนิดาตัวจริง หลายคนอาจจะนึกว่า รู้สึกเบื่อกับการร้องเพลงนี้มั้ย พี่เอ๋ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ตัวพี่เอ๋เองจะรู้สึกเบื่อกับ 2 เพลงนี้ไม่ได้เลย เพราะ 2 เพลงนี้ถือว่ามีบุญคุณกับพี่เอ๋มาก พี่ยังรำลึกถึงบุญคุณของแฟนเพลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะ ชุด คิดถึงจัง ที่มีเพลง ฉากสุดท้าย นี่ทำให้พี่มีเงินจนเรียนจบปริญญาโทมาได้

    ปัจจุบันพี่เอ๋ ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไรคะ

    งานปัจจุบัน ทำงาน ตำแหน่ง พนักงานจัดหาและค้าปิโตรเลียม ที่ ฝ่ายการค้าน้ำมันสำเร็จรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ค่ะ สามารถอีเมล์มาคุยกับพี่ได้ที่ [email protected]

    วันนี้คงขอรบกวนพี่เอ๋เท่านี้นะคะ ส่วนใครที่ยังคิดถึงพี่เอ๋ พัณนิดาอยู่ ก็คอยติดตามผลงานใหม่ในเร็วนี้นะคะ สวัสดีค่ะ

    มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์

    พี่เอ๋ พัณนิดา ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงทุกคนนะคะ

    พัณนิดา เศวตาสัย