ปฐมพร ปฐมพร ไม่ได้มามือเปล่า

ปฐมพร ปฐมพร

ชื่อ ปฐมพร
นามสกุล ปฐมพร
ภูมิลําเนา จังหวัดชลบุรี
การศึกษา ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ส่วนสูง 173 เซนติเมตร
น้ำหนัก 50 ก.ก.
ผิวเนื้อ ดำแดง

เส้นทางของถนนสายดนตรีของบ้านเราในปัจจุบัน มีผู้คนมากหน้า หลายตา ดาหน้ากันเข้ามาประดับวงการ มีทั้งที่โชคหนุนบุญช่วย พลิกตัวเอง เป็นนักร้องได้เพียงข้ามคืน มีทั้งที่เป็นนักร้องได้โดยบังเอิญ และมีทั้งผู้ที่ต้อง ต่อสู้ ฝ่าฝันอุปสรรคขวากหนามจนล้าและท้อถอยไปก็เยอะ ใครที่ยังยืนหยัด อยู่ใต้ก็น่าจะเพราะใจที่รักอย่างแท้จริง หรือไม่ก็เพราะว่าเป็นคนที่จะต้อง เอาชนะอุปสรรคชีวิตให้ได้

จะด้วยอะไรก็ตาม ที่ทําให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความแปลกตั้งแต่ชื่อและนามสกุล ที่ ปรากฏในบัตรประชาชนเหมือนกันว่า “ปฐมพร ปฐมพร” ยังคงมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดียวที่จะสร้าง ผลงานเป็นของตัวเองให้ได้ แม้จะใช้เวลามากกว่า 5 ปีก็ตาม

อยากให้เล่าถึงประวัติส่วนตัวคร่าวๆก่อน
– “ผมเกิดที่จังหวัดชลบุรี เริ่มเล่นดนตรีครั้งแรกก็ตอนอยู่ ม.ศ. 1 เป่าทรัมเป็ตให้กับ วงดุริยางค์ของโรงเรียน ต่อมา พอเห็นเพื่อนๆเล่นกีตาร์กันก็เลย หัดเล่นบ้างแต่ก็ไม่จริงจังอะไร มาก เพราะตอนนั้นผมเล่นฟุตบอลอยู่ด้วย อยากเป็น นักฟุตบอล แต่พอมาหัดเล่นกีตาร์ ก็เริ่มที่จะแต่งเพลงไว้ ก็หัดเล่น หัดแต่งไปเรื่อยๆ มีเพลงเก็บไว้ มากพอสมควร ช่วงม.ศ.3 ผมเข้า กรุงเทพฯ มาเจอเพื่อนคนนึง ซึ่งเค้าก็มีเพลงที่เค้าแต่งไว้ เหมือนกัน เราก็คุยกันว่าอีก 2 ปีเราจะมาเจอกันนะ เราจะ ทําเพลง จะตั้งวงเล่นกันเอง เลย ซึ่งยุคนั้นเพลงที่อยู่ในตลาด ก็ไม่ค่อยมีเพลงวัยรุ่นเท่าไร จะมีก็ชาตรีกําลังดัง ตอนหลังผมมา เรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ก็ได้เจอกับเพื่อนคนเดิม ซึ่งเค้า เล่นกีตาร์เก่งขึ้นมาก เพลงที่ เราสองคนมีอยู่ก็มากพอที่จะทํา ออกมาได้แล้ว เราก็เริ่มออกหา นักดนตรีที่จะมาเล่นให้ จําได้ว่า ตอนนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต้องเดินลุยน้ำไปหาเพื่อนๆ มือกลอง มือคีย์บอร์ด ซึ่งพวกเค้าก็ไม่อยากเล่นให้เรา เพราะเค้าเล่นเพลงสากลกันอยู่ เพื่อที่เค้าจะสามารถไปเล่นตามบาร์ได้ เราขอร้อง เค้าถึงตกลง ก็เล่นกัน ทําออกมาเป็นเพลง ชุดนึ่ง นั่นคือเมื่อกว่า 5 ปีก่อน”

© คือเพลงชุดปัจจุบันเลย หรือเปล่า
“ไม่ใช่ทั้งหมด มีเพียง ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เอามา หลังจากที่เราทําเพลงกันก็มีคนสนใจในแนวเพลงของเรา เค้าก็อยากจะสนับสนุนเรา ก็เริ่มทํากันจริงๆจังๆ พอหาเสร็จเค้าก็เอาไปเสนอบริษัทหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็โอเค แต่พอถึงตอนท้ายก็มีอันต้องไม่ได้ออกทุกที่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทําไม อาจจะเป็น เพราะว่าช่วงนั้น ตลาดเพลง ยังไม่เปิดกว้างสําหรับเพลง ในแนวของผมก็ได้ มันเป็นอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนคนที่ เค้าจะสนับสนุนผมเค้าเริ่มท้อ เค้าเสียเงินไปแล้ว แต่เพลงของผมไม่มีใครยอมฟัง เค้าก็ผิดหวัง แล้วอีกอย่างนึง ความคิดบางอย่างระหว่างผมกับเค้าก็เริ่มไม่ลงรอยกันด้วย เค้า พยายามจะเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ของผม ซึ่งผมไม่ยอม”

©เช่นเรื่องอะไรบ้าง
“ก็เรื่องการแต่งตัวอะไรแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันปลีกย่อยเกินไป แต่เค้าเอามาคิด ก็ขัดใจกันนิดหน่อยแต่ผมไม่ยอม เค้าถือว่าเค้าลงทุนให้ แต่ผมก็ถือว่าตัวผมก็ลงทุนเหมือนกัน ผมลงแรง..ลงความคิด พอสรุปกัน ไม่ได้เค้าก็เลิก ทุกคนเลิก เพราะเพื่อนๆผมส่วนใหญ่ก็ท้อกัน หมดแล้ว”

@ แต่คุณไม่..
“ใช่ ผมตั้งใจแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะท้อไม่ได้ จากนั้นผมก็เอาไปเสนอบริษัทเทปอีกหลายๆ ที่ แต่ละที่เค้าก็ให้เหตุผลกัน หลายๆอย่าง เพลงแนวนี้เรายังไม่มีนโยบายจะโปรโมทบ้าง… อะไรบ้าง แม้แต่ที่รถไฟดนตรีนี้ ผมก็เคยเอามาเสนอแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็โอ.เค.แล้ว ถึงขนาดมีการ เป็นสัญญากันแล้ว แต่ก็มีปัญหาอีก”

© เพราะอะไร
“จะพูดว่าเป็นเพราะผมดื้อก็ได้ แต่จริงๆแล้วผมมีเหตุผลนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามผมเชื่อในความคิดของตัวเอง แต่ถ้าคุณมี เหตุผลที่ดีกว่ามาหักล้างผมก็ยอม คือตอนนั้นก็เลยหยุคไปสําหรับรถไฟดนตรี ผมก็เอาไปเสนออีกหลายที่ มาถึงบริษัทนึ่งตกลงกันแล้ว ทําไปทํามาเค้าพยายาม จะเปลี่ยนคาแรคเตอร์ผม เอาเพลงซึ่งเค้าให้คนอื่นทํามาให้ผมร้อง ถ้ามันดีผมไม่ว่าเลย แต่นี่มันไม่เข้ากับตัวผมเลย ผมก็เลยบอกไม่ทํา เพราะผมอยากหาเองมากกว่าด้วย เค้าก็บอก โอ.เค. ถ้ายังไง ตอนนี้คุณไปเคลียร์เรื่องสัญญาที่เคยทําไว้กับรถไฟดนตรีก่อน ผมก็เลยมาที่ รถไฟดนตรีเพื่อเคลียร์เรื่องนี้

© หมายความว่าก่อนหน้านี้ก็ยัง ไม่ได้เคลียร์กัน
“ตอนนั้นที่ยกเลิกกันไป ครั้งหนึ่งนั้นเรายกเลิกกันด้วยวาจา ผมบอกไปหาคุณระย้าก็ โอ.เค.ไม่ทําก็คือไม่ทํา ยกเลิกกันไป ไม่ได้ยึดถืออะไรกับสัญญาที่เคยทําไว้ ผมก็เล่าให้เค้าฟัง

ว่าตอนนี้ผมกําลังทําอะไรอยู่ เค้าก็บอกว่าเค้ากําลังคิดถึงผม อยู่พอดี ซึ่งผมรู้สึกแปลกใจและก็ ดีใจมากที่เค้ายังคิดถึงผม ทั้งๆที่ ผมเคยเดินออกจากที่นี้ไปแล้ว เค้าก็บอกว่าเค้าเสียดายนะ เพราะตอนนั้นทุกอย่างก็กําลังจะ ไปได้สวยแล้ว พอดีตอนนั้นผมทํา เพลงใหม่ขึ้นมาอีก 2 เพลง ผม ก็เอาให้เค้าฟัง เค้าก็บอก โอ.เค.นะ ถ้าคุณยังอยากหาคุณก็ มาได้

มาเรียบเรียงให้มันได้อารมณ์ ที่สุดเท่าที่จะทําได้ในตอนนั้น สําหรับเพลงชุดนี้ของผมโดย รวมๆแล้วเพลงจะเป็นร็อค ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ตามแบบ ใคร ผมไม่เคยคิดจะจัดกรอบให้ กับเพลงที่แต่งอยู่แล้ว แต่ผมเห็น ว่าดนตรีร็อคสามารถสื่อได้แรง และได้อารมณ์ที่สุด มันให้ความ รู้สึกเหมือนได้ทุ่มตัวเองลงไป ทั้งหมด”

“ส่วนศิลปินที่ผมชื่นชมที่สุด ก็คือจอห์น เลนนอน ผมว่าชีวิต ของเค้ายิ่งใหญ่ เค้าได้รับการ ยอมรับจากคนทั่วโลก ซึ่งผมคิด ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเค้า เป็นสิ่งที่เค้ากําหนด เค้าสร้าง เค้าวางชีวิตเค้าให้เป็นไปตาม ขั้นตอน ซึ่งผมคิดว่าน้อยคนจะกําหนดชีวิตตัวเองได้อย่างเค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ลึกลับ หรือการจบชีวิตลงด้วยการถูกฆาตกรรมก็ตาม ซึ่งสร้างความสะเทือนใจ ให้กับคนทั้งโลก เป็นตํานาน เล่าขานไปอีกนาน เรื่องราว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเค้า มันถึงอารมณ์ทุกอย่าง ทําให้ผม ชื่นชมเค้ามาก”

ดูย้อนกลับไปเรื่องเพลงที่แต่ง ในชุดนี้ มีเพลงไหนที่คุณรู้สึก พิเศษกับมันบ้างหรือเปล่า
“จริงๆแล้วผม่ให้ความสําคัญ กับทุกเพลง แต่ถ้าจะถามจริงๆ เพลง “ฉันแอบอยู่” มันเป็น ความรู้สึกที่ดีของผม เพราะมีคนๆหนึ่งเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด ผมจึงแต่งเพลงนี้ขึ้นเพื่อใช้วลีนี้ แทนความรู้สึกของผมที่มีต่อเค้า อาจจะเข้าใจยากนะสําหรับ เพลงนี้จะ

© คุณเป็นคนเข้าใจยาก หรือเปล่า
– “บางครั้งนะ.. คนที่อยู่ ใกล้ชิดผมเค้าก็ยังบอกไม่เข้าใจ – ผม ก็คงจะจริงมั้ง เพราะ

© เพลงที่เอามาทําคือเพลง ชุดเดิมทั้งหมดหรือเปล่า
“ผมทําขึ้นมาใหม่อีก 6 เพลง คือเพลง เกลียดกลางคืน ปีศาจ, หวง, รักพูดไม่เป็น ตัดใจ, ก็เท่านั้น แล้วดึงเพลง เก่าที่มีอยู่มา 4 เพลง ก็มี ทรมาน, ฉันแอบอยู่, มายาและ ไม่ได้มามือเปล่า ซึ่งเพลงที่ท้า ขึ้นมาใหม่นี้จะเปลี่ยนไปจากที่ผม เคยทํามากพอสมควร เพื่อว่าจะ ออกสู่ตลาดได้

© เพลงที่เขียนขึ้นเอาข้อมูล มาจากไหน
– “มาจากประสบการณ์ของผม เอง ทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและ พบเห็นมาจากทั่วๆไป จาก เรื่องราวของเพื่อนบ้าง สิ่งที่อยู่ รอบๆตัวบ้าง”

© ลักษณะการเขียนเพลงของ คุณเป็นแบบไหน
คือจริงๆแล้วผมชอบที่จะใช้ สัญลักษณ์แทนสิ่งที่อยากจะพูดถึง มากกว่าจะใช้คําพูดบอกกันตรงๆ ซึ่งการเขียนเพลงแบบนี้อาจจะ ฟังยากเกินไปสําหรับบางคน ซึ่ง ผมคิดว่าถ้าผมมีประสบการณ์ มากกว่านี้ผมคงสามารถใช้ สัญลักษณ์พูดถึงโดยที่คนฟังทุกกลุ่ม สามารถเข้าใจได้ ผมหวังไว้ว่า ในอนาคตผมจะหาได้”

© นอกจากใช้สัญลักษณ์ในการ เขียนแล้ว เพลงที่คุณเขียนยังสื่ออะไรให้คนฟังอีกหรือเปล่า
“แน่นอน…เพลงที่ผมเขียนจะต้องสื่ออะไรให้คนฟังบ้าง ไม่มากก็น้อย ผมอยากจะพูดถึง เรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนในแง่ของปรัชญาว่าทุกคนสามารถที่จะพอใจในชีวิตของตัวเองได้โดยที่ ระดับความรู้แค่ไหนก็สามารถจะสร้างให้กับตัวเองได้ ผมอยากจะสื่อตรงนี้ให้มากที่สุด เพลงที่แต่งก็อยากจะให้คนย้อนนึกไปถึงตัวเอง รู้จักตัวเองให้มากๆ นี่คือจุดที่อยากจะสร้างมากที่สุด ในการทําเพลงให้คนฟังได้มองย้อนกลับมาหาตัวเองได้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง พื้นฐานจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนยังไง ต้องการจะเป็นอะไรต่อไปใน อนาคต สิ่งเหล่านี้ถ้าคุณค้นหาเจอคุณก็จะรู้ว่านั้นคือตัวคุณเอง แต่คนส่วนใหญ่มักจะถูกปลูกฝัง เค้าอยากจะเป็นอะไรก็เพราะเค้าถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น ซึ่งผมคิดว่าชีวิตเราเราน่าจะเลือกได้เองมากกว่า ซึ่งผมคิดว่าไอเดียนี้ของผมคงจะเป็นประโยชน์กับใครได้บ้าง

อาจจะมีเด็กชักคน ที่ตั้งใจอยากจะเป็นสถาปนิก มากเลย แต่องค์ประกอบหลายๆ อย่างอาจจะไม่เอื้ออํานวยให้เค้า เช่นไม่มีเงินทุน หรือ อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเค้ามั่นใจ เค้าก็สามารถค้นหาได้ว่าคุณสมบัติ ของสถาปนิกที่แท้จริงคืออะไร เค้าก็สามารถจะศึกษาเองได้ ไม่จําเป็นต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัย ไปเรียนเองได้ ไปขอฝึกงานกับคนอื่น เค้าสามารถทําได้ถ้าเค้าตั้งใจจริง นี่แหละ คือสิ่งที่ผมอยากจะให้กับคนฟัง ซึ่งทุกเพลงที่ผมเขียนอาจจะ ไม่ใช่แบบนี้ แต่ผมยึดหลักนี้ใน การเขียนเพลง, การทํางาน ผมไม่ได้เป็นนักร้องเพราะ อยากดัง ผมทําเพลงนี้ผมเจอ อุปสรรคค่อนข้างสูงที่เดียว ผมต้องใช้ความพยายามมากกว่าจะได้ออกเทปชุดนี้มา เพราะฉะนั้น ถ้าผมมีอะไรที่สามารถถ่ายทอดให้คนฟังได้ผมก็อยากหา สําหรับเด็กรุ่นใหม่ทุกคนที่โตขึ้นมาให้ เค้ามีกําลังใจที่จะทําในสิ่งที่เค้าหวังตั้งใจให้สําเร็จ”

® คุณชอบฟังเพลงแนวไหนและชื่นชมศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ หรือเปล่า
ผมเริ่มฟังเพลงสากลมา ตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นความโชคดี ของผมที่คนรอบข้างฟังเพลง สากลมาก เพราะฉะนั้นแนว เพลงของผงส่วนใหญ่ก็จะได้แบบมาจากสากล แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเอาทํานองเพลงนั้น เพลงนี้มาใส่นะ การแต่งเพลงของผม ผมจะแต่งตามกีตาร์แล้ว

หลายคนพูดแบบนี้ แต่ผมรู้จักตัวเองดีพอนะ คนทุกคนควรจะ รู้จักตัวเองให้มากๆ มากกว่ารู้จักคนอื่น เพราะพฤติกรรมของทุกคนย่อมแตกต่างกันออกไป “ฉัน” ในเพลง “ฉันแอบอยู่ เป็นสัญลักษณ์แทนพฤติกรรมหรือ เหตุการณ์ในอดีตที่คนเราควร มองย้อนกลับไป เพลงนี้เป็นเพลงในยุคแรกๆที่ผมหัดแต่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผม อยากจะเขียนหนังสือด้วย”

© เพราะอะไรจึงอยากเขียนหนังสือ
“เพราะการจะสื่อสิ่งที่อยาก จะสื่อในเพลงมันยาก.. ยาก ต่อการเข้าใจของคนฟัง เพราะคนฟังต้องการฟังดนตรีเพื่อความบันเทิงซะส่วนใหญ่ ก็เลยอยากจะถ่ายทอดด้วยวิธีเขียนหนังสือ
และหนังสือของผมก็จะพูดถึงการ | มองตัวเอง เพราะผมเห็นว่าใน
ขณะที่คนเราพยายามที่จะศึกษา และรู้จักคนอื่นเนี่ย ในเรื่องของ ตัวเองเขากลับสับสน หนังสือของผมผมเลยอยากให้คนอ่านเข้าใจ และถามตัวเองว่า “เราเป็นคนอย่างไรนะ” เมื่อ ได้อ่านจบ ตอนนี้ก็เริ่มเขียนไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร

© นอกจากเขียนหนังสือแล้ว อยากทําอะไรอีก
“ความหวังในชีวิตของผมที่ ผมจะต้องทําให้ได้มีอยู่ 3 ข้อ อย่างแรกคือผมต้องมีผลงานของตัวเองในด้านสร้างสรรค์อย่าง น้อย 1 อย่างซึ่งผมได้ทําแล้วคือ เทปชุดนี้ อย่างที่สองคือเดินทาง ให้มากที่สุดในโลกใบนี้ หมายถึง การไปประเทศต่างๆ คนเราเลือกเกิดไม่ได้และการที่เกิดมาเป็นชนชาติหนึ่ง โอกาสที่จะ เดินทางไปโน่นมานอย่างที่ใจปรารถนาเป็นเรื่องยาก ลําบากเพราะคิดเงื่อนไขระหว่างประเทศที่มนุษย์กําหนดขึ้นมามากมาย ผมก็เลยอยากมีอิสระที่ จะเดินทางไปไหนๆก็ได้ ไม่ใช่ ไปเพื่อเที่ยวนะ แต่เพื่อศึกษาสิ่งใหม่ๆและอย่างสุดท้ายคือการ ได้รักใครสักคนที่สามารถตาย แทนกันได้ และเค้าก็คิดอย่าง เดียวกัน ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องยาก

© สีที่คาดอยู่บนหน้าต้องการสื่อ อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า
“สําหรับผม…มันเป็นการ เตือนตัวเองให้คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ผมต้องผ่านอุปสรรคขวากหนาม ความเจ็บปวดมามาก เพียงใดกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ซึ่ง ไม่ใช่มีแต่ผมหรอกที่ต้องสูญเสีย หลายสิ่งหลายอย่างไป มีคนใน โลกนี้อีกหลายคนที่ต้องเจอกับ อุปสรรคกว่าจะก้าวไปถึงจุดที่ หวังไว้ได้ ซึ่งผมก็ได้แต่หวังไว้ ว่าเค้าจะไม่ท้อเสียก่อน”

@ อยากจะบอกอะไรกับคนอ่าน …ทิ้งท้ายไว้ชักนิด 
“ครับ สําหรับผลงานชุด “ไม่ได้มามือเปล่า” นี้ผมก็หวัง ว่าหากมันจะมีสิ่งที่ดีอยู่บ้างก็ ขอให้เป็นตัวแทนของความเป็น ตัวของตัวเองและความปรารถนา ของคนที่มีพลังใจและไฟที่มุ่งมั่น ผมเชื่อว่าตราบใดที่ความคิด ของเรายังพัฒนาอยู่ สักวันหนึ่ง โอกาสก็จะเป็นของเรา อย่าให้ อุปสรรคและเวลามาทําร้ายหรือ ทําให้ไฟเราดับ หมั่นจุดไฟให้ตัวเอง อย่าท้อแท้ ต้องมีแน่ๆ วันของเรา..”

 

รู้จักปฐมพร ปฐมพร มากขึ้น

เคยเห็นจานบิน
เมื่อสมัยเด็กเขายืนอยู่ที่ ระเบียงบ้าน ขณะนั้นมีนกพิราบตัวหนึ่งซึ่งบินผ่านหน้าไปสายตาก็มองตามนกพิราบที่บินขึ้นฟ้า ก็พบกับวัตถุประหลาดสีเงิน ด้วยความตกใจก็รีบหันมาเรียก เพื่อนๆ พอหันไปอีกทีก็ไม่เห็นอีกแล้ว เหศการณ์นั้นทําให้เขาเริ่มมีความผูกพันกับจักรวาลและ วัตถุทรงกลม ซึ่งเขาเชื่อว่ามันต้องมีอะไรที่ผูกพันกับชีวิตมนุษย์อย่างแน่นอน แต่ยังไม่รู้ว่าอะไร ตอนนี้ ปฐมพรเขากําลังค้นหา..

เด็กแปลก ชอบสะสม พระเครื่อง
ตอนเด็กๆในขณะที่เพื่อน – รุ่นเดียวกันชอบสะสมแสตมป์และ ของเล่นอื่นๆ ปฐมพรกลับชอบ สะสมพระเครื่อง เขามีพระเครื่องมากมายเทียบเท่ามือ สะสมรุ่นใหญ่ ไปบ้านปู บ้านตา ก็คว้ามาหมดแถมยังห้อยอีก เต็มคอ แต่พอโตขึ้นมาหน่อย สัก ม.ศ.3 เขาก็เลิกสะสม และ เลิกห้อยพระมาจนถึงทุกวันนี้ พระที่เคยมีอยู่ก็ยกให้คนอื่นไปหมด ไม่สนอีกเลย เช่นเดียวกับเรื่องฟุตบอล

ประทับใจมากที่ครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา
ในการแข่งขันฟุตบอลทีมอนุชนทางภาคตะวันออกในปีหนึ่ง ซึ่งมีทีมฟุตบอลดังๆของภาคเข้าแข่งขันมากมาย เริ่มที่เขาไม่คิดจะเล่นแต่เมื่อมีเหตุจําเป็นต้องลง กลายเป็นว่าเขาเป็นที่รู้จักของใครต่อใคร เป็นที่พูดถึง เป็นดาวซัลโวทำประตูได้มากมาย ทําให้ทีมได้ชนะเลิศ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา อะไรจะขนาดนั้นนะ ปฐมพร… เกือบจะติดทีมชาติ ถ้าไม่หลงเสน่ห์ดนตรีซะก่อน

ปฐมพรกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง มาเรียนในกรุงเทพด้วยจุดมุ่งหมายคือ มาเล่นฟุตบอลให้ทีมท่าเรือ เพื่อนเล่นกองหลังและ ปฐมพรเล่นกองหน้า แต่พอถูกเรียกตัวให้เข้าค่ายข้อมเขาก็เกิดเจอเสน่ห์ดนตรีซะก่อน ทิ้งไปเลยฟุตบงฟุตบอล ปล่อยให้เพื่อนที่มาด้วยกันติดทีมชาติไปคนเดียว ที่ละอนาคตที่เห็นชัดๆ สละสิทธิ์ในการเรียนฟรี พักฟรีที่มหาวิทยาลัยเสนอให้เพื่อเริ่มงานดนตรีที่ในขณะนั้น เขายังไม่รู้อนาคตด้วยซ้ำว่าจะเป็น อย่างไร ใจเด็ดจริงๆไอ้น้อง

ใช้กลองจริง และเล่นพร้อม กันทั้งวงในการบันทึกเสียง
ดนตรีในทุกวันนี้โดยทั่วไป จะใช้วิธีการใช้เครื่องอิเลคโทรนิคในการบันทึกเสียงกลอง และใช้การเล่นเครื่องดนตรีทีละชิ้นเข้าที่ละไลน์ แล้วจึงนํามามิกซ์เสียงในภายหลัง แต่สําหรับอัลบั้ม “ไม่ได้มามือเปล่า ปฐมพรใช้กลองจริงในการบันทึกเสียงและได้นําเพื่อนๆ นักดนตรีรุ่นเดียวกัน ยกวงทั้งวง มาเล่นเพื่อบันทึกเสียงพร้อมกันทั้งวง เพื่อต้องการเสียงดนตรีที่ “สด และมีชีวิตกว่า

 

เก็บประสบการณ์รายทางมาสร้างเป็นเพลง

รักพูดไม่เป็น
“สําหรับผม. เมื่อรักใครสักคน มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก.. มากเกินกว่าจะใช้คําว่า “รัก” เพียงคําเดียวมาบอกถึงความรู้สึกทั้งหมดได้ จึงดูเหมือนว่าผมพูดคํานี้ไม่เป็น ซึ่งเชื่อว่าคงมีอีกหลายๆคนที่เหมือนผม ก็อยากรู้เหมือนกันว่าระหว่างคําหวาน กับความจริงใจ แบบไหนจะเป็นที่ถูกใจกว่ากัน

หวง
“มีเพื่อนผู้หญิงหลายคนมาปรับทุกข์กับผมว่าแฟนหวงมาก ซึ่งแทนที่จะเป็นความรู้สึกที่ดีกลับกลายเป็นเรื่องนํารำคาญสําหรับเธอ ซึ่งผมเข้าใจนะว่าผู้ชาย “ทุกคนรู้ตัวเองว่าควรจะหวง แค่ไหนจึงจะพอดี แต่พอถึงเวลา จริงๆก็ทําไม่ได้ ที่เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเพราะอยากจะบอกว่า หวงมากก็เพราะรักมากนะเอง

ปีศาจ
“ผมแต่งเพลงนี้โดยใช้สัญลักษณ์ แทนสิ่งต่างๆ “ปีศาจ” ในเพลงนี้ ไม่ใช่ผี แต่มันคือความชั่วร้ายที่เป็นความรู้สึกส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวคนทุกคน ซึ่งในยามปกติ คนเราจะแสดงออกเฉพาะส่วนที่ดี แต่เมื่อไรที่ “ความมืด” ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์เลวร้ายรอบตัว สิ่งไม่ดี เช่นหน้าบึง โกรธเกรี้ยว โมโห ก็จะถูกแสดงออกมา นั่นหมายถึงปีศาจ ในตัวเราออกมาอาละวาดแล้ว เพลงนี้ผมแต่งไว้ยาวมาก ในชุดนี้เป็นเพียงภาคเดียวเท่านั้น ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้นําภาคต่อจากนี้มาเสนอต่อไป

ฉันแอบอยู่
ก่อนที่คุณจะหยิบเรื่องราวของผมมาอ่าน คุณตั้งใจจะทําอะไร ก่อนหน้านี้หรือเปล่า ความคิด เดิมนั้นยังคงอยู่ในใจคุณลึกๆ ใช่หรือไม่… ผมเชื่อว่ายังคงแอบอยู่ในใจคุณอย่างแน่นอน เพลงนี้ผมแต่งร่วมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยรักกันมาก แต่ในสายตาของเธอวิถีชีวิตและภาพอนาคตของผมในตอนนั้นคงจะเลื่อนลอยและไม่สดใสนัก เธอจึงจากไปในที่สุด จนถึงวันนี้ “ฉันแอบอยู่ เป็นเพลงที่ผมรักมาก เพราะหมายถึงชีวิตของผม ที่มักจะมีเธออยู่ในความคํานึงเสมอ เหมือนเธอแอบอยู่ในใจ

ลอดเวลา มายา
จากการที่เข้ามาสัมผัสกับสังคมเมือง ซึ่งมีความเจริญทางวัตถุเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มันทําให้โลก เราแคบลงแต่คนกลับห่างไกลกันออกไป ขณะเดียวกันความจอมปลอมหลอกลวงก็คืบคลาน ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที รอยยิ้ม คําทักทายที่เคยมีให้กันไม่รู้มันหายไปไหนหมด สิ่งเหล่านี้ใช่มั้ยที่เป็น “มายา” อยู่ใน สังคมของเราทุกวันนี้

ทรมาน

“ปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นในสังคมทุกมุมโลก ผมเขียนเพลงนี้ขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว จากการได้เห็นสภาพของคนที่ติดยาเสพติด ผมไม่กล่าวถึงโทษของยาเสพติดในเพลงนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักดีอยู่แล้ว แต่จะพูดถึง – ความน่ากลัวกว่านั้น นั่นคือความรู้สึกของคนที่ตกเป็นทาสของมัน แต่พยายามจะหนี คนเหล่านั้นต้องผจญความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสเพียงใด

เกลียดกลางคืน

“แต่งจากความรู้สึกของเพื่อน สนิทคนหนึ่ง ซึ่งมีแฟนและอยู่ด้วยกันมาหลายปี วันหนึ่งเมื่อเธอจากไปทั้งๆที่ยังรักอยู่ เขาเกิดความรู้สึก “เกลียดกลางคืน” “ขึ้นมา เพราะเป็นช่วงเวลาที่ เราต้องกลับบ้าน..บ้านที่เคยมี เธออยู่ตรงนั้น ตรงนี้… ความทรงจําในอดีต ภาพความทรงจํา จะถูกรื้อฟื้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงอยากจะให้โลกนี้มีเฉพาะกลางวันที่เขาสามารถจะไปทํางานหรือพบความวุ่นวายที่ไหนสักแห่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดคนเดียวเหมือนเวลากลางคืน

ก็เท่านั้น

“ผมเอาเรื่องราวและความรู้สึก ของคนอื่นมาเขียนเป็นเพลงที่เยอะแล้ว จึงไม่แปลกนะครับถ้า จะรู้สึกปลื้มเมื่อมีใครเอาความเป็นตัวผมไปเขียนเป็นเพลงด้วยเหมือนกัน “ก็เท่านั้น” เป็นภาพสะท้อน ตัวผมในมุมมองของเพื่อนคนหนึ่ง เท่าที่ความเป็น “เพื่อน” จะทําให้เพื่อนสามารถถ่ายทอด ความเป็นตัวผมออกมาได้ เขาแต่งเพลงนี้ครึ่งเดียว ส่วนครึ่งสุดท้ายผมมาแต่งต่อเอง ตั้งแต่ “..มีตวงใจหนึ่งเดียวหากน้อยไป คงไม่กล้าให้ใครเขาครอบครอง ไม่อาจจํานรรจหรือจะ ร่ำร้องเปิดใจบอกใคร….”

ตัดใจ
“เมื่อคนสองคนไม่สามารถ อยู่ด้วยกันได้ก็น่าจะมีความ “เด็ดเดี่ยว” เด็ดขาดในการจากกัน ไม่ต้องเหลือความผูกพัน ให้ต้องมานั่งคิดถึงกันอีก แม้เราจะรู้สึกเสียดายวันเวลา ความรู้สึกดีๆที่เคยให้มีให้กันก็ตามเราก็ต้องเข้าใจยอมรับว่าเราอยู่ด้วยกันไม่ได้เพราะอะไร ความรู้สึก “เด็ดเดี่ยว” “เสียดาย” และสุดท้ายคือ  “เข้าใจ” คือความรู้สึก 3 แบบ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของหลายๆ คนไว้

ไม่ได้มามือเปล่า
“แม้ผมจะไม่ได้แต่งเพลงนี้ แต่ก็ชอบมาก และยอมรับว่าเป็น เพลงที่ลงตัวทั้งเนื้อหา ทํานอง ดนตรีและตัวผมเอง

จากนิตยสาร Starpics

ขอบพระคุณข้อมูลจากเพจ คุณแต้ว บอกอ MODEL

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply