โจอี้ บอย เชื้อปะทุ ลูกผสมฮิพฮอพ หมอลำ – เร็กเก้ – แร็พ

โจอี้บอย

โจอี้  บอย  เจ้าของเพลงแนว  ฮิพฮอพ  ทั้งเต้นทั้งร้องที่ดังระเบิดในหมู่วัยรุ่น  แต่งเพลงเองมาตลอด  หลายปีมาแล้ว  ตั้งแต่อายุ  ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  เช่นเดียวกับทีมงานคนรุ่นใหม่ๆ วัยนักศึกษา

……….ออกอัลบั้มมาแล้งถึง 5 ชุด  ชุดหนึ่งๆ  ขายได้เกินแสนหรือเกือบแสนมัวน – ไม่น้อย

……….เป็นกลุ่มดนตรีที่นำเชื้อประทุทางดนตรีตามแนวฝรั่งที่เรียกว่า  “แร็พ”  แต็มรูปแบบมาปูพรมในเมืองไทย  อย่างออกรส

……….และบ่อยครั้งในบางชุดบางเพลง  มีเนื้อหาล่อแหลม  จนเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ  รวมทั้ง  มิวสิควิดีโอ  และรูปแบบการประชาสัมพันธ์  อย่างเรื่องป้ายหาเสียงเลือกตั้ง  และชุดพยาบาลในมิวสิควิดีโอ

……….คนกลุ่มนี้เกือบทั้งหมด  เป็นหนุ่มสาวสไตล์นอก  ที่ไปเรียกรู้  ไปรับวัฒนธรรมต่างแดนมา  เกือบเต็ม – แต่เป็นเด็กไทย  ทำงานร่วมกับศิลปินช่างเทคนิค  นักดนตรี  แดนเซอร์  สารพัด  เชื้อชาติภาษา  ทั้งจากตะวันตก และจากแดนอาทิตย์อุทัย

……….เป็นส่วนผสมคนรุ่นใหม่  หลายวัฒนธรรม – วัฒนธรรมร่วมสมัยทางดนตรี  และมีความเชื่อร่วมกันว่า  เพลงของทุกชาติทุกภาษาเป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้  ไม่ว่าจะเป็น  เพลง  แร็พ เร็กเก้ ฮิพฮอพ  หรือ รำวง  หมดลำ  หรือแนวอื่นๆ

……….แล้วเขาก็ทำงานออกมาเป็นแนวผสมอย่างที่เห็น และได้ยินกันบ่อยๆ  โดยเฉพาะในชุดล่าสุด  “ตัวฤทธิ์”  กับเพลงเนื้อไทยสไตล์ผสม  เก็กเก้  แร็พ  และเพลงพื้นบ้านไทย  

……….หนุ่มนักเต้นและสหาย  กับผลงานใหม่และทีมงานใหม่  กับประสบการณ์ของชีวิตและดนตรี

โจอี้  บอย  อายุ 28 ปี  หัวหน้าวง  แต่งเพลงและร้องนำ  เคยเดินทางไปศึกษาด้านดนตรี  ใช้ชีวิตที่อเมริกาและแคนาดา 2 ปี

เต้ง – เมธี  ขวัญบุญจัน (ดีเจ.ลิง – Monkey spider)  เป็นดีเจ. เปิดแผ่นที่ สหรัฐ  และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวดที่อิตาลี่  ติดอันดับ 1 ใน 10

โอ๋ – หทัยรัตน์  เจริญชัยชนะ  มือเบส  สาวน้อยจากศิลปากร  เรียนด้านออกแบบและเป็นสไตล์ลิสต์  นางแบบ

เพชร – ชนัญญ์  โตกฤษณะ  จบมัธยมจาก  นิวซีแลนด์  และเรียนปริญญาตรีที่ ABAC  

*คุยกันเรื่องเพลงก่อน  ชุดนี้มีอะไรเด่นๆ ใหม่ๆ

(โจอี้)  เพิ่มสมาชิกเข้ามา  และเพิ่มดีเจ. เข้ามา  เมื่อมีวงดนตรีเพิ่มมาชิ้นหนึ่ง  มีสแกรชเข้า  รู้สึกตื่นเต้นและสนุก  จะสร้างสีสันให้กับคนดู  และตัวผมเองด้วย  จะได้ฟังอะไรที่มีสีสันมากขึ้น  คนที่ทำงานด้วยเรียกได้ว่า  เป็นเพื่อนกันมา  อย่างดีเจ.ลิง  ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ  มองอะไรได้แง่มุมเดียวกัน  สายเดียวกัน  ชอบดนตรีเดียวกัน

*โจอี้  ช่วยเล่าเรื่องเนื้อหาของเพลงหน่อย

เป็นมุมมองใกล้ๆตัว  อย่างเพลงซิงเกิ้ลแรก  สาละวัน  เคยได้ยินมานานแล้ว  เป็นเพลงเก่าๆ  คิดว่าเป็นเพลงหนึ่งที่สนุกสนานมาก  ผมคิดว่าทำไมไม่มีใครนำเอามาทำใหม่  เป็นเพลงที่เรียกว่าเมื่อเรานำมาเล่นบนเวทีแล้ว  ได้ร่วมกิจกรรมทั้งคนฟังและคนร้อง  มันเป็นเพลงที่สนุกมาก  ฟังมาตั้งแต่เด็กแล้ว    สงสัยมากว่าสาละวันแปลว่าอะไร  จนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแปลว่าอะไร

มีคนเคยบอกว่าเป็นชื่อที่เขาใช้เรียกแทนผู้หญิง  เหมือนกับแม่น้องนาง  แม่สาละวัน  ก็ชอบตรงจุดนั้น  อีกนัยหนึ่งคือเราได้ร่วมสนุกกับคนที่มาดูคอนเสิร์ต  ปกติคนทั่วไป

โจอี้บอย

*การกลับมาทำอัลบั้มเพลงเต้น

เริ่มจากคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้  ชื่อว่า  ตัวฤทธิ์  ที่อ่านออกเสียงภาษาไทย  มากจากคำว่า  tourist  ที่แปลว่านักท่องเที่ยว  เราเริ่มเพลงนี้เป็นเพลงแรก  เพราะว่าไหนๆ  เราจะเริ่มเที่ยวแล้ว  เพราะว่าผมเริ่มเก็บข้อมูลจากการท่องเที่ยว  ก็เริ่มที่เมืองไทยนี่แหละ  ก็พยายามจะต้นหาว่าจุดอะไรที่เราอยู่ในเมืองไทยแล้วเราอยากจะทำเพลงนั้นออกมามากที่สุด

แล้วพอไปสเปนแล้ว  ผมได้ฟังฟลามิงโก  ผมแต่งออกมาเป็นเพลงที่ชื่อว่า  ล้อเล่นหนึ่งเพลง  การเริ่มทัวร์ของอัลบั้มนี้คือ  นึกถึงจุดของเมืองไทย  ที่มีอะไรที่สนุกสนาน  แล้วผมเป็นคนที่ชอบทำเพลงเต้นรำ  แต่ในอัลบั้มที่แล้วคือ  จะพักไป  เพราะว่าอยากจะทำเพลงอีกแนวหนึ่งให้ได้ฟังกัน  ในอัลบั้มอวัยยะจึงไม่มีเพลงเต้นรำมากและคิดว่าการกลับมาทำอัลบั้มเพลงเต้นครั้งนี้  คิดว่าน่าจะมีอะไรที่เป็นกิจกรรมร่วม  และก็มีอะไรที่สื่อถึงคนไทยได้แล้ว  ก็เป็นอะไรที่เก่าๆ กลับมา  เคยได้ยินอยู่แล้ว  ฟังง่ายๆ  เต้นตามง่ายๆ

*ดีงเพลงออกมาอย่างไร

…..เนื่องจากผมเป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมาก  เป็นคนที่ฟังเพลงทุกชนิด  ไม่จำกัดว่าจะเป็น hip-hop  อย่างเดียวฟังหมดเลย  เพลงลูกทุ่งด้วยแล้วก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือ  เหมือนกับข้อมูลที่เก็บลงในคอมพิวเตอร์  อ่านไป  ฟังไป  เก็บไป  ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมีประโยชน์กับเราหรือเปล่า  พอถึงเวลาก็ดึงออกมาใช้  เรานึกย้อนไปว่าเออ  เคยได้ยินสาละวัน  เคยได้ยินเพลงเก้าล้านหยดน้ำตา  เคยได้ยินเพลงมองของอาจารย์สุรพล  คือว่า  ทุกๆ อย่างมันเริ่มกลับมา  ผนวกกับเวลา  สายดนตรีมันรวมกันแล้วเข้ากันได้มาก  จึงเกิดความคิดที่จะทำ

*เพลงเต้นของฝรั่งเพลงลูกทุ่งรำวงมันรวมกันได้

ในความคิดของผมดนตรีทุกชนิดมันจะมีสายสัมพันธ์ถึงกันหมด  เพลงเร็กเก้มีความคล้ายหมดลำมาก  หลายคนอาจจะไม่รู้แต่มันคล้ายกันมากที่สุด

*คิดว่า ฮิพฮอพเมืองไทยจะอยู่ไปนานหรือเปล่า

ตอนที่ฮิตฮอพเข้ามาแรกๆ  จะเหมือนแฟชั่นมากกว่า  ที่มาแล้วก็ไป  แต่ว่าการที่ได้มาแล้วก็ไปเนี่ย  ทำให้ไปติดหูคนฟังอยู่ในกลุ่มหนึ่ง  ในระดับหนึ่ง   จนตัวผมเองก็รู้สึกว่า  มีแฟนเพลงประจำ  ถึงได้มีอัลบั้มมาจนอัลบั้ม 5  มีแฟนเพลง

*ฝรั่งมีแนวคิดแบบนี้เยอะไหมจากที่ได้เดินทางไปเจอนักดนตรีที่เมืองนอกมา

มีเยอะ  อย่างที่เห็นชัดๆ  ก็มีวงคูราเชกเกอร์  ที่นำดนตรีของอินเดีย  มาทำเป็นร็อก  ร้องเป็นอินเดียเลย  เมืองไทยเราก็มี  พี่ทอดด์  ทองดี  ที่ว่ามาหลงเสน่ห์

*แต่พื้นฐานมันเป็นของฝรั่งทั้งนั้น  แล้วเอาของพื้นบ้านแต่ละที่เข้าไปใส่

คิดว่าที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดคิดว่าน่าจะเป็นดนตรี pop  ฟังง่าย  ฟังแล้วไม่สับสน  ทางดสตรีไม่ซับซ้อน  ฟังแล้วสบาย  อย่างวัยรุ่นฟังแจ๊ซ  เพลงบลูส์ไม่รู้เรื่อง  ผมเองก็เป็นเหมือนกันในระยะแรกๆ  ฟังไม่เพราะ  แต่เราเริ่มชอบ  เราจะรู้ว่าจุดของความสนุกมันอยู่ตรงไหน

*ใช้เวลา

ใช่ใช้เวลา

(เต้ง) มันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนไทยด้วยครับ  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนที่ทำงานเช้าถึงค่ำ  เพราะฉะนั้น  มุมมองของผมคือว่า  เขาไม่มีเวลาฟังเพลง  บางชนิดที่จะต้องใช้เวลามากสักหน่อย  เพราะฉะนั้น  เขาจะฟังเรื่องง่ายสๆ  มากที่สุด  โดนกับชีวิตคนไทย

*ฝรั่งมีเวลาว่างๆ

(เต้ง) เขามีเวลาว่างที่จะมานั่งฟังลึกซึ้ง

(เพชร) ไปตามร้านอะไร  เขาก็เปิดตลอด  ฮิพฮอพ  ในร้านกินข้าวก็เปิด  ที่ไหนก็ได้ยิน  เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เหมือนเวลาไปต่างจังหวัดเขาก็ฟังหมอลำ  ในกรุงเทพฯชีวิตก็อีกแบบ

*อย่างนี้ก็ยากสำหรับพวกคุณที่จะทำให้คนไทยฟัง  เพราะคนไทยไม่ได้มีนิสัยชอบฟังเพลงลึกซึ้ง

(เพชร)  ผมว่าอยู่ที่การปลูกฝังตั้งแต่เด็ก  ในเรื่องการรักดนตรี  ไม่ใช่ฟังแค่ผ่าน  แต่ต้องฟังและชอบ  และเข้าใจคิดต่อไปได้  ไม่ใช่อะไรมาก็ฟัง

*อยากถามเต้งว่า  มันยากไหม  เพราะเอาเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทำงานด้วย  และต้องมารวมคอนเซ็ปต์แบบไทยๆ  ผสมเข้าไปด้วย

(เต้ง)  ผมว่าผมก็เอาความเป็นไทยของผมนี่แหละใส่ลงไป  เป็นความคุ้นเคยความชอบส่วนตัว  ผมก็ใช้ความคิดที่ผมทำได้  บวกกับความเป็นไทยของผม  โอเคอย่างนี้น่าจะใหม่  แต่คงเป็นไทย  เราสนุกของเรา  ผมไม่เครียดนะ  เป็นเพลงไทยนะ  แต่ใช้เครื่องใหม่

(เพชร)  ที่เมืองนอก  อย่างคนดำนี่เป็นชีวิตเป็นเหมือนเพลงชาติของเขาเลย  ต้องอยู่ที่ปลูกฝังแต่เด็ก

*ตรงนี้เราทำได้ไหม  ให้เข้าถึงคนขนาดนั้น

(เต้ง)  ผมเชื่อว่าถ้าเราทำจริง  คนอื่นก็เห็นความจริงใจ  คือเราทำอะไรออกมาสนุก  จริงจังมีความสุขที่ได้ทำออกมา  เขาก็มีความสุขร่วมกับเราไปไปด้วย

(โจอี้)  ผมว่าถ้าาทำออกมาดี  ในแง่ว่าเราได้คิดได้พบอะไรใหม่ๆ  ทางบ้าน ครอบครัวผม  ถ้าอยากทำอะไรใหม่ๆ ทำได้  อย่างที่เราทำ  คุณพ่อกับคุณแม่ค่อนข้างเปิดใจ  เขาก็สนับสนุนตลอด  ซึ่งบางทีหลายคนจะไม่มีโอกาส  พ่อแม่บางคนเห็นดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยให้จรรโลงใจ

*เป็นครอบครัวเปิดกว้างสมัยใหม่

…..ครับ

*มีเด็กๆ  เดินเข้ามาคุยบ้างไหม  ผมอยากทำอย่างพี่จังเลย  แต่ทำไม่ได้

(โจอี้)  น้องๆ  บางคน  ก็มาขอคำแนะนำ  ว่าอยากทำอย่างผม  ผมก็จะบอกเขาว่า  ช่วงนี้อยู่ในช่วงค้นหาของคุณ  ผมก็ผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว  คิดอะไรทำอะไร  ลองดูให้เต็มที่  อย่าไปกลัวที่จะคิด  แบบว่ากลัวไม่ได้  พยายามจะให้กำลังใจเขา  เราไม่ได้ทำอะไรเดือนร้อนใคร  มันคือทางต่อสู้ในทางปัญญาของตัวเอง  กับตัวเอง  ฉะนั้นเต็มที่  กล้าคิดกล้าทำ…กล้าคิดกล้าทำ

(เพชร)  เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของเด็กบ้านเราด้วยนะ  เรื่องระบบการศึกษา

*เรื่องโปสเตอร์แทรกโปสเตอร์เลือกตั้ง ส.ว.ที่เป็นเรื่องน่ะ  ใครคิด

(โจอี้ หัวเราะ)  ผมเองเห็นแล้วก็ขำ  มันคล้ายนะ  ทุกๆคนในที่ประชุมจะเห็นว่ามันไม่มีตัวเลข  ตอนแรก  เราจะใส่อัลบั้มชุดที่ 5  อย่าเลยเดี๊ยวจะไปทำให้เขาสับสน  ความตั้งใจไม่ใช่ว่าจะทำให้สับสนหรือก่อกวนทางการเมือง  มันเป็นอารมณ์ขันมากกว่า

*แล้วเรื่องชุดพยาบาล

(โจอี้)  ในมิวสิก  เผอิญผมกับเพชรใส่เป็นชุดคนบ้า  โอ๋ใสชุดนางพยาบาล  เต้งเป็นบุรุษพยาบาล  แพตเทิร์นที่ออกมามันจะเป็นชุดที่คล้ายพยาบาล  ออกแนวแฟนตาซีมากกว่า  แล้วก็คิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะคิด  เขาก็มีสิทธิ์ที่จะติ  เราก็รับฟังเหตุผลของเขา  อาจจะเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่เราก็ไม่นึกว่าจะทำให้เขารู้สึกไม่ดี  เขาก็มีสิทธิ์ที่จะปรามเรา  เราก็ยินดีจะรับฟัง

*กังวลไหมครับ

…..ไม่ครับ  คิดว่าเรามีสิทธิที่จะคิด  และเรามีสิทธิที่จะ  ถ้าเขารู้สึกว่าข้ามเส้นไป  เราก็ยินดีที่จะรับฟัง

*ภาพของโจอี้  บอย  เป็นภาพของเด็กรุ่นใหม่  ที่เป็นฝรั่งมากเลย  มันทิ้งความเป็นเด็กไทยๆไปเลย  คิดอย่างไรเพราะเราทำในประเทศนี้นะ

(โจอี้)  จริงๆ แล้ว  ในจุดที่ดี  เราจะนำอะไรใหม่ๆเข้า  เพราะเราคิดว่าผู้ใหญ่เมื่อก่อนก็ทำอะไรใหม่ๆ  มากแล้ว  เอาเข้ามาก่อนแล้ว  ทั้งแจ๊ซ  พ็อพ  ร็อก  ไม่มีของเราเลยนอกจาก  ดนตรีหมอลำ  และพื้นบ้าน  ที่เราคิดก็คือ  ดนตรีไม่ควรจะมีข้อจำกัด

*โอ๋  เป็นสไตล์ลิสต์ด้วยใช่ไหม  ทำให้ไทรอัมพ์ส  คิงดอมด้วย  คิดอย่างไรเรื่องนี้  เพราะเราโดนมากเลย  เรื่องนี้  ว่าเอาวัฒนธรรมที่อื่นเขามา

…..เป็นไปตามยุคสมัย  อย่างโจอี้  ก็เคยดูรูปถ่ายสมัยคุณพ่อคุณแม่  ยังคิดเลยว่าเขาใส่ไปได้ยังไง  อย่างตอนนี้ผู้ใหญ่เขาก็คงไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรา อนาคตอาจจะยิ่งกว่านี้ก็ได้  เราก็อาจจะมานั่งด่าลูกเราก็ได้  แฟชั่นมันก็จะเปลี่ยนตามยุคสมัยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

(โจอี้)  ผมมานั่งดูรูปของคุณพ่อคุณแม่  ก็รู้สึกว่ากล้าใส่กันได้อย่างไร  รองเท้าสูงปรู๊ดเลย(หัวเราะ)

*แล้วโอ๋มาเจอ  โจอี้  บอย  อย่างไร

…..ก็เพราะว่าไทรอัมพ์ส  คิงดอมนี่แหละค่ะ  โอ๋ถึงได้มีโอกาสมาเจอโจอี้อีกครั้ง  โอ๋คุยกะโจอี้  โจอี้ถึงได้รู้ว่าโอ๋เคยเล่นเบสมาก่อน

*เต้งเป็นมือเปิดแผ่น  ได้รางวัล

(เต้ง) เมื่อปี 1997  ตอนนั้นผมก็ได้โอกาสกลับมาแข่งชิงแชมป์ประเทศไทยของ  บีเอ็มซี  แล้วก็ชนะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งที่เมืองลิมเมอนี่  ประเทศอิตาลี  ได้เป็นไฟนอลลิสต์(เข้ารอบสุดท้าย)

…..ล่าสุดที่ได้รางวัลมาก็คือปี 1999  ปีที่แล้วนี่เอง  ได้รับรางวัลซิลเวอร์คลีโออวอร์ด  รางวัลที่สองคือ  คลีโออวอร์ด  คลีโออวอร์ดนี่ก็เหมือนกับออสการ์  แต่ว่าเป็นของทางสแกรชแผ่น  ก็เหมือนกับเราเอาเครื่อง  “เทิร์นเทเบิ้ล”  คล้ายเครื่องเล่นแผ่นเสียง  เป็นเครื่องดนตรีอีกชิ้นหนึ่ง  ซึ่งเราไม่ได้ใช้เพื่อจะเล่นเพลงฟังอย่างเดียว  ใช้เป็นเหมือนกับเป็นกลอง  เป็นกีตาร์ก็ได้  ขึ้นอยู่กับเสียงที่เราเอามาใช้  เนื้อหาก็เป็นเรื่องที่ใกล้ๆ ตัว

*ผมสนใจเรื่อง  เครื่อง  “เทิร์นเทเบิ้ล”  เต้ง  เล่าให้ฟังหน่อย  มันฮิตมากไหม

…..ฮิตมาก  ที่เมืองนอก  ที่ญี่ปุ่น  ที่เล่นกีตาร์  ก็หันมาเล่นอันนี้  เพิ่งเมื่อสองปีที่แล้ว  เขายอมรับกันว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดใหม่  นอกเหนือจากเครื่องดีดสีตีเป่า  คือเป็นการยอมรับกันเลย

*ในเมืองไทยนี่คนแบบไหนมาแข่งกัน

…..ก็ตั้งแต่รุ่นเก่า  มาถึงรุ่นใหม่เลย  บางคนก็จากคลับเลย  แต่ของเราไม่ได้รับความนิยม

*เป็นอาชีพได้

(โจอี้)  ได้ครับ  รับงานเพียบ  ปีใหม่นี่โอ้โหเป็นแสน  อย่างในอเมริกา  เวลาขายเทป  เขาจะขายความเป็น ดีเจ. เขาเอาเพลงของหลายวงมามิกซ์กัน

(เต้ง)  ที่เมืองนอก  เขาได้รับความสนใจ  เขามาฟัง ดีเจ.เลย  คนแน่นตามไปดู อย่างเมืองไทยไปกินเหล้าใครเปิดอะไรก็ฟัง

*สไตล์

…..ก็แล้วแต่ว่าชั่วโมงนั้นจะเป็นอย่างไร  จะเป็น สแครชแผ่น  ใส่อะไรสัพเพเหระ  ดูดเสียงโจอี้มาใส่  บางทีก็จากหนัง  ผมจะเริ่มตะล่อม  สร้างอารมณ์คนดูก่อน  พอสุดๆ เต็มที่เขายอมรับ

*ก่อนหน้านี้ทำงานที่ไหน

…..ซานฟรานซิสโก  เพิ่งกลับมา

(โจอี้)  ชื่อดังนะ  monkey spider  ลิงแมงมุม  เขาเร็ว  เหมือนลิง  และแมงมุมมีแปดขาเหมือนมีหลายมือ

*แข่งเยอะไหม

…..3,000  คน  ก็ได้มาหนึ่งในสิบ – เมื่อสามปีที่แล้ว

(โจอี้)  มีผมยืนกางธงชาติไทยอยู่(หัวเราะ)

*ถามเพชรหน่อย  เห็นสนใจเรื่องการศึกษามาก

…..ก็ที่เห็นมา  บ้านเราเด็กไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือก  ก็เรียนตามกันไป  เหมือนกันหมด  ออกมาสอบตอก  สอบไม่ผ่าน  เป็นเรื่อง  เมืองนอกไม่ใช่

…..ตอนไปเรียนที่นิวซีแลนด์  ช่วง ม.ปลาย  อาจารย์ถามว่า  เลือกเรียนอะไรบ้าง  อ๋อ  เลือกเรียนได้ด้วยหรือ  เราสามารถเลือกเรียนได้  ไม่เหมือนที่แบ๊กโฮม  ไม่เคยได้เลือก  ไม่มีโอกาสที่จะเลือก  ว่าเราอยากจะเรียนอะไรบ้าง  มันโปรแกรมยักษ์มา  อาจารย์จะบอกว่าตรงนี้ๆ  ไปท่องมาอยู่หน้านี้ๆ  ตรงนี้ๆ  แต่ที่นู้นเค้าจะให้เราค้นหา  ให้ทำในสิ่งที่เราชอบที่สุด

…..อย่างผมไม่ค่อยเก่งเลข  ถ้าเรียนที่นี่  อย่างมากก็ผ่านเกรดไม่เคยดี  ถ้าที่นั่นจะเน้นหนักไปทางด้านอาร์ต  จะมีช้อยส์ให้เราเลือกเยอะขึ้น  ให้เราทำในสิ่งที่อยากจะทำ  ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนในสิ่งที่เขาสั่งมา  ซึ่งไม่รู้ว่าเขาพัฒนาแผนการเรียนไปถึงไหนแล้วนะ

(เพชร)  แต่ผมว่าจุดของการไปศึกษาต่อต่างประเทศนี่  มันทำให้โลกทัศน์มันเปลี่ยน  ไม่ได้ทำให้คนดีขึ้น  แต่ว่ามันทำให้คนมีโอกาสเห็นอะไรใหม่ๆ  มีทางเลือกมากขึ้น  มีความกล้าตัดสินใจมากขึ้น  เพราะเขาจะสอนให้กล้าคิดกล้าทำ  ไม่ใช่หมายความว่า  ไปเรียนเมืองนอก  กลับมาแล้วจะต้องเป็นคนดีเป็นคนวิเศษวิโสอะไร

…..อยู่ที่นี่จะเป็นแบบว่าตามเพื่อนๆ ตลอด  ไม่กล้าคิดอะไรที่แปลกแหวกแนวเป็นผู้นำ  ถ้าเกิดว่าผมไม่ได้ไปอยู่ที่นู่นผมก็คงไม่ถึงขนาดนี้  ไม่เป็นอะไรแบบนี้  คงจะแบบว่าเรียนจบ  เข้ามหาวิทยาลัย  มีงานทำ  ทำงานออฟฟิศนั่งไป 9 โมงเช้า 5 โมงเลิก  อะไรประมานนี้  แต่ที่นั่นเขาจะบูม…เปิดใหม่หมดเลย  เรามีสิทธิเลือก  มีสิทธิทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ  ผมว่าระบบการศึกษาเมืองไทยก็น่าจะดูอะไรใหม่ๆ บ้าง

…..แทนที่สมัยผมเรียนมา  ยังไงรุ่นลูกผมก็ยังเรียนอย่างนั้นอยู่  มันไม่ใช่ทางที่จะพัฒนา  คือต้องขยับตามโลกที่มันเปลี่ยนไปแล้วบ้าง

…..ไม่ใช่รุ่นพ่อผมเรียนเหมือนรุ่นปู่ผมเรียนอยู่

(เต้ง)  ผมถามแม่ผม  แม่ผมเป็นครูอยู่  สอนปริญญาเอกที่  ภาควิชาพลศึกษา  ครุศาสตร์จุฬาฯ  แม่ผมก็บอกว่า  เขาเปลี่ยนหลักสูตรกันแล้ว  แต่คนที่เป็นครูอยู่ตอนนี้  ยังไม่เปลี่ยน  ต้องอีกหลายสิบปี  ต้องค่อยๆ  เปลี่ยน  คือข้างบนเขาก็เข้าใจปัญหา  แต่ข้างล่างยังช้าอยู่

ที่มา

ธรรมศักดิ์ พึ่งตนเพียร

จาก มติชนรายวันฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 มี.ค. 2543

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.