เฉลียง - เอกเขนก
สิชล-ยังรักเธอ
รวมเพลงยอดฮิต
September 2017
MTWTFSS
« Aug   Oct »
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม

 

สาวหนึ่งงามสดใส เยื้องกายเดินผ่านมา พบเธอที่อินทรา ลักษณางามสมใจ เอ๊ะ…เธอจะไปไหน เอ๊ะ…เธอพูดอะไรเอ๊ะ…เธอพูดกับใคร เอ๊ะ…ใยเธอยิ้มมา ]

 ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ โว้ว….ใคร…เคยเพ้อรำพัน ฉันรักเธอ สุดหัวใจไม่มีใครมาเทียบ เปรียบรักเราเล่น เป็นรักลองอีกสองใจคงเป็นไปไม่ได้ ]

เมื่อเพลงดัง 2 เพลงอย่าง สุขาอยู่หนใด และ เธอที่รัก หรือแม้แต่เพลง รักหนอรัก และ ระทมรัก ดังขึ้นเมื่อใด แฟนเพลงยุคกลางคงจะจำกันได้ถึงหนุ่มโอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ภาพลักษณ์ของนักร้องหนุ่มหล่อ เสียงดี พร้อมด้วยกีตาร์โปร่งคู่ใจตัวนึง ที่จะร่วมกันขับขานเพลงรักสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้น ซึ่งจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเกือบ 30 ปี แต่พี่โอก็ยังดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมซักเท่าไหร่ คงมีแต่ความภูมิฐานที่มีมากขึ้นตามวัย และในวันนี้ พี่โอก็ให้เกียรติมาเป็นแขกรับเชิญของบ้านเพลงเก่า ในหน้าสกู๊ปพิเศษเริ่มต้นปี 2547 นี้

ชัยรัตน์ เทียบเทียม

เริ่มต้นการสัมภาษณ์ ก็คงไม่พ้นเรื่องราวของการก้าวเข้ามาเป็นนักร้องในอดีต ซึ่งพี่โอก็ได้ลำดับเรื่องราวให้ทางทีมงานเราฟังตั้งแต่สมัยที่เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนช่างกลแห่งนึง ซึ่งสมัยนั้นเพิ่งเปิดกิจการมาได้ปีกว่าเท่านั้น จากการพูดคุย ทำให้ได้ทราบว่า เพื่อนร่วมสถาบันของพี่โอ ซึ่งปัจจุบันก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงในขณะนี้ ก็มี พี่เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร และ คุณจารึก กัลย์จาฤก ผู้บริหารใหญ่ของกันตนา ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่ช่างกลนั้น ก็ยังไม่วี่แววว่าจะได้เข้าวงการบันเทิง จนกระทั่งจบจากช่างกลแล้ว 2-3 ปีนั่นแหละ จึงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต

“ หลังจากจบจากช่างกลมาได้ซัก 2-3 ปี เอ๋ ( ไพโรจน์ ) ก็ได้เล่นโฆษณา ก็เกิดไปเข้าตาคุณเปี๊ยก โปสเตอร์ เข้า จากนั้น เอ๋ก็เลยได้เล่นหนังของคุณเปี๊ยก ก็คือเรื่อง วัยอลวน เรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังวัยรุ่นเรื่องแรกของยุคนั้นทีเดียวนะ พอเอ๋เค้าเล่นไปได้ซักครึ่งเรื่อง ก็เลยเสนอกับคุณเปี๊ยกว่า น่าจะมีเพลงกุ๊กกิ๊กๆ มาประกอบด้วยนะ ซึ่งพอคุณเปี๊ยกเห็นด้วย เอ๋ก็เลือกเอาเพลง สุขาอยู่หนใด ที่เพื่อนชื่อ ปิยพล เอนกกุลเป็นคนแต่งไว้ เพลงนี้ พวกเราเคยร้องเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนๆ กันเอง เอ๋ก็เอาเพลงนี้มาให้พี่เรียบเรียงใหม่ ให้เล่นกับกีตาร์โปร่งตัวเดียว จากนั้นคุณเปี๊ยกก็เอาเพลงนี้มาใส่ในหนังด้วย ทีนี้ ก่อนหนังเรื่องนี้จะเข้าโรง เพลงจากหนังเรื่องนี้ก็จะถูกนำไปเปิดช่วงท้ายๆ พวกหนังฝรั่งที่ฉายอยู่ก่อน ตามโรงสกาลา สยาม ลิโด อินทรา พอคนได้ยินก็แปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินเพลงในแนวนี้มาก่อน เป็นเพลงแนวรักใสๆ น่ารักๆ ถามกันไปถามกันมา ถึงได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้กำลังจะฉาย ”

 

“ พอหนังเข้าโรง ก่อนหนังฉายก็จะมีดนตรีหน้าม่าน มีการแสดงของวงดิอิมพอสซิเบิ้ล แล้วก็พี่ ไปแสดงด้วย พี่ก็ขึ้นเล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ตอนนั้น คนก็ยังไม่รู้จักด้วยว่าเป็นใคร แต่พอเริ่มเล่นดนตรีเท่านั้นแหละ คนก็ฮือฮา เพราะจำเพลงนี้ได้ ยิ่งพอตอนหนังฉาย ถึงตอนที่พระเอกร้องเพลงนี้ด้วย คนก็ยิ่งฮือฮา อ๋อกันว่า เป็นเพลงที่ร้องในช่วงนี้ บรรยากาศแบบนี้ ไปๆ มาๆ ก็เลยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง พอคนติดเพลง ต้องการซื้อเทป ก็ไม่มีขายอีก ต้องตามอัดเอาจากรายการวิทยุ ก็มีบางคนหัวใส เห็นว่าเพลงดัง ก็อัดเอาจากรายการวิทยุ แล้วก็มารวมกับเพลงดังๆ ในช่วงเวลานั้น รวมๆ กันเป็นเพลงดังทั้งตลับ แล้วก็ออกวางขาย ”

หลายคนคงยังจำกันได้ว่าช่วงเวลานั้นภาพยนตร์เรื่องวัยอลวน ซึ่งแสดงนำโดย ไพโรจน์ สังวริบุตร และ ลลนา สุลาวัลย์ ซึ่งถึงแม้จะเป็นพระเอก นางเอก น้องใหม่ทั้งคู่ ประกอบกับได้เพลงน่ารักๆ แนวใหม่มาร่วมด้วย ทำให้ทั้งหนังทั้งเพลงดังเปรี้ยงปร้างขนาดไหน เรียกว่า ทำสถิติเรื่องรายได้ของหนังเลยทีเดียว ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ไม่รอช้า ถือสุภาษิต น้ำขึ้นให้รีบตัก ก็รีบทำภาค 2 ของหนังเรื่องนี้ โดยใช้ชื่อว่า “รักอุตลุด” ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ให้พี่โอทำเพลงขึ้นมาอีก 3 เพลง เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“ ในเรื่อง รักอุตลุดนี้ คุณเปี๊ยกให้พี่ทำ 3 เพลง ก็มี รักหนอรัก ระทมรัก เธอที่รัก แล้วตอนนั้น พอหนังฉายกระแสความดังก็เพิ่มขึ้นอีก จากที่แต่แรก ใครต่อใครเคยคิดกันว่า เพลงจากเรื่อง วัยอลวน นั้น เอ๋เป็นคนร้อง มาเรื่องนี้ ถึงได้รู้ว่า เพลงทั้งหมดพี่เป็นคนร้อง ส่วนเพลง ระทมรัก ที่ในเรื่อง คุณพจนีย์ อินทรมานนท์ ร้องนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นน้องสาวพี่ สุภาภรณ์ เทียบเทียมร้อง ”

จากเรื่อง รักอุตลุดนี้ ก็ยังมีหนังวัยรุ่นตามมาอีกเรื่อง คือ ชื่นชุลมุน แต่เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ คงไม่ค่อยถูกใจตลาดวัยรุ่นซักเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง แต่อย่างน้อยเพลง ยับ จากหนังเรื่องนี้ก็ดังในหมู่วัยรุ่น ทำให้ชีวิตของพี่โอเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครึ้งนึง

“ หนังเรื่องชื่นชุลมุนนี้ ไม่ค่อยดังนะ แต่เพลงกลับดัง เพลงในเรื่องนี้ก็คือ ยับ เขียนโดยคุณอุดม สัตโกวิท ตอนนั้นก็มีคนมาติดต่อให้พี่ร้องเพลงนี้ จากที่ดังอยู่แล้ว 3 เพลง พอมาร้องเพลงนี้ด้วย ก็เลยยิ่งดัง จากนั้นก็เริ่มทำอัลบั้มเพลง โดยเลือกเอาเพลง ยับ มาเป็นเพลงเอก นอกนั้นก็เอาเพลงอื่นที่แต่งเอง ผสมกับเพลงของคนอื่นด้วย แล้วตอนนั้นก็เล่นละครช่อง 3 ด้วย เช่น ดงมนุษย์ ทองประกายแสด คลื่นเสน่หา คนเริงเมือง ผู้กำกับ เริงศิริ ลิมอักษรก็ให้ร้องเพลงไตเติ้ลด้วย บางเรื่องไม่ได้เล่นละคร แต่ก็ได้ร้องด้วยเหมือนกัน เรื่องคลื่นเสน่หานี่ เป็นงานแรกเลยนะ แล้วเพลง เพียงความทรงจำ จากหนังเรื่อง ความรักเพรียกหา ในเรื่อง คุณวินัย พันธุรักษ์ เป็นคนร้อง แต่ไม่มีแผ่นขาย ตอนที่ทำอัลบั้ม ก็เอาเพลงนี้มาร้องด้วย ก็ทำให้ดังเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่สังกัดรถไฟดนตรีแล้ว เพลงละครช่วงนั้น แต่ละเพลงก็ดังนะ แต่จะไม่มีแผ่นขาย เพราะยังไม่มีใครจับธุรกิจนี้ ตอนออกคอนเสิร์ตโลกดนตรี ก็ร้องเพลงคนเดียว เล่นกีตาร์คนเดียว เป็นโลโก้ไปแล้ว ช่วงนั้นหนังก็มีเล่นเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่อง นักรักรุ่นกระเตาะ เพลงรักเพื่อเธอ ”

 

“ นอกจากเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรีแล้ว ช่วงที่ดังใหม่ๆ ก็รับเชิญไปโชว์ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะจัดตามโรงหนัง ปรากฏว่าโรงหนังแทบแตก เพราะแฟนเพลงมาดู มากรี๊ดกันเยอะ ส่วนนึงนอกจากที่ชอบเราเพราะผลงานเพลงแล้ว ก็ยังต้องการที่จะเจอตัวจริงด้วย ช่วงนั้นก็ไปต่างจังหวัดบ่อยมาก ไปออกรายการวิทยุ แล้วก็ได้เที่ยวด้วย หลายปีทีเดียว ”

ตลอดเวลาที่พี่โออยู่ในวงการบันเทิงมา พี่โอออกอัลบั้มเพลงอยู่หลายชุดทีเดียว ซึ่งก็มีทั้งเพลงแต่งเอง และเพลงของคนอื่นที่เอามาร้องด้วย ซึ่งอัลบั้มทุกอัลบั้ม พี่โอจะมีความประทับใจในทุกชุดเท่าเทียมกัน เพราะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่ประทับใจแล้วล่ะก็

“ เพลงที่ประทับใจพี่ก็คือ เพลงที่ไม่ตาย เช่น เธอที่รัก รักหนอรัก อีกเพลงนึงก็คือ เพลงกว่าจะถึงปลายทาง เพลงนี้พี่ทำให้กับรายการ เที่ยงวันกันเอง ประทับใจมากๆ แล้วเพลงก็ดังมากด้วย เพลงนี้ใช้เวลาเขียนแค่ 2 ชม. พี่เขียนให้คนฟังมีความรู้สึก สู้ชีวิต ไม่ท้อถอย ตัวพี่เองสู้มาได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะเพลงนี้ เวลาท้อถอย พี่ก็จะนึกถึงเพลงนี้ พี่เขียนให้คนอื่นฟัง แล้วตัวเองก็ฟังด้วยนะ”

กับความเห็นของผู้ใหญ่ในยุคสมัยนั้น ที่ไม่ต้องการให้ลูกหลานเข้าวงการบันเทิง เพราะเห็นเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน จะเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้ปกครองของพี่โอเอง ก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่ความที่พี่โอไม่ชอบงานด้านเครื่องยนต์ ถึงแม้จะเรียนช่างกลมาก็ตาม พี่โอก็สามารถให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ปกครองยอมรับได้เหมือนกัน

“ เรื่องอาชีพการงาน ขอให้เป็นอะไรที่เลือกเองดีกว่า ขอให้ได้เดินทางไปในทางที่เราเลือกเอง ดีไม่ดีอยู่ที่อนาคตเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งตอนนั้น พอมีชื่อเสียงโด่งดัง แม่ก็ภูมิใจมาก ”

แต่ตัวพี่โอเองก็ไม่คิดยึดติดกับอาชีพนักร้องตลอดไป

“ นักร้องใหม่ๆ ก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นักร้องเก่าก็มีแต่อายุมากขึ้น ถ้าร้องไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีคนสนใจ เจ้าของค่ายต้องเลือกเอาคนที่มีความนิยมอยู่แล้ว และถ้าร้องจนไม่มีคนสนใจ ก็ดูไม่มีค่า ไม่มีใครมอง สู้เราออกจากวงการเมื่อถึงเวลาอันควร คนก็ยังคิดถึง เมืองไทยเราไม่เหมือนเมืองนอก นักร้องยิ่งแก่ยิ่งมีคุณค่า ”

เปรียบเทียบระหว่างดนตรียุคเก่า และยุคใหม่ ดนตรียุคเก่าจะเล่นกันสดๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเหมือนในสมัยนี้ ทั้งกลอง เบส กีตาร์ เล่นสดในห้องอัดเลย แต่สมัยนี้ แค่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย เสียงก็ยังเหมือน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องแนวเพลงล่ะคะ

“ แนวเพลงเดี๋ยวนี้สามารถฟังกันหลากหลาย คนทำเพลงก็จับเอาหลายๆ ทำนองมาผสมกัน เดี๋ยวนี้บ้านเราพัฒนาเยอะแล้ว มีเพลงเพราะๆ หลากหลายก็ดี เพราะแต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน ”

 

ตั้งแต่ออกจากวงการเพลง แฟนๆ เพลงก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของพี่โออีกเลย หลายคนคงอยากทราบว่าพี่โอไปทำอะไร ที่ไหนมาบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา

“ แรกเริ่มก็จับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายคอนโด บ้านจัดสรร ที่ดิน ปีแรกๆ ที่ทำก็ดีนะ มีกำไร แต่พอมาถึงปี 38 – 39 ก็เจ๊ง หลังจากนั้นปีกว่า ก็กลับไปร้องเพลงอีกครั้ง แต่ร้องได้พักเดียวก็เบื่อ เพราะแพ้ควันบุหรี่ด้วย ต่อมาก็มาร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจคาร์บู้ท เปิดท้ายขายของ ทั้งที่เซ็นทรัล เสรีเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่หน้าห้างสรรพสินค้า ทำไปทำมาซักพัก ก็คิดได้ว่า น่าจะยกขึ้นห้างเลย โดยเริ่มเปิดที่ซีคอน ใช้ชื่อว่า คลองถม เพราะได้ไอเดียจากคลองถม ก็เอาใบปลิวไปแจกแถวคลองถมด้วย บางคนที่มาไม่ได้ ก็ให้ญาติพี่น้องที่อยู่แถวนี้มา ทำให้คลองถมแถวนี้บูมมาก คนจองคิวแน่น ทำให้ได้เงินจากธุรกิจนี้เป็นกอบเป็นกำ ฟื้นตัวได้ก็จากธุรกิจนี้ ทำอยู่ที่ซีคอนก็ประมาณ 3 ปี ตอนนี้ก็ไปอยู่ที่มาบุญครองแล้ว มีแยกสาขาไปทำธุรกิจ อพาร์ตเม้นท์ ส่วนงานเพลง คาดว่า เร็วๆนี้จะมีผลงานออกมา ยังไงก็ติดตามผลงานพี่โอกันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ”

คิดว่าคงทำให้แฟนๆ เพลงของพี่โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ได้หายคิดถึงบ้างพอสมควร ก่อนจากกันในวันนั้น พี่โอก็ได้ฝากคำทักทายทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นภาพ เป็นเสียง มาให้กับสมาชิกเว็บบ้านเพลงเก่าด้วย ก็ต้องขอขอบคุณพี่โอมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่สละเวลามาพูดคุยให้แฟนๆ เพลงได้หายคิดถึงกัน


มอลลี่ : ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา : เรียบเรียง

สัมภาษณ์ วงฟอร์เอฟเวอร์

สกู๊ปพิเศษในวันนี้ ทีมงานของเราได้เดินทางมายังร้านอาหารสไตล์ผับ แถวประชาชื่น ซอย 39 ซึ่งมีชื่อว่า ไม้ไต่คู้ เพื่อพบกับสมาชิกวงสตริงชื่อดังในอดีตอีกวงนึง ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพียงแค่เอ่ยชื่อร้านอาหารออกมา บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของวงดนตรีวงนี้คงจะถึงบางอ้อ ใช่แล้วค่ะ วงดนตรีที่จะเป็นแขกของหน้าสกู๊ปพิเศษของเราในวันนี้ก็คือ วงฟอร์เอฟเวอร์ ค่ะ

ดำ ฟอร์เอฟเวอร์

และเมื่อพวกเราก้าวเข้าไปในร้าน สมาชิกท่านแรกที่เราพบก็คือ พี่ดำ วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล เจ้าของเสียงเพลง ความหวังหลังรอยยิ้ม อันโด่งดัง และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แฟนๆ เพลงในยุคนั้นได้รู้จักกับวงฟอร์เอฟเวอร์ ช่วงเวลานั้น คุณดำเองก็เป็นเอกลักษณ์เด่นของวง ด้วยเป็นนักร้องนำที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น เพียง 16 ปีเท่านั้น หลังจากพูดคุยทักทายกับพี่ดำได้เล็กน้อย สมาชิกท่านต่อมาที่ตามมาสมทบก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ และพี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ พวกเราจึงได้เริ่มพูดคุยถึงความเป็นมาของวงฟอร์เอฟเวอร์ ซึ่งพี่ทั้ง 3 ก็ช่วยกันย้อนรำลึกถึงเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง

วงฟอร์เอฟเวอร์

วงฟอร์เอฟเวอร์ เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนที่โรงเรียนทวีธาภิเษก 3 คน กับเพื่อนแถวบ้านอีก 2 คนมาเล่นดนตรีด้วยกัน เครื่องดนตรีในตอนนั้นก็มีแค่กีตาร์, กลอง, เบส เป็นการเล่นกันเอง เพื่อความสนุกที่ได้เล่นดนตรี แล้วต่อมาหัวหน้าวง คือ คุณปรีชา ศิริบุญส่ง ก็คิดอยากได้เครื่องเป่าในวงด้วย เลยมาได้ตัวพี่กอล์ฟ จากวงดุริยางค์ ซึ่งเล่นแซ็คโซโฟนมาร่วมวง กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับวงได้ ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะตอนอยู่วงดุริยางค์ ก็เล่นแต่เพลงมาร์ช, ลูกทุ่ง ไม่เคยเล่นเพลงสตริงมาก่อนเลย

เมื่อพวกพี่รวมตัวกันได้อย่างนี้ เลยเริ่มทำเพลง ออกเทปเลยหรือเปล่าคะ

กว่าที่พวกเราจะรวมตัวกันได้จริงๆ เป็นวงที่สมบูรณ์ ก็กินเวลาประมาณ 2 ปี แล้วทีแรกก็ไม่ได้มีชื่อว่า ฟอร์เอฟเวอร์ด้วย ตอนที่รวมตัวกันได้ ก็ให้ต่างคนต่างตั้งชื่อกัน แล้วก็มาปรึกษากัน ก็ไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ จนคุณดำมาเสนอชื่อ ฟอร์เอฟเวอร์ พอพวกเราได้ยินก็ตกลงเลย เพราะชื่อก็มีความหมายที่ดีด้วย

forever_casset_1

พอวงฟอร์เอฟเวอร์ รวมตัวกันได้แล้ว ชื่อวงก็มีแล้ว ทีนี้หลายคนคงอยากจะทราบถึงหนทางการทำงานในช่วงเริ่มต้นที่เข้าวงการ

ไม่ง่ายเลยนะ จากที่แต่ก่อนเคยคิดว่า แค่ได้เล่นดนตรีก็พอใจแล้ว พอมาเห็นนักดนตรีรุ่นนี้มาเล่นดนตรีกันได้ ก็คิดว่า โอกาสไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ เลย คนที่จะเล่นดนตรีได้ดีต้องมีจิตใจแน่วแน่ มีความสามารถเฉพาะตัว มีแรงบันดาลใจ ที่สำคัญ มีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสที่จะก้าวเข้ามา ถึงแม้จะเจออุปสรรคยังไง ก็ต้องอดทน มีความทะเยอทะยานอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้น ก็ทำไม่สำเร็จแน่

แล้วอุปสรรคในการทำงานที่เกิดขึ้นล่ะ พี่ๆมีหนทางแก้ไขยังไงกันบ้าง

ตอนนั้นพวกพี่ก็เรียกว่า เป็นน้องใหม่ของวงการ อุปสรรคในการทำงานก็ย่อมต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ก็มาได้พี่ๆ ที่วง แมคอินทอช นี่แหละที่คอยชี้แนะ ทำให้พวกพี่รู้สึกปลื้มพี่ๆ เค้ามาก เพราะตามปกติแล้ว วงดนตรีดังๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เค้ามักไม่ค่อยสนใจพวกวงใหม่ๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับพี่ๆ วงแมคอินทอช ถามแค่คำเดียว พวกพี่เค้าก็บอกมาหมด แบบไม่กั๊กวิชาไว้เลย ทั้งยังคอยแนะด้วยว่า เราต้องทำอะไร ยังไงบ้าง แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา ก็ให้มาถามได้เสนอ นักดนตรีสมัยก่อนต้องใฝ่รู้ ถึงจะรู้ มันจะไม่เหมือนในสมัยนี้ที่จะมีทั้งโรงเรียนคอยสอน คอยป้อนความรู้ให้พร้อมสรรพ

วงฟอร์เอฟเวอร์

แล้วการโปรโมตอัลบั้มในสมัยนั้น ที่มีส่วนแตกต่างจากการโปรโมตในสมัยนี้ยังไงคะ

ในสมัยก่อน ยังไม่มีการทำมิวสิควิดีโอออกมาโปรโมตเพลง อย่างที่ทำกันอยู่ทั่วไป ก็เป็นการบันทึกภาพการเล่นดนตรีแบบลิปซิงค์เป็นเพลงต่อเพลง แล้วนำภาพนั้นมาฉายทางทีวีตามรายการเพลงต่างๆ

หลายคนคงจำกันได้ว่า นอกจากการร้องเพลงแล้ว พี่ๆ ก็ยังเคยร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัตอีกด้วย

ตอนนั้นที่แสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัต ก็มีแค่พี่ดำ กับ พี่กอล์ฟ เท่านั้น เพราะพี่ทั้ง 2 คนร่วมร้องเพลงในอัลบั้มชุดนี้ แล้วพวกที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นนักร้องในอัลบั้มชุดนี้ทั้งนั้น จริงๆ แล้ว นอกจากเรื่อง 18 กะรัต พวกพี่ก็เกือบได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง อีกด้วย ตอนนั้นทางผู้สร้างเค้าติดต่อให้เล่นกันทั้งวง แต่ขอเปลี่ยนเฉพาะมือกลอง เพราะวางตัวพระเอกไว้คือ คุณอำพล ลำพูน พวกพี่ถือคติ ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ ก็เลยปฏิเสธไม่รับเล่น

หากใครเป็นแฟนของฟอร์เอฟเวอร์มาตั้งแต่ชุดแรก คงจะได้รู้ว่า ฟอร์เอฟเวอร์เริ่มก่อตั้งมาด้วยสมาชิก 7 คน แล้วต่อมาก็ได้เพิ่มนักร้องนำขึ้นอีก 1 คน โดยที่ไม่ได้มีใครออก หรือเป็นการเปลี่ยนตัวแต่อย่างใด นักร้องท่านนั้นเป็นใคร แล้วเหตุใดจึงมีการเพิ่มตัวนักร้องนำขึ้นมา

นักร้องนำที่เพิ่มขึ้นมาตอนหลังก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ซึ่งเป็นเพราะในช่วงแรกตั้งแต่ก่อตั้งฟอร์เอฟเวอร์มา แฟนเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ ทั้งนี้เพราะเรามีนักร้องนำที่มีรูปลักษณ์เป็นเด็ก ยิ้มแย้ม ร่าเริง แจ่มใส ถึงแม้ในเวลาต่อมา พี่ดำจะโตขึ้น แต่แฟนเพลงก็ยังติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ พูดง่ายๆ ในเชิงธุรกิจก็คือ ต้องการแฟนเพลงต่างวัยเพิ่มขึ้นอีก และต้องการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงของวงด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวสนุกสนาน ร่าเริง คราวนี้ก็หวังจากพวกวัยรุ่น โตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เลยเป็นจุดเริ่มที่ได้มีการชักชวนพี่อั้นเข้ามาร่วมวง แนวเพลงที่พี่อั้นร้อง ก็จะออกแนวซึ้งๆ สไตล์ที่วัยรุ่นฟังแล้วจับจิตจับใจทีเดียว

forever_casset_2

เอ…อย่างนี้แล้ว ช่วงที่มีการชักชวนพี่อั้นเข้าร่วมวงนี่ พี่อั้นร้องเพลงอยู่แล้ว หรือว่าทำอะไรอยู่ในขณะนั้นคะ

ช่วงนั้นพี่อั้นไม่ได้ร้องเพลงหรอก ตอนนั้นพี่อั้นเองยังเรียนราม แล้วก็หารายได้พิเศษ ทางด้านเดินแบบ เข้าประกวด Domon man ด้วย แล้วต่อมาก็มีคอลัมนิสต์เข้ามาชักชวนให้เข้าร่วมวงฟอร์เอฟเวอร์ โดยเป็นนักร้องนำคู่กับดำ

ช่วง เวลาที่ฟอร์เอฟเวอร์อยู่ในวงการบันเทิงนั้นนานถึง 12 ปีทีเดียว ออกอัลบั้มมาก็หลายต่อหลายชุด กับคำถามที่ว่า ในช่วงนี้ที่กระแสเพลงเก่าในยุคกลางกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งนึง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันออกคอนเสิร์ต หรือรวมตัวกันออกอัลบั้มใหม่ แล้วพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ล่ะ มีความคิดที่อยากจะรวมตัวกันมั่งมั้ยคะ

สำหรับเรื่องการออกคอนเสิร์ต ก็อยู่ที่โอกาสนะ มีคนสนใจ มีคนจัด ก็อาจเป็นไปได้ ส่วนเรื่องการออกอัลบั้มใหม่นั้น คิดว่าคงไม่ดีกว่านะ เพราะถ้าออกอัลบั้มมาวางขาย เราก็ต้องหวังว่า เทปจะขายได้ แล้วตอนนี้ล่ะ จะมีแฟนเพลง มีกระแสตอบรับที่จะซื้อเทป หรืออัลบั้มเรามากน้อยแค่ไหน ก็เป็นการเสี่ยงเหมือนกัน นอกเสียจากว่า ถ้ารายได้จากการขายเทป นำเข้าการกุศลทั้งหมดนั่นแหละ ถึงจะรวมตัวทำกัน

แล้วตอนนี้ล่ะ สมาชิกวงแต่ละคนไปทำอะไรกันบ้าง ยังมีใครวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงบ้างหรือเปล่า

พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่บริษัท การบินไทย

พี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ ตอนนี้ก็มีธุรกิจส่วนตัว แล้วตอนนี้ พี่อั้น กับพี่กอล์ฟ ก็ร่วมกันเปิดผับ ไม้ไต่คู้ ริมคลองประปา แถวประชาชื่น ซอย 39 ที่ๆ เรามาคุยกันในวันนี้นั่นเอง

พี่จืด ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่ แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อย

พี่โรจน์ ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่เหมือนกัน

พี่จุ่น ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่

พี่เก๋ ตอนนี้ก็ทำเพลงอยู่

พี่ปรีชา ตอนนี้ก็ทำธุรกิจส่วนตัว

พี่ดำ ตอนนี้ทำงานบริษัทเอกชน

วงฟอร์เอฟเวอร์

เมื่อคุยกันมาถึงช่วงท้ายๆ สมาชิกของวงฟอร์เอฟเวอร์ ก็ตามมาสมทบอีก 2 คน คือ พี่จืด มนตรี ชุติศิระ กับพี่โรจน์ นิโรจน์ วงศ์ชัยชุติกร พวกเราก็เลยได้เสียงทักทายของพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์มาฝากสมาชิกบ้านเพลงเก่าในครั้งนี้ถึง 5 คนด้วยกัน การสัมภาษณ์ในวันนี้ ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ทุกคนที่ให้ความเป็นกันเองตลอดเวลาที่พูดคุยกัน ครั้งต่อไป สกู๊ปพิเศษจะเป็นใครนั้น รักบ้านเพลงเก่าจริง ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะคะ


มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา เรียบเรียง

รำลึกฟอร์เอฟเวอร์

 

Forever วงดนตรี..ตลอดกาล โดย จอมยุทธขี้อาย

วงฟอร์เอฟเวอร์

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วงฟอร์เอฟเวอร์ ถือเป็นวงดนตรีที่โด่งดังอีกวงหนึ่งของเมืองไทย เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวกันของเหล่าสมาชิกจำนวน 7 คน ได้แก่ ปรีชา ศิริบุญส่ง, นิโรจน์ วงศ์ชัยชุติกร, สุธิชัย เทวาพิทักษ์, มนตรี ชุติศิระ, สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์, นิฤทธิ์ มณีจำนงค์, วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล เพลงที่เปิดตัวเป็นเพลงแรกสำหรับวงดนตรีวงนี้ ก็คือ เพลง “ความหวังหลังรอยยิ้ม” จากชุดพอฝัน ในสมัยนั้น เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงดังฮอตฮิตติดชาร์ต สำหรับคลื่นวิทยุอยู่หลายรายการ ด้วยเนื้อเพลงมีจังหวะที่สนุกๆ เสียงร้องแหบๆ ของนักร้องนำ ดำ วิรุฬ ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากเพลง ความหวังหลังรอยยิ้มแล้ว ก็ยังมีเพลงอื่นๆ ที่โด่งดังไม่แพ้กัน เช่น เพลง “เด็กหญิงพวงมาลัย” บทเพลงที่สะท้อนภาพของสังคมเมืองได้เป็นอย่างดี เพลง “พอฝัน” บทเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ในชื่อเดียวกับอัลบั้ม เพลง “โลกกว้างทางแคบ” บทเพลงสนุกๆ ทิ่แฝงไว้ด้วยข้อคิดหลากหลาย

album3

หลังจากนั้นวงฟอร์เอฟเวอร์ ก็มีผลงานออกมาอีกหลายอัลบั้ม ตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่สอง “สวยซึ้งใจ” ชุดที่สาม “สายลม” ชุดที่สี่ “อยากจะรัก” ซึ่งแต่ละอัลบั้ม ก็ยังคงเอกลักษณ์ ในแง่ของความสนุกสนาน ของความเป็นฟอร์เอฟเวอร์ ไว้ได้อย่างดี จนมาถึงอัลบั้มชุดที่ 5 ในช่วงนี้ ทางวงฟอร์เอฟเวอร์มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกของวงโดยเพิ่มนักร้องนำ “อั้น” สหพล จุลวงศ์ เข้าไปเพื่อต้องการให้วงฟอร์เอฟเวอร์มีแนวการร้องที่หลากหลายมากขึ้น จากผลการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงนี้เอง ทำให้เพลงช้าๆ ซี้งๆ “หัวใจเธอมีหรือเปล่า” “ฝากใจ” โด่งดังเป็นพลุแตก นอกจากเพลงช้าๆ ซึ้งๆ แล้ว เพลงเร็วๆ จังหวะน่ารักๆ อย่างเพลง “ปาป๊า มาม๊า” ก็โด่งดังไม่แพ้กัน

 

 

 

album4

หลังจากอัลบั้ม “หัวใจเธอมีหรือเปล่า” วงฟอร์เอฟเวอร์ก็มีผลงานเพลงออกมาอีก สองอัลบั้ม ได้แก่ “ดำดีดูดี” ซี่งมีเพลงดังได้แก่เพลง ” ถามเจ๊” “จบแล้วลืม” และอัลบั้มชุด”จริงใจ” ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของวงฟอร์เอฟเวอร์ ส่วนอัลบั้มอื่นๆ ก็จะเป็นการนำเอาเพลงเก่ามาร้อง มาทำดนตรีใหม่ หรือเป็นอัลบั้มที่นำเอาเพลงสากลมาขับร้องใหม่ หลังจากที่ค่ายเพลงปิดตัวลง วงฟอร์เอฟเวอร์ก็ปิดตัวลงเช่นกัน เหลือไว้เพียงตำนานเพลงสนุกสนานในความทรงจำตลอดไป

 

 

 

 

 

album7ผลงานเพลงทั้งหมดของวงฟอร์เอฟเวอร์album5

อัลบั้มที่1 : พอฝัน
อัลบั้มที่2 : สวยซึ้งใจ
อัลบั้มที่3 : สายลม (2529)
อัลบั้มที่4 : อยากจะรัก(2529)
อัลบั้มที่5 : หัวใจเธอมีหรือเปล่า
อัลบั้มที่6 : ดำดีดูดี
อัลบั้มที่7 : จริงใจ

วงชาตรีทักทาย

วงชาตรี

พี่ๆวงชาตรีมีจดหมายมาฝากพิเศษแก่ชาวเวบเพลงเก่า
และแฟนเพลงชาตรีทุกท่านนะครับ

pranarathip1handwrite_narathip2

pom_letter
pui_letter

mao_letter

yun_letter

เปิดแฟ้มชาตรี

วงชาตรี

(คัดลอกจากหนังสือ เดอะสตริง อันดับ 6 พศ.2528)
มอลลี่ & ดา : สัมภาษณ์เพิ่มเติม

วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แผนกช่างภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของวงชาตรี เมื่อปีพ.ศ. 2518

นราธิป กาญจนวัฒน์ หัวหน้าวง

ประเทือง อุดมกิจนุภาพ มือเบส

คฑาวุธ สท้านไตรภพ มือคอร์ด และร้องนำ

interview_pic1

ทั้ง 3 คนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ปีที่ 2 นราธิป กาญจนวัฒน ซึ่งเป็นคนรักดนตรีมาแต่เดิม ได้แต่งเพลงเอาไว้หลายเพลงทีเดียว ได้ชวนเพื่อนอีก 2 คนคือ ประเทือง อุดมกิจนุภาพ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ มาร่วมกันทำผลงานที่มีอยู่ให้เป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ก่อนที่จะมาเป็นคำว่า “ ชาตรี ” นั้น ทั้ง 3 คนได้วิเคราะห์วงการเพลงในระยะนั้นว่า ทำไมวัยรุ่นไทยจึงชอบเพลงฝรั่งกันนัก เมื่อพิจารณาดูก็พบว่า เพลงฝรั่งที่วัยรุ่นชอบกันนักชอบกันหนานั้น มีข้อน่าสังเกตคือ

1. มีจังหวะสนุกสนาน

2. ทำนองน่ารัก

3. ฟังง่าย ถึงแม้จะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็ตาม

วัยรุ่น เป็นวัยที่กำลังอยู่ในความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยาน เป็นวัยที่อยู่ในวัยรัก บ้างก็เพิ่งจะริรัก บ้างก็เพิ่งจะผิดหวังกับความรัก ฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีความสุขและพอใจ พวกเขาเหล่านั้นก็จะรับเอาไว้อย่างง่ายดายทีเดียว

จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ทำให้ทั้ง 3 คนได้ข้อคิดในการทำเพลงให้วัยรุ่นชอบ แต่การที่จะให้วัยรุ่นชอบผลงานของพวกเขาเท่านั้นยังไม่พอ เขาทั้ง 3 คนต้องการให้วัยรุ่นไทยรักและชอบเพลงไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นหมายความว่า เขาทั้ง 3 คนจะต้องสร้างค่านิยมแห่งความเป็นไทยให้วัยรุ่นได้เห็นและชอบให้ได้

ดังนั้น เขาทั้ง 3 คนจึงได้ตกลงใจว่า จะตั้งชื่อวงเป็นชื่อแบบไทยๆ นี่แหละ คำว่า วง “ ชาตรี ” จึงได้เกิดขึ้น

เมื่อเริ่มแรกนั้น วงชาตรีใช้กีตาร์โปร่งทั้ง 3 ตัว เมื่อถึงวันเลี้ยงน้ำชาต้อนรับน้องใหม่ของแผนกช่างภาพนั้น วงชาตรีได้มีโอกาสโชว์เป็นครั้งแรก ที่นั่นเป็นจุดแรกเกิดของเรา และหลังจากนั้น ก็ได้แสดงให้นักศึกษาเทคนิคได้ชมที่หอประชุมใหญ่

ต่อมาวงชาตรีเห็นว่า การเล่นกีตาร์เพียง 3 ชิ้นยังไม่แน่นพอ จึงได้ชวนเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ทวีชัย มาร่วมวงด้วย แต่ทวีชัยอยู่กับวงชาตรีได้ไม่นาน ก็ต้องจากวงชาตรีไป เพราะมีภารกิจต้องไปช่วยคุณพ่อดำเนินกิจการต่อที่ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ดังนั้น วงชาตรีจึงเหลือสมาชิกเพียง 3 คนตามเดิม

interview_pic2อยู่ต่อมาอีกไม่นานนัก วงชาตรีก็เกิดมีความคิดอยากจะได้มือกลองขึ้นมา ก็เลยชวนอนุสรณ์ คำเกษม ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาร่วมวงชาตรีอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นอนุสรณ์เพิ่งหัดเล่นกลองใหม่ๆ ตอนนั้นใช้เบาะรองนั่ง เอามาทำเป็นกลองตีเล่นไปก่อน และในที่สุด ก็ได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งไปหาซื้อกลองเก่ามาหนึ่งชุด เพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันอุตส่าห์ไปช่วยกันถือกลองคนละไม้คนละมือจากที่บ้านของอ นุสรณ์ ซึ่งอยู่ ก.ม. 8 มีนบุรี ขึ้นรถเมล์ไปเทคนิค ทุกๆ เย็นที่แผนกช่างภาพ วงชาตรีจะซ้อมดนตรีที่นั่น บางครั้งก็แอบซ้อมตอนยังไม่เลิกเรียน จนโดนท่านอาจารย์ว่าเอาหลายหน

รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเคยเรียนอยู่ที่แผนกช่างภาพ แต่ตอนนั้นเรียนจบแล้ว ชื่อ วิทยา ชัยชาญทิพยุทธ มักจะหางานมาให้วงชาตรีเสมอ ตอนนั้น วงชาตรียังไม่มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเอง พี่วิทยาจึงให้วงชาตรียืมเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อเครื่องเสียง เอาแบบพอไปได้ ทำในเมืองไทย และนั่นแหละ วงชาตรีจึงได้มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเองเสียที

ระยะนั้นได้ยินข่าวว่า มีการประกวดโฟล์คซอง ซึ่งทางชมรมโฟล์คซองเป็นผู้จัดขึ้น วงชาตรีก็ได้เข้าร่วมประกวดครั้งนี้ด้วย ในกติกาการประกวดบอกว่า ต้องใช้เครื่องที่สามารถถือไปได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น มือกลองจึงต้องตัดกลองบางใบออก เมื่อการประกวดผ่านไปจนถึงรอบที่ 2 วงชาตรีก็สละสิทธิ์จากการประกวดครั้งนั้น พอดีคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนั้น เห็นว่าวงชาตรีมีลักษณะแปลก และเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวดี จึงได้ชวนวงชาตรีไปอัดเสียงในรายการ 120 นาทีมัลติเพลก ซึ่งเป็นรายการวิทยุที่คุณครูไพบูลย์ จัดอยู่เป็นประจำ

วงชาตรีได้อัดผลงานให้รายการของคุณครูไพบูลย์ มากมายหลายเพลงทีเดียว จนทำให้แฟนเพลงในรายการนี้รู้จักวงชาตรีมากขึ้น คุณครูไพบูลย์เห็นว่า แฟนรายการเรียกร้องอยากให้ทำเทปของวงชาตรี ดังนั้น ท่านจึงได้ทำเทปของวงชาตรีสำหรับแฟนรายการขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีคนไปเที่ยวถามหาเทปของวงชาตรีกัน บริษัทเมโทรแผ่นเสียงได้ติดต่อผ่านคุณไพบูลย์ ศุภวารี มายังวงชาตรี ให้อัดแผ่นเสียงกับบริษัท และแล้วแผ่นเสียงชุดแรกของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือชุด “ จากไปลอนดอน ( ในชุดนี้ใช้กีตาร์โปร่งทั้งหมด ) ระยะนั้น พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพลงยังไม่ออก จึงเน้นหนักในการขายแผ่นเสียงเท่านั้น ส่วนเทปที่มีอยู่ในท้องตลาดระยะนั้น ก็มีแต่เทปผีปลอมให้เกลื่อนไปหมด

tape1interview_pic3

จากคำพูดของเราชาตรี บนแผ่นปกหลังแผ่นเสียงในชุด จากไปลอนดอน เขียนเอาไว้ว่า

“ ชาตรี ” ออกจะเป็นความใหม่สำหรับวงการดนตรีในปัจจุบัน ก่อนอื่นจะไม่ขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า “ ชาตรี ” แต่จะขอกล่าวถึงจุดประสงค์ของผู้ร่วมอยู่ในวง “ ชาตรี ” คือแสดงออกซึ่งความเป็นไทยในเนื้อหาของเพลงที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ เพลงทุกๆ เพลงที่วงชาตรีได้นำมาเล่นและขับร้องนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่พวกเราชาว “ ชาตรี ” ได้แต่งขึ้นเอง เล่นเอง ร้องเองโดยทั้งสิ้น มีความตั้งใจในอันที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟังเพลงให้กว้างขึ้น โดยได้คำนึงถึงอิทธิพลของเพลงสากลที่มีต่อเยาวชนไทยในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การฟังเพลงสากลของเยาวชนไทย มักจะเน้นหนักไปในเรื่องทำนอง และจังหวะที่ดำเนินไปตามเพลงนั้นเสียมากกว่าการฟังเนื้อหาของเพลง หากจะมีก็คงได้แก่บุคคลที่พอจะมีความรู้ทางภาษาอังกฤษเท่านั้น ฉะนั้น “ ชาตรี ” จึงอยากเสนอผลงานชุดนี้ ซึ่งเหมาะแก่บุคคลทุกระดับ และยังอาจหันเหความนิยมของเยาวชนไทยบางกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ให้กลับมาสนใจในเพลงมากขึ้น ในวันข้างหน้า คำว่า “ ชาตรี ” คงเป็นที่รู้จักกันในวงการเพลงของเมืองไทย และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราชาว “ ชาตรี ” จึงใคร่ขอเสนอผลงานเพลงชุดนี้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่มากก็น้อย

ขอกล่าวถึงบุคคลที่มีพระคุณต่อวง “ ชาตรี ” สองท่าน ท่านแรกคือ คุณวิทยา เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์ดนตรี ท่านที่สองคือ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ท่านเป็นผู้ให้ความสนับสนุนต่อวง “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าหากขาดบุคคลทั้งสองท่านที่ได้กล่าวมาแล้ว “ ชาตรี ” ก็คงจะไม่ได้เป็น “ ชาตรี ” ดังเช่นทุกวันนี้

interview_pic9

วงชาตรี เป็นวงรักความอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับว่า เพลงของชาตรีจะต้องออกมาอย่างโน้นหรืออย่างนี้ และนี่ก็คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วงชาตรีไม่ยอมไปเล่นประจำที่ไหน

ในต้นปี พ.ศ. 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 2 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงชุดนั้น คือ “ แฟนฉัน ” และในระยะเดียวกันนั้นเอง คุณครูไพจิตร ศุภวารี ซึ่งเป็นน้องชายของคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ได้ให้ครูไพบูลย์ ช่วยติดต่อวงโฟล์คซองสักวง เพื่อแต่งเพลงให้หนังเรื่อง สวัสดีคุณครู คุณครูจึงได้แนะนำวงชาตรีให้ทำเพลงในหนังเรื่องนั้น

แนวเพลงของวงชาตรีในยุคนั้น ออกไปลักษณะเป็นการเอาใจเด็กๆ เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเพลง “ สวัสดีคุณครู ” พอหนังเรื่อง สวัสดีคุณครู ดัง ก็เลยทำให้วงชาตรีเพิ่มความดังขึ้นไปอีก

ต่อมาในตอนปลายปี 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 3 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงอีกชุด แต่ชุดค่อนข้างจะแปลกสักหน่อยคือ เป็นผลงานของคุณชาตรี ศรีชล ซึ่งเป็นแนวลูกทุ่ง

และพอขึ้นต้นปี 2520 วงชาตรีก็ได้ทำผลงานชุดที่ 4 ให้กับห้างแผ่นเสียงทองคำ นั่นคือชุด “ ฝนตกแดดออก ” ซึ่งเป็นเพลงในหนังเรื่อง “ ฝนตกแดดออก ” และนอกจากนี้ วงชาตรียังได้ทำเพลงให้กับหนังอีกหลายเรื่องเช่น “ รักแล้วรอหน่อย ” “ จ๊ะเอ๋เบบี้ ”

และระยะนั้นเอง ก็เป็นช่วงอวสานของวงการแผ่นเสียง เพราะยอดการจำหน่ายตกต่ำ ความนิยมทางด้านแผ่นเสียงลดน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวงการเทป มันปรากฎขึ้นมาเหมือนเป็นตัวตายตัวแทน เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความบันเทิงเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์โลกมานานแล้ว เมื่อมนุษย์เบื่อสิ่งหนึ่ง ก็มักหันไปหาอีกสิ่งหนึ่ง เช่น จากแผ่นเสียงหันไปนิยมเทปคาสเซ็ท

ช่วงนี้เอง วงการเพลงกำลังปั่นป่วน เพราะยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงลดปริมาณลงอย่างน่าใจหาย และบางห้างถึงกับเลิกกิจการไปก็มี และบางห้างที่เคยเป็นผู้ผลิตแผ่นเสียงก็หันมาเป็นผู้ผลิตเทปแทนก็มี

interview_pic4ถึงช่วงนี้ วงชาตรี อยากได้มือคีย์บอร์ดสักคน แต่ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน เลยชวนเพื่อนชื่อ ประยูร เมธีธรรมนาถ มาร่วม ปกติแล้วคุณประยูรช่วยเหลือทางด้านระบบเสียงของวงชาตรีอยู่ และเมื่อวงชาตรีต้องการตัวคุณประยูรมาเล่นดนตรีในตำแหน่งคีย์บอร์ด ก็ต้องให้คุณประยูรไปเรียนกันอยู่พักใหญ่

ในต้นปี 2522 วงชาตรีได้มีโอกาสทำเพลงให้กับละครทีวีช่อง 9 เรื่อง “ นางสาวทองสร้อย ” เพลงนี้เองเป็นเพลงแรกที่ประยูรได้มีโอกาสแสดงฝีมือ

ต่อจากนั้น วงชาตรีก็ได้รวมเพลงขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ชื่อชุดว่า “ รัก 10 แบบ ” ตั้งใจว่าจะให้ห้างแผ่นเสียงทองคำเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้วงชาตรีจำต้องเก็บเพลงชุด “ รัก 10 แบบ ” เอาไว้ก่อน

วงชาตรีเหลียวมองไปรอบๆ วงการเพลงแล้ว ก็หมดกำลังใจ แผ่นเสียงก็ขายตก แถมเทปก็มีแต่เทปปลอมทั้งนั้น แต่วงชาตรีก็ก้าวไปเรื่อยๆ ก้าวไปสู่ความเป็นธรรม และมั่นคงของศิลปินเพลง

วงชาตรีนั่งคิดนอนคิดอยู่หลายวัน ก็นึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนพูดถึงบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. ว่าเป็นบริษัทที่มีการทำงานดี ซื่อตรง และเที่ยงธรรมต่อศิลปิน วงชาตรีจึงได้ไปพบกับผู้จัดการบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. คือคุณ ประมาณ บุษกร เมื่อคุยกันอยู่พักหนึ่ง เราทั้งสองฝ่ายก็ได้พบว่า ; เรามีความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ หรือจะเรียกว่า ชีวิตใหม่ ก็ได้สำหรับวงชาตรี และวงชาตรีได้ตัดสินใจเข้าเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทนี้ตั้งแต่นั้นมา

ในที่สุด ประมาณเดือน กรกฏาคม ของปี 2522 นั้นเอง วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชิ้นแรกให้กับบริษัท อี.เอ็ม.ไอ นั่นคือชุด “ รัก 10 แบบ ” และจังหวะนี้เอง เป็นจังหวะที่พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพล งได้ออกมาพอดี นั่นหมายถึง แสงสว่างของศิลปินนักเพลงได้ส่องสว่างขึ้นแล้ว

วงการเพลงจะต้องดีขึ้น ศิลปินมีกำลังใจดีขึ้น เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องช่วยกันกำจัดนักทำเทปปลอมให้สูญสิ้นไปจากวงการเพลงด้วย อีกหน่อยศิลปินเพลงคนใดดัง จะไม่ดังเพียงอย่างเดียว เขาจะต้องรวยด้วย

ครั้งหนึ่งวงชาตรีเคยเดินทางไปเที่ยวที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ที่นั่นเป็นที่บำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดให้หาย วงชาตรีได้มีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ ท่านก็ได้ฝากข้อคิดว่า ถ้าวงชาตรีมีโอกาสแต่งเพลงละก็ ขอให้แต่งเพลงเกี่ยวกับคนที่ติดยาเสพติด ว่าเมื่อเขาเหล่านั้นหาย และเลิกเสพติดแล้ว พวกเราที่อยู่ในสังคมควรจะให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มชีวิตใหม่ อย่ารังเกียจพวกเขาเหล่านั้นเลย

tape8 interview_pic5

จากคำพูดของท่านอาจารย์จำรูญ ทำให้วงชาตรีเกิดความคิดแต่งเพลง “ หลงผิด ” และในที่สุด เพลงชุดใหม่ของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้นอีกชุดชื่อ “ ชีวิตใหม่ ” ชุดนี้วงชาตรีนำรายได้จากการจำหน่ายเทปส่วนหนึ่ง ไปมอบให้กับสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เพื่อใช้ในการรักษาคนไข้

หลังจากออกชุดชีวิตใหม่ออกมาได้ไม่นาน นราธิป กาญจนวัฒน์ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ 2 ในจำนวน 5 คนของวงชาตรีก็ขอลาบวช 1 พรรษา และหลังจากที่สึกออกมาแล้ว วงชาตรีก็เตรียมตัวออกผลงานชุดใหม่อีก

ปลายปี 2523 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุด “ รักครั้งแรก ” เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมผลงานของวงชาตรีไม่เคยหยุดยั้งในการขายเลยจากอดีตถึงปัจจุบัน เคยขายยังไงก็ยังมีการขายอยู่อย่างนั้น งานหลักของวงชาตรีก็คือ การนำวงชาตรีออกไปตระเว นแสดงยังต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งนำเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติของวงชาตรีไปด้วยเสมอ

กลางปี 2524 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดใหม่มาอีกชุดหนึ่งคือชุด “ สัญญาใจ ” ชุดนี้วงชาตรีทำขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เนื่องในโอกาสที่ประเทืองได้แต่งงานกับสาวชาวหาดใหญ่

วงชาตรีคิดถึง และระลึกถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงของแฟนเพลงที่มีต่อวงชาตรีเสมอมา ดังนั้น วง “ ชาตรี ” จึงพยายามที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด และถูกใจแฟนเพลงที่สุด วงชาตรีอยากอยู่กับแฟนเพลงนานๆ และนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และเมื่อปลายปี 2524 ทางบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. มีความคิดอยากจะให้วงชาตรีออกผลงานแปลก และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับวงชาตรี ชุดนั้นคือชุด “ ชะตารัก ”

ในปี 2525 คือประมาณเดือน พฤษภาคม วงชาตรีก็ออกผลงานออกมาอีกชุดหนึ่งคือ ชุด “ ชาตรีอินคอนเสิร์ต ” ชุดนี้เป็นการแสดงสดที่โรงแรมดุสิตธานี และต่อมาในเดือน ตุลาคม 2525 ชาตรีก็ได้ออกชุด “ รักไม่เป็น ” และในชุดนี้เอง ก็ได้รับตุ๊กตาทองมหาชนในเพลง “ ภาษาเงิน ”

interview_pic6

เดือน มีนาคม 2526 ชาตรีก็ได้ออกอัลบั้มชุด “ รักที่เธอลืม ” ชุดนี้ชาตรีได้รับเกียรติจากท่านพลเอกหาญ ลีลานนท์ ท่านได้มอบเพลงให้ 2 เพลง คือเพลง วันรอคอย และเพลง ใต ้ร่มเย็น ซึ่งเป็นบทเพลงที่เตือนให้คนไทยรักชาติไทยด้วยกันมีความสามัคคี และก็มีเพลงของทางชาตรีอีก 10 เพลง รวมเป็น 12 เพลง “ รักที่เธอลืม ” เป็นอีกชุดหนึ่งที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว คือมียอดขายเกินกว่า 2 แสนตลับ

เดือน ตุลาคม 2526 เป็นความภูมิใจของชาตรีที่เราตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะมีห้องบันทึกเสียงของตนเอง ในที่สุด ผลงานชุดที่ 13 คือชุด “ แอบรัก ” ซึ่งบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงชาตรี ก็ได้ปรากฎสู่สายตาของแฟนเพลงอีกครั้ง เป็นชุดแรกที่เราบันทึกเสียงที่ห้องอัดของเราเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า เราอยากให้ผลงานแต่ละชุดนั้นประณีตพิถีพิถัน ถึงแม้จะใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นห้องอัดเสียงของเรา เราก็สามารถทำได้

interview_pic7

สำหรับปี 2546 เป็นปีที่ 28 ของวงชาตรี ที่นำความใหม่มาสู่วงการเพลง โดยการนำเอาบุคคลหนึ่งที่มีมันสมองเยี่ยมในด้านการเรียบเรียงเสียงประสานคือ คุณโทนี่ แองกิลา ร่วมกับ “ ชาตรี ” ผลิตผลงานชุดที่ 14 โดยใช้ชื่อ “ ชาตรีทศวรรษ ” และเพื่อให้การบันทึกเสียงยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทาง อี.เอ็ม.ไอ. ได้เชิญเทคนิคเชี่ยนจากสิงคโปร์คือ คุณวินเซนท์ ลิม มาบันทึกเสียง และมิกซ์เสียง

ที่เล่ามาทั้งหมดคือ เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยายที่เกิดขึ้นกับเรา “ ชาตรี ” ศิลปินจะยืนหยัดในวงการเพลงได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การต้อนรับจากประชาชน และตลอดระยะเวลา 28 ปีเต็มที่เราอยู่ในวงการนี้ เราระลึกอยู่เสมอว่า แฟนเพลงให้การสนับสนุนเราด้วยดีเสมอมา ตลอดจนสื่อมวลชนทุกแขนง บริษัทห้างร้านแผ่นเสียงต่างๆ ชาตรีจารึกไว้ในดวงใจเสมอว่า ท่านไม่ลืมเรา “ ชาตรี ”

interview_pic8

หลังจากที่ “ ชาตรี ” ได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในวงการเพลงเมืองไทย จากปี 2518 จนถึงปี 2528 และปีนี้ ก็มีผลงานล่าสุดขื่อชุด “ อธิษฐานรัก ” โดยทาง “ ชาตรี ” ได้ถือฤกษ์ออกวางตลาด 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ดูช่างเหมาะเจาะกับชื่อเทปชุดนี้เสียด้วย… ครับ !!! ตั้งแต่วันนั้น ปี 18 ถึงวันนี้ปี 46 28 ปี แทบทุกคนที่ให้ความสนใจกับวงการเพลงต้องรู้จัก “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี !!!!!

interview_pic10

ประวัติของวงชาตรีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง จนกระทั่งได้ทำการบันทึกเสียง และดำเนินเรื่อยมาจนถึงชุดสุดท้ายที่ทำการบันทึกเสียง ได้ถูกบันทึกไว้ใน เปิดแฟ้มชาตรี แล้ว การเดินทางไปพบพวกพี่ๆ วงชาตรีในวันนี้ จึงเป็นการไปพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวหลังจากที่พวกพี่ๆ ตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี คิดว่า แฟนๆ เพลงของชาตรีหลายต่อหลายคน ก็คงต้องการทราบข่าวคราวเหมือนกัน

ถือโอกาสที่วันเสาร์ที่ 24 พ.ค. บรรดาผู้นำแฟนคลับของชาตรีซึ่งต้องการจะจัดงานมีตติ้ง เพื่อการรำลึกถึงวงชาตรี ได้นัดหมายประชุมเกี่ยวกับการจัดงาน โดยมีพี่ๆ วงชาตรีคอยเป็นที่ปรึกษา พวกเราเลยได้โอกาสมาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เพราะไหนๆ ก็ตั้งใจจะทำสกู๊ปพิเศษของวงชาตรีอยู่แล้ว เมื่อจะมีงานมีตติ้งทั้งที จะได้ช่วยกระจายข่าวในเว็บบ้านเพลงเก่าซะเลย และโอกาสนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้พบ และพูดคุยกับพี่ๆ วงชาตรีอย่างพ ร้อมหน้าพร้อมตา เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนที่ติดตามเว็บบ้านเพลงเก่ามาตลอด ย่อมรู้จักวงชาตรีเป็นอย่างดี และก็ย่อมที่จะอยากรู้เรื่องราวพร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวงชาตรีด้วย

การประชุมในวันนั้น ได้เริ่มเมื่อประมาณบ่ายโมง กินเวลาอยู่หลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะเสร็จสิ้นก็ประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งรายละเอียดของกิจกรรมมีตติ้งที่ประชุมกันในวันนั้น ขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยถึงในนี้นะคะ ไว้รอให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมาแจ้งให้แฟนๆ เว็บบ้านเพลงเก่าได้ทราบกันแน่นอน หลังจากประชุมกันในวันนั้น ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างพี่ๆ วงชาตรี กับแฟนคลับบ้าง กับสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบ้าง และพวกเราซึ่งมาพูดคุยถึงช่วงเวลาที่พวกพี่ๆ ได้ห่างหายไปจากวงการเพลงนานถึง 17 ปีทีเดียว

จากชุดสุดท้าย “อธิษฐานรัก” ตอนนั้นพวกพี่ๆ รู้สึก หรือคิดยังไงว่าจะเลิกวง

พี่ป้อม- กับคำถามนี้ พวกพี่ๆ ต่างก็รู้สึกตรงกันว่ามันถึงเวลา หรืออาจจะเป็นจุดอิ่มตัวที่การกระทำอะไรก็ตามแต่ เมื่อดำเนินมาถึงจุดๆ นึง ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน แล้วในช่วงนั้น ก็อาจเป็นเพราะพวกเราตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตมากด้วย เลยทำให้เกิดความเหนื่อย ความล้า หลังจากเปิดตัวอัลบั้มชุด อธิษฐานรัก ที่โลกดนตรีเสร็จปุ๊บ เราก็มาคุยกัน ปรึกษากัน แล้วก็ตกลงที่จะเลิกวงเลย ไม่นานจากนั้น ก็มาออกโลกดนตรีอีกครั้งนึง เป็นการปิดอัลบั้ม แล้วก็ลาแฟนเพลงเลย ไม่มีการตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนอย่างชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ก็รู้สึกนะว่า มันเร็วไป กระทันหัน แฟนๆ ก็แทบไม่เชื่อ จริงๆ แล้วก็น่าจะออกทัวร์คอนเสิร์ตก่อนด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอก ช่วงนั้นมันเหนื่อย มันล้าด้วย

ทีนี้ หลายคนคงอยากรู้กันแล้วสิว่า เมื่อเลิกวงกันแล้ว พวกพี่ๆ เค้าไปทำอะไรที่ไหนกันมาบ้าง

พี่เหมา- พอเลิกวงตอนนั้น ก็มาเริ่มทำห้องอัดเสียงเลย และก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้

พี่ปุ้ย- ตอนที่เลิกวงก็ยังอยู่ที่ อี.เอ็ม.ไอ ทำงานฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ แล้วตอนหลังก็เปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทต่างๆ จนมาถึงขณะนี้ ก็เปิดร้านเน็ต

พี่ป้อม- ก็ทำงานมาหลายอย่าง ทำทั้งบ้านจัดสรร มินิมาร์ท ตอนนี้ก็มาช่วยงานโรงเรียน ซึ่งเป็นของตระกูลพี่ป้อมเอง

พี่ยุ่น- ก่อนหน้านั้นก็ทำอยู่อีริคสัน แผนกตู้สาขา แล้วตอนนี้ที่เพิ่งเริ่มทำ ก็ดูโปรเจคเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

ได้ถามพี่ๆ เกี่ยวกับเรื่องวงการเพลงในปัจจุบัน ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความเห็นว่า

พี่ป้อม-เพลงในยุคนี้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความแปลกมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของกระแสนะ เรื่องความเบื่อ เพราะคนเรานี่ก็เรียกว่า เป็นผู้บริโภค เดี๋ยวก็ฮิตแนวป๊อบบ้าง ร็อคบ้าง อะคูสติคบ้าง ซักพักพอเบื่อ ก็เปลี่ยนไปอีกละ ส่วนเรื่องทำเพลง หรือแต่งเพลงบ้างมั้ย ก็ไม่ได้ทำแล้วนะ พอมีงานอื่นทำอยู่ มันก็ไม่มีเวลาที่จะมาทำด้านนี้ สมองก็ต้องไปคิดกับเรื่องงานที่ทำอยู่ อีกอย่างก็ไม่แน่ใจว่า วงการเพลงบ้านเราจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ ก็เป็นธุรกิจไปหมด แต่ก่อนนะ ประชาชนจะมีส่วนในสื่อมากกว่าสมัยนี้ การเปิดเพลงก็ไม่เลือกค่าย ไม่มีคิวเพลง ถ้าดีเจชอบเพลง ก็เปิดให้ ซึ่งตอนนี้ที่เห็นๆ ก็มี รายการยิ้มละไม นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่า ประชาชนยังมีส่วนในการเลือกเปิดเพลงอยู่

อย่างที่เราเริ่มรู้ๆ กันแล้วว่า แฟนคลับชาตรีจะรวมตัวกันจัดมีตติ้งกันขึ้นเร็วๆ นี้ ก็อยากจะรู้ว่า พวกพี่ๆ เค้ามีส่วนรู้เห็น หรือมีความคิดเห็นยังไงกันบ้าง

พี่ป้อม-ก็ดีนะ ดีใจด้วยที่พวกเค้ายังระลึกถึง อยากมาเจอกันอีก เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้มาสังสรรค์กัน ทำให้หวนถึงความรู้สึกเก่าๆ ความรู้สึกในอดีตที่เคยลืมไปแล้ว และบางคนก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อย ก็ทำให้เรารู้สึกย้อนกลับไปว่า ในอดีตเคยรู้สึกยังไงกันบ้าง ส่วนเรื่องงานมีตติ้งนี่ พวกพี่ก็ปล่อยให้แฟนคลับเค้าทำกันไป โดยที ่เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย เจตนาจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่า เค้าก็ยังให้เกียรติพวกเรา จะทำอะไร ก็มาปรึกษาว่าอันไหนควร อันไหนเหมาะ

พูดคุยกันมาถึงตอนนี้ หลายๆ คนคงต้องการรู้ว่า ในช่วงระยะเวลานี้ที่วงดนตรี หรือนักร้องหลายคนในอดีต ต่างก็จัดคอนเสิร์ตกันเป็นการรำลึกถึงความหลัง แล้วพวกพี่ๆ วงชาตรีล่ะ คิดจะมีคอนเสิร์ตกับเค้าบ้างมั้ย

พี่ป้อม-จริงๆ แล้ว เรื่องเพลง เรื่องดนตรีนี่ก็อยู่ในอารมณ์ของพวกเราเลยนะ ห่างหายไปนานก็คิดถึง อยากมาสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ อยากกลับมาคุย มาเล่นกับแฟนเพลงอีก แต่โอกาสล่ะ มันมาถึงหรือยัง เพราะเรื่องคอนเสิร์ตนี่ มันไม่ได้อยู่ที่พี่คนเดียว แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่วงชาตรีทั้งวงด้วย แต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อม ความต้องการ สังคมยังต้องการเรามั้ย มากน้อยแค่ไหน การจัดคอนเสิร์ตเรายังต้องคิดถึงองค์ประกอบอื่นอีก อย่างเช่นว่า ใครเป็นคนจัด คนดูมีแค่ไหน ความศรัทธาในวงชาตรียังมีเยอะแค่ไหน คนจัดก็ต้องคิดถึงจุดนี้ว่า ขายบัตรแล้วมีคนดูมั้ย ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็สามารถจัดได้ พวกพี่ไม่ได้ปิดกั้น หรือปฎิเสธ หรือตอบรับว่าจะจัดหรือไม่จัด เรียกว่า ถ้ามีคนสนใจจ ะจัด ก็โอเค

คำว่า “วงชาตรี” ในความรู้สึกของพวกพี่ๆ คืออะไรคะ

พี่ป้อม – ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำสิ่งต่างๆ แล้วถ่ายทอดให้คนไทยได้ตามเจตนาที่ต้องการ คือต้องการเปลี่ยนให้คนไทยหันกลับมาร้องมาฟังเพลงไทยมากขึ้น เพลงก็เป็นเพลงง่ายๆ ฟังง่ายๆ เล่นง่ายๆ พอหลังจากที่เรามีชื่อเสียงขึ้น ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า คนก็เห็นด้วยกับเรา คล้อยตาม ; แม้กระทั่งเราเลิกวงชาตรีมาจนบัดนี้ คนที่เคยฟังเพลงเรา ก็ยังนึกถึงตรงจุดนึงว่า เพลงของเราร้องง่าย เล่นง่าย เราไม่ได้ทำดนตรีออกมาแค่ฟังเพราะ แต่เล่นไม่ได้ ร้องไม่ได้

พี่เหมา – ครั้งนึงในชีวิตที่มีโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งทุกข์ ทั้งสุข เป็นความทรงจำที่ดีที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างบางเพลงที่จู่ๆ ก็เล่นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เล่นมานาน แล้วก็ไม่ได้ซ้อมด้วย เรียกว่า เพลงอยู่ในจิตสำนึกของพวกเรา

พี่ปุ้ย – มันเป็นความภูมิใจในอดีต ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ตำนานเพลงไทย ไม่มากก็น้อย เพราะในช่วงที่ทำเพลง ช่วงที่ดัง เราก็ยังไม่มีความรู้สึกอะไรที่ผิดแผกแปลกไปจากคนทั่วไป เราก็ยังเป็นเรา

พี่ยุ่น – ทำให้รู้ว่า ช่วงเวลานึงของขีวิตได้ทำให้คนหลายคนมีความสุข สร้างโลกให้สดชื่น มีเสียงเพลง มีคนกลุ่มนึงชอบ ก็ทำให้เรามีความสุข

 

วงชาตรี

วงชาตรี

tape1โดย ต้น ลาดพร้าว

สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นความรู้สึกของคนฟังเพลงคนนึง ชื่นชอบที่จะฟังเพลงมากมายหลายแบบ ชื่นชอบที่จะร้องรำทำเพลง โดยเฉพาะกีตาร์โปร่ง ต้องบอกก่อนครับว่า เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ได้สัมผัส ไม่เสแสร้ง ( คนอื่นอาจชอบไม่เหมือนผมก็ได้ )

ผมเริ่มฟังเพลงเป็นพร้อมๆ กับที่เริ่มรักเพื่อนผู้หญิงเป็น ตอนนั้น 5 ขวบเห็นจะได้ คุณพ่อคุณแม่ฟังสุนทราภรณ์ เราก็ฟังได้ ตอนนั้นต่อมา กำเนิดความรักทุกรูปแบบได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว รักในเสียงเพลง รักเพื่อน มองทุกอย่างรอบตัวสวยสดงดงามไปหมด

เมื่อผมเริ่มโตขึ้น แนวเพลงสตริง ลูกกรุง ลูกทุ่ง สากล เพลงปลุกใจ มีให้ได้ฟังมากมาย วิทยุ FM ก็จะเปิดเพลงลูกกรุง AM ก็เปิดเพลงลูกทุ่ง แนวเพลงสตริงยุค นั้น ถือเป็นความแปลกใหม่ในหมู่วัยรุ่น ทางดนตรีก็จะลอกเลียนสากลซะเป็นส่วนใหญ่ หนังสือเพลง I.S. SONG HIT ของคุณเล็ก วงศ์สว่าง จะต้องมีม้วนไว้ติดกระเป๋ากางเกง ( ไม่งั้นเชยแหลก )

ตอนนั้น กระแสของเพลงสากลมาแรงมาก แนวเพลงสตริงในยุคนั้น จึงต้องทำเพลงสากลเอาใจตลาด เราจะไม่ค่อยได้ยินสตริงที่ร้องเพลงไทยไทย นอกจากวงดิอิมพอสซิเบิ้ล ซึ่งสร้างสีสันได้มากทีเดียวกับเพลงประกอบ ภาพยนตร์หลายเรื่อง นอกจากนั้น ก็ยังมีบางวง หรือบางคนที่ร้องเพลงไทยในแบบสตริง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับเหมือน ดิอิมพอสซิเบิ้ล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

วงชาตรี  เพราะความโดดเด่นของนักร้องนำไงล่ะครับ บดบังทุกอย่างหมดจด เป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่รากเหง้าของ ดิอิมพอสซิเบิ้ล ก็มาจาก เพลงสากลอย่างที่จะปฎิเสธไม่ได้

ถึงปี 2518 คลื่นวิทยุต่างๆ โดยเฉพาะภาค FM เริ่มที่จะมีสถานีเพลง สถานีเพลงและข่าวเป็นกิจลักษณะ บางสถานีมีความโดดเด่นในลักษณะที่มีเพลง สตริงเปิดช่วงยาวๆ เลย มีอยู่เพลงนึง เนื้อร้อง ทำนอง และดนตรีแปลกกว่า ที่ผมเคยได้ยินมา ทำไมเค้าร้อง และเล่นกันง่ายเหลือเกิน จนไม่น่าเชื่อว่า จะนำ ออกสู่ตลาดเพลงยุคนั้นได้ เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงไทย จำได้ว่าผมได้ยินเพลง “ลูกขาดแม่” ของเค้าเป็นเพลงแรกเลย ผมพยายามฟังเพลงอื่นๆ ของเค้า ติดตามตลอด ตอนนั้น เทปคาสเซ็ทเรายังไม่รู้จักกันเลย ต้องติดตามว่า สถานีไหนเค้าจะเปิด ผมแปลกใจมากว่า หลายสถานีเปิดเพลงของเค้า กระทั่ง เพลินจนร้องได้ มาที่โรงเรียน เพื่อนๆ ก็ฮัมเพลงให้ฟังหลายคน รู้สึกว่าแนว เพลงเค้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้ลอกเลียนใคร เป็นความแปลกใหม่ที่กล้าหาญ มาก เป็นเพลงไทยล้วนๆ อาจจะมีทำนองสากลบ้าง คอร์ดกีตาร์ก็เล่นง่าย มีอยู่ประมาณ 4-5 คอร์ดช่วงต้นคอกีตาร์จริงๆ เรียบง่าย ประสานเสียงดี เนื้อทำนองน่ารัก ชัดถ้อยชัดคำแบบจริงใจ เค้าทำสำเร็จจริงๆ

แฟนเพลงเริ่มยอมรับความแปลกใหม่ หันมาฟังเพลงไทย มากขึ้น อันนี้คือ จุดหักเหที่สำคัญของวงการเพลงไทยบ้านเราจริงๆ หลายคนไม่ยอมรับเค้า ดูถูกฝีมือเค้า และไม่ยอมรับความ เปลี่ยน แปลงนี้ ซึ่งก็ไม่มีใครฉุดรั้งเค้าได้ เค้าอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า ตอนนั้น เค้าได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงไทยไปแล้ว และวงดนตรีที่ผมกล่าวถึงก็คือ “ชาตรี” นั่นเองครับ

วงชาตรีต้น ลาดพร้าว
( ปัทม์ ชาญวิทย์การ )

นำกลุ่มชาตรีแฟนคลับ 46

*** ในความรู้สึกต่อท้าย คงไม่มีใครมาแทนที่เค้าได้ เพราะเค้าทั้ง 5 คน เปรียบเสมือนครูบาอาจารย์ทางดนตรีที่ครอบครองหัวใจทั้ง 4 ห้องของผมแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

วงชาตรีผลงานของชาตรีมีทั้งหมด 15 ชุด

นอกนั้นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ และชุดอมตะชาตรี ซึ่งไม่รวมอยู่ใน 15 ชุดนี้

1. จากไปลอนดอน (พ.ศ. 2518 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
2. แฟนฉัน (พ.ศ. 2519 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
3. หลงรัก (พ.ศ. 2519 – ห้างเมโทรแผ่นเสียง)
4. ฝนตกแดดออก (พ.ศ. 2520 – ห้างโรสซาวด์น)
5. รัก 10 แบบ (พ.ศ. 2521 -EMI)
6. ชีวิตใหม่ (พ.ศ. 2522 -EMI)
7. รักครั้งแรก (พ.ศ. 2523 -EMI)
8. สัญญาใจ (พ.ศ. 2524 -EMI)
9. ชะตารัก (พ.ศ. 2524 -EMI)
10.ชาตรีอินคอนเสิร์ต (พ.ศ. 2525 -EMI)
11.รักไม่เป็น (พ.ศ. 2525 -EMI)
12.รักที่เธอลืม (พ.ศ. 2526 -EMI)
13.แอบรัก (พ.ศ. 2527 -EMI)
14.ชาตรีทศวรรษ (พ.ศ. 2527 -EMI)
15.อธิษฐานรัก (พ.ศ. 2528 -EMI)

วงชาตรีเพลงประกอบภาพยนตร์

1. สวัสดีคุณครู
2. สนุกกันวัยเรียน
3. รักแล้วรอหน่อย
4. ผมขอเป็นดวงตาแทนคุณ
5. โลกนี้ยังมีรัก /ครูขา หนูเหงา วงชาตรีร่วมแสดงด้วย
6. เพื่อนยามยาก
7. จ๊ะเอ๋ เบบี้
8. รักต้นไม้ /จ๊ะเอ๋ เบบี้
9. นี่แหละ กทม. ( ชื่อเดิม ลูกโป่ง )
10.เมียจ๋า

 

 

สัมภาษณ์สิชล

วงสิชล

” ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “

ณ บ้านหลังกะทัดรัดหลังหนึ่งในซอยเพชรเกษม 79 เมื่อพวกเราไปถึงเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของพี่วันชัย สุนทรถาวร เจ้าของบ้าน และพี่ฐนิต สุนทรถาวร น้องชาย ซึ่งมารอพวกเราที่บ้านด้วย เอ่ยชื่อออกมาแล้ว เชื่อแน่ว่า หลายคนคงยังงงว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ถ้าบอกว่า พี่น้อง 2 คนนี้ก็คือ ศิลปินดังในอดีตที่เป็นเจ้าของเสียงเพลง ” เหม่อมองท้องฟ้า พาใจซึมเซา จิตใจหงอยเหงาร้าวฤทัย….. ” ที่ร่วมร้องเพลงในนาม ” สิชล ” ล่ะก็ ทุกคนคงจะถึงบางอ้อกันล่ะ

photo2  วงสิชล

ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในอดีตที่พวกเราได้รู้จักวงสิชล ด้วยเสียงเพลงที่คลอด้วยกีตาร์ในสไตล์โฟล์คซอง ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิชลก่อตัวกันขึ้นมาทำเพลงได้อย่างไร เพราะในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่เพลงสตริงกำลังอยู่ในความนิยมในหมู่วัยรุ่น ซึ่งทั้งพี่วันชัย และพี่ธนิต ก็จับมือร่วมกันย้อนรำลึกถึงอดีตในวัยเยาว์ และช่วยกันเล่าให้ฟังว่า

” แรกเริ่มเดิมที พวกเราพี่น้องก็เล่นกีตาร์กันแค่ในบ้าน แล้วพวกเพื่อนๆ ก็ชอบมานั่งฟังกัน นานวันเข้า แววศิลปินคงเริ่มออกมั้ง ก็ประมาณปี 21, 22 ตอนนั้นก็อยู่ชั้น ป.6 พวกเพื่อนๆ ก็มาขอให้ร้องเพลงอัดใส่เทปให้ด้วย โดยเลือกเอาเพลงของชาตรีบ้าง นักร้องคนโน้นบ้างคนนี้บ้างหลายๆ คน ซึ่งมันสะใจกว่าไปหาซื้อเทป ซื้อทีได้แค่ 10 เพลง แล้วก็เป็นแค่ศิลปินคนเดียว หรือวงเดียวเท่านั้น แต่พอเราอัดให้ เพื่อนๆ ก็จะได้เพลงหลากหลายตามแต่เค้าจะเลือก ซึ่งตอนหลังๆ นี่ ทั้งเพื่อนพี่สาว และพวกเพื่อนๆ ก็จะจ้างให้ร้องอัดใส่เทป คิดให้เพลงละ 2 บาท ทีแรกก็จะไม่เอาตังค์นะ แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่า อัดๆ มาเถอะ….. ”

แววศิลปินของพี่ๆ ทั้ง 2 คนไม่ได้อยู่แค่เล่นกีตาร์เก่ง ร้องเพลงเพราะเท่านั้น พี่ๆ ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า

” ช่วงนั้น นอกจากร้องเพลงอัดให้เพื่อนแล้ว พวกเราก็ยังมีเพลงที่แต่งกันเองอยู่หลายเพลง ทีนี้ ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปสงวนลิขสิทธิ์เพลง ก็เลยจัดแจงเขียนโน้ตไปเองเลย ไปถึง ก็เจอครูสง่า อารัมภีร์ พอครูสง่ารู้จุดประสงค์ ก็คว้าโน้ตเดินนำไปห้องอัดเสียง เริ่มเล่นเพลงแรกทันที แล้วก็ถามมานะว่า ” เขียนเองเหรอ ” แล้วครูก็เล่นเพลงตามโน้ตทั้ง 10 เพลง พร้อมทั้งแนะนำเพิ่มเติมถึงวิธีการเขียนโน้ตที่ถูกต้องให้ด้วย จริงๆ แล้ว ที่ครูเค้าเล่นดนตรีในวันนั้น ก็เพื่อจะดูว่า โน้ตที่เอามาน่ะ ใช้ได้จริงมั้ย เพราะว่าสมัยนั้น ถ้าดูโน้ตไม่เป็น เขียนโน้ตไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์สงวนลิขสิทธิ์ แล้ววันนั้น พอครูเล่นเสร็จ ยังบอกว่า ” หนู เอาให้ดังนะลูก ” จากนั้น พี่ก็เลยรีบกลับมาแก้โน้ต แล้วทำเรื่องสงวนลิขสิทธิ์จนเสร็จเรียบร้อย ”

วงสิชล

เสร็จจากเรื่องลิขสิทธิ์ พวกพี่ๆ ก็คิดจะเดินเรื่องอัดเสียงต่อไป แล้วจะอัดเสียงในนามอะไรล่ะ ลองมาฟังพวกพี่ๆ เค้าพูดต่อดีกว่า

” ทีแรก พวกเราตกลงที่จะใช้ชื่อไทยๆ เหมือนชาตรี ก็เลยไปให้พระตั้งให้ ท่านก็ตั้งมาว่า ” ตรีโกณ ” ( ถึงตอนนี้ ก็เรียกเสียงหัวเราะในวงสนทนากันลั่น ) ตอนนั้นยังคิดกันอีกนะว่า สายชล ก็เพราะดีนะ แต่ก็ไปตรงกับชื่อนักร้องนำวงอินโนเซ้นส์ ทีนี้ก็เลยมานึกกันว่า ถ้าจะเป็นน้ำ พวกเราก็ขอเป็นน้ำน้อยๆ ดีกว่า เลยเลือกที่ชื่อ ” สิชล ” แปลว่า น้ำน้อย ซึ่งมันก็เปรียบ เหมือนกับพวกเราพี่น้องที่มีทุนน้อย ถ้าเจอไฟแรงๆ พวกเราก็คงระเหยไปเลย ”

ถึงตอนนี้ ชื่อวงก็มีแล้ว เพลงก็มีแล้ว สงวนลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้วด้วย มาดูกันว่า พี่ๆ เค้าจัดการเรื่องการเตรียมการ และค่าใช้จ่ายของห้องอัดเสียงยังไง เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย สำหรับเด็กนักเรียนในยุคนั้น

” เรื่องค่าใช้จ่ายนี่ ก็ขอแบ่งเงินจากที่แม่เปียแชร์มาส่วนนึง มาเป็นค่าเช่าห้องอัด และตัดแผ่น เลยมีการแซวกันว่า ได้ดีเพราะแม่เปียแชร์(หัวเราะ) แล้วก็ไปเช่าห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ก่อนอัดเสียงก็ซ้อมกันก่อนประมาณ 2 เดือน กะให้พร้อมที่สุด เพราะถ้าอยู่ในห้องอัด แล้วหลุด หรือพลาด ก็ต้องเริ่มใหม่ แล้วเราก็ต้องการให้เซฟที่สุดด้วย ใช้เวลาในห้องอัดวันนั้น 3 ชม. ตอนนั้นก็ชม. ละ 300 บาท รวมค่าน้ำมันเสร็จสรรพก็พันนึง ทำกันอยู่ 3 คน มีพี่ 2 คน กับเพื่อนอีกคนชื่อ สมชาย ตอนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว ”

” อัดเสียงเสร็จตอนนั้น ก็ไปตัดเป็นแผ่นเสียงแผ่นเล็ก แล้วก็มาใช้ปากกาเคมีช่วยกันเขียนชื่อวงบนแผ่นเสียง ก็ตัดได้หลายร้อยแผ่นอยู่ เสียค่าตัดเป็นหมื่น แล้วก็ไปแจกตามสถานีวิทยุ ฝากให้ดีเจช่วยเปิดให้ เที่ยวแจกจนรู้จักทุกสถานีว่า คลื่นไหน อยู่ที่ไหน มีอยู่ทีนึง ไปแจกที่ห้องอัดของครูไพบูลย์ ศุภวารี ตอนนั้นท่านเป็นนายกสมาคมดนตรี ท่านก็ให้โอกาสกับศิลปินทุกคนนะ ไม่ว่าหน้าเก่าหน้าใหม่ ใครไปฝากแผ่นไว้ ก็จะได้รับการเรียงลำดับก่อนหลังรอการเปิด ไม่มีการแซงคิวเลย หลังจากนั้น เพื่อนๆ ก็มาเสนอให้ทำเทปด้วย ก็เลยทำมาซัก 300 ม้วน เผื่อเหลือด้วย เผื่อแจกด้วย กะขายเพื่อนๆ ซัก 50 ม้วน ขายต่อไปอีกซักหน่อยก็จะได้ 100 ม้วน แล้วถ้าเกิน 100 ม้วน ก็เป็นกำไรแล้ว ตอนนั้นก็ขายอยู่ม้วนละ 50 บาท แม้แต่ปกเทปนะ ยังขอให้โรงพิมพ์ใช้กระดาษสี แล้วพิมพ์แค่สีเดียว เพื่อเซฟต้นทุน แล้วก็ไปหาสติ๊กเกอร์น่ารักๆ มาแปะติด หามาได้ 3 ลาย เลยกลายเป็นมีปกเทปอยู่ 3 เวอร์ชั่น ใครชอบลายไหนก็เลือกเอา (หัวเราะ)”

photo5 photo6

“ เทปงวดแรก 300 ม้วนนั่นก็ไม่เหลือเลยนะทั้งขายทั้งแจก พอทำงวด 2 ก็ทำอีก 300 ม้วน แต่คราวนี้พัฒนาปกแล้ว เพราะพอจะมีกำไรจากงวดแรกมาบ้าง งวด 2 ที่ทำออกมา ก็ไปเสนอขายอยู่หลายสิบแห่ง แต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะสวนกระแสกับเพลงสตริงในขณะนั้น จนวันนึง เข้าไปที่โซนิคเรคคอร์ด เจอคุณพรชัยซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท และเพิ่งจะได้ยินเพลงของพี่ทางวิทยุพอดี ก็เกิดชอบใจ เพราะเป็นเพลงแนวโฟล์คที่คุณพรชัยชอบเหมือนกัน เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน และคุณพรชัยก็เป็นคนวางแผนโปรโมต จนเทปขายดิบขายดี ผ่านทางสื่อทีวี และวิทยุ แล้วคุณพรชัยก็ยังเป็นผู้คิดสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วยตัวเองด้วยนะ …ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง “ สิชล” วงดาวรุ่งดวงใหม่ ขอถ่ายทอดเป็นบทเพลงรักหวานซึ้ง “ รักลืม ” ( คลอเพลง ) “ รักลืม ” บทเพลงที่มีทั้งอดีตและปัจจุบัน เคลือบไว้ทั้งน้ำตาล และน้ำตา สำหรับท่านที่กำลังมีความรัก และท่านที่ถูกรักลืม …

หลังจากงานโปรโมตโดยมืออาชีพแล้ว ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแน่นอนกับชีวิตของศิลปินหน้าใหม่ 2 ชีวิตนี้ ซึ่งพี่ทั้งสองก็ยอมรับว่า

“ พอมีการโปรโมตผลงานเพลงแล้ว ผู้ฟังก็เริ่มรู้จักเพลงมากขึ้น งานมีมากขึ้น ทั้งออกรายการทีวี เล่นคอนเสิร์ตทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังจำได้ถึงวันที่ต้องไปแสดงคอนเสิร์ตที่ภูเก็ต วันนั้นเป็นวันที่ได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ในเที่ยวบินนั้น พวกเราก็ได้เจอพวกพี่ๆ วงรอยัลสไปรท์ซึ่งจะไปแสดงคอนเสิร์ตเหมือนกัน ฟังจากที่พี่ๆ เ ค้าพูดกัน ก็เลยได้รู้ว่า พวกพี่ๆ เค้าก็ขึ้นเครื่องบินในวันนั้นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน “ วงสนทนาในวันนั้นเลยได้ฮากันอีกรอบ

วงสิชล

ต่อจากอัลบั้มชุดนี้แล้ว ทุกคนคงกำลังรอฟังอยู่ว่า วงสิชลยังมีอัลบั้มชุดต่อไปหรือไม่

“ หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกประสบผลสำเร็จแล้ว ช่วงนั้น พอดีพวกพี่ประสบปัญหาทางครอบครัวด้วย มันก็เลยโยงใยให้เกิดปัญหากับทางโซนิค ซึ่งมาคิดๆ ดูตอนนี้แล้ว ก็คิดได้ว่า น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดกัน แต่ในช่วงเวลานั้น ความเป็นเด็กวัยรุ่น ยังอ่อนหัดในงานที่เพิ่งก้าวเดิน ยังมีความมุทะลุอยู่ ทำให้ตัดสินใจแยกตัวออกจากบริษัท การทำงานในอัลบั้มชุดที่ 2 เลยเป็นการทำงานกับบริษัทใหม่ งานเพลงก็ยังเป็นเพลงที่พี่แต่งเองอยู่ ทำการบันทึกเสียง ออกเทปทุกอย่าง แต่ว่า… ทางบริษัทไม่มีการโปรโมตให้ ตอนนั้นก็งงเหมือนกันนะ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนั้นเรามีสัญญาให้เค้าจัดจำหน่ายอยู่ ก็เลยทำอะไรไม่ได้ แล้วหลังจากนั้น เค้าก็ยังให้ทำชุดที่ 3 อีกนะ ทำแล้วก็เหมือนเดิม คือไม่มีการโปรโมต เหมือนกับว่า จะให้ชื่อเสียงเราเป็นตัวโปรโมต สุดท้ายก็คือ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิชลมีอัลบั้มชุดที่ 2 และ 3 ออกมาแล้ว พอชุดที่ 4 พวกพี่ก็ออกมาทำกับอีกบริษัทนึง คราวนี้มีเพื่อนมาร่วมวงเพิ่มอีก 4 คน มีกลองเพิ่มขึ้นด้วยนะ ชุดนี้ก็ใช้ชื่อว่า มั่นใจรอ แต่ก็อย่างว่า ช่วงเวลามันทิ้งช่วงมานาน คราวนี้ ก็เลยทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร “

 

วงสิชลณ ปัจจุบันนี้ หลังจากที่เลิกทำเพลงแล้ว พวกพี่ๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็สงสัย เพราะข่าวคราวของพวกพี่ๆ เงียบหายไปจริงๆ ยิ่งแต่ก่อน ตอนที่ออกผลงานเพลง ทั้งปกแผ่นเสียง ปกเทป ไม่มีแม้แต่รูป หรือชื่อพวกพี่ๆ ให้เห็นเลย ข่าวคราวบางข่าวที่ออกมาตอนนี้ ก็มีทั้งข่าวลือต่างต่างนานา ลือแม้กระทั่งว่า ขณะนี ้ นักร้องวงสิชลถึงขั้นพิการด้วยซ้ำไป ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความกระจ่างว่า

“ ก่อนอื่นนะ พวกพี่ก็ต้องขอขอบคุณคุณพรชัยจากโซนิคเรคคอร์ดก่อน ถึงแม้ว่าตอนนั้น จะเกิดการเข้าใจผิดกัน จนต้องจากกันมา แต่ว่าพี่พูดได้เลยนะว่า ตอนนั้นน่ะ ถ้าไม่มีเฮียพรชัย พวกพี่ก็ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน “

วงสิชล

 

มอลลี่ & พี่ดา : สัมภาษณ์

พี่วันชัย และพี่ฐนิต แห่งวงสิชล ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงวงสิชลด้วยค่ะ

วงสิชล

รำลึกสิชล

logo

วงสิชล

อัลบั้มแรก “รักลืม-ความหลัง “

โดย เงาสีม่วง

” ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง ” สิชล ” วงดาวรุ่งดวงใหม่ ขอถ่ายทอดเป็นบทเพลงรักหวานซึ้ง ” รักลืม ” บทเพลงที่มีทั้งอดีตและปัจจุบัน เคลือบไว้ทั้งน้ำตาลและน้ำตา สำหรับท่านที่กำลังมีความรัก และท่านที่ถูกรักลืม ”

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าใครได้ฟังรายการวิทยุบ่อยๆ ก็คงจะได้ฟัง เสียงสปอตวิทยุของการโปรโมตอัลบั้ม ” รักลืม ” ของวงสิชลนี้ได้
จากสปอตนั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เพลง ” รักลืม ” (เหม่อมองท้องฟ้า พาใจซึมเซา จิตใจหงอยเหงา ร้าวฤทัย ฉันจำลาไกล ลืมรักแต่ก่อนเก่า จำจากใจลา..) โด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่

ด้วยเสน่ห์ของดนตรีแนวกีตาร์โฟลค ของพี่น้องคู่ดูโอ ” วันชัย สุนทรถาวร และ ฐนิต สุนทรถาวร” นักร้องหนุ่มวัย 19 และ 16 ปีที่ไม่ได้ขายหน้าตา แต่ขายความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ   สองพี่น้องวงสิชล มุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้เป็นจริง..โดยการหาห้องอัดเสียงเพื่อบันทึกผลงานเอง อีกทั้งเดินเข้าไปเสนอผลงานกับห้างเทปต่างๆ

 

วงสิชล

อัลบั้มที่ 3 ” ยังรักเธอ”

ซึ่งกระแสเพลงในยุคนั้น เพลงแนวสตริง กำลังมาแรงอย่างมาก แต่วงสิชลก็ไม่หวั่น ด้วยเสียงทุ้มนุ่มกังวานของผู้ร้อง และบทเพลงที่ไพเราะเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งความสามารถในการเล่นกีตาร์ ท่วงทำนอง ฟังง่ายๆ สบายๆ ก็ทำให้ผู้ฟังทุกคนชื่นชอบ และฟังติดหูกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวัยรุ่นยุคนั้น ที่หัดเล่นกีตาร์ หรือกำลังอกหัก ก็เปิดรับ ” วงสิชล ” เข้ามาอยู่ในดวงใจอย่างรวดเร็ว

ทั้งอัลบั้มชุดนี้ บทเพลงเป็นแนวรักอกหัก หรือตัดพ้อผู้หญิงที่ทิ้ง หลังจากเพลง ” รักลืม” ดังติดหู เพลงต่อมาก็ถูกเปิดโปรโมต
” โอ้ใจฉันนั้นรู้เพียง รักแล้วผิดหวัง โธ่ไม่จำ ความผิดหวัง นั้นคือเพื่อนเรา ไม่มีใคร รักเราจริงใจ ได้แต่หลอก ให้ตัวเรา หลงเฝ้าคอย และคอยเธอมารักกัน …” เพลง ” ความหลัง ” คือเพลงที่นำท่วงทำนองของเพลงญี่ปุ่น Kendo เป็นแม่แบบ สิชลก็สามารถถ่ายทอดภาษาและเล่นดนตรีได้อย่างดีเยี่ยม เพลงนี้ก็ได้รับความนิยมตามมาเช่นกัน

ในอัลบั้ม” รักลืม-ความหลัง ” นี้ ผู้เขียนชอบทุกเพลง ไม่ว่าจะเป็น ” เพียงเธอเท่านั้น “(..โอ้..ฉันรักเธอด้วยใจ มิเคยจะเปลี่ยนแปรไป เฝ้ารัก เธอไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้ชีพวาย ความรักยังคง..”) เพลง ” โกรธกันไปใย ” ( อย่ามัวโกรธกัน สัมพันธ์ด้วยใจ เรื่องเก่าผ่านไป ขออย่าโศกศัลย์ เรื่องเก่าผ่านไป ขออย่าโศกศัลย์ ..) , ” หวังคอย” , ” มองจนสิ้นใจ “, ” รักจาง ” , ” ตัดใจ ” , พลาดรัก ” และ ” หนาวใจ ”

 

วงสิชล

อัลบั้มที่ 4 “มั่นใจรอ”

หลังจากที่ชุดแรก วงสิชล วงม้ามืดที่มาแรง จนทำให้วัยรุ่นยุคนั้นตรึงใจ สิชลก็ได้ผลิตผลงานใหม่ตามมา ต่อเนื่องมาอีกถึง 3 ชุด คือ ชุด ” สายลม ” , ชุด ” ยังรักเธอ ” และ ชุดสุดท้าย ” มั่นใจรอ ”

แต่น่าเสียดายที่ ผลงานตั้งแต่ชุดที่ 2 นั้น ถูกค่ายเทปดอง (อ่านรายละเอียดได้จากบทสัมภาษณ์) จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่า สิชล มีผลงานชุดใหม่

ด้วยเหตุนี้ ผลงาน วงสิชล จึงมีผู้กล่าวถึงแค่อัลบั้ม ” รักลืม ” เท่านั้น นักร้องหน้าตายังไง ผู้ฟังส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครรู้จัก เพราะขาดการโปรโมตอย่างต่อเนื่อง..สุดท้าย วงสิชล ก็ต้องเงียบหายไปตามกาลเวลา..เหลือทิ้งไว้แต่ 10 บทเพลงรักในอัลบั้มแรก…ที่ยังติดตรึงดวงใจผู้ฟัง..

วันนี้ วงสิชล เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ และมีความฝันอีกครั้ง..จึงได้กลับมา ทำอัลบั้มเพลงใหม่ โดยนำเอาผลงาน ชุด “รักลืม -ความหลัง ” มาร้องและทำดนตรีใหม่อีกครั้ง

โดยเพิ่มเพลง ” รักลืม ” ในเวอร์ชั่นภาษา อังกฤษ ที่ชื่อว่า ” Remembered love” และเพลง ” Kendo ” ต้นฉบับเพลง ” ความหลัง ” ที่สิชลนำมาร้องให้เราได้ระลึกถึง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เพลงออริจินอลทุกเพลงของชุด ” รักลืม-ความหลัง ” ก็ถูกนำมาบันทึกอยู่รวมกันนี้ด้วย

” ความรักไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง

วงสิชล

อัลบั้มพิเศษ ( New & Original )

 “

สัมภาษณ์ พัณนิดา เศวตาสัย

logo_name

สกู๊ปพิเศษของเรางวดนี้ เป็นคิวของศิลปินหญิงเสียงดีของวงการเพลงบ้านเรา พี่เอ๋ พัณนิดา เศวตาสัย พูดถึงชื่อนี้แล้ว ใครต่อใครคงต้องนึกถึงเพลงเดียวดาย กับฉากสุดท้าย ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะทั้ง 2 เพลงนี้ เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้กับพี่เอ๋ ยังไม่นับรวมถึงเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลงที่สร้างความประทับใจ และยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงในยุคเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนอื่น เรามาฟังพี่เอ๋เล่าให้ฟังกันก่อนดีกว่า

พัณนิดา เศวตาสัย

แรกเริ่มเดิมทีนั้น พี่เอ๋มีแรงจูงใจ หรือมีใครชักนำเข้ามาสู่วงการได้ยังไงคะ

ตอนนั้นพี่เอ๋ยังเรียนอยู่ชั้นม.ศ. 1 โรงเรียนราชินี เป็นช่วงที่โรงเรียนต้องการหาทุนเพื่อสร้างห้องสมุด ทางโรงเรียนก็เลยตั้งวงโฟล์คซองขึ้นมา เลือกเอาเพลงแนวเก่าๆ มาร้อง แล้วก็อัดเทปขายในโรงเรียน เป็นการอัดเทปที่ระลึกเนื่องในวันครบรอบ 75 ปีของโรงเรียน ตัวพี่เอ๋เองก็เป็นนักร้องนำของวง พอถึงเวลามีงานโรงเรียน ก็จะมีโรงเรียนในละแวกเดียวกันเข้ามาเที่ยวในงานด้วย วงโฟล์คซองเราก็ต้องออกแสดงด้วย ทีนี้ก็เลยดังกันในหมู่โรงเรียนด้วยกัน พอขึ้นม.ศ. 2 วงดนตรีนี้ก็ออกเทปอีกชุดนึง คราวนี้เป็นการหาทุนให้หอสมุดวชิราวุธานุสรณ์ จุดเริ่มต้นเรียกว่าจะเริ่มจากตรงนี้ก็ได้นะ เพราะว่า พวกนักเรียนก็ส่งเทปชุดที่ระลึก 75 ปีไปให้คุณระย้า ซึ่งตอนนั้นจัดเพลงสากลอยู่ ก็ให้เลือกเปิดเพลงสากลจากเทปชุดนี้ด้วย เป็นการโปรโมตงานโรงเรียนด้วย ซึ่งคุณระย้าก็เต็มใจโปรโมตงานนี้ให้ด้วย พอคุณระย้าได้ยินเสียงนักร้อง ก็เกิดความสนใจ เอาเทปไปปรึกษาคุณทวีพงษ์ มณีนิล ก็ได้รับคำตอบมาว่าผ่าน เสียงดี เป็นนักร้องได้ คุณระย้าก็เลยติดต่อกลับมาจะให้ออกเทปเลย ปรากฎว่า คุณพ่อไม่อนุญาต บอกว่ายังเด็กอยู่ ต้องเรียนหนังสือก่อน เรื่องอัดเทปในตอนนั้นก็เลยต้องพับไว้ก่อน

แค่จุดเริ่มต้น ก็ได้เห็นกันแล้วว่า พี่เอ๋มีแววที่จะเป็นนักร้องอาชีพตั้งแต่ยังเด็ก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่อำนวยในตอนนั้น ทำให้พลาดโอกาสไป หลายคนคงกำลังอยากรู้ว่า แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่โอกาสก้าวเข้าสู่การเป็นนักร้องของพี่เอ๋ได้เริ่มขึ้น ซึ่งพี่เอ๋ก็ให้ความกระจ่างมาว่า

โอกาสที่จะได้ร้องเพลงตามที่ชอบน่ะ มาถึงเอาตอนที่อยู่ปี 1 ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นคุณครูลดาวัลย์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง และควบคุมการซ้อมของวงโฟล์คซองโรงเรียนราชินี จะแต่งเพลงไว้เยอะ เป็นคนแต่งเพลงเดียวดายด้วยนะ ก็จะคัดมา 10 กว่าเพลงให้ร้อง ทำเดโม แล้วก็มีดีเจคนนึงสนิทกับครูลดาวัลย์ เอาเดโมเนี้ยไปหาผู้สนับสนุน ก็ไปเจอเอาคุณระย้าเข้า ทีแรกคุณระย้ายังบอกเลยว่า คุ้นๆ เสียงนี้นะ แต่ก็สนใจ และตอบรับที่จะทำเพลงด้วย ตอนนั้นคุณพ่อก็อนุญาตให้ทำเพลง แล้วย้ำด้วยว่าให้ทำชุดเดียวนะ ก็รู้สึกดีใจว่า จะได้เข้าห้องอัดแล้ว เพลงชุดแรกนี่ก็มีเพลง เดียวดาย ด้วย ปรากฎว่า เกิดดังเปรี้ยงปร้างเลย ก็เลยได้ทำมิวสิควิดีโอเพลงนี้ด้วย

ตามปกติของการเป็นนักร้อง เมื่อออกผลงานแล้ว ใครต่อใครก็หวังที่จะได้ออกคอนเสิร์ต เพื่อจะได้โปรโมตผลงานของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคนั้น เวทีโลกดนตรีเป็นเวทีที่ศิลปินแต่ละคนใฝ่ฝันที่จะได้แสดง ณ เวทีแห่งนี้ ซึ่งพี่เอ๋ก็สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเรา ด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ว่า

พัณนิดา เศวตาสัย

สำหรับพี่เอ๋เองนั้น กลับไม่เลย ไม่เคยคิดที่จะไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต เป็นนักร้องคนเดียวที่ไม่ยอมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเลย ไม่ชอบด้วย จริงอยู่ว่าชอบที่จะร้องเพลงออกอัลบั้ม แต่ไม่ได้นึกอยากเป็นนักร้องเต็มตัว ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นพี่เอ๋ตามสื่อทีวี นอกจากแค่ในมิวสิควิดีโอเท่านั้น

อย่างนี้แล้ว ผลงานชุดต่อๆ ไป ยังมีออกมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า และได้รับการตอบรับเหมือนชุดแรกมั้ยคะ

ทิ้งห่างจากชุดแรกประมาณปีนึง ถึงได้ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ออกมา ชื่อชุด หลงรักเธอ ซึ่งชุดนี้ก็จะเหมือนกับว่าถูกคนรอบข้างผลักดันให้ร้องเพลงแล้ว เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ก็จะหยิบเอาเพลงเก่าบ้าง เพลงในละครมาร้องบ้าง ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้เสียความมั่นใจไปเหมือนกัน จากช่วงเวลานี้ ก็เตรียมตัวจะไปเรียนเมืองนอก ก็เลยคิดว่าจะไม่ร้องแล้ว แต่ก็ถูกคะยั้นคะยอว่าให้ทำเถอะ ก็ยอมทำ ชุดนี้มีชื่อว่า คิดถึงจัง แล้วเค้าก็เอาผลงานเพลงไปออกในรายการวิทยุที่พี่ฉอดจัดอยู่ จะว่าไปแล้ว ชุดนี้จะมีเพลงเพราะหลายเพลงนะ แล้วทางค่ายๆ ก็ตั้งใจโปรโมตเพลง รักไร้ค่า แต่เพลงที่ดังกลับเป็นเพลง ฉากสุดท้าย ซึ่งจริงๆ แล้วก็อย่างที่บอกว่า ไม่ชอบโปรโมตผลงานเพลงเอาเลย พออัดเสียงเสร็จ ก็ออกเดินทางเลย ทั้งๆ ที่วันเดินทางยังถ่ายวิดีโอไม่เสร็จด้วยซ้ำ ไม่ได้ติดตามเลยว่าผลตอบรับต่ออัลบั้มชุดนี้เป็นยังไง แต่ก็มาแปลกใจที่ช่วงนั้น มีจดหมายจากแฟนเพลงตามไปถึงเมืองนอกเลย แต่ละฉบับก็พูดถึงแต่เพลงชุดนี้ว่าเพราะมากบ้าง ชอบมากบ้างล่ะ ก็เลยได้รู้ว่าเพลงชุดนี้ได้รับผลตอบรับดีมาก ถึงกับมีโทรศัพท์จากสื่อมวลชนทางนี้ติดต่อสัมภาษณ์กันทางโทรศัพท์เลย พอซัมเมอร์ปุ๊บ คุณระย้าก็ตามตัวกลับมา บอกว่าไม่กลับไม่ได้แล้ว ต้องออกงานโชว์ตัวบ้าง ช่วงนั้นกลับมาเมืองไทย 1 เดือนนี่ ออกงานทุกวัน แล้วก็อัดเทปชุดใหม่ด้วย คือ ชุดข้ามฟ้ามาฝาก ขากลับไปเรียนต่อนี่ เรียกว่า ขึ้นเครื่องก็ต้องนอนตลอดเลย เหนื่อยมาก ตอนนั้นถึงกับออกปากว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ร้องแล้วล่ะ พอหลังจากออกเทป 4 ชุดนี้แล้ว ก็ออกอัลบั้มรวมฮิต 1, 2 2 ชุดนี้นี่ยังขายได้จนป่านนี้เลยนะ

pic4

พี่เอ๋ยังลำดับถึงผลงานของตัวเองชุดต่อไปให้ฟังอีกว่า

ถึงตอนนี้อัดเพลงไทยไป 4 ชุดแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ อยากเปลี่ยนแปลงบ้าง เลยขอทำเพลงสากล ซึ่งก่อนจะทำก็มีบางคนสบประมาทเอาเหมือนกันว่าแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำได้ดี ซึ่งตัวพี่เอ๋เองก็มีความมั่นใจอยู่แล้วว่าจะทำได้ ก็เลยได้ทำออกมาเป็นชุด Back to the old days เป็นเพลงสากลโฟล์คซอง เลือกเอาเพลงของ Peter Paul Mary ปรากฎว่า ผลตอบรับค่อนข้างดี ก็เลยรอดตัวไป แล้วหลังจากนั้น ก็เลยทำเพลงสากลตามออกมาอีก 2 ชุดพร้อมกันเลย คือ IN THE MOOD I, II หลังจากทำเพลงสากลมาซัก 3 ชุด ทางค่ายก็มาคุยว่า เพลงสากลน่าจะพอก่อนนะ เดี๋ยวแฟนๆ เพลงจะลืมซะ ก็เลยหันกลับมาร้องเพลงไทยอีก เพลงที่ออกมาก็จะเป็นแนวเดิมๆ ล่ะนะ เป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมดชื่อชุด ใจสองดวง กับ เติมเชื้อไฟ แต่ผลตอบรับของเพลงทั้ง 2 ชุดนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย ได้ พี่เอ๋ก็เลยมาคิดว่า ถ้ายังอยู่อย่างนี้ต่อไป คงจะไม่ดีนักเป็นแน่ ถ้าคิดจะร้องเพลงให้ได้ดี ตัวพี่เอ๋เองก็น่าจะมีส่วนร่วมมากกว่านี้ ทั้งในเรื่องการเลือกเพลง และในเรื่องการตัดสินใจในเพลง เพราะเพลงที่พี่จะร้องนี่ ถ้าตัวพี่ไม่ชอบเพลงแล้ว คนอื่นจะชอบได้ไง ตอนนั้นเลยตัดสินใจหยุดทำเพลงซะก่อน คือเป็นการรอที่จะได้เพลงที่ถูกใจด้วย แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นะ ยังมีงานประจำที่ทำอยู่น่ะ รอไปรอมากินเวลาไปถึงปี 44 ก็ 8 ปีแล้ว ช่วงเวลานั้น เดินไปตามถนน หรือที่ไหนก็ตาม เจอใครที่จำได้ก็จะมีแต่คำถามว่า ไม่ออกเทปแล้วเหรอ ไม่ร้องเพลงแล้วเหรอ ก็เลยมาคิดว่า ก็ยังมีคนอยากฟังเพลงของเราอยู่นะ แล้วช่วงนั้นพี่เอ๋ก็กำลังชอบเพลงแนวแจ๊ส เลยไปปรึกษาคุณระย้าว่า ถ้าจะทำเพลงไทยเก่าๆ ในแนวแจ๊สนี่จะเป็นยังไง จะเพราะมั้ย พอดีมาเจอครูที่สอนกีตาร์เมื่อตอนเด็กๆ ด้วย เลยได้ปรึกษากัน พอเห็นว่าครูเค้าทำได้ ก็เลยให้ครูลงมือทำเลย ใช้เวลาประมาณเกือบปีก็ทำเสร็จ ออกอัลบั้มมาเป็นชุดที่ 10 ใช้ชื่อชุดว่า ฟ้าเดียวกัน จะเป็นเพลงเก่าๆ ทั้งหมดเอามาใส่ทำนองแจ๊ส หลังจากที่ออกอัลบั้มชุดนี้แล้ว ก็เริ่มสนุกกับการร้องเพลงอีกครั้งแล้ว ยิ่งตอนนี้ก็รู้จักคนมากขึ้น ได้มารู้จักกับเพื่อนของเพื่อนที่ทำงาน คือคุณนิติธร มารู้ว่าเป็นคนแต่งเพลง คนพิเศษ ก็เลยมีโอกาสพูดคุยให้มาช่วยทำเพลงให้ เราก็มีการพูดคุยกันถึงความต้องการว่าต้องการเพลงแนวไหน ยังไงบ้าง ตั้งแต่เริ่มคุยกันมานี่ก็ 2 ปีแล้ว ทำเสร็จไปแล้ว 4 เพลง แต่ทั้ง 10 เพลงนี่ เป็นเพลงใหม่ทั้งหมด เพราะด้วย

pic3 พัณนิดา เศวตาาสัย

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ร้องเพลงมา ถึงแม้จะหยุดไปบ้างเป็นบางช่วง จะเห็นได้ว่า พี่เอ๋จะอยู่ภายใต้การดูแลของคุณระย้า ค่ายรถไฟดนตรีอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่มีบางครั้ง ก็มีค่ายเพลงอื่นๆ ซึ่งเป็นค่ายใหญ่กว่ามาติดต่อที่จะทำเพลงให้ แต่พี่เอ๋ก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจ โดยมีเหตุผลว่า

อันดับแรก พี่เอ๋จะถือว่าคุณระย้า และค่ายรถไฟดนตรีนี้ เป็นค่ายแรกที่ทำให้มีโอกาสเป็นนักร้องเต็มตัว เลยไม่คิดที่จะย้ายค่าย และด้วยเหตุผลนี้ทำให้คุณระย้า และผู้ใหญ่ทางค่ายก็พอใจ ออกปากว่า ถ้าพร้อมจะทำเพลงเมื่อไหร่ก็บอก เรียกว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เหตุผลอื่นก็คือ พี่เอ๋ไม่ต้องการเป็นนักร้องอาชีพ ยังต้องการที่จะทำงานประจำอยู่ ร้องเพลงนี่ก็จะเป็นงานอดิเรก กับทางค่ายรถไฟดนตรีนี้ ก็จะมีการคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า เราต้องการแค่ไหน ทางคุณระย้าอาจจะโปรโมตเพลงตามวิทยุ ตามสื่อทีวีก็เป็นมิวสิควิดีโอ แต่เค้าจะรู้ว่าพี่เอ๋ไม่ต้องการใช้ตัวเองโปรโมต หรือออกคอนเสิร์ต ซึ่งค่ายอื่นก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน

อยากให้พี่เอ๋บอกความรู้สึกที่มีต่อเพลง เดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย

จนบัดนี้ ได้ร้องเพลงทั้ง 2 เพลงนี้มานับพันครั้งได้แล้วมั้ง ไม่ว่าจะไปร่วมงานไหน หรือออกงานไหน ไม่ว่าจะต้องร้องเพลงซักกี่เพลง แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ จะต้องร้องเพลงเดียวดาย กับ ฉากสุดท้าย นี้ด้วย ไม่อย่างนั้น ก็เหมือนไม่ใช่พัณนิดาตัวจริง หลายคนอาจจะนึกว่า รู้สึกเบื่อกับการร้องเพลงนี้มั้ย พี่เอ๋ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ตัวพี่เอ๋เองจะรู้สึกเบื่อกับ 2 เพลงนี้ไม่ได้เลย เพราะ 2 เพลงนี้ถือว่ามีบุญคุณกับพี่เอ๋มาก พี่ยังรำลึกถึงบุญคุณของแฟนเพลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะ ชุด คิดถึงจัง ที่มีเพลง ฉากสุดท้าย นี่ทำให้พี่มีเงินจนเรียนจบปริญญาโทมาได้

ปัจจุบันพี่เอ๋ ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไรคะ

งานปัจจุบัน ทำงาน ตำแหน่ง พนักงานจัดหาและค้าปิโตรเลียม ที่ ฝ่ายการค้าน้ำมันสำเร็จรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ค่ะ สามารถอีเมล์มาคุยกับพี่ได้ที่ pannida.s@pttplc.com

วันนี้คงขอรบกวนพี่เอ๋เท่านี้นะคะ ส่วนใครที่ยังคิดถึงพี่เอ๋ พัณนิดาอยู่ ก็คอยติดตามผลงานใหม่ในเร็วนี้นะคะ สวัสดีค่ะ

มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์

พี่เอ๋ พัณนิดา ได้ฝากลายมือมาทักทายแฟนๆเวบบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงทุกคนนะคะ

พัณนิดา เศวตาสัย

พัณนิดา เศวตาสัย

 

พัณนิดา1ครั้งหนึ่งในอดีต ประมาณปีพ.ศ. 2526 เมื่อเราพูดถึงเพลง เดียวดาย แล้ว ย่อมไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จักเพลงนี้ เพราะถึงแม้ในช่วงเวลานั้น นักร้องสาวเสียงดี มีคุณภาพคนนี้ จะเป็นเพียงนักร้องหน้าใหม่ของวงการเพลงก็ตาม แต่เมื่อเสียงเพลงที่ขึ้นต้นว่า “เดียวดายอาดูรสิ้นสูญแล้วทุกๆ สิ่ง” ดังขึ้นเมื่อไหร่ แฟนๆ เพลงจะต้องร้องคลอตามกันไปตลอดจนจบเพลง แนวเพลงนั้นก็จะเป็นเพลงในแนวเศร้าๆ ผิดหวังจากความรัก ไม่ต่างจากเพลงอื่นที่เคยได้ยินกันมา แต่อารมณ์ร่วมในการร้องเพลงนี่สิ ที่ก่อให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์เศร้าร่วมไปกับผู้ร้องด้วย ถึงขนาดมีบางคนออกปากว่า ฟังเพลงนี้แล้ว แทบจะขาดใจตายตามพัณนิดา2

ไม่เพียงแต่เพลง เดียวดาย เท่านั้น ข้ามอัลบั้มชุดที่ 2 ซึ่งเธอนำเพลงเก่ามาร้องในสไตล์ของเธอ มาถึง อัลบั้มชุดที่ 3 ชุด คิดถึงจัง ในปีพ.ศ. 2529 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมด โดยยังเน้นเพลงเศร้าๆ เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวผิดหวัง ความเหงา ก็ไม่สร้างความผิดหวังให้กับแฟนเพลงเลย ไม่ว่าจะเป็น รักไร้ค่า, วันที่ผ่านเลย, คิดถึงจัง, คืนนี้ยังมีดาว, รักกว่าที่คิด, เหมือนใบไม้ร่วง, ฉากสุดท้าย โดยเฉพาะเพลง ฉากสุดท้าย นี้ ได้สร้างความนิยมเป็นอย่างมากได้ไม่แพ้เพลง เดียวดาย จากอัลบั้มชุดแรก จนแม้กระทั่งบัดนี้ ไม่ว่าเธอผู้นี้จะไปร่วมงานเลี้ยง หรือไปออกงานที่ไหนก็ตาม บทเพลง เดียวดาย และ ฉากสุดท้าย 2 เพลงนี้จะถูกขอให้นำมาขับร้องด้วยทุกครั้ง และไม่ใช่แต่เพลงช้าในอัลบั้มชุดนี้เท่านั้นที่ได้รับความนิยม แม้แต่เพลงที่มีจังหวะเร็ว ออกแนวสนุกสนานอย่างเช่นเพลง แอบรัก, มีฉันมีเธอ และ รู้ใจตัวเอง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างถ้วนทั่วหน้า แปลกที่ 10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ล้วนได้รับความนิยมทุกเพลง ทั้งๆ ที่ตัวเธอไม่ได้ออกโปรโมตทางสื่อทีวี หรือออกคอนเสิร์ตแต่อย่างใด เพราะช่วงเวลาที่อัลบั้มชุดนี้ออกวางตลาดนั้น เธอกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา แต่เป็นเพราะปัจจัยทุกอย่างในอัลบั้มชุดนี้ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้อง, ทำนอง รวมไปถึงเสียงร้องที่ให้อารมณ์ร่วมของตัวนักร้องเอง ที่ทำให้เพลงทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และรวดเร็ว

พัณนิดา3นอกเหนือจากเพลงที่ได้กล่าวมาแล้ว เพลงอื่นๆ ในอัลบั้มชุดต่อๆ มาที่ได้รับความนิยมก็ยังมีอีกหลายเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลง ก็เพียงแต่ฝัน, ความจริงใจ จากชุด ข้ามฟ้า…มาฝาก, เพลง ยอมเป็นผู้แพ้, ใจสองดวง จากชุด ใจสองดวง, เพลง ดอกไม้แทนคำ, เธอยังมีฉัน, อย่า…เติมเชื้อไฟ จากชุด เติมเชื้อไฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ยอมรับของแฟนเพลง ถึงแม้บางครั้ง เราอาจจะรู้สึกว่า บทเพลงของเธอไม่เป็นที่ฮือฮามากนัก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเธอเพียงต้องการที่จะได้ร้องเพลง เพราะรักการร้องเพลง ชอบที่จะได้ถ่ายทอดอารมณ์ไปกับบทเพลง ในขณะเดียวกัน เธอไม่ต้องการให้มีการโปรโมตเพื่อให้ตัวเธอดัง แม้แต่การออกคอนเสิร์ต เราก็ยังไม่เคยได้เห็นเธอบนเวทีคอนเสิร์ตเลย เพราะเธอจะปฏิเสธมาตลอดสำหรับการออกคอนเสิร์ตนี้ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม

พัณนิดา4นอกจากเพลงไทยที่เธอสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เข้าถึงบทเพลงแล้ว เธอยังมีอัลบั้มเพลงสากลออกมา 3 ชุด กับผลงานเพลงสากล 3 ชุดนี้ ซึ่งคัดสรรเพลงที่ได้รับความนิยมของ Peter Paul Mary ก็ไม่สร้างความผิดหวังให้กับแฟนเพลงเหมือนกัน เพราะเธอสามารถทำผลงานออกมาได้ดีไม่แพ้เพลงไทยเลยทีเดียว

ณ วันนี้ พัณนิดา เศวตาสัย ถึง แม้บางช่วงเวลาจะหยุดการทำเพลงไปบ้าง เนื่องเพราะมีงานประจำที่รัก และชอบต้องรับผิดชอบอยู่ แต่ความรักในเสียงเพลง รักที่จะร้องเพลง ยังไม่ห่างหาย และขณะนี้ ก็กำลังเตรียมผลงานเพลงชุดใหม่อยู่ ซึ่งคาดว่า คงไม่เกินสิ้นปีนี้ที่เราจะได้ฟังเสียงร้องที่มีคุณภาพของคุณพัณนิดา อีกครั้ง

ถึงเวลานั้น เรามาพิสูจน์พร้อมๆ กันนะว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณพัณนิดา เศวตาสัย จะสร้างอารมณ์ร่วมในเสียงเพลงให้กับแฟนเพลงได้เหมือนเดิมหรือไม่

 

 


 

ผลงานทั้งหมด

ชุด 1 เดียวดาย ปี พ.ศ. 2526

พัณนิดา6

ชุด 2 หลงรักเธอ ปี พ.ศ. 2527

ชุด 3 คิดถึงจัง ปี พ.ศ. 2529

ชุด 4 ข้ามฟ้า…มาฝาก ปี พ.ศ. 2531

ชุด 5 รวมฮิต 1, 2 ปี พ.ศ. 2531

ชุด 6 Back to the old day ปี พ.ศ. 2532

ชุด 7 IN THE MOOD I, II ปี พ.ศ. 2533

พัณนิดา5

ชุด 8 ใจสองดวง ปี พ.ศ. 2534

ชุด 9 เติมเชื้อไฟ ปี พ.ศ. 2536

ชุด 10 ฟ้าเดียวกัน ปี พ.ศ. 2544