ดีทูบี แหม่ม

กว่าจะมาเป็น… “บิ๊ก” ดีทูบี

วันแรกที่เขาแถลงข่าวเปิดตัววงบอยแบนด์ ดีทูบี แหม่มน้ำตาซึมด้วยความปลื้มใจที่เห็นเด็กกะโปโล 3 คน แปลงกายมาเป็นหนุ่มหล่อมีแฟนเพลงมากรี๊ดกันเต็มห้อง…แหม่มไม่ได้เห็นภาพอย่างนี้มานานแล้ว เพลงของเขาเพราะจริงๆ การแสดงบนเวทียอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับอายุและความสามารถของพวกเขาในตอนนั้น

แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่ากว่าเด็กหนุ่มหน้าตาสดใส 3 คนนี้จะก้าวขึ้นมาสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมบนเวที พวกเขาก็เป็นเพียงเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง

สำหรับบิ๊ก…จากวันแรกที่เขาก้าวเข้ามา บิ๊กเป็นเด็กหูเพี้ยน เสียงร้องหลงคีย์ไปมา จนเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีอย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้…เขากลายมาเป็นนักร้องเสียงหล่อ ร้องคีย์ตรงเป๊ะได้นี่แหม่มก็ปลื้มใจจะแย่แล้ว …

ไหนยังจะบีม…คนที่เคยร้องเพลงเสียงแบนๆ ท่าทางเก้งก้าง ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นบีมผู้มั่นใจ ( ขึ้น ) ร้องเพลงเพราะขึ้น

และแดน…ที่เคยเก๊กจนเรากวนตากวนใจ กลายมาเป็นศูนย์กลางของวงที่แข็งขันทั้งเรื่องการร้องและท่าทางการแสดงออก ทั้งที่แดนเด็กที่สุด
แต่นี้สำหรับความรู้สึกของครูก็ปลื้มใจแล้วค่ะ

แหม่มมีความหวังว่าเขาจะยิ่งแข็งแรงขึ้น รอบจัดขึ้นเมื่อผ่านงานไปสักระยะหนึ่ง และเขาจะต้องกลายเป็นศิลปินกลุ่มที่ดังมากแน่ๆ แหม่มก็แค่คิดแค่ปลื้มของแหม่มไปตามประสาคุณครูผู้รักเด็กไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดว่าเขาจะดังขึ้นมาจริงๆ…

เริ่มจากเด็กวัยรุ่นรู้จักและคลั่งไคล้ดีทูบีอย่างแรง จนผู้ใหญ่ต้องหันมามองดูกันไปด้วยว่าไอ้เจ้าวง ดีทูบี นี่เป็นใคร ทำไมเด็กๆ ถึงคลั่งกันนัก แล้ว ดีทูบี ก็ดังทั่วบ้านทั่วเมือง…ภายในเวลาไม่นาน
แหม่มก็เลยต้องติดตามไปดูแลพวกเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อดังมาก ความคาดหวังของคนดูก็มากตาม ดีทูบีจะพลาดไม่ได้เมื่อขึ้นเวที หรือไปที่ไหนก็ตาม เพราะดังและเป็นที่รู้จักมากพอที่จะเรียกว่าเป็น ซูเปอร์สตาร์ แหม่มและทีมงานจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลเขาอย่างดีที่สุด ดูแลในทุกจุดที่ไปทำงานก็ว่าได้

คอนเสิร์ตแรกที่เขาขึ้นไปแสดง เด็กสามคนสั่น ประหม่า จนสติแตก ลืมสคริปท์ ลืมบทพูด ลืมเนื้อเพลง แม้จะรู้ดีว่า…ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอในงานแสดงสด แต่แหม่มก็อดที่จะเกร็งไปพร้อมกับพวกเขาไม่ได้ และต้องคอยช่วยเขาแก้ไขปัญหาให้ผ่านตรงนั้นไปด้วยดี ไม่อย่างนั้นหัวขาดฮ่ะ คือไม่ได้โดนใครมาฆ่าตัดหัวแต่อย่างใด แต่การโดนเจ้านายด่าก็เป็นเรื่องชวนสยอง ให้รู้สึกว่าหัวจะหลุดจากบ่าได้เหมือนกัน ซึ่งทั้งครูทั้งศิษย์ก็กอดคอกันผ่านช่วงช็อกวัดใจกันมาได้ทุกงาน ดีบ้าง แย่บ้างแล้วแต่สถานการณ์
ถึง LIVE CONCERT นี่อะไรมันจะเกิดขึ้นได้แต่แหม่มก็จะคอยเตือนสติให้พวกเขาทำให้ได้ดีอย่างตอนซ้อม และอย่าตื่นคนดูจนทำให้สติแตก ทำอะไรหลุดไปหมด…เท่านั้นเอง ทุกครั้งก่อนจะขึ้นเวทีใหญ่ๆ ทั้งสามคนจะมาไหว้และกอดแหม่มคนละทีทุกครั้ง และทุกครั้งแหม่มก็จะบอกให้เขาทำให้ดี มีสติ จนเมื่อเขาเก่งขึ้น ประสบการณ์มากขึ้นจนเรียกได้ว่าไม่มีความตื่นเต้นแบบช่วงแรกๆ ที่มักจะทำให้พลาดในเรื่องที่ไม่ควรพลาดแล้ว แหม่มก็ดูพวกเขาด้วยความสบายใจขึ้น ไม่เครียดจนปวดท้องเหมือนก่อน ซึ่งอาการนี้ไม่ได้มีแต่กับดีทูบี แต่จะเป็นกับศิษย์ทุกคนทุกกลุ่มที่สอนมา โดยเฉพาะตอนออกงานครั้งแรกๆ ในฐานะศิลปินใหม่

ทุกวันนี้แหม่มก็ยังเครียดอยู่ เพราะฉะนั้นใครคิดว่าทำงานแบบดิฉันสบายขอเชิญมา…ท้าพิสูจน์ได้เลย

หนึ่งปีครึ่งที่ ดีทูบี ออกเทปและกลายมาเป็นศิลปินวัยรุ่นที่ดังมากๆ มีงานกันทุกวันวันละหลายๆ งาน สามคนนี้ก็ค่อยๆ หายไปจากชีวิตแหม่ม หายไปแบบว่า…เขามีงานต้องทำ มีสังคมให้รู้จัก มีเพื่อน พี่น้องใหม่ๆ ให้ทำงานด้วย ไม่ได้มีแค่คุณครูไหวใจดีอย่างพวกเรา แต่ทุกครั้งที่เขามีเวลาและนึกถึงเรา เขาจะกลับมาหาทุกครั้งและยังคงเป็นเด็กสามคนที่เราคุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลง ความดังไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนนิสัยไปเลย แต่ทำให้เวลาที่เขาเคยมีหายไป และนานๆ เราถึงจะได้เจอกันที ซึ่งแหม่มก็ภูมิใจค่ะที่เห็นเขาได้ดีและดีใจทุกครั้งที่เด็กๆ ที่เราเคยสอนกลับมาหา บางทีแหม่มยุ่งๆ ก็ไม่มีเวลาคุยกับเขาเหมือนกัน ก็ใช้วิธีโทร.คุยกันแทน

จนคอนเสิร์ตสุดท้ายที่แหม่มได้ไปดูแลเขาตามหน้าที่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีของเขาอีกเช่นกัน เรายังคุยแหย่กันเหมือนเคย เพียงแต่แหม่มเหนื่อยน้อยลงเพราะเขาเก่งแล้ว แค่ไปดูวันซ้อมใหญ่กับวันแสดงจริงเท่านั้น ไม่ต้องไปอยู่ด้วยกันทุกวันก่อนขึ้นคอนเสิร์ตแบบช่วงแรกๆ ดีทูบี วันนั้นเก่งและร้องเพลงดีกันทุกคน ใครที่ชอบว่าบอยแบนด์ไทยลิปซิงค์ขอแก้ความใหม่นะคะ ดีทูบี ไม่ได้ลิปซิงค์เลย ยกเว้นเพลงเร็วๆ ที่ต้องมีเต้นหรือมีภาคของการโชว์แค่เพลงสองเพลง ซึ่งบางครั้งร้องสดแล้วมันมากวนกับระบบการโชว์บนเวที ก็ต้องทำเป็นโชว์ไปซึ่งเขาก็จะร้องกันสดก่อนขึ้นเวทีจริงทุกครั้งไม่ได้เปิดเทปแล้วอ้าปากตาม

วันนั้น เขายังมากอดแหม่มเหมือนเดิม บิ๊กเองวิ่งมาอุ้มตัวลอยจนแหม่มเขกหัวไปว่าฉันเจ็บ และฉันแก่แล้วกระดูกกระเดี้ยวมันจะหักเอา ไปมันเขี้ยวกับแฟนเพลงบนเวทีโน่น บิ๊กก็ยังหัวเราะสะใจที่ได้แกล้งครูไปมา แล้วก็วิ่งไปขึ้นเวทีทำหน้าที่ศิลปินของเขาไป

แหม่มรู้สึกว่า…วันนั้นเป็นวันที่บิ๊กร้องเพลงได้เพราะที่สุด โดยเฉพาะเพลง ตะเกียงของหัวใจ ซึ่งร้องยากมาก เขาอยากร้องเพลงนี้เพราะอยากให้ทุกคนเห็นว่าบิ๊กร้องเพลงเก่งจริงๆนะ ไม่ใช่หล่ออย่างเดียว ซึ่งเขาทุ่มเทตั้งใจกับการร้องเพลงนี้มาก ตอนแหม่มไปแอบยืนดูปะปนกับคนดูทั่วไปยังน้ำตาซึม ( อีกแล้ว ) ที่พอจบเพลงนี้คนกรี๊ดกันกระหึ่มและปรบมือให้แบบรู้เลยว่าชื่นชมอย่างจริงใจ สองคนที่นั่งด้านหน้าแหม่มลุกขึ้นยืนปรบมือให้อย่างสุดตัวพร้อมกับพูดว่าร้องดีจริงๆ อย่างนี้ประกวดก็ชนะ

แหม่มได้ยินแล้วก็ภูมิใจแทนบิ๊กมาก อยากบอกเขาว่าหนูทำได้แล้ว หนูเป็นนักร้องที่ดีจนคนดูเขาชื่นชมได้ด้วยตัวเองจริงๆ แต่ก็ยังไม่ได้บอกเสียทีจนคอนเสิร์ตจบ แยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วงานอันมากมายของ ดีทูบี ก็ทำให้เราห่างกันไปอีก

จนวันที่ 21 กรกฎาคม 2546…วันนั้นเกิดอะไรขึ้นแหม่มคงไม่ต้องเล่า เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งประเทศก็ทราบข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องบิ๊กรถคว่ำแต่รอดปลอดภัยดี แค่พักรักษาตัวสักระยะก็คงหาย…น้องๆ ที่บริษัทไปเยี่ยมกลับมาเล่าอาการว่า…น้ำเข้าปอดแต่ปลอดภัยดีแล้ว เข้าใจว่าคงต้องพักฟื้นให้ปอดดีขึ้นสัก 2 อาทิตย์ แหม่มทราบข่าวก็สบายใจที่เขาปลอดภัย ตั้งใจว่าให้เขานอนพักสัก 3 – 4 วัน ค่อยไปเยี่ยม จนวันที่ 4 ที่ 5 โน่นแน่ะค่ะ แหม่มถึงมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบิ๊กที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแรกที่ดูแลบิ๊กหลังเกิดอุบัติเหตุ ที่ตลกคือบนหัวเตียงบิ๊กเป็นเตียงเดียวในห้อง ICU ที่มีป้ายชื่อโรงพยาบาลแขวนอยู่แผ่นเบ้อเริ่ม ความคันของแหม่มก็เลยบังเกิด แอบไปเดินดูเตียงอื่นๆ เขาก็ไม่เห็นมีป้ายแขวน ขำก็ขำแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรกลัวหมอเขาหมั่นไส้
แหม…ไม่ได้ว่าอะไร จะชมว่าประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล ทำงานเป็นเยี่ยมเท่านั้นเองค่ะ

กลับมาที่อาการของบิ๊กต่อ บิ๊กวันนั้นดูสดใสขึ้น แต่ดวงตายังมีแววอิดโรย เพราะยังมีไข้อยู่เล็กน้อยตลอดเวลา แต่พอเห็นหน้าแหม่มเจ้าลูกศิษย์ตัวดีก็ยังทำหน้าทะเล้นใส่เหมือนเดิม ทั้งที่ยังพูดไม่ได้ เพราะหมอเขายังไม่ให้ถอดท่อต่างๆ ที่เสียบปาก เสียบจมูกอยู่ ก็ได้แต่จับมือให้กำลังใจกัน แหม่มยังแซวบิ๊กว่าสาวๆ ที่บริษัทมาเยี่ยมกันตรึม แต่บิ๊กดันหลับ พอคนแก่อย่างครูมาเยี่ยมกลับตื่น เป็นยังไงเห็นหน้าฉันชื่นใจกว่าสาวๆ ไหม

บิ๊กทำหน้าเซ็งๆ ใส่ แต่พูดไม่ได้ แล้วก็สำลักเสมหะตัวเอง ตอนแรกก็ดูเหมือนคนไอธรรมดา สักพักเริ่มมากขึ้นจนต้องกดออดเรียกพยาบาล คราวนี้คุณพยาบาลวิ่งเอาสายยางมาเสียบลงไปในท่อที่อยู่ในปากบิ๊ก เข้าใจว่าลึกพอควรเพราะบิ๊กมีอาการเกร็งเหมือนเจ็บ แหม่มยืนซีดสนิทอยู่ตรงนั้น เพราะสงสารบิ๊กแต่ช่วยอะไรไม่ได้

จนพยาบาลดูดเสมหะหมดจากปอดบิ๊กจึงค่อยสบายขึ้น แต่ท่าทางเหนื่อยและเจ็บจนแหม่มพูดไม่ออกเลย ที่ตั้งใจว่าจะคุยเล่นก็เลยต้องลากลับ เพราะสงสาร อยากให้เขาพักมากๆ ความที่เห็นว่ายังป่วยอยู่ เลยไม่อยากไปรบกวนแต่ก็สบายใจที่ ทั้งหมอ ทั้งคุณพ่อเองก็บอกว่าบิ๊กปลอดภัยแล้ว อีกสักอาทิตย์ถ้าปอดแข็งแรงแล้วก็คงออกมาพักห้องธรรมดาได้ ก็คิดว่าเอาไว้วันนั้นแหม่มจะไปเยี่ยมเขาอีกครั้ง

แหม่มไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่า วันนั้นเป็นวันที่แหม่มจะพบบิ๊กในสภาพที่มีสติสัมปชัญญะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตสะเทือนใจในเวลาต่อมา…

สิ่งที่เราทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นหลังจากที่แหม่มได้พบบิ๊กครั้งนั้น บิ๊กเป็นไข้เรื้อรัง ถึงแม้ว่าปอดจะดีขึ้นแต่อาการปวดศีรษะไม่ทุเลา ทางบริษัทอาร์.เอส.ฯ ที่ดูแลเรื่องการรักษากับคุณพ่อของบิ๊กจึงตัดสินใจเอาบิ๊กย้ายไปอยู่โรงพยาบาลวิชัยยุทธแทน เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางตรวจละเอียดอีกครั้ง แล้วข่าวที่ออกมาช่วงเย็นวันจันทร์ ประมาณต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นข่าวภายในรู้กันเฉพาะผู้บริหารอาร์.เอสฯ และพนักงานบางส่วนของบริษัทว่าบิ๊กอาการไม่ดีเพราะตรวจพบเชื้อราเข้ากระแสเลือดและไปเติบโตที่สมอง ทำให้เป็นฝีกดทับสมอง อาจจะต้องผ่าตัดซึ่งก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าผ่าแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะฝีที่โตอยู่ในกะโหลกบิ๊กตอนนั้นก็อันตรายอยู่แล้ว

แหม่มทราบข่าวถึงกับช็อก บรรดาน้องๆ ที่ทำงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูที่เคยสอนร้องเพลงให้บิ๊กก็เครียดกันเป็นแถว เพราะเรารู้ว่าการผ่าตัดสมองนั้นอันตรายมาก ได้แต่เช็คข่าวกันวุ่นวาย แหม่มจึงตัดสินใจโทร.ไปหาคนที่ดูแลบิ๊กที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นคนของบริษัทส่งไป ก็ได้ความว่าน้องทานข้าวต้มอยู่ ยังรู้สึกใจชื้นว่าถ้ายังทานได้คงไม่เป็นไรมาก แต่ก็ไม่ได้คุยกับบิ๊กเพราะไม่อยากรบกวนได้แต่ฝากบอกไปว่าเป็นห่วงและขอให้หายเร็วๆ

คำขอของแหม่มไร้ผลค่ะ เพราะรุ่งขึ้นก็มีข่าวหมอเชิญผู้บริหารบริษัท พร้อมคุณพ่อพบด่วน เพื่อตัดสินใจผ่าตัด เพราะฝีโตทับก้านสมองแล้วจะอันตรายมาก แล้วบิ๊กก็ปวดหัวทุรนทุรายขึ้นเรื่อยๆ จนช็อค หมอจึงเร่งทำการผ่าตัดกันก่อนเวลาที่กำหนด วันนั้นทุกคนที่บริษัทนั่งรอฟังข่าวกันด้วยใจที่เศร้ามาก เพราะมันไม่น่าจะกลายมาเป็นแบบนี้ คนที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุขนาดนั้นแล้ว ดูว่าจะหายวันหายคืนกลับมาเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรก็ไม่รู้ สงสารทั้งบิ๊กที่ต้องเจ็บ สงสารพ่อแม่ที่มีลูกคนเดียว คงทรมานใจยิ่งกว่าเราร้อยเท่า สงสารคุณหมอที่ต้องทำงานภายใต้ความเครียด เพราะคนทั้งประเทศสนใจใคร่รู้ นักข่าวก็ประชิดติดตัวทุกที่ทุกเวลา ขนาดตอนที่เข็นรถบิ๊กออกจากห้องผ่าตัด ยังมีบางคนที่เอาขาขัดเตียงไว้เพื่อไม่ให้คนเข็นไปได้ ตัวเองจะได้ถ่ายรูปสะดวกๆ พอพวกน้องๆ พี.อาร์.ของบริษัททักท้วงยังตอบกลับมาแบบไร้ใจ ไร้คุณธรรมว่า

“ชีวิตดาราก็แบบนี้ละน้อง”

แล้วเขาก็ถ่ายรูปต่อไปอย่างไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนที่เป็นพ่อแม่ ไม่ให้เกียรติบิ๊กซึ่งไร้สติอยู่บนเตียงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีกับคนพวกนี้ค่ะ เซ็ง…

หลังจากวันผ่าตัด แหม่มและเพื่อนๆ ที่ทำงานก็ไปที่โรงพยาบาลเอง เพื่อดับความกระวนกระวายที่มีอยู่แล้วทำให้ทำงานไม่ค่อยรู้เรื่องกัน ถึงรู้ว่าไปแล้วทำอะไรไม่ได้ก็ยังอยากจะไป อย่างน้อยก็ไปนั่งเป็นเพื่อนคุณพ่อ คุณแม่ ดีกว่าให้ท่านเปิดโทรทัศน์ดูข่าวบิ๊กซึ่งมีแต่ภาพและข้อสรุปที่รุนแรงขึ้นทุกวัน โดยปกติแหม่มเป็นคนไม่เคยทำอะไรโดยไร้จุดหมาย แต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปนั่งที่โรงพยาบาลโดยไม่รู้ว่าไปทำไม แล้วจะนั่งอยู่อีกนานแค่ไหน คุยก็ไม่อยากคุย ร้องไห้ก็ไม่ควร เพราะจะยิ่งทำให้ใจเสียกันเข้าไปอีก แถมยังมีคนรู้จักที่ไม่ได้อยู่อาร์.เอส.ฯ โทร.เข้ามาถามตลอดเวลา
ที่ทำให้รู้สึกแย่มากๆ คือคำถามที่ว่า “บิ๊กตายหรือยัง?” โอย…รับไม่ได้จริงๆ โมโหหนักเข้าเลยปิดโทรศัพท์เสียเลย เพราะกลัวจะตอบอะไรแรงๆ ออกไป

แหม่มนั่งซึมอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่กับเพื่อนๆ และน้องๆ ศิลปินบางคนอย่าง ปาน ธนพร นาธาน โอมาน และคนอื่นๆ อีกมากจนดึก เราจึงต้องกลับบ้าน หิวก็ไม่หิว ถึงหิวก็คงกินอะไรไม่ลง นอนก็ไม่หลับ ไม่นอนก็ไม่ได้ เปิดทีวีช่องไหนก็มีแต่ข่าวบิ๊ก สามีแหม่มเองก็ยังซึมไปด้วย เพราะสมัยที่บิ๊กยังไม่ดัง เป็นนักเรียนร้องเพลงที่แผนกอยู่ แหม่มก็รับมาส่งบ้านซึ่งอยู่ทางเดียวกัน บางทีพามาทานข้าวที่บ้านเพราะลูกศิษย์หิว พี่หนึ่ง สามีแหม่มเขาก็จะรู้จักและได้พูดคุยกับบิ๊ก สองคนนี้เขามีเรื่องโปรดเหมือนกันคือบ้าหนัง สะสมโปสเตอร์หรือโมเดลจากหนังเหมือนกัน ก็เลยคุยกันรู้เรื่องทั้งที่วัยต่างกัน ยังมีการพาทัวร์บ้านดูของสะสมของพี่หนึ่งกันเป็นที่สนุกสนาน

เรียกว่า…คนที่เคยรู้จักจะชอบบิ๊กทุกคน เพราะอัธยาศัยน่ารัก เข้าผู้ใหญ่ เป็นของบิ๊กนั่นล่ะค่ะที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเขา ไม่แปลกใจเลยเมื่อบิ๊กเป็นศิลปิน ดีทูบี แล้ว คนทั้งบ้านทั้งเมืองโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นจึงรักบิ๊กกันมากขนาดนั้น

แหม่มได้แต่หวังว่าอีก 2 – 3 วันบิ๊กน่าจะฟื้น ฟื้นแล้วจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน ก่อนนอนก็สวดมนต์และส่งใจไปถึงบิ๊กว่า บอกเขาว่า…”ตื่นได้แล้ว อย่าไปเที่ยวนานนัก ทุกคนเป็นห่วง.…”

ขอบคุณบทความเก่าจาก พี่แหม่ม พัชริดา

Related Posts

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.