พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 2

topani

ช่วงปิดเทอมปีหนึ่งนี้ แดงมีงานอดิเรกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ร้องเพลงคนเดียวกับกีตาร์โปร่งคู่ใจที่ห้องอาหารในเซ็นทรัล ชิดลม หลังจากนั้น เรา 3 คนในนามวงโฟล์คซอง ก็เริ่มซ้อมดนตรีด้วยกัน โดยมีกีตาร์คอร์ด 2 ตัว กีตาร์เบสโปร่งอีก 1 ตัว

พอเปิดเทอมขึ้นปีสอง อันเป็นปีที่รุ่งของรุ่น 22 แผนกช่างภาพ และโฟล์คซองของนักศึกษารุ่นปีที่ 2 ก็ได้รับโอกาสจากรุ่นพี่ ให้บรรเลงในงานเลี้ยงน้ำชาน้องใหม่ปี 1 จึงนับเป็นการแสดงปฐมฤกษ์ของวงโฟล์คซอง คณะชาตรี จำได้ว่าตอนนั้น มือไม้สั่นไปหมด เพราะความตื่นเต้นดีใจ แต่ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของป้อม บวกกับเพลงของแดงที่แต่งเอง พร้อมเบสโปร่ง งานวันนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็อาศัยเวลาว่างจากการเรียน ซ้อมเพลงกันอย่างจริงจัง

แล้ววันหนึ่ง แดงก็บอกว่า มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หนวด ( ทวีชัย ) ซึ่งเคยเล่นดนตรีด้วยกันกับแดง 2 คนสมัยอยุ่ ACC จะมาร่วมเล่นในคณะชาตรีด้วยกัน คณะชาตรีตอนนั้นก็เลยกลายเป็นวงโฟล์คซอง 4 คน ประกอบด้วย 1 เบส + 3 กีตาร์ งานแรกของเราจะต้องไปแสดงที่ห้องอาหาร โรงแรมเอเชีย จ. ลำปาง บ้านเดิมของป้อม ครั้งนี้ นับเป็นการแสดงในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน หนวดมีภารกิจที่ทำให้ไม่สามารถมาร่วมซ้อมดนตรีด้วยกันได้ ประกอบกับเราเรียนอยู่คนละที่ หนวดจึงถอนตัวไปจากวง เพราะต้องไปอยู่ที่ปักธงชัย โคราช ตอนนี้ คณะของเราก็กลับมาเหลือ 3 คนเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่ท้อถอย เพราะเรารู้สึกว่า ภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น ความใฝ่ฝันของเรายังไม่บรรลุ การเผยแพร่ผลงานเพลงของวงยังไม่สำเร็จ ยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป

พูดถึงเพลงของแดงมีหลายเพลงที่น่าสนใจ อย่างเช่นเพลง รักไม่จากจร ซึ่งแดงบอกว่าเป็นเพลงแรกที่แต่งตอนสมัยที่แดงเรียนอยู่ ร.ร. อัสสัมชัญ ศรีราชา อีกเพลงหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเพลง รักเดียว เพราะว่าคอร์ดเป็นคอร์ดแพทเทิร์น แถมร้องเป็นเสียงสอดประสานกันทั้งเพลงได้อย่างลงตัว เพลงของแดงมีเสน่ห์ทีเดียว จนไปถูกใจเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อ อ้อ ซึ่งอ้อบอกว่า เคยตีกลองมาก่อน เลยอยากมาร่วมวงด้วย เป้าหมายของเราอยู่ที่ตึกกลางของวิทยาลัยฯ สมัยนั้นเวลามีดนตรีมาแสดงที่วิทยาลัย ก็จะแสดงที่ตึกกลาง จึงถือว่าเป็นเวทีใหญ่สำหรับวิทยาลัยนี้ และพวกเราก็ต้องการที่จะบรรลุจุดประสงค์นี้ให้ได้

อาวุธประจำตัวของอ้อ ก็คือ กลอง อนุสรณ์ก็เสนอกลองให้ แต่เราต้องไปขนมาเอง บ้านอนุสรณ์อยู่วัดมะกอก แต่กลองที่ว่าให้ยืมนั้นอยู่กิโล 8 มีนบุรี ดังนั้น ตำนานขนกลองขึ้นรถเมล์จากกิโล 8 มีนบุรี มาเทคนิคกรุงเทพฯ ในซอยสวนพลูจึงเกิดขึ้น หลังจากนั้น พวกเราจึงได้มีโอกาสซ้อมกัน 4 คน แต่เนื่องจากอ้อมีภารกิจมาก เพราะอ้อเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลตัวหลักของแผนก ในการแข่งกีฬาภายในของเทคนิค จึงทำให้เรามีเวลาซ้อมดนตรีกันไม่มาก เพราะอ้อต้องซ้อมกีฬาด้วย และแล้ว วันที่แสดงที่ตึกกลางมาถึง ปรากฏว่า การเล่นดนตรีในวันนั้น เล่นไม่เข้าขากันเท่าที่ควร นั่นจึงเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่อ้อได้ตีกลองร่วมกับวง แต่ปีนั้น กีฬาวอลเลย์บอลที่อ้อเป็นตัวหลักก็ประสบผลสำเร็จ เพราะอ้อสามารถช่วยให้แผนกช่างภาพชนะเลิศวอลเลย์บอลของวิทยาลัยได้ นับเป็นครั้งแรกของแผนกนับตั้งแต่ตั้งมา ที่สามารถเอาชนะแผนกอื่นๆ มาได้ ทั้งๆ ที่บางแผนกมีนักกีฬาทีมชาติอยู่ด้วย

พี่เหมา วงชาตรี

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.