อินฟินิตี้ - เพลงพระราชนิพนธ์
สินจัย-ทอฝัน
ร็อคเพื่อนกัน - หรั่ง-ไฮร็อค - SMF
April 2017
MTWTFSS
« Mar   May »
      1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

ภาพแห่งความทรงจำ วงชาตรี

คลิกดูภาพสวยๆ ข้างใน ภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก
ชมภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก ของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ

ภาพแห่งความทรงจำ

บทสัมภาษณ์ วงภราดร

บทสัมภาษณ์

logo_name

หน้าสกู๊ปพิเศษประจำบ้านเพลงเก่าในวันนี้ พวกเราได้รับเกียรติจากศิลปินวง ภราดร เจ้าของเพลง สุดสายตา และเพียงเธอ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมติดอันดับชาร์ตประจำสัปดาห์ทางรายการ ยิ้มละไม อยู่ในขณะนี้ ศิลปินที่มาพบเราในวันนี้ ถึงแม้จะมาไม่ครบวง แต่ทั้ง 3 ท่าน พี่ชิน พี่เอี้ยว พี่ลูกน้ำที่มาพูดคุย ก็ให้ข้อมูลของวง ภราดรกับทางทีมงานอย่างเป็นกันเอง

pic1

ชีวิตการเล่นดนตรีของสมาชิกวง ภราดร นั้น ต่างคนต่างจับกลุ่มเพื่อนๆ เป็นวงดนตรี รับเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ต่างๆ โดยรับเล่นทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด งานปีใหม่

ภราดร — ตอนนั้นพวกพี่ก็อายุประมาณ 17-18 ปี พี่ชิน กับพี่ฮง ก็มีกลุ่มวงดนตรีวงนึง เวลาว่างจากการเรียนก็จับกลุ่มซ้อมดนตรีกันที่ห้องอัดแถวตลาดพลู ตอนนั้นกลุ่มพี่ชิน กับพี่ฮง ก็ได้ช่างซ่อมวิทยุอาสารับเป็นผู้จัดการวง รับงานเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ งานวันเกิด งานปีใหม่ แล้วก็ยังรับงานปาร์ตี้ของพวกวัยรุ่น ซึ่งต้องไปเล่นในเรือสำราญ พี่เอี้ยวเอง ตอนนั้นก็จับกลุ่มกับเพื่อนอีกกลุ่ม รับเล่นงานดนตรีเหมือนกัน อย่างในเรือสำราญนี่ ตอนนั้น เรือที่วัยรุ่นมักใช้บริการจัดปาร์ตี้ มีชื่อว่า เรือ CYC เรือก็จะล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ล่องไปเรื่อยๆ จนถึงอยุธยาโน่น พวกวัยรุ่นก็มีงานปาร์ตี้ พวกพี่ก็เล่นดนตรีไปตามหน้าที่กันไป

 

pic3

ช่วง เวลาที่ยังเล่นดนตรีกันอยู่นั้น พี่ชินเองก็ชอบที่จะแต่งเพลงเอง จึงได้แต่งเอาไว้หลายเพลง จนเมื่อวงดนตรีที่จับกลุ่มจากตลาดพลูนั้น ต้องมีอันแตกแยกกันออกไป ตอนนั้นพี่ชินคิดว่า คงหมดโอกาสที่จะรุ่งในทางดนตรีแล้ว จึงตัดสินเลือกเอาเพลงที่คิดว่าเด็ดๆ ไปเสนอขายให้กับทาง EMI 6 เพลง และ 1 ใน 6 เพลงนั้นก็มีเพลง สุดสายตาด้วย คุณประมาณ บุษกร ผู้บริหาร EMI ในขณะนั้นเมื่อได้ฟังเพลงแล้วก็ถามว่า

คุณประมาณ- ใครเป็นคนเล่น

พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเล่น

คุณประมาณ -ใครเป็นคนร้อง

พี่ชิน -ผมเป็นคนร้อง

คุณประมาณ -ใครเป็นคนเรียบเรียง

พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเรียบเรียง

เท่า นั้นเอง ทำให้คุณประมาณซึ่งสนใจเพลงอยู่แล้ว ถามถึงอีก 4 เพลงทันที ซึ่งแน่นอน พี่ชินก็มีพร้อมที่จะเสนอให้อยู่แล้ว แต่ข้อเสนอที่ได้รับต่อมานี่สิ ทำให้ต้องคิดหนัก ถ้าขายเพลง ก็ได้เพลงละ 2,000 บาท 10 เพลงก็ 20,000 บาท ดังคนเดียวได้เงินคนเดียว แต่ถ้าเลือกเล่นเพลงเอง ก็จะทำให้ทั้งตัวเอง และเพื่อนมีความหวังกับโอกาสทางดนตรีที่กำลังจะพับเก็บอยู่แล้ว

pic5 pic6

ราดร — ตอนนั้นพี่ชินได้ชวนพี่เอี้ยวมาร่วมด้วยแล้ว พอตอบตกลงเล่นเพลงเอง ซึ่งคุณประมาณก็เซ็นเช็คให้ทันที 20,000 บาท เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในการซ้อมดนตรี ทั้งพี่ชิน พี่ฮง พี่เอี้ยว ต่างคนต่างก็ไปชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมวงกัน 8 คน แต่ก็ไม่ใช่ 8 คนปัจจุบันนะ ตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตอนนั้นก็ให้พี่ฮงเป็นหัวหน้าวง แล้วพวกเราก็เอาเงินที่ได้ไปจ่ายในเรื่องงานดนตรี จำไม่ได้แล้วว่าหมดไปกับอะไรบ้าง ทั้งซื้อเครื่องดนตรีด้วย ค่าเช่าห้องซ้อมด้วย หลายอย่าง ตอนนั้นพวกเรากระตือรือร้นกันมาก ตื่นเต้นกับงานใหม่นี้ เพราะตอนนี้เราเหมือนมีบ้านหลังใหม่แล้ว EMI เปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของพวกเรา เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของพวกเรา ต้องรับผิดชอบงานร่วมกัน ทุกคนทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมงาน การซ้อมดนตรีแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางครั้งยังถูกตั้งชื่อวงให้ว่า วง มาราธอน เลย เพราะพวกเราซ้อมกันแบบข้ามวันข้ามคืน

จากการที่สมาชิกในวงรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากนั่นเอง ทางผู้บริหารจึงตั้งชื่อวงให้ว่า ภราดร ซึ่งมีความหมายว่า พี่ชาย น้องชาย นั่นเอง

 

 

tape1tape2

ประมาณต้นปี 2528 เมื่อผลงานชุดแรก สุดสายตา ออกวางตลาด ทุกคนต่างก็มีงานเพิ่มขึ้น ต้องออกแสดงตามเวทีคอนเสิร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกดนตรี 7 สีคอนเสิร์ต และทุกสื่อที่จัดคอนเสิร์ต ในขณะที่ก็ยังต้องเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วย และแน่นอน ปัญหาย่อมตามมาแน่นอน

ภราดร — ตอนนั้นพี่เอี้ยวก็ถูกอาจารย์ว่าเอามาก เวลามีงานแสดงคอนเสิร์ต ก็ต้องหยุดเรียน พอหยุดเรียนหลายวันเข้า อาจารย์ก็ว่า การเรียนก็ตก ครอบครัวของพวกเราก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกันกับการเล่นดนตรี เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่ชอบกับอาชีพเต้นกินรำกิน

หลังจากอัลบั้มชุดแรกออกวางตลาดแล้ว ก็มีการเตรียมงานของชุดที่ 2 เพียงเธอ ทันที ซึ่งในการทำงานของชุด เพียงเธอ นี้ ทางผู้บริหารก็พยายามป้อนเพลง ให้มืออาชีพเข้ามาช่วยเรียบเรียง เข้ามาช่วยดูแลมากขึ้น

ภราดร — จุดประสงค์ของ EMI ในตอนนั้น ก็ต้องการจะให้วง ภราดร มาทดแทนวง ชาตรี ซึ่งประกาศสลายวงไปเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เลยหามืออาชีพมาช่วยงานเพลง นอกจากนี้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่จะเอาใจวัยรุ่นเด็กๆ ด้วย และเพื่อความเหมาะสมของเพลงบางเพลงในชุดนี้ ผู้บริหารก็เลยให้ลูกน้ำมาร่วมเป็นนักร้องนำด้วยในชุดนี้ เพราะตอนนั้นลูกน้ำก็ยังเด็กอยู่เลย เรียนอยู่ ม. 4 ม. 5 ละมั้ง

ช่วงที่อัลบั้มชุด เพียงเธอ ออกวางตลาดนั้น อ.บุญสม รดาเจริญ มีโปรเจคที่จะทำเพลงคู่ในชื่ออัลบั้ม คู่รักวัยหวาน เป็นการนำเพลงหลายๆ เพลงในเครือ EMI มาทำเป็นเพลงคู่ โดยให้ศิลปินหลายๆ คนในค่ายมาร่วมกันขับร้อง ในจำนวนนั้น ก็มี พี่ชิน และ พี่ลูกน้ำ รวมอยู่ด้วย ระหว่างนั้นเอง คุณชรินทร์ นันทนาคร กำลังจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ มีดารา และ นักร้องร่วมเล่นมากมาย และต้องการนักร้องที่กำลังมีผลงานเพลงในขณะนั้น และมีหน้าตาแนวเด็กวัยรุ่นมาร่วมเล่นด้วย จึงได้สอบถามจาก อ.บุญสม ซึ่งก็ทำให้พี่ลูกน้ำ มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 ออกวางตลาดได้ไม่นาน ได้เกิดปัญหาขึ้นภายใน EMI ทำให้ EMI ต้องประกาศปิดกิจการชั่วคราว ไม่มีการดำเนินงานใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็รวมถึงการจำหน่ายเทปเพลงของทุกศิลปินในค่ายด้วย

ชีวิตที่กำลังจะเริ่มไปได้ดี มี EMI และวง เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ กลับต้องมาพบจุดผกผันในชีวิต ให้ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง ชีวิตของการเป็นนักร้องวงภราดรเพิ่งจะอยู่ในช่วงปีที่ 2 ขณะที่สัญญาทำไว้ถึง 5 ปี ทำให้กิจกรรมของทุกคนในวงต้องหยุดชะงักงัน จะไปทำดนตรีต่อกับค่ายอื่นก็ไม่ได้ เพราะติดสัญญา สมาชิกในวงล่ะ จะมีความรู้สึก หรือมีความคิดที่จะทำอย่างไรต่อไป

พี่ชิน – เฉยๆ นะ เพราะตลอดเวลาที่เล่นดนตรีมา จะมีปัญหากับทางครอบครัวมาก ทางครอบครัวจะปฏิเสธกับอาชีพนี้ ในตอนนั้น ตัวเองจะรู้สึกอิ่มตัว อีกอย่างก็มาคิดว่า หยุดไปตอนนั้น แต่ถ้ายังมีความรู้ความสามารถอยู่ ซักวันก็ต้องกลับมาได้ พี่ก็เลยหยุดไป

พี่เอี้ยว – ทุกอย่างในตอนนั้นเป็นไปตามสถานการณ์ เมื่อทุกอย่างต้องหยุดลง การแสดงก็ไม่มี กิจกรรมก็ไม่มี การรวมตัวก็น้อยลงไปตามปริยาย ก็ได้แต่คุยกันนิดหน่อยว่า ถ้าสถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ละก็ การดำเนินกิจกรรมก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว

พี่ลูกน้ำ — ตั้งแต่ช่วงที่ได้ไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ ทำให้มีเวลาให้กับวงน้อยลง จึงเกิดเป็นปัญหากัน ปรับความเข้าใจกันไม่ได้ ก็เลยออกจากวงไปเฉยๆ

หลังจากเลิกวงแล้ว สมาชิกแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำอะไรกันบ้าง

พี่เอี้ยว – หลังจากเลิกแล้วตอนนั้น พอเรียนจบ ก็ไปเล่นดนตรีต่อกับทาง EMI จาก EMI ก็ไปเป็นครูสอนกีตาร์อยู่ปีนึง หลังจากนั้น ก็ทำงานบริษัทฯ แล้วตั้งแต่ปี 2535 ก็ไม่ได้เล่นดนตรีอีกเลย

chin2

พี่ชิน – หลังจากออกมาแล้ว ก็ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเลย หวังไปตายเอาดาบหน้า ตั้งใจไปเริ่มต้นใหม่ที่โน่น มีโอกาสเล่นดนตรีในห้องอาหารไทยในซิดนีย์ กลับมาช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไปเล่นโฟล์คซองคนเดียวที่ร้านอาหาร

พี่ลูกน้ำ – หลังจากออกมาแล้ว เพื่อนที่วิทยาลัยครูเค้าเป่าแซ็คให้กับวง The Saint เค้าก็เลยให้ไปร่วมวง ไปเล่นตามคาเฟ่ จากกรุงเทพฯ ออกต่างจังหวัดเรื่อยไปจนถึงเชียงใหม่ จนกระทั่งมีวงของตัวเองขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นตั้งใจจะกลับมาทำเทปด้วย แต่ก็เกิดเหตุให้ต้องหยุดชะงัก เพราะมือเบสมีสาเหตุส่วนตัว ไม่สามารถมาร่วมเล่นได้ ทั้งๆ ที่ติดต่องานไว้ทุกด้านเรียบร้อยแล้ว เลยทำให้เสียความรู้สึกอย่างแรง เกิดความท้อในชีวิต เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมกับวง ภราดร ก็ทุ่มเทให้กับดนตรีมาตลอด แต่มาถึงตรงนี้ งานที่เตรียมกลับมาทำใหม่ กลับต้องยกเลิกกลางคัน เพราะสาเหตุส่วนตัวนิดเดียว ถึงกับประกาศเลิกเล่นดนตรี ไม่จับเครื่องดนตรีอีกเลย

กับความรู้สึกของแต่ละคนนับจากวันที่เลิกวง จนมาถึงตอนนี้

พี่ลูกน้ำ – คิดถึงนะ กับบรรยากาศเก่าๆ ตอนนั้น เพราะช่วงเวลานั้น มันเป็นอะไรที่เราอยากทำ แล้วก็ได้ทำ เคยคาดหวังกับงานทางดนตรีไว้เยอะ เพราะการได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน มันเหมือนกับเป็นบ้านใหม่ที่พวกเราได้อยู่ร่วมกัน แต่พอถึงเวลาที่จะต้องหยุดแบบกระทันหันแบบนั้น ก็ทำให้เคว้งไปทันทีเหมือนกัน

พี่ชิน — ทุกครั้งที่ไปดูดนตรี จะนึกถึงเวลาที่ตัวเองเล่นดนตรีด้วย บางครั้งถึงกับร้องไห้ ที่ตัวเองต้องออกจากวงการแบบกระทันหัน แต่ก็มีความรู้สึกว่า ซักวันนึงคงจะมีโอกาสกลับมาอีก ถึงแม้จะไม่ได้กลับมาในแนวพาณิชย์ก็ตาม เดิมทีก็เคยคิดกับเอี้ยวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาส ทันทีที่ยิ้มละไมเชิญมางานปาร์ตี้ในวันนั้น ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมานะ มันเหมือนจุดประกายให้เกิดความหวังแล้วว่า จะกลับมาทำ ก็มีการคุยกันว่าจะกลับมาทำในแนวไหน ที่ทำแล้วเหมาะสมกับเรา ทำแล้วไม่น่าเกลียด

พี่เอี้ยว — ต้องมองว่าชีวิตคน 1 ชีวิตนี่ ประกอบหลายๆ อย่าง เรื่องงานเป็นส่วนนึงที่แยกจากชีวิตคนเราไม่ได้ แต่ว่าเวลาที่ผ่านไป แต่ละคนก็ไปทำงานในสิ่งที่ต้องทำ เป็นภาระ เป็นหน้าที่ เพื่อความอยู่รอด แล้ววันนึงก็มานั่งคิดว่า แล้วสิ่งที่เราทำไป มันให้ความสุขกับเราหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เราได้แค่เรื่องของเงิน เรื่องของความเป็นอยู่ที่เราต้องอยู่กับสังคมนี้ กับชีวิตนี้ไป แล้วอะไรที่มันให้ความสุขล่ะ เราก็กลับไปมองคล้ายๆ กันว่า คือเรื่องของงานดนตรี วันนี้ผมเชื่อว่า หลายๆ คนในวงภราดร ค่อนข้างที่จะดี ค่อนข้างที่จะอยู่ตัว ในแง่ของชีวิตความเป็นอยู่ วันนี้ถ้าเราคิดจะกลับมาทำ ก็เป็นเรื่องที่ทำเพื่อความสุขของเราเอง เราถือว่า เรามาก่อน 20 ปีก่อนเราเล่นไปได้ขนาดนั้น แล้วก็ต้องหยุดไป จนกระทั่งวันนี้ ก็มีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาเยอะแยะ วันนึงถ้ามีโอกาส ก็เป็นไปได้ที่จะกลับมาร่วมเล่นด้วยกันอีก

ในวันงานมีตติ้งของแฟนคลับชาตรี ตอน ย้อนยุค วงชาตรี… ที่คิดถึง ที่โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ ถ้าสมาชิกท่านใดได้ไปร่วมในงานด้วย ก็คงจะได้เห็นพวกพี่ๆ เล่นดนตรีด้วยกันเกือบครบทั้งวง

ภราดร      pic8

พี่เอี้ยว — นั่นละ เป็นครั้งแรกที่จับเครื่องดนตรีนับตั้งแต่ปี 2535 เพราะพอทำงานเป็นจริงเป็นจัง ก็ไม่ได้จับเครื่องดนตรีอีกเลย

พี่ชิน — เพิ่งจะมาจับกลุ่มซ้อมกันก็บ่ายวันนั้นละ พอค่ำก็ลงเล่นเลย ลุ้นตลอดเวลาที่เล่นเลยล่ะ

พี่ลูกน้ำ — ตอนนั้นก็เล่นแบบไม่ค่อยมั่นใจเอาเลย พี่ป้อมก็เข้าใจ ยังให้กำลังใจอยู่ตลอด ถ้าใครจำได้ จะได้ยินพวกเราย้ำอยู่ตลอดตอนเล่นเพลงเสร็จว่า รอดแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลงเก่าอย่างเหล่าสมาชิกบ้านเพลงเก่า คงอยากทราบความคิดเห็นของนักดนตรีในอดีตที่มีต่อเพลง หรือแนวดนตรี ของเพลงในยุคปัจจุบัน

พี่เอี้ยว — เพลงสมัยใหม่ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ สามารถ copy ความคิดจากคอมพิวเตอร์ได้เลย เพลงสมัยใหม่จะคล้ายๆ กัน เนื้อร้องไม่สัมผัสก็ได้ เน้นเรื่องการตลาด ก็ดังได้แล้ว แต่การทำเพลงสมัยก่อน จะมีความพยายามมากกว่าสมัยนี้เยอะ เนื้อร้องที่ออกมาจะกลั่นออกมาจากความรู้สึกเลยทีเดียว

พี่ชิน – เพลงสมัยใหม่ไม่มีความเป็นอมตะ เป็นเพลงที่ไม่ได้เกิดจากความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็เขียนตามภาษาพูด แต่เพลงสมัยเก่านั้น ภาษาจะสละสลวยกว่าเยอะ เพลงที่มีความเป็นอมตะ จะฟังกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ฟังได้ทุกโอกาส บางเพลงของสมัยนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า อาจจะยังมีการฟังอยู่ก็ได้ นั่นหมายถึงว่าเพลงๆ นั้นดีจริง ซึ่งก็มีเหมือนกัน

พี่ลูกน้ำ — ผมกลับมองว่า เพลงก็คือเพลง อย่าอินกับมันมากนัก เพลงคือสื่อที่เวลาฟังแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึก ผมว่า เพลงมันมีวิวัฒนาการของมัน มันจะไปทางไหน ก็ปล่อยมันไปทางนั้น แต่ละคนจะมีความชอบไม่เหมือนกัน แล้วเพลงแต่ละเพลง มันก็ออกมาจากอารมณ์ของผู้แต่ง ซึ่งบางเพลงก็อาจจะมีพื้นฐานมาจากการตลาดบ้าง แต่สมัยก่อนเพลงนั้นจะมาจากอารมณ์ล้วนๆ ก็อยู่ที่คนฟังจะเลือกฟังเพลงแนวไหน การที่คนทำเพลงเอาเพลงเก่ามาทำแนวดนตรีใหม่ ผมก็ถือว่าเป็นวิวัฒนาการ เป็นการพัฒนาของเพลง ขอแต่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเพลง ก็เท่านั้น

pic9

 

แล้วตอนนี้ สมาชิกแต่ละคนทำอะไรกันบ้าง

พี่เอี้ยว — ผมอยู่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ตำแหน่ง Recruitment Manager เป็นตำแหน่งที่สรรหาบุคลากรให้กับองค์กรที่เราทำอยู่

พี่ชิน — ปัจจุบันนี้ ส่วนนึงก็ทำงานการเมือง ชื่อ พรรคธรรมชาติไทย พยายามเผยแพร่เรื่องของประชาธิปไตย ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการสร้างฐานพรรค คาดหวังว่า วันนึงคงจะได้มีส่วนร่วมในพรรครัฐบาล แนวคิดก็คือ เกษตรนำ อุตสาหกรรมหนุน บริการเสริม หมายถึงการใช้วัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลผลิตในบ้านเมืองเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยอาศัยการอุตสาหกรรมมาช่วยแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามากขึ้น และหลังจากขายผลผลิต ก็ต้องมีบริการหลังการขาย เพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความประทับใจ ส่วนนึงก็คือ ทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับโบรคเกอร์บ้านที่ดิน สำนักงานบัญชี, ทนายความ อีกส่วนนึงก็เป็นวิทยากรอิสระ ร่วมกับคณาจารย์ ด็อกเตอร์ เปิด training program ส่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปอยู่กับ family ที่เมืองนอก ตอนนี้ก็กำลังพยายามเคลียร์งานบางอย่างออก ให้เหลือน้อยลง

พี่ลูกน้ำ — ผมจะอยู่ในวงการธุรกิจ เน้นหลักใหญ่ก็ stationery, งานพลาสติค, งาน home design ตอนนี้เปิดร้านขายเนื้อวัวตุ๋น ตรงแยกช่องนนทรีย์

ส่วนพี่ฮง ก็เป็นเจ้าของโรงงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องจักร

พี่เปี๊ยก เป็นวิศวกรทั่วไป

พี่เบี้ยว เล่นการเมืองท้องถิ่น

พี่ย้ง ทำการตลาดพวกชิ้นส่วน อุปกรณ์ก่อสร้าง

สมาชิกอีกคน ตอนนี้อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ได้ข่าวว่าทำงานด้านดนตรีอยู่

ทีมงานบ้านเพลงเก่าก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ สมาชิกวง ภราดรที่สละเวลาให้เกียรติมาพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตให้พวกเราได้รับรู้กันในวันนี้ค่ะ


มอลลี่
ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา เรียบเรียง

รำลึกวงภราดร

tape1logo_name

รำลึกความหลัง เขียนโดย เจี๊ยบ ยิ้มละไม
ร่วมให้ข้อมูลโดย ฟลุ๊ค ( ลูกนก )

ปัจจุบันถ้าเอ่ยชื่อ “ภราดร” ทุกคนจะต้องคิดไปถึงนักเทนนิสผู้มีมารยาทงามของเมืองไทย แต่ถ้าย้อนไปในปี พ.ศ.2528 ชื่อ “ภราดร” หลายๆ คนจะรู้จักในนามวงดนตรีชื่อไทยๆ ซึ่งตามพจนานุกรมแปลความหมายของคำนี้ไว้ว่า พี่ชาย, น้องชาย เป็นวงดนตรีน้องใหม่ในสังกัดค่ายเทป อี.เอ็ม.ไอ.ที่รวมเอาหนุ่มๆ 7 คนมารวมกัน มี
1.สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร กีตาร์…ร้องนำ
2.สิทธิชัย รังรองษีกุล สตริง…ร้องนำ
3.คมสันต์ หวังปรีชาอมร เบส…ร้อง
4.อนุเดช พรสุวรรณกุล เปียโน…คีย์บอร์ด
5.สมศักดิ์ อภิวิรุฬห์ทรัพย์ กีตาร์ลีด
6.ณรงค์ศักดิ์ ติยะสกุลพร กีตาร์
7.ไสว หอมทอง กลอง

tape2ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อชุด “สุดสายตา” โดยเอาเพลงเอกของอัลบั้มชุดนี้เป็นชื่อชุด ซึ่งในขณะนั้นก็มีอัลบั้มของค่ายอื่นๆ อีก ที่ออกมาวางตลาดพร้อมๆ กันกับชุดนี้ เช่น วงแกรนด์เอ็กซ์ ชุดหัวใจสีชมพู, วงไอสครีม ชุดวันดีคืนดี, วงเพื่อน ชุด อะโห..ชีวิต, วงซิกซ์เซ้นซ์ ชุดดาว รวมทั้งค่ายอี.เอ็ม.ไอเอง ก็มีอัลบั้มชุดอธิษฐานรัก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของวงชาตรี ก็ออกวางตลาดในช่วงเวลานี้เหมือนกัน เป็นต้น แต่วงภราดร ที่เป็นวงศิลปินน้องใหม่ก็สามารถนำเพลง สุดสายตา ให้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงในขณะนั้นได้เช่นเดียวกัน ด้วยประโยคแรกของเพลงที่ขึ้นว่า “หวล..คืน..ชื่น..ฤทัย เหตุไฉน..เจ้าหลบสายตา ฮา….” เสียงร้องที่นุ่มๆ ของคุณชิน (สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร) ที่เป็นผู้แต่ง และเป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงนี้ออกมาเป็นทำนองเพลงช้าๆ ซึ้งๆ เศร้าๆ ที่ซึ้งกินใจสำหรับหลายคนเลยทีเดียว

อัลบั้มชุดนี้มีเพลงทั้งหมด 12 เพลง ประกอบไปด้วย รอยแผลใจ, สุดสายตา, พบหญิงสาว, พิสูจน์รัก, กระท่อมร้าว, หนาวรัก, หมายปองรัก, ลืมอดีต, ปรานีรัก, สุดแห่งความรัก, ดนตรี และ รักเธอ ซึ่งแต่ละบทเพลงนี้ในชุดนี้ สมาชิกในวงภราดรเป็นผู้แต่งเองทั้งหมด

ต่อมาในปีพ.ศ.2529 ค่ายอี.เอ็ม.ไอ.ได้ทำอัลบั้มเพลงคู่ ที่นำบทเพลงที่ฮิตในค่ายอี.เอ็ม.ไอของวงชาตรี. วงพิงค์แพนเตอร์, คุณต้น สุชาติ ชวางกูร, คุณธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์ และวงภราดร ออกมาทำเป็นเพลงร้องคู่ ชื่อชุด“คู่รัก วัยหวาน” โดยเอาสมาชิกของวงภราดร 2 ท่านคือ คุณชิน สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร และ คุณลูกน้ำ สิทธิชัย รังรองษีกุล มาขับร้องร่วมกับนักร้องอีก 4 ท่านคือ คุณเอ๋ สุรักษ์ นิลกลัด, คุณตู่ ดวงเดือน โยธานัก, คุณลูกศร ธนาภรณ์ รัตนเสน และคุณต่าย สุโรจนา นิลกลัด มีผู้มาช่วยเรียบเรียงคือคุณณรงค์ อับดุลราฮิม แห่งวงพิงค์แพนเตอร์ ก็ได้มาช่วยทำอัลบั้มชุดนี้ด้วย

อัลบั้มชุดนี้มีเพลงทั้งหมด 12 เพลง เห็นชื่อเพลงแล้ว ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเพลงซึ่งแฟนเพลงรู้จักกันดี ซึ่งก็ได้แก่เพลง ยากยิ่งนัก, รักครั้งแรก, สักขีเจ้าพระยา, อธิษฐานรัก ของวงชาตรี, เพลง ใจรัก, เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป ของคุณสุชาติ ชวางกูร, เพลงรอยเท้าบนผืนทราย, วันที่เราจากกัน ของวงพิงค์แพนเตอร์, เพลง กุหลาบสีแดง ของคุณธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์, เพลง สุดสายตา ของวงภราดร

tape3ในปีเดียวกันนี้ วงภราดร ก็ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ชื่อชุด “เพียงเธอ” โดยมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มในวงอีกคนนึงในตำแหน่ง เปียโน คือ คุณสรรเพชร บทเพลงที่ได้รับความนิยมในชุดน้ ก็คือเพลงที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อชุด คือเพียงเธอ ที่ขึ้นต้นว่า “ดวงดาวพร่างพราวฟ้า คู่จันทราน่าภิรมย์” น้ำเสียงใสๆ และเป็นผู้ที่ถ่ายทอดเพลงนี้คือ คุณลูกน้ำ (สิทธิชัย รังรองษีกุล) เพลงนี้ก็เป็นเพลงช้าๆ ซึ้งๆ เศร้าๆ เหมือนกับเพลงสุดสายตา

อัลบั้มชุดนี้มีทั้งหมด 12 เพลง และได้คุณวันทนา วุฒากร ที่เป็นผู้แต่งเพลง “รักครั้งแรก” “ยากยิ่งนัก” ให้กับวงชาตรี มาช่วยแต่งเพลง “มั่นใจรัก” และได้พี่ต๋อย คุณวิชัย ปุญญยันต์ แห่งวงพิงค์แพนเตอร์ มาเป็นผู้เรียบเรียงเพลง “เพียงเธอ และรักรัญจวน” ให้กับวงภราดรด้วย

12 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ก็ได้แก่ เพียงเธอ, ยังเป็นคนเดิม, รอยช้ำ, ตำนาน, ดวงใจ, วอนรัก, รักรัญจวน, จำฝังใจ, รักแรก, ยามเรียน, มั่นใจรัก, เธอ

และถึงแม้อัลบั้ม เพียงเธอ จะออกจำหน่ายได้ไม่นาน และผลงานของวงภราดรต้องหยุดอยู่แค่อัลบั้มชุดที่ 2 นี้ เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยในอี.เอ็ม.ไอ แต่ ณ วันนี้ ถ้าพูดถึงเพลง สุดสายตา และเพียงเธอ เมื่อไหร่ แฟนเพลงในอดีตก็ยังระลึกนึกถึงวงภราดรได้ทันที นั่นก็เป็นเครื่องแสดงว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ชื่อ วงภราดร ก็ยังคงอยู่ในใจของแฟนเพลงอยู่ตราบจนทุกวันนี้

รำลึกคีรีบูน

logo_kereboon

โดย ไอรดา

haklove_cover             ” หากรัก… เป็นเหมือนเมฆลอยไปในฟากฟ้ากว้างไกลตา… “ เสียงเพลงจากนกน้อย คีรีบูน วงดนตรีน้องใหม่ของวงการเพลงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2526 ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางไหน เป็นต้องได้ยินเสียงเพลงนี้กระหึ่มไปทั่ว อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงคีรีบูนเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นวงดนตรีน้องใหม่ในขณะนั้น แต่ฝีมือนั้นไม่ใหม่เลย

             นกน้อย คีรีบูน เริ่มก่อตั้งมาด้วยสมาชิกร่วมวง 6 คนด้วยกัน ได้แก่ รณชัย ถมยาปริวัฒน์ หรือ อ๊อด ตำแหน่ง กีตาร์, ร้องนำ อาทิตย์ นามบุญศรี หรือ โอ๋ ตำแหน่ง กีตาร์, ร้องนำ ไพศาล อัญญธนา หรือ ศาล ตำแหน่ง คีย์บอร์ด, ร้องนำ ไกรฤทธิ์ แพสุวรรณ หรือ โหน่ง ตำแหน่ง เบส พิพัฒน์ นิลประภา หรือ ตุ้ม ตำแหน่ง คีย์บอร์ด ชัยพล อิ่มด้วยสุข หรือ หนุ่ม ตำแหน่ง กลอง และต่อมา ก็ได้มีการเปลี่ยนตัวมือเบส ไกรฤทธิ์ ซึ่งติดภารกิจส่วนตัว เป็น คมสัน ตันไชยฤทธิกุล หรือ ต๋อง

             หากรัก เป็นชื่อผลงานชุดแรก และเป็นชื่อเพลงที่ใช้เปิดตัววงดนตรีวงนี้ เพียงแค่เพลงแรก ก็ทำให้แฟนเพลงวัยรุ่นในยุคนั้น ต่างหลงใหลคลั่งไคล้ในเสียงเพลงของคีรีบูน และนอกจากเพลงนี้ ในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงอื่นที่มีความไพเราะเช่น ไร้คู่, โอ้นกน้อย, รักนี้เหมือนฝัน, แม่จ๋า เป็นต้น หลังจากนั้นอีกไม่นาน กระแสนิยมในวงคีรีบูนยิ่งมีมากขึ้น เมื่ออัลบั้มชุดที่ 2 ได้ออกวางตลาด ภายใต้ชื่อชุดว่า รอวัน… ฉันรักเธอ และเพลงรอวัน… ฉันรักเธอ นี่เองที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้กับคีรีบูน ถือได้ว่า เพลงนี้ เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และสร้างชื่อเสียงให้กับวงคีรีบูนก็ว่าได้ ในอัลบั้มชุดนี้ ยังมีเพลงเพราะๆ อีกมากมาย เช่น ปลูกรัก, อดีตรักยามเย็น, หนึ่งน้องนางเดียว, เด็กกำพร้า, ทะเลแห่งความหลัง คีรีบูนยังมีอัลบั้มตามกันออกมาอีก 3 ชุด คือชุด เพื่อน, เพียงก่อนนั้น และตลอดกาล ซึ่งในแต่ละชุด ก็มีเพลงเพราะๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โอ้ รัก, สะพานรัก, อายุไม่สำคัญ, พี่รักเจ้า, เด็กสลัม, เพื่อน, วิญญาณในภาพถ่าย, ไม่รู้สิ, มีสิทธิ์ไหม, เพียงก่อนนั้น, เปาะแปะ, ปลุกหัวใจ เป็นต้นwait_cover  

เพลงในแต่ละอัลบั้มของคีรีบูน จะมีแต่ความหลากหลาย นอกเหนือจากเพลงในแนวความรัก ซึ่งมีทั้ง สมหวังในรัก, ผิดหวังในรัก, รอคอยความรัก ยังแทรกเพลงที่สะท้อนถึงชีวิตในสังคมไว้ด้วย เช่น แม่จ๋า, เด็กกำพร้า, เด็กสลัม ซึ่งเพลงเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงใหม่ โดยสมาชิกในวงร่วมกันแต่งคำร้อง และทำนอง จึงไม่แปลกที่ทุกคนสามารถร่วมกันถ่ายทอดแต่ละบทเพลงออกมาได้อย่างเข้าถึง อารมณ์ นอกจากเพลงใหม่แล้ว คีรีบูนยังได้นำเอาเพลงเก่าในอดีต ซึ่งเป็นบทเพลงอมตะ มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในรูปแบบของคีรีบูนเอง ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คีรีบูนสามารถขับขานเพลงเก่าอมตะอย่าง ปลูกรัก, หนึ่งน้องนางเดียว, โอ้รัก, ขอให้เหมือนเดิม, พี่รักเจ้า, วิญญาณในภาพถ่าย ได้อย่างไพเราะ และซึ้งใจ

             จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงคีรีบูน และทำให้คีรีบูนมีความโดดเด่น และเป็นที่นิยมชมชอบของแฟนเพลงวัยรุ่นในยุคนั้น มีอยู่หลายอย่าง เริ่มจากเสียงร้องของอ๊อดเอง เรียกว่า พูดถึงคีรีบูน ก็จะต้องนึกถึงเสียงร้องพร้อมลูกคอที่พลิ้วไหวของอ๊อดก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของคำร้องในเพลง แฟนๆ ของคีรีบูนจะ ทราบกันดีว่า เพลงแต่ละเพลงของคีรีบูน แม้จะใช้เพียงคำพูดง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่เมื่อถูกนำมาเรียบเรียงไว้อย่างสวยงาม ผสมผสานกับทำนองที่สมาชิกในวงร่วมกันบรรจงแต่งอย่างพิถีพิถัน ทำให้เนื้อหาแต่ละท่อน, แต่ละประโยคของบทเพลงเหล่านั้น ดูมีความหมาย ฟังแล้วเกิดความประทับใจ ซึ้งใจ ได้อารมณ์ร่วมไปกับเสียงเพลง

friend_cover

“ หากฉันเป็นนก จะติดตามเมฆน้อยที่ล่องลอยลับไป ฟากฟ้ามืดมนเพียงไหนไม่หวั่น หวังไว้ คงสักวัน อาจได้เจอ… “

“ ฝากคำว่าคิดถึง ให้เธออยู่เสมอ แม้ไม่ได้เจอ ฉันก็สุขใจ หากชีวิตไม่สิ้น ฉันจะกลับเอารักมาให้ เธอโปรดจำไว้วันที่ฉันรอ… “

“ โลกช่างลำเอียงและไร้ความยุติธรรม หรือเป็นเวรกรรมที่ฉันนำติดตัว พ่อแม่ลืมเรา ช่างไม่นึกกลัว จะดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่สนใจ “

              นี่เป็นเพียงบางส่วนในบทเพลงของคีรีบูน ที่แสดงถึงภาษาที่ถูกนำมาเรียบเรียงไว้อย่างสละสลวย

              ทุกวันนี้ ถึงแม้คีรีบูนจะกลายเป็นตำนานแห่งเสียงเพลงไปแล้ว แต่เสน่ห์ในบทเพลงของคีรีบูนก็ยังไม่เลือนหาย ฟังเมื่อไหร่ก็ยังเกิดอารมณ์คล้อยตามเสียงเพลงได้ทุกเมื่อ และตราบใดที่นักฟังเพลงยังมีอารมณ์สุนทรีย์ในการฟังเพลงอยู่ เพลงของคีรีบูนก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ เพลงคีรีบูนทั้งเก่า และใหม่ตลอดไปด้วยเช่นกัน

**********************************************************************************************

ผลงานเพลงทั้งหมดของคีรีบูน

อัลบั้มที่1 : หากรัก (2526)
อัลบั้มที่2 : รอวันฉันรักเธอ (2527)
อัลบั้มท3 : เพื่อน (2528)
อัลบั้มที่4 : เพียงก่อนนั้น(2529)
อัลบั้มที่5 : อ๊อด in UsA(2529)
อัลบั้มที6 : ตลอดกาล(2530)

4_cover

usa_cover

forever_cover

คุยกันให้หายคิดถึง ฟรีเบิร์ดส

head_talk

สวัสดีค่ะชาวบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงฟรีเบิร์ดทุกคนนะคะ วันนี้ลี่และพี่ดาก็ขอเป็นนักข่าวเฉพาะกิจ บุกไปสัมภาษณ์พี่ประวิทย์นะคะ กว่าที่พวกเราจะนัดคุยกะพี่วิทย์ได้ ก็มีอุปสรรคหลายอย่างค่ะ ซึ่งทำให้ภารกิจลับของเรานี้เกือบไม่สำเร็จ

           แต่ความพยายามของเราก็สำเร็จ วันนี้พวกเรานั่งอยู่ตรงหน้าพี่วิทย์แล้วค่ะ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี จากหนุ่มน้อยหน้าใส ผมม้า ปากแดงๆที่เราเคยคุ้นตา ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดูใจดี สุภาพ ให้ความเป็นกันเองตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกัน ลี่และพี่ดารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะและขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ ที่พี่ได้เสียสละเวลามาพูดคุยกับพวกเราค่ะ

1

สวัสดีค่ะ พี่วิทย์
สวัสดีครับ

พี่วิทย์คะ เนี่ยพวกเรามีเทปฟรีเบิร์ดอยู่แค่ 4 อัลบั้มเองค่ะที่เหลืออยู่ นอกนั้นหายหมดเลยค่ะ (หยิบเทปมาโชว์ให้พี่วิทย์ดู)
มีอะไรบ้าง มีมากกว่าผมอีก ( หัวเราะ ) โห… ชุดนี้ (หยิบอัลบั้ม ” คอย ” มาดู) จำไม่ได้แล้ว ไม่มีแล้ว

เนี่ย… 4 อัลบั้มนี้นะคะ ( คือชุด คอย จบเกมส์ ความผันแปร นกอิสระ )
ไม่มีแล้ว โห… นี่ พอแล้ว 4 อัลบั้มนี้ สุดยอดแล้ว

เทปชุดแรก “คอย” ใช่มั้ยคะพี่
ฮะ

ย้อนหลังไปกี่ปีเอ่ย
2526 (ทำท่าคิด)

แต่ในปกเทปลงไว้ 2525
อ้าวเหรอ ถ้างั้น 25 ( หัวเราะ ) 25 เหรอ ( พลิกหาที่ตลับเทป )

ลงไว้ด้านในค่ะ
ใช่ๆๆ 25

ตอนนี้พี่ไม่มีเทปเลยเหรอคะ หรือเก็บไว้บางอัน
ไม่มี

แล้วเพลง พี่ก็ไม่ได้ฟังเลยเหรอคะ เดี๋ยวนี้
ไม่ได้ฟังเลย

เหรอคะ
มีก็…ฟังวิทยุเปิดบ้าง

f1

มีกรีนเวฟเปิดบ้าง ช่วงรำลึกถึง มีเพลงสิ่งสุดท้ายคือเธอ
ใช่มะ (อมยิ้ม)

ใช่ๆๆ
บางทีลืมไปแล้ว คือเราฟังเพลงที่เค้าเปิด เอ๊ะ…อ๋อ…เพลงนี้ของเรานี่

ลืมใช่มั้ยคะ( หัวเราะ )
ลืม ( หัวเราะบ้าง )

ก็ทีนี้ ย้อนหลังกลับไปปีพ.ศ. 2525 พี่เล่าให้ฟังได้มั้ยว่า ก่อนที่จะมาทำเทปมีความเป็นมายังไง ย้อนความทรงจำนิดนึง
ก่อนมาทำเทปเนี่ย เป็นนักศึกษาน่ะแหละ ก็คือพี่เรียนหนังสืออยู่มหาลัยปี 1 ที่รามคำแหง ซึ่งรามคำแหงนี่ ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ทุกคนก็แบบอิสระมาก ในส่วนของพี่วิทย์เองนี่ก็คือ จะมีโต๊ะ จะมีวงอยู่ประมาณ 10 วง เต็มไปหมดเลย ไม่รู้ใครเป็นใคร ก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน พอถึงเวลามีงาน ในกลุ่มของเรานี่แหละ คือวงนี่ ก็จะแข่งกัน รวมกันอะไรอย่างเนี้ย ก็สนุกอะนะ บังเอิญมีงานนึงตอนปิดภาคเรียน เล่นที่หน้าลานพ่อขุน

( ชี้ที่ปกเทปจบเกมส์ ) ทุกคนเลยหรือเปล่าคะ
ไม่ใช่

อ๋อ ไม่ใช่กลุ่มนี้
( ชี้แต่ละคนในปกเทป ) คนนี้คนละวง คนนี้วงเดียวกัน

หมายถึง ในรามใช่มั้ยคะ
ใช่ ทีนี้ เมื่อไปเล่นที่ลานพ่อขุนเสร็จแล้ว ก็มีแมวมองมาติดต่อ สนใจที่จะทำเทปหรือเปล่า เราก็ช็อค

ตอนนั้นพี่ระย้ายังจัดรายการวิทยุอยู่หรือเปล่าคะ
คือจริงๆ แล้ว ตอนนั้นพี่ระย้าไม่เกี่ยวเลย แล้วตอนนั้นก็ทำรายการวิทยุแล้ว มีสาว สาว สาวแล้วด้วย แต่ตาไม่ถึง มองไม่เห็นฟรีเบิร์ดส (หัวเราะ)

คนนี้คือแมวมองที่เป็นคนของค่ายอื่นเหรอคะ
คือเป็นคนภายนอกนะ

อ๋อค่ะ แล้วยังไงเอ่ย
ซึ่งตอนที่พี่เล่นดนตรีอยู่ ปกตินะ พี่ระย้าเค้าก็รู้ แต่ว่า…

ไม่มองคนใกล้ตัว ?
เค้าชอบไล่ แบบว่าเสียงดัง ไปเล่นที่อื่นไป อะไรอย่างเนี้ย ( หัวเราะ ) ทีนี้พอมีคนเค้าสนใจ ก็คิดว่า เออ…ก็ดีนะ ได้ประสบการณ์ เค้าไม่ได้คิดถึงธุรกิจนะ แต่ก็ คืออยากเล่น เค้าเล่นดนตรีอยู่แล้วนี่ เค้าบอกพาพวกเพื่อนที่มีความคิดเดียวกัน แนวเดียวกันมาเล่น แล้วเค้าก็เริ่มแต่งเพลง หาเพลงให้พวกเรา อะเร้นจ์กันเอง ซึ่งขณะนั้นนี่ นักดนตรีเด็กๆ อะเร้นจ์เพลงเองกันเองนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ

ใช่ ยากนะ
ส่วนใหญ่ วงรุ่นใหม่ๆ นี่เค้าจะมี producer จัดการให้เรียบร้อย ใช่มั้ยครับ ก็หาวงมาร้องมาเล่น แต่เราทำกันเอง เพราะงั้น รูปแบบทางดนตรีก็เลยออกมาค่อนข้างเปลี่ยนสไตล์ไปเลย

แล้วตอนนั้น คนพวกนี้ ( ชี้ที่ปกเทป ” คอย ” ) มากันหรือยังคะ
มาแล้ว

f2change

แล้วตั้งชื่อวงหรือยังคะ
ตอนนั้นยังไม่ตั้งชื่อเป็นฟรีเบิร์ดส แต่ตั้งกันมามากมาย

ช่วงที่กำลังวางตัวนี่ พี่ระย้ารู้หรือยังคะ
รู้แล้ว เริ่มรู้แล้ว แต่ว่า ก็ยังไม่เคยทำเพลง ยังไม่ดังน่ะ ไม่ดังหรอก รู้อยู่แล้ว รู้จักกันดีตั้งแต่เด็กอะไรอย่างเนี้ย ก็เลยไม่สนใจอะไร ทีนี้พอเพลงเสร็จปุ๊บ เพลงก็เริ่มออกไป ประมาณเดือนตุลามั้ง

เอ๊ะ ตอนนั้นที่เพลงออกไปนี่ สังกัดรถไฟดนตรีหรือเปล่าคะ
ใช่ คือต้องเข้าสังกัดรถไฟดนตรีอยู่แล้ว เพราะว่า…

จัดจำหน่ายหรือเปล่าคะ
คือจัดจำหน่าย ใช่โอเชี่ยน แต่รถไฟดนตรีไม่ได้จำหน่าย คือเข้าไปอยู่ในสังกัดรถไฟดนตรี มันต้องมีสังกัด

แล้วคนที่มาชวนพี่นี่ ฟรีแล้นซ์ ใช่มั้ยคะ ไม่ได้ชวนให้เข้าสังกัดเค้าเหรอคะ
คือคนที่มาชวนนี่ เค้าก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบริษัท คือแบบว่า เข้ารถไฟดนตรีนี่ นักดนตรีจะเป็นอะไรที่เค้าดังอยู่แล้ว คือขอเค้าเข้า อะไรอย่างนี้นะ

แล้วพี่ระย้าได้เริ่มฟังเพลงหรือยังคะ
เริ่มได้ฟังแล้ว

แล้ว comment ยังไงบ้างเอ่ย
ก็… พอใช้ได้ (หัวเราะ) พวกเราเป็นวงใหม่ ต้องมีการโปรโมต ซึ่งตอนนั้นเนี่ย คลื่นแต่ละคลื่นเริ่มเห็นว่าเป็นเพลงที่แปลก ก็เริ่มเชียร์กัน

เพลงแรกที่เชียร์กัน คือสิ่งสุดท้ายคือเธอ หรือเปล่าคะ
ใช่ สิ่งสุดท้ายคือเธอ เอ๊ะ คอยมั้ง น่าจะคอยก่อน แล้วก็มาสิ่งสุดท้ายคือเธอ ไม่มีมิวสิควิดีโอ ไม่มีอะไร ตอนนั้นเนี่ยนะ

ทีวีก็ไม่มีออก
ไม่มี แล้วก็ไปออกที่นี่ก่อน ดุสิตธานี

ตอนนั้นเริ่มดังหรือยังคะ หรือว่าก้ำกึ่ง
คนเริ่มได้ฟังเพลง เค้ายังไม่เคยเห็นหน้า เค้าเลยรู้จักวงนี้ แล้วไปที่ดุสิตธานี ตอนนั้นวงแกรนเอ็กซ์เล่น แล้วฟรีเบิร์ดสเป็นวงเสริมไป ทีนี้พอเดินออกไป ก็มีวัยรุ่นคนนึงตะโกนขึ้นมา บรรยากาศใน hall ตอนนั้น ก็เลยเหมือนมีแนวร่วม อารมณ์มันมาก ทุกคนเลยตะโกนกรี๊ดกันใหญ่ เชื่อมั้ย ตอนนั้นฟรีเบิร์ดสเนี่ยปรับเครื่องยังปรับไม่เป็นเลย เวลาเล่นก็เล่น หูอื้อไปเลย ใหม่มาก ทุกคนก็สนุกมากวันนั้น มาถึงธันวาคม เป็นช่วงที่จะออกทีวีสู่สาธารณชนเนี่ยนะ ออกช่อง 5 รายการโลกดนตรี

ตอนนั้น เทปวางแผงแล้วใช่มั้ยคะ
วางแล้ว มันอาจจะมีกระแสมาจากดุสิตธานี เพราะมันมืด เห็นไม่ชัด มาดูช่อง 5 ดีกว่า ประตูใหญ่ช่อง 5 แตก

โห……………
ดีนะที่ตอนนั้นแฟนๆ เค้าไม่เป็นอะไร ถ้าเป็นอะไรล่ะแย่เลย ครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ช่อง 5 ย้ายเวทีออกมาข้างนอก เมื่อก่อนจะอยู่ใน hall จุคนได้ประมาณ 6-700 คนเองมั้ง

ไม่เยอะหรอก ข้างในไม่เยอะค่ะ
ใช่มั้ย น้อยนะ ได้ไปหรือเปล่า

ไม่เคยไป แต่ว่าดูในทีวีเอาค่ะ
ไม่เยอะ ไม่เยอะ แต่ว่า ข้างนอกมันดันเข้ามาไง มากๆๆๆๆ ทีนี้พอคนนึงล้ม ก็เป็นโดมิโน ล้มกันหมด

ช่วงนั้น พอออกรายการโลกดนตรีแล้ว…
ทะลุเลย ดังเลย

แล้วช่วงนั้นงานเยอะมั้ยคะ
เยอะมาก

แล้วพี่รู้สึกยังไงบ้างคะ
รู้สึกแปลกๆ เพราะชีวิตมันเปลี่ยน จากคนที่เดินเข้าซอยบ้าน ไม่มีใครอยากจะมองเลย ก็มาแอบดูเรา คนข้างบ้านก็บอก ไอ้นี่นี่หว่า เห็นหน้ามาตั้งนานแล้ว ไม่เคยดูหน้ามันจริงๆ ซะที คนที่ไม่เคยมาหาเราก็มา (หัวเราะ)

ช่วงนั้นที่ดังมากๆ สาวกรี๊ดกันทั่วนี่ มีแปลกๆ มั้ยคะ
มี ก็มีเยอะ มีกระทั่งแฟนเพลงฟรีเบิร์ดชอบมาที่บ้าน จนกระทั่งพ่อแม่ของน้องๆ แต่ละคน สงสัยว่า ไอ้หมอนี่เป็นใคร เค้าก็กลัวจะไปทำอะไรลูกสาวเค้า ลูกเค้ามาที่บ้าน ก็เลยพาพ่อแม่มา เป็นสิบๆ คนที่มีพ่อแม่มา คือแต่ละคน แต่ละคนก็มา แต่ไม่ได้มาวันเดียวกันนะ คือคนโน้นก็มาดูบ้าน อะไรอย่างเนี้ย พอเห็นพี่วิทย์ แล้วก็เห็นคุณแม่ เค้าก็วางใจว่าปลอดภัย มากันทีก็จะมี 7-8 กลุ่ม หรือ 10 กลุ่ม แล้วแต่ละกลุ่มก็ไม่ถูกกัน

จริงเหรอคะ
ไม่ถูกกัน กลุ่ม 5 คน 7 คน 8 คน แล้วถ้าพี่วิทย์ไปคุยกับใครมากกว่า จะโกรธ พอจะคุยกัน ก็ต้องเรียกมาคุยกัน คุยพร้อมๆ กัน เข้าใจว่า ก็อยากให้เราใกล้ชิด

จากที่ประสบความสำเร็จชุดแรกนี้ อีกนานมั้ยคะกว่าที่ชุดที่สองจะออก
ปีครึ่ง

ปีครึ่งนี่ อัลบั้มชุดที่สองนี่ชื่อชุดอะไรคะ มีมั้ยคะ
จบเกมส์ จบเกมส์นี่ออกช่วงน้ำท่วมพอดี 27

แล้วมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมั้ยคะ
ก็น้ำท่วม ท่วมมาก

แล้วยอดขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หรือไงคะ
ยอดขายดี แต่ ปัญหาก็คือว่า เล่นคอนเสิร์ตมันทุลักทุเล ทุกอย่างมันทุลักทุเลหมด น้ำท่วมใหญ่มากๆ

ช่วงที่มีตะลุมพุกหรือเปล่าคะ
สงสัยใช่มั้ง ไม่รู้ ท่วมมากๆ กรุงเทพฯ หนักมากตอนนั้น ช่วงนั้น การเล่นคอนเสิร์ต จริงๆ แล้วก็ไม่น้อยลงนะ แต่ว่า cancel ไปเยอะ ไปไม่ได้

หน้ารามคำแหงจะเป็นคลองเลยตอนนั้น
อ้า… ใช่ ท่วมเยอะมาก

ความสัมพันธ์ในวงนี่ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยคะ
ไม่มีปัญหา ก็คบกันเหมือนเดิม

พออัลบั้ม จบเกมส์ ปุ๊บ..
มา พบเธอ ชุดที่สาม ในนี้ไม่มี พบเธอ ก็ยังเหมือนเดิมอยู่

ช่วงชุดที่สอง กับชุดที่สามนี่ นานมั้ยคะ อีกประมาณปีกว่าๆ ???
เฉลี่ยแล้วก็ประมาณปีครึ่งอะนะ

พบเธอ แล้วมาอะไรอีก พี่พอจำได้มั้ยคะ
นี่ไง ความผันแปร

แล้วอะไรอีกคะพี่
แล้วก็นกอิสระมั้ง (จำไม่ค่อยได้)

wit

อันนี้คือเดี่ยวหรือเปล่าคะ
นกอิสระไม่เดี่ยวนะ

เห็นพี่คนเดียว แต่มีคำว่า ฟรีเบิร์ดส
มีคนอื่นด้วยไม่ใช่เหรอ ไม่น่าจะเดี่ยว เออ… มีก่อนหน้านี้อีกวงนึง ใช่ ชุดนี้พี่ไปเมืองนอกแล้ว

พี่กลับจากเมืองนอกแล้ว
ใช่เปล่า

ไปนอกนานมั้ยคะ
4 ปีครับ 2 ปีกลับมาที กลับมาทำชุดนกอิสระ แล้วก็ไป

ไปเรียนต่อที่ประเทศไหนคะ
อเมริกา ต่อปริญญาโท

ก่อนไปนี่ แฟนเพลงรู้สึกยังไงบ้างคะ
เยอะ ไปส่งกันเยอะ

แล้วพี่ตัดสินใจยังไง ถึงไปช่วงที่กำลังทำเทป
จริงๆ แล้ว ไม่อยากไปหรอก แม่บังคับให้ไป แต่โชคดีแล้วที่ไป ไม่ไปละแย่เลย (หัวเราะ)

ทำไมล่ะคะ
ปริญญาตรีกินอะไรล่ะตอนนี้ ตายเลย กินแกลบ คือเราไม่กล้า พอเราไป แล้วเราก็กล้าขึ้น เราจะได้มีประสบการณ์ทางการศึกษา สมัยนี้วุฒิการศึกษามีความสำคัญในการทำงาน อย่างน้อยก็ดีกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรีเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วตอนนี้ ใช่มั้ยครับ แต่ปริญญาโทยังน้อยอยู่ (เห็นด้วยค่ะๆ)

เรียนด้านไหนเอ่ย
MARKETING

แล้วพอช่วงกลับมา ก็เลยคิดว่าจะทำเทปให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกอัลบั้มนึง หรือมี PROJECT ก่อนหน้านี้แล้ว
คุณระย้าเค้าบอกว่า น่าทำอีกซักชุดนึง

แล้วพอไปอีก 2 ปี กลับมามีอัลบั้มอะไรอีกคะ
อันนี้ ( หยิบเทปชุดนกอิสระ )

นี่ช่วงปีพ.ศ.ไหนคะ จำไม่ได้ ดูปกก่อน 29 นี่เริ่มปี 29
นั่นล่ะ ทำช่วงนั้นแหละ 29 แต่ไม่ได้ออก 29 ออก 30

นี่เดี่ยว หรือหมู่นะ
จริงๆ แล้วน่าจะอัดเป็นวง มีคน ARRANGE พี่จำไม่ได้เหมือนกันนะ ( ดูในปกเทป ) ใช่ ชุดนี้ใช้ ARRANGER แล้ว คือมีคนทำเพลงแล้วพี่วิทย์ไปร้อง

ไม่ใช่วงแล้วนะคะ
ไม่ใช่แล้ว

แล้วจากชุดนี้ ยังมีอะไรอีกคะ
จะมีไกลเกินฝัน (คิด) ใช่ๆ ไกลเกินฝัน

อัลบั้มสุดท้ายหรือยังคะ
ยัง กลับมาก็ทำอีก 2 ชุด คือ นอกเวลา แต่นอกเวลาไม่ได้โปรโมตแล้ว เพราะพี่วิทย์ทำงานแล้ว แล้วก็ชุดสุดท้าย ก็คือชุด ขอร้อง

ออกช่วงปีพ.ศ.ไหนคะ
37 หรือ 38

ยังไม่ถึง 10 ปี
ไม่ถึง

พี่จบกลับมาแล้วใช่มั้ยคะ
จบแล้ว ทำงานแล้ว

แต่ยังไม่ได้ทำงานตัวเอง ใช่มั้ยคะ
ยังๆๆ ทำอยู่ THE NATION

แล้วคิดยังไง ถึงคิดว่าจะพอที่ชุดสุดท้ายนี่คะ
คือเราไม่มีเวลาไง ทำเพลงต้องเล่นคอนเสิร์ต ถ้าทำเพลงไม่เล่นคอนเสิร์ตน่ะยาก โปรโมตลำบาก เราก็คิดว่า โอกาสที่เราจะเปรี้ยงปร้างเหมือนเมื่อก่อนน่ะ คงไม่ได้แล้ว เพราะไม่ใช่ศิลปินนักดนตรีโดยตรง ถ้าโดยตรงจะต้องมีเวลาให้ เคลียร์คิวให้ตลอด

เป็นอาชีพ?
ใช่ แต่นี่… อาชีพเราคือนักธุรกิจ ก็จะบอก คอนเสิร์ตคงไม่ได้นะ คงไม่มีเวลา เจ้านายคงไม่ยอมด้วย คือไม่ค่อยตรง FIELD เท่าไหร่ ก็แค่อยากทำ มีเวลาว่างเราก็ทำ ทำด้วยความสนุกมากกว่า เรามีเพลง มีความสุข

แล้วนักดนตรีในวงทุกคน ทำอะไรกันอยู่คะ
ทุกคนก็ยังเล่นดนตรีอยู่นะ คนนี้อยู่เชียงใหม่ คนนี้ชื่อนัท ชลธี ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว

นานหรือยังคะ
หลายปีแล้ว พี่วิทย์ไม่รู้ด้วยซ้ำ

ช่วงนี้ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่าคะ
ติดต่อ ยังติดต่อกันอยู่ คนนี้เล่นอยู่เชียงใหม่ชื่อ บู๊ธ คนนี้ก็อยู่เชียงใหม่เหมือนกัน เล่นดนตรีเหมือนกัน คนนี้ทำธุรกิจแล้วชื่อ ต้อ แล้วคนนี้ชื่อ ตุ๋ย ตอนนี้ทำธุรกิจเสื้อผ้า

แล้วทำไมชุด 2 ถึงไม่มีพี่ตุ๋ยล่ะคะ
ชุด 2 เค้าไปบวช

แล้วชุดต่อไปมีเค้ามั้ยคะ หรือว่าไม่มีเลย
รับเชิญ ส่วนใหญ่ก็รับเชิญ ก็ออกไปทำด้านการค้าแล้ว

แล้วทุกวันนี้ ยังเจอกันอยู่หรือเปล่าคะ
เจอกัน

ยังติดต่อกันอยู่ใช่มั้ยคะ
( นิ่งไปเล็กน้อย ) จะบอกให้ก็ได้ 20 ปีเนี่ยจะมี RE-UNION FREE BIRDS

นี่ๆๆๆๆ ว่าจะถามอยู่พอดีเลยค่ะ
แต่ยังไม่ SET UP กันนะ

จริงเหรอคะ แล้วบอกด้วยนะคะ จะโปรโมตในเว็บให้
ได้ๆ

คิดอยู่ใช่มั้ยคะ ว่าจะทำ
ไม่ได้คิดอยู่ แต่กำลังติดต่อ ถ้าคิด คงไม่คิดอยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีเวลาจะทำ

ประมาณเดือนไหนคะ
คงจะ เท่าที่มองๆ นะ น่าจะกลางๆ ปี ถึงปลายปี ช่วงเลย 6 เดือนไปแล้ว คือการรวมตัวนี่สำคัญนะ หนึ่งคือ ร่างกายต้องพร้อม ต้องฟิต พูดง่ายๆ ว่าต้องฟิตนะ ต้องฟิตเรื่องเสียง เรื่องอะไรต่างๆ ฟิตเรื่องเพลง ซ้อมเรื่องเพลง ต้องใช้เวลานะ สำหรับการที่เราไม่ได้เจอกันนานๆ คือมันเป็นงานนะ ต้องไม่ให้เสีย ต้องดี และจะให้ดี ทุกอย่างต้องพร้อม

จัดที่ไหน พอจะทราบหรือยังคะ ศูนย์วัฒนธรรมฯ หรือเปล่า
คงในแนวนี้มั้ง ก็มีคนติดต่อมา

ทำเลย ทำเลยค่ะ พี่วิทย์ เอาใจช่วยค่ะ
กำลังมองกัน คุยกันอยู่

มีคนคิดถึงกันเยอะนะคะ วันก่อนยังเห็นในเว็บพันธุ์ทิพย์ ถามถึงฟรีเบิร์ดสกัน เพราะพี่จะหายไปเลย ศิลปินคนอื่นยังพอเห็นหน้ากันบ้าง
ใช่ๆ เพราะคนที่ทำเพลงไม่ถึง 10 ปี เค้า RE-UNION กันหมดแล้ว บางคนไม่ถึง 5 ปี 10 ปี เค้าก็มีรวมเพลงเก่า


แล้วพวกเพื่อนในวงการ มีวง สาว สาว สาว ด้วยหรือเปล่าคะ หรือว่า เป็นรุ่นพี่
สาว สาว สาว นี่เป็นรุ่นน้อง แอม กับ ปุ้ม เนี่ยนะ

ได้ติดต่อกันบ้างหรือเปล่าคะ
ช่วงหลังนี่ FADE หายไปเลยนะ แต่เจอกันก็กรี๊ดกร๊าดกัน

ช่วงนี้ พี่ระย้ายังทำอะไรอยู่คะ
พี่ระย้าช่วงนี้ จะทำแนวเพื่อชีวิต ไม่ได้ทำเพลง POP แล้ว หนักไปทางเพื่อชีวิตแล้ว

แล้วพี่ตะวัน ยังอยู่มั้ยคะ
อยู่

ทำอะไรอยู่คะ
ก็ทำเกี่ยวกับธุรกิจ

แต่ก่อนรายการวิทยุอะไรนะคะ ที่พี่ระย้า กับพี่ตะวันจัดด้วยกัน
น่าจะรถไฟดนตรี

ช่วงนี้พี่ทำอะไรอยู่คะ ทำธุรกิจอะไรคะ
ช่วงนี้เหรอ ทำบริษัท อีร่าครีเอชั่น ทำเกี่ยวกับพวกสกัดแมลง

มีอะไรบ้างคะ สินค้าในบริษัท
มีแยะ มีชอล์คอีร่า ผงอีร่า สกัดพวกปลวก พวกแมลงต่างๆ (ดังนะ เคยเห็นโฆษณา)

ยี่ห้อนี้คิดขึ้นมาเองเหรอคะ
ดั้งเดิมแล้ว สมัยคุณแม่ แล้วพี่วิทย์มาทำบริหาร เรามีโรงงานเป็นผู้ผลิตเอง

มีโรงงานที่ไหนบ้างคะ
ที่สมุทรสงคราม ราชบุรี แล้วก็มีปุ๋ย ยี่ห้อ แซนดร้า, อีแวนด้า ใช้ในนาข้าว พืชไร่ พืชสวน ของกินได้นี่ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออีแวนด้าหมด

พี่วิทย์มาทำของตัวเองกี่ปีแล้ว จากเมื่อก่อนที่ทำเนชั่น
ที่นี่เมื่อก่อนนำเข้านะ ทีนี้คุณแม่อยากตั้งโรงงานผลิตเอง เลยให้พี่วิทย์มาบริหาร ก็เลยมาตั้งโรงงาน สินค้าของเราตอนนี้ก็อยู่ในห้าง 4-5 ตัว เร็วๆ นี้ ก็จะมียากันยุงด้วย

พี่วิทย์ได้ฟังเพลงปัจจุบันบ้างมั้ยคะ
ฟังบ้าง

แล้วพี่วิทย์คิดว่า แตกต่างจากตอนที่พี่ทำยังไงบ้าง
ไม่ใช่ไม่ดีนะ เดี๋ยวนี้ก็ดี คือแต่ละยุคก็มีความเด่น ความทันสมัยของมัน ดนตรีสมัยนี้ของเค้าก็เก่ง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง คือแต่ละคนก็นำสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง สร้างรูปแบบของตัวเอง จริงๆ แล้ว เพลงที่ไม่ดีก็ยังมีอยู่ อยู่ที่ว่าเราจะมองยังไง เพราะไม่งั้นก็คงเป็นเพลงไม่ได้ มันก็ต้องเป็นตัวโน้ต บางตัวสวย บางตัวไม่สวย แต่มันก็มีความเป็นเอกลักษณ์

เพลงของพี่วิทย์พอเอามาฟังใหม่อีกรอบ ไม่เชยเลยนะคะ ยังจำเสียงโซโล่กีตาร์ พี่เป็นคนดีดกีตาร์เองใช่มั้ยคะ ทุกเพลงจะเน้นเสียงโซโล่กีตาร์ ให้คนอื่นฟัง เค้าก็ถามว่า เพลงใคร ออกใหม่เหรอ
จริงๆ แล้ว เพลงในรูปแบบของฟรีเบิร์ดส แนว COUNTRY ROCK นี่น้อยมาก เพลงส่วนใหญ่ตั้งแต่สมัยก่อน มาจนถึงเดี๋ยวนี้ จะเป็น POP, POP ROCK หรือไม่ก็ ROCK เพราะงั้น จึงเป็นคนละรูปแบบ นักร้อง นักดนตรีสมัยนี้ อาจจะทำเพลงแบบนี้ยาก เพราะต้นแบบคือ เพลงฝรั่ง ในยุคนี้ มันไม่มีแล้ว

แล้วตอนนั้น พี่เอาวงไหนเป็นต้นแบบคะ
ต้นแบบ COUNTRY ROCK – THE EAGLES เราชอบเพลงแบบนั้น ก็เลยทำเพลงคล้ายๆ กัน ในแนวเดียวกัน เพลงในแนวนี้ จะฟังสบายๆ ไม่หวือหวา ไม่เด่นอะไรมากมาย ฟังได้ตลอด

แล้วทุกวันนี้ มีคนจำพี่ได้มั้ยคะ
มีครับ (ยิ้ม)

แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ
ดี ดีนะ ดีใจนะ ผ่านมา 20 ปีแล้ว ก็ยังมีคนรู้จัก จำได้ เพราะรูปแบบพี่เมื่อก่อน ผมยาว หน้าม้า จะแตกต่างจากตอนนี้

แต่ก็ไม่เปลี่ยนนะคะ ดูหนุ่มอยู่เลย พี่ตัดแค่ผมอย่างเดียวเอง
เหรอ ก็ดีใจที่คนเค้ายังจำได้

2

อยากให้พี่ฝากข้อความถึงแฟนเพลงเว็บบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงฟรีเบิร์ดสค่ะ
ก็…ขอบคุณนะ ขอบคุณแฟนๆ โดยเฉพาะแฟนฟรีเบิร์ดสที่ได้ฟังเพลงกัน ได้เจอกัน ยังประทับใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างเนี้ย ยังประทับใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน คือน้องๆ สมัยนั้น ตอนนี้ก็คงเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว อยากจะให้มีชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีสติปัญญาที่ดี แล้วมันก็จะทำงานได้ ถ้าหากเราไม่มีชีวิตที่ดี เราไม่มีความสุข ทำงานยากนะ มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี และก็มีพลัง เราก็จะมีพลังในการทำงาน เวลาป่วยแล้วแย่ ทำอะไรไม่ได้ ก็ให้ทุกคนมีความสุข ถ้าเป็นไปได้ เวลามีข่าวคราวเกี่ยวกับฟรีเบิร์ดสล่ะก็ เชียร์ๆ กันหน่อยแล้วกัน (หัวเราะ)

ก่อนจากกัน พวกเราทำของที่ระลึกเป็นกรอบรูป และซีดีรวมฮิตของฟรีเบิร์ดส มามอบให้พี่ค่ะ อันนี้ทำเองค่ะ รับรองว่าไม่มีขายแน่ๆค่ะ (มอบของให้) พวกต้องขอรบกวนพี่วิทย์เท่านี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะพี่
สวัสดีคร๊าบบ

3

freebird_gift

cd

เป็นไงบ้างคะ สำหรับการพูดคุยกับพี่วิทย์ คงทำให้พวกเราหายคิดถึงฟรีเบิร์ดสกันไปไม่มากก็น้อยนะคะ ที่พิเศษสำหรับชาวบ้านเพลงเก่า

ส่วน รายละเอียดของการจัดคอนเสริตรำลึกของวงฟรีเบิร์ตที่จะมีในเร็วๆนี้นั้น ถ้ามีอะไรคืบหน้า พวกเราจะรีบมาบอกกันให้ทราบเลยค่ะ ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมเวบบ้านเพลงเก่าบ่อยๆนะคะ จะได้ไม่ตกข่าว
และถ้าใครคิดถึงศิลปินเพลงเก่าคนไหน ช่วยกันเขียนแสดงความคิดเห็นมานะคะ ถ้าเราสามารถติดต่อศิลปินท่านนั้นได้ พวกเราจะไปสัมภาษณ์มาให้อ่านกันค่ะ

บทสัมภาษณ์โดย : พี่ดา & มอลลี่ ณ ป๋อคลับ 23/1/2003

โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม

 

สาวหนึ่งงามสดใส เยื้องกายเดินผ่านมา พบเธอที่อินทรา ลักษณางามสมใจ เอ๊ะ…เธอจะไปไหน เอ๊ะ…เธอพูดอะไรเอ๊ะ…เธอพูดกับใคร เอ๊ะ…ใยเธอยิ้มมา ]

 ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ ชูวับ โว้ว….ใคร…เคยเพ้อรำพัน ฉันรักเธอ สุดหัวใจไม่มีใครมาเทียบ เปรียบรักเราเล่น เป็นรักลองอีกสองใจคงเป็นไปไม่ได้ ]

เมื่อเพลงดัง 2 เพลงอย่าง สุขาอยู่หนใด และ เธอที่รัก หรือแม้แต่เพลง รักหนอรัก และ ระทมรัก ดังขึ้นเมื่อใด แฟนเพลงยุคกลางคงจะจำกันได้ถึงหนุ่มโอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ภาพลักษณ์ของนักร้องหนุ่มหล่อ เสียงดี พร้อมด้วยกีตาร์โปร่งคู่ใจตัวนึง ที่จะร่วมกันขับขานเพลงรักสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้น ซึ่งจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเกือบ 30 ปี แต่พี่โอก็ยังดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมซักเท่าไหร่ คงมีแต่ความภูมิฐานที่มีมากขึ้นตามวัย และในวันนี้ พี่โอก็ให้เกียรติมาเป็นแขกรับเชิญของบ้านเพลงเก่า ในหน้าสกู๊ปพิเศษเริ่มต้นปี 2547 นี้

ชัยรัตน์ เทียบเทียม

เริ่มต้นการสัมภาษณ์ ก็คงไม่พ้นเรื่องราวของการก้าวเข้ามาเป็นนักร้องในอดีต ซึ่งพี่โอก็ได้ลำดับเรื่องราวให้ทางทีมงานเราฟังตั้งแต่สมัยที่เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนช่างกลแห่งนึง ซึ่งสมัยนั้นเพิ่งเปิดกิจการมาได้ปีกว่าเท่านั้น จากการพูดคุย ทำให้ได้ทราบว่า เพื่อนร่วมสถาบันของพี่โอ ซึ่งปัจจุบันก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงในขณะนี้ ก็มี พี่เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร และ คุณจารึก กัลย์จาฤก ผู้บริหารใหญ่ของกันตนา ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่ช่างกลนั้น ก็ยังไม่วี่แววว่าจะได้เข้าวงการบันเทิง จนกระทั่งจบจากช่างกลแล้ว 2-3 ปีนั่นแหละ จึงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต

“ หลังจากจบจากช่างกลมาได้ซัก 2-3 ปี เอ๋ ( ไพโรจน์ ) ก็ได้เล่นโฆษณา ก็เกิดไปเข้าตาคุณเปี๊ยก โปสเตอร์ เข้า จากนั้น เอ๋ก็เลยได้เล่นหนังของคุณเปี๊ยก ก็คือเรื่อง วัยอลวน เรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังวัยรุ่นเรื่องแรกของยุคนั้นทีเดียวนะ พอเอ๋เค้าเล่นไปได้ซักครึ่งเรื่อง ก็เลยเสนอกับคุณเปี๊ยกว่า น่าจะมีเพลงกุ๊กกิ๊กๆ มาประกอบด้วยนะ ซึ่งพอคุณเปี๊ยกเห็นด้วย เอ๋ก็เลือกเอาเพลง สุขาอยู่หนใด ที่เพื่อนชื่อ ปิยพล เอนกกุลเป็นคนแต่งไว้ เพลงนี้ พวกเราเคยร้องเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนๆ กันเอง เอ๋ก็เอาเพลงนี้มาให้พี่เรียบเรียงใหม่ ให้เล่นกับกีตาร์โปร่งตัวเดียว จากนั้นคุณเปี๊ยกก็เอาเพลงนี้มาใส่ในหนังด้วย ทีนี้ ก่อนหนังเรื่องนี้จะเข้าโรง เพลงจากหนังเรื่องนี้ก็จะถูกนำไปเปิดช่วงท้ายๆ พวกหนังฝรั่งที่ฉายอยู่ก่อน ตามโรงสกาลา สยาม ลิโด อินทรา พอคนได้ยินก็แปลกใจ เพราะไม่เคยได้ยินเพลงในแนวนี้มาก่อน เป็นเพลงแนวรักใสๆ น่ารักๆ ถามกันไปถามกันมา ถึงได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้กำลังจะฉาย ”

 

“ พอหนังเข้าโรง ก่อนหนังฉายก็จะมีดนตรีหน้าม่าน มีการแสดงของวงดิอิมพอสซิเบิ้ล แล้วก็พี่ ไปแสดงด้วย พี่ก็ขึ้นเล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ตอนนั้น คนก็ยังไม่รู้จักด้วยว่าเป็นใคร แต่พอเริ่มเล่นดนตรีเท่านั้นแหละ คนก็ฮือฮา เพราะจำเพลงนี้ได้ ยิ่งพอตอนหนังฉาย ถึงตอนที่พระเอกร้องเพลงนี้ด้วย คนก็ยิ่งฮือฮา อ๋อกันว่า เป็นเพลงที่ร้องในช่วงนี้ บรรยากาศแบบนี้ ไปๆ มาๆ ก็เลยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง พอคนติดเพลง ต้องการซื้อเทป ก็ไม่มีขายอีก ต้องตามอัดเอาจากรายการวิทยุ ก็มีบางคนหัวใส เห็นว่าเพลงดัง ก็อัดเอาจากรายการวิทยุ แล้วก็มารวมกับเพลงดังๆ ในช่วงเวลานั้น รวมๆ กันเป็นเพลงดังทั้งตลับ แล้วก็ออกวางขาย ”

หลายคนคงยังจำกันได้ว่าช่วงเวลานั้นภาพยนตร์เรื่องวัยอลวน ซึ่งแสดงนำโดย ไพโรจน์ สังวริบุตร และ ลลนา สุลาวัลย์ ซึ่งถึงแม้จะเป็นพระเอก นางเอก น้องใหม่ทั้งคู่ ประกอบกับได้เพลงน่ารักๆ แนวใหม่มาร่วมด้วย ทำให้ทั้งหนังทั้งเพลงดังเปรี้ยงปร้างขนาดไหน เรียกว่า ทำสถิติเรื่องรายได้ของหนังเลยทีเดียว ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ไม่รอช้า ถือสุภาษิต น้ำขึ้นให้รีบตัก ก็รีบทำภาค 2 ของหนังเรื่องนี้ โดยใช้ชื่อว่า “รักอุตลุด” ซึ่งคุณเปี๊ยกก็ให้พี่โอทำเพลงขึ้นมาอีก 3 เพลง เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“ ในเรื่อง รักอุตลุดนี้ คุณเปี๊ยกให้พี่ทำ 3 เพลง ก็มี รักหนอรัก ระทมรัก เธอที่รัก แล้วตอนนั้น พอหนังฉายกระแสความดังก็เพิ่มขึ้นอีก จากที่แต่แรก ใครต่อใครเคยคิดกันว่า เพลงจากเรื่อง วัยอลวน นั้น เอ๋เป็นคนร้อง มาเรื่องนี้ ถึงได้รู้ว่า เพลงทั้งหมดพี่เป็นคนร้อง ส่วนเพลง ระทมรัก ที่ในเรื่อง คุณพจนีย์ อินทรมานนท์ ร้องนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นน้องสาวพี่ สุภาภรณ์ เทียบเทียมร้อง ”

จากเรื่อง รักอุตลุดนี้ ก็ยังมีหนังวัยรุ่นตามมาอีกเรื่อง คือ ชื่นชุลมุน แต่เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ คงไม่ค่อยถูกใจตลาดวัยรุ่นซักเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยดังทั้งหนัง ทั้งเพลง แต่อย่างน้อยเพลง ยับ จากหนังเรื่องนี้ก็ดังในหมู่วัยรุ่น ทำให้ชีวิตของพี่โอเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครึ้งนึง

“ หนังเรื่องชื่นชุลมุนนี้ ไม่ค่อยดังนะ แต่เพลงกลับดัง เพลงในเรื่องนี้ก็คือ ยับ เขียนโดยคุณอุดม สัตโกวิท ตอนนั้นก็มีคนมาติดต่อให้พี่ร้องเพลงนี้ จากที่ดังอยู่แล้ว 3 เพลง พอมาร้องเพลงนี้ด้วย ก็เลยยิ่งดัง จากนั้นก็เริ่มทำอัลบั้มเพลง โดยเลือกเอาเพลง ยับ มาเป็นเพลงเอก นอกนั้นก็เอาเพลงอื่นที่แต่งเอง ผสมกับเพลงของคนอื่นด้วย แล้วตอนนั้นก็เล่นละครช่อง 3 ด้วย เช่น ดงมนุษย์ ทองประกายแสด คลื่นเสน่หา คนเริงเมือง ผู้กำกับ เริงศิริ ลิมอักษรก็ให้ร้องเพลงไตเติ้ลด้วย บางเรื่องไม่ได้เล่นละคร แต่ก็ได้ร้องด้วยเหมือนกัน เรื่องคลื่นเสน่หานี่ เป็นงานแรกเลยนะ แล้วเพลง เพียงความทรงจำ จากหนังเรื่อง ความรักเพรียกหา ในเรื่อง คุณวินัย พันธุรักษ์ เป็นคนร้อง แต่ไม่มีแผ่นขาย ตอนที่ทำอัลบั้ม ก็เอาเพลงนี้มาร้องด้วย ก็ทำให้ดังเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่สังกัดรถไฟดนตรีแล้ว เพลงละครช่วงนั้น แต่ละเพลงก็ดังนะ แต่จะไม่มีแผ่นขาย เพราะยังไม่มีใครจับธุรกิจนี้ ตอนออกคอนเสิร์ตโลกดนตรี ก็ร้องเพลงคนเดียว เล่นกีตาร์คนเดียว เป็นโลโก้ไปแล้ว ช่วงนั้นหนังก็มีเล่นเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่อง นักรักรุ่นกระเตาะ เพลงรักเพื่อเธอ ”

 

“ นอกจากเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรีแล้ว ช่วงที่ดังใหม่ๆ ก็รับเชิญไปโชว์ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ก็จะจัดตามโรงหนัง ปรากฏว่าโรงหนังแทบแตก เพราะแฟนเพลงมาดู มากรี๊ดกันเยอะ ส่วนนึงนอกจากที่ชอบเราเพราะผลงานเพลงแล้ว ก็ยังต้องการที่จะเจอตัวจริงด้วย ช่วงนั้นก็ไปต่างจังหวัดบ่อยมาก ไปออกรายการวิทยุ แล้วก็ได้เที่ยวด้วย หลายปีทีเดียว ”

ตลอดเวลาที่พี่โออยู่ในวงการบันเทิงมา พี่โอออกอัลบั้มเพลงอยู่หลายชุดทีเดียว ซึ่งก็มีทั้งเพลงแต่งเอง และเพลงของคนอื่นที่เอามาร้องด้วย ซึ่งอัลบั้มทุกอัลบั้ม พี่โอจะมีความประทับใจในทุกชุดเท่าเทียมกัน เพราะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่ประทับใจแล้วล่ะก็

“ เพลงที่ประทับใจพี่ก็คือ เพลงที่ไม่ตาย เช่น เธอที่รัก รักหนอรัก อีกเพลงนึงก็คือ เพลงกว่าจะถึงปลายทาง เพลงนี้พี่ทำให้กับรายการ เที่ยงวันกันเอง ประทับใจมากๆ แล้วเพลงก็ดังมากด้วย เพลงนี้ใช้เวลาเขียนแค่ 2 ชม. พี่เขียนให้คนฟังมีความรู้สึก สู้ชีวิต ไม่ท้อถอย ตัวพี่เองสู้มาได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะเพลงนี้ เวลาท้อถอย พี่ก็จะนึกถึงเพลงนี้ พี่เขียนให้คนอื่นฟัง แล้วตัวเองก็ฟังด้วยนะ”

กับความเห็นของผู้ใหญ่ในยุคสมัยนั้น ที่ไม่ต้องการให้ลูกหลานเข้าวงการบันเทิง เพราะเห็นเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน จะเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้ปกครองของพี่โอเอง ก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่ความที่พี่โอไม่ชอบงานด้านเครื่องยนต์ ถึงแม้จะเรียนช่างกลมาก็ตาม พี่โอก็สามารถให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ปกครองยอมรับได้เหมือนกัน

“ เรื่องอาชีพการงาน ขอให้เป็นอะไรที่เลือกเองดีกว่า ขอให้ได้เดินทางไปในทางที่เราเลือกเอง ดีไม่ดีอยู่ที่อนาคตเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งตอนนั้น พอมีชื่อเสียงโด่งดัง แม่ก็ภูมิใจมาก ”

แต่ตัวพี่โอเองก็ไม่คิดยึดติดกับอาชีพนักร้องตลอดไป

“ นักร้องใหม่ๆ ก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นักร้องเก่าก็มีแต่อายุมากขึ้น ถ้าร้องไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีคนสนใจ เจ้าของค่ายต้องเลือกเอาคนที่มีความนิยมอยู่แล้ว และถ้าร้องจนไม่มีคนสนใจ ก็ดูไม่มีค่า ไม่มีใครมอง สู้เราออกจากวงการเมื่อถึงเวลาอันควร คนก็ยังคิดถึง เมืองไทยเราไม่เหมือนเมืองนอก นักร้องยิ่งแก่ยิ่งมีคุณค่า ”

เปรียบเทียบระหว่างดนตรียุคเก่า และยุคใหม่ ดนตรียุคเก่าจะเล่นกันสดๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเหมือนในสมัยนี้ ทั้งกลอง เบส กีตาร์ เล่นสดในห้องอัดเลย แต่สมัยนี้ แค่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย เสียงก็ยังเหมือน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องแนวเพลงล่ะคะ

“ แนวเพลงเดี๋ยวนี้สามารถฟังกันหลากหลาย คนทำเพลงก็จับเอาหลายๆ ทำนองมาผสมกัน เดี๋ยวนี้บ้านเราพัฒนาเยอะแล้ว มีเพลงเพราะๆ หลากหลายก็ดี เพราะแต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน ”

 

ตั้งแต่ออกจากวงการเพลง แฟนๆ เพลงก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของพี่โออีกเลย หลายคนคงอยากทราบว่าพี่โอไปทำอะไร ที่ไหนมาบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา

“ แรกเริ่มก็จับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายคอนโด บ้านจัดสรร ที่ดิน ปีแรกๆ ที่ทำก็ดีนะ มีกำไร แต่พอมาถึงปี 38 – 39 ก็เจ๊ง หลังจากนั้นปีกว่า ก็กลับไปร้องเพลงอีกครั้ง แต่ร้องได้พักเดียวก็เบื่อ เพราะแพ้ควันบุหรี่ด้วย ต่อมาก็มาร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจคาร์บู้ท เปิดท้ายขายของ ทั้งที่เซ็นทรัล เสรีเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่หน้าห้างสรรพสินค้า ทำไปทำมาซักพัก ก็คิดได้ว่า น่าจะยกขึ้นห้างเลย โดยเริ่มเปิดที่ซีคอน ใช้ชื่อว่า คลองถม เพราะได้ไอเดียจากคลองถม ก็เอาใบปลิวไปแจกแถวคลองถมด้วย บางคนที่มาไม่ได้ ก็ให้ญาติพี่น้องที่อยู่แถวนี้มา ทำให้คลองถมแถวนี้บูมมาก คนจองคิวแน่น ทำให้ได้เงินจากธุรกิจนี้เป็นกอบเป็นกำ ฟื้นตัวได้ก็จากธุรกิจนี้ ทำอยู่ที่ซีคอนก็ประมาณ 3 ปี ตอนนี้ก็ไปอยู่ที่มาบุญครองแล้ว มีแยกสาขาไปทำธุรกิจ อพาร์ตเม้นท์ ส่วนงานเพลง คาดว่า เร็วๆนี้จะมีผลงานออกมา ยังไงก็ติดตามผลงานพี่โอกันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ”

คิดว่าคงทำให้แฟนๆ เพลงของพี่โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม ได้หายคิดถึงบ้างพอสมควร ก่อนจากกันในวันนั้น พี่โอก็ได้ฝากคำทักทายทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นภาพ เป็นเสียง มาให้กับสมาชิกเว็บบ้านเพลงเก่าด้วย ก็ต้องขอขอบคุณพี่โอมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่สละเวลามาพูดคุยให้แฟนๆ เพลงได้หายคิดถึงกัน


มอลลี่ : ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา : เรียบเรียง

สัมภาษณ์ วงฟอร์เอฟเวอร์

สกู๊ปพิเศษในวันนี้ ทีมงานของเราได้เดินทางมายังร้านอาหารสไตล์ผับ แถวประชาชื่น ซอย 39 ซึ่งมีชื่อว่า ไม้ไต่คู้ เพื่อพบกับสมาชิกวงสตริงชื่อดังในอดีตอีกวงนึง ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพียงแค่เอ่ยชื่อร้านอาหารออกมา บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของวงดนตรีวงนี้คงจะถึงบางอ้อ ใช่แล้วค่ะ วงดนตรีที่จะเป็นแขกของหน้าสกู๊ปพิเศษของเราในวันนี้ก็คือ วงฟอร์เอฟเวอร์ ค่ะ

ดำ ฟอร์เอฟเวอร์

และเมื่อพวกเราก้าวเข้าไปในร้าน สมาชิกท่านแรกที่เราพบก็คือ พี่ดำ วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล เจ้าของเสียงเพลง ความหวังหลังรอยยิ้ม อันโด่งดัง และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แฟนๆ เพลงในยุคนั้นได้รู้จักกับวงฟอร์เอฟเวอร์ ช่วงเวลานั้น คุณดำเองก็เป็นเอกลักษณ์เด่นของวง ด้วยเป็นนักร้องนำที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น เพียง 16 ปีเท่านั้น หลังจากพูดคุยทักทายกับพี่ดำได้เล็กน้อย สมาชิกท่านต่อมาที่ตามมาสมทบก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ และพี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ พวกเราจึงได้เริ่มพูดคุยถึงความเป็นมาของวงฟอร์เอฟเวอร์ ซึ่งพี่ทั้ง 3 ก็ช่วยกันย้อนรำลึกถึงเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง

วงฟอร์เอฟเวอร์

วงฟอร์เอฟเวอร์ เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนที่โรงเรียนทวีธาภิเษก 3 คน กับเพื่อนแถวบ้านอีก 2 คนมาเล่นดนตรีด้วยกัน เครื่องดนตรีในตอนนั้นก็มีแค่กีตาร์, กลอง, เบส เป็นการเล่นกันเอง เพื่อความสนุกที่ได้เล่นดนตรี แล้วต่อมาหัวหน้าวง คือ คุณปรีชา ศิริบุญส่ง ก็คิดอยากได้เครื่องเป่าในวงด้วย เลยมาได้ตัวพี่กอล์ฟ จากวงดุริยางค์ ซึ่งเล่นแซ็คโซโฟนมาร่วมวง กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับวงได้ ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะตอนอยู่วงดุริยางค์ ก็เล่นแต่เพลงมาร์ช, ลูกทุ่ง ไม่เคยเล่นเพลงสตริงมาก่อนเลย

เมื่อพวกพี่รวมตัวกันได้อย่างนี้ เลยเริ่มทำเพลง ออกเทปเลยหรือเปล่าคะ

กว่าที่พวกเราจะรวมตัวกันได้จริงๆ เป็นวงที่สมบูรณ์ ก็กินเวลาประมาณ 2 ปี แล้วทีแรกก็ไม่ได้มีชื่อว่า ฟอร์เอฟเวอร์ด้วย ตอนที่รวมตัวกันได้ ก็ให้ต่างคนต่างตั้งชื่อกัน แล้วก็มาปรึกษากัน ก็ไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ จนคุณดำมาเสนอชื่อ ฟอร์เอฟเวอร์ พอพวกเราได้ยินก็ตกลงเลย เพราะชื่อก็มีความหมายที่ดีด้วย

forever_casset_1

พอวงฟอร์เอฟเวอร์ รวมตัวกันได้แล้ว ชื่อวงก็มีแล้ว ทีนี้หลายคนคงอยากจะทราบถึงหนทางการทำงานในช่วงเริ่มต้นที่เข้าวงการ

ไม่ง่ายเลยนะ จากที่แต่ก่อนเคยคิดว่า แค่ได้เล่นดนตรีก็พอใจแล้ว พอมาเห็นนักดนตรีรุ่นนี้มาเล่นดนตรีกันได้ ก็คิดว่า โอกาสไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ เลย คนที่จะเล่นดนตรีได้ดีต้องมีจิตใจแน่วแน่ มีความสามารถเฉพาะตัว มีแรงบันดาลใจ ที่สำคัญ มีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสที่จะก้าวเข้ามา ถึงแม้จะเจออุปสรรคยังไง ก็ต้องอดทน มีความทะเยอทะยานอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้น ก็ทำไม่สำเร็จแน่

แล้วอุปสรรคในการทำงานที่เกิดขึ้นล่ะ พี่ๆมีหนทางแก้ไขยังไงกันบ้าง

ตอนนั้นพวกพี่ก็เรียกว่า เป็นน้องใหม่ของวงการ อุปสรรคในการทำงานก็ย่อมต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ก็มาได้พี่ๆ ที่วง แมคอินทอช นี่แหละที่คอยชี้แนะ ทำให้พวกพี่รู้สึกปลื้มพี่ๆ เค้ามาก เพราะตามปกติแล้ว วงดนตรีดังๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เค้ามักไม่ค่อยสนใจพวกวงใหม่ๆ เท่าไหร่ แต่สำหรับพี่ๆ วงแมคอินทอช ถามแค่คำเดียว พวกพี่เค้าก็บอกมาหมด แบบไม่กั๊กวิชาไว้เลย ทั้งยังคอยแนะด้วยว่า เราต้องทำอะไร ยังไงบ้าง แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา ก็ให้มาถามได้เสนอ นักดนตรีสมัยก่อนต้องใฝ่รู้ ถึงจะรู้ มันจะไม่เหมือนในสมัยนี้ที่จะมีทั้งโรงเรียนคอยสอน คอยป้อนความรู้ให้พร้อมสรรพ

วงฟอร์เอฟเวอร์

แล้วการโปรโมตอัลบั้มในสมัยนั้น ที่มีส่วนแตกต่างจากการโปรโมตในสมัยนี้ยังไงคะ

ในสมัยก่อน ยังไม่มีการทำมิวสิควิดีโอออกมาโปรโมตเพลง อย่างที่ทำกันอยู่ทั่วไป ก็เป็นการบันทึกภาพการเล่นดนตรีแบบลิปซิงค์เป็นเพลงต่อเพลง แล้วนำภาพนั้นมาฉายทางทีวีตามรายการเพลงต่างๆ

หลายคนคงจำกันได้ว่า นอกจากการร้องเพลงแล้ว พี่ๆ ก็ยังเคยร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัตอีกด้วย

ตอนนั้นที่แสดงภาพยนตร์เรื่อง 18 กะรัต ก็มีแค่พี่ดำ กับ พี่กอล์ฟ เท่านั้น เพราะพี่ทั้ง 2 คนร่วมร้องเพลงในอัลบั้มชุดนี้ แล้วพวกที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นนักร้องในอัลบั้มชุดนี้ทั้งนั้น จริงๆ แล้ว นอกจากเรื่อง 18 กะรัต พวกพี่ก็เกือบได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง อีกด้วย ตอนนั้นทางผู้สร้างเค้าติดต่อให้เล่นกันทั้งวง แต่ขอเปลี่ยนเฉพาะมือกลอง เพราะวางตัวพระเอกไว้คือ คุณอำพล ลำพูน พวกพี่ถือคติ ไปด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ ก็เลยปฏิเสธไม่รับเล่น

หากใครเป็นแฟนของฟอร์เอฟเวอร์มาตั้งแต่ชุดแรก คงจะได้รู้ว่า ฟอร์เอฟเวอร์เริ่มก่อตั้งมาด้วยสมาชิก 7 คน แล้วต่อมาก็ได้เพิ่มนักร้องนำขึ้นอีก 1 คน โดยที่ไม่ได้มีใครออก หรือเป็นการเปลี่ยนตัวแต่อย่างใด นักร้องท่านนั้นเป็นใคร แล้วเหตุใดจึงมีการเพิ่มตัวนักร้องนำขึ้นมา

นักร้องนำที่เพิ่มขึ้นมาตอนหลังก็คือ พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ซึ่งเป็นเพราะในช่วงแรกตั้งแต่ก่อตั้งฟอร์เอฟเวอร์มา แฟนเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ ทั้งนี้เพราะเรามีนักร้องนำที่มีรูปลักษณ์เป็นเด็ก ยิ้มแย้ม ร่าเริง แจ่มใส ถึงแม้ในเวลาต่อมา พี่ดำจะโตขึ้น แต่แฟนเพลงก็ยังติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ พูดง่ายๆ ในเชิงธุรกิจก็คือ ต้องการแฟนเพลงต่างวัยเพิ่มขึ้นอีก และต้องการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงของวงด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวสนุกสนาน ร่าเริง คราวนี้ก็หวังจากพวกวัยรุ่น โตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เลยเป็นจุดเริ่มที่ได้มีการชักชวนพี่อั้นเข้ามาร่วมวง แนวเพลงที่พี่อั้นร้อง ก็จะออกแนวซึ้งๆ สไตล์ที่วัยรุ่นฟังแล้วจับจิตจับใจทีเดียว

forever_casset_2

เอ…อย่างนี้แล้ว ช่วงที่มีการชักชวนพี่อั้นเข้าร่วมวงนี่ พี่อั้นร้องเพลงอยู่แล้ว หรือว่าทำอะไรอยู่ในขณะนั้นคะ

ช่วงนั้นพี่อั้นไม่ได้ร้องเพลงหรอก ตอนนั้นพี่อั้นเองยังเรียนราม แล้วก็หารายได้พิเศษ ทางด้านเดินแบบ เข้าประกวด Domon man ด้วย แล้วต่อมาก็มีคอลัมนิสต์เข้ามาชักชวนให้เข้าร่วมวงฟอร์เอฟเวอร์ โดยเป็นนักร้องนำคู่กับดำ

ช่วง เวลาที่ฟอร์เอฟเวอร์อยู่ในวงการบันเทิงนั้นนานถึง 12 ปีทีเดียว ออกอัลบั้มมาก็หลายต่อหลายชุด กับคำถามที่ว่า ในช่วงนี้ที่กระแสเพลงเก่าในยุคกลางกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งนึง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันออกคอนเสิร์ต หรือรวมตัวกันออกอัลบั้มใหม่ แล้วพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ล่ะ มีความคิดที่อยากจะรวมตัวกันมั่งมั้ยคะ

สำหรับเรื่องการออกคอนเสิร์ต ก็อยู่ที่โอกาสนะ มีคนสนใจ มีคนจัด ก็อาจเป็นไปได้ ส่วนเรื่องการออกอัลบั้มใหม่นั้น คิดว่าคงไม่ดีกว่านะ เพราะถ้าออกอัลบั้มมาวางขาย เราก็ต้องหวังว่า เทปจะขายได้ แล้วตอนนี้ล่ะ จะมีแฟนเพลง มีกระแสตอบรับที่จะซื้อเทป หรืออัลบั้มเรามากน้อยแค่ไหน ก็เป็นการเสี่ยงเหมือนกัน นอกเสียจากว่า ถ้ารายได้จากการขายเทป นำเข้าการกุศลทั้งหมดนั่นแหละ ถึงจะรวมตัวทำกัน

แล้วตอนนี้ล่ะ สมาชิกวงแต่ละคนไปทำอะไรกันบ้าง ยังมีใครวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงบ้างหรือเปล่า

พี่อั้น สหพล จุลวงศ์ ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่บริษัท การบินไทย

พี่กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์ ตอนนี้ก็มีธุรกิจส่วนตัว แล้วตอนนี้ พี่อั้น กับพี่กอล์ฟ ก็ร่วมกันเปิดผับ ไม้ไต่คู้ ริมคลองประปา แถวประชาชื่น ซอย 39 ที่ๆ เรามาคุยกันในวันนี้นั่นเอง

พี่จืด ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่ แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อย

พี่โรจน์ ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่เหมือนกัน

พี่จุ่น ตอนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่

พี่เก๋ ตอนนี้ก็ทำเพลงอยู่

พี่ปรีชา ตอนนี้ก็ทำธุรกิจส่วนตัว

พี่ดำ ตอนนี้ทำงานบริษัทเอกชน

วงฟอร์เอฟเวอร์

เมื่อคุยกันมาถึงช่วงท้ายๆ สมาชิกของวงฟอร์เอฟเวอร์ ก็ตามมาสมทบอีก 2 คน คือ พี่จืด มนตรี ชุติศิระ กับพี่โรจน์ นิโรจน์ วงศ์ชัยชุติกร พวกเราก็เลยได้เสียงทักทายของพวกพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์มาฝากสมาชิกบ้านเพลงเก่าในครั้งนี้ถึง 5 คนด้วยกัน การสัมภาษณ์ในวันนี้ ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ วงฟอร์เอฟเวอร์ทุกคนที่ให้ความเป็นกันเองตลอดเวลาที่พูดคุยกัน ครั้งต่อไป สกู๊ปพิเศษจะเป็นใครนั้น รักบ้านเพลงเก่าจริง ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะคะ


มอลลี่ ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา เรียบเรียง

รำลึกฟอร์เอฟเวอร์

 

Forever วงดนตรี..ตลอดกาล โดย จอมยุทธขี้อาย

วงฟอร์เอฟเวอร์

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วงฟอร์เอฟเวอร์ ถือเป็นวงดนตรีที่โด่งดังอีกวงหนึ่งของเมืองไทย เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวกันของเหล่าสมาชิกจำนวน 7 คน ได้แก่ ปรีชา ศิริบุญส่ง, นิโรจน์ วงศ์ชัยชุติกร, สุธิชัย เทวาพิทักษ์, มนตรี ชุติศิระ, สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์, นิฤทธิ์ มณีจำนงค์, วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล เพลงที่เปิดตัวเป็นเพลงแรกสำหรับวงดนตรีวงนี้ ก็คือ เพลง “ความหวังหลังรอยยิ้ม” จากชุดพอฝัน ในสมัยนั้น เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงดังฮอตฮิตติดชาร์ต สำหรับคลื่นวิทยุอยู่หลายรายการ ด้วยเนื้อเพลงมีจังหวะที่สนุกๆ เสียงร้องแหบๆ ของนักร้องนำ ดำ วิรุฬ ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากเพลง ความหวังหลังรอยยิ้มแล้ว ก็ยังมีเพลงอื่นๆ ที่โด่งดังไม่แพ้กัน เช่น เพลง “เด็กหญิงพวงมาลัย” บทเพลงที่สะท้อนภาพของสังคมเมืองได้เป็นอย่างดี เพลง “พอฝัน” บทเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ในชื่อเดียวกับอัลบั้ม เพลง “โลกกว้างทางแคบ” บทเพลงสนุกๆ ทิ่แฝงไว้ด้วยข้อคิดหลากหลาย

album3

หลังจากนั้นวงฟอร์เอฟเวอร์ ก็มีผลงานออกมาอีกหลายอัลบั้ม ตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่สอง “สวยซึ้งใจ” ชุดที่สาม “สายลม” ชุดที่สี่ “อยากจะรัก” ซึ่งแต่ละอัลบั้ม ก็ยังคงเอกลักษณ์ ในแง่ของความสนุกสนาน ของความเป็นฟอร์เอฟเวอร์ ไว้ได้อย่างดี จนมาถึงอัลบั้มชุดที่ 5 ในช่วงนี้ ทางวงฟอร์เอฟเวอร์มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกของวงโดยเพิ่มนักร้องนำ “อั้น” สหพล จุลวงศ์ เข้าไปเพื่อต้องการให้วงฟอร์เอฟเวอร์มีแนวการร้องที่หลากหลายมากขึ้น จากผลการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงนี้เอง ทำให้เพลงช้าๆ ซี้งๆ “หัวใจเธอมีหรือเปล่า” “ฝากใจ” โด่งดังเป็นพลุแตก นอกจากเพลงช้าๆ ซึ้งๆ แล้ว เพลงเร็วๆ จังหวะน่ารักๆ อย่างเพลง “ปาป๊า มาม๊า” ก็โด่งดังไม่แพ้กัน

 

 

 

album4

หลังจากอัลบั้ม “หัวใจเธอมีหรือเปล่า” วงฟอร์เอฟเวอร์ก็มีผลงานเพลงออกมาอีก สองอัลบั้ม ได้แก่ “ดำดีดูดี” ซี่งมีเพลงดังได้แก่เพลง ” ถามเจ๊” “จบแล้วลืม” และอัลบั้มชุด”จริงใจ” ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของวงฟอร์เอฟเวอร์ ส่วนอัลบั้มอื่นๆ ก็จะเป็นการนำเอาเพลงเก่ามาร้อง มาทำดนตรีใหม่ หรือเป็นอัลบั้มที่นำเอาเพลงสากลมาขับร้องใหม่ หลังจากที่ค่ายเพลงปิดตัวลง วงฟอร์เอฟเวอร์ก็ปิดตัวลงเช่นกัน เหลือไว้เพียงตำนานเพลงสนุกสนานในความทรงจำตลอดไป

 

 

 

 

 

album7ผลงานเพลงทั้งหมดของวงฟอร์เอฟเวอร์album5

อัลบั้มที่1 : พอฝัน
อัลบั้มที่2 : สวยซึ้งใจ
อัลบั้มที่3 : สายลม (2529)
อัลบั้มที่4 : อยากจะรัก(2529)
อัลบั้มที่5 : หัวใจเธอมีหรือเปล่า
อัลบั้มที่6 : ดำดีดูดี
อัลบั้มที่7 : จริงใจ

วงชาตรีทักทาย

วงชาตรี

พี่ๆวงชาตรีมีจดหมายมาฝากพิเศษแก่ชาวเวบเพลงเก่า
และแฟนเพลงชาตรีทุกท่านนะครับ

pranarathip1handwrite_narathip2

pom_letter
pui_letter

mao_letter

yun_letter

เปิดแฟ้มชาตรี

วงชาตรี

(คัดลอกจากหนังสือ เดอะสตริง อันดับ 6 พศ.2528)
มอลลี่ & ดา : สัมภาษณ์เพิ่มเติม

วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แผนกช่างภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของวงชาตรี เมื่อปีพ.ศ. 2518

นราธิป กาญจนวัฒน์ หัวหน้าวง

ประเทือง อุดมกิจนุภาพ มือเบส

คฑาวุธ สท้านไตรภพ มือคอร์ด และร้องนำ

interview_pic1

ทั้ง 3 คนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ปีที่ 2 นราธิป กาญจนวัฒน ซึ่งเป็นคนรักดนตรีมาแต่เดิม ได้แต่งเพลงเอาไว้หลายเพลงทีเดียว ได้ชวนเพื่อนอีก 2 คนคือ ประเทือง อุดมกิจนุภาพ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ มาร่วมกันทำผลงานที่มีอยู่ให้เป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ก่อนที่จะมาเป็นคำว่า “ ชาตรี ” นั้น ทั้ง 3 คนได้วิเคราะห์วงการเพลงในระยะนั้นว่า ทำไมวัยรุ่นไทยจึงชอบเพลงฝรั่งกันนัก เมื่อพิจารณาดูก็พบว่า เพลงฝรั่งที่วัยรุ่นชอบกันนักชอบกันหนานั้น มีข้อน่าสังเกตคือ

1. มีจังหวะสนุกสนาน

2. ทำนองน่ารัก

3. ฟังง่าย ถึงแม้จะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็ตาม

วัยรุ่น เป็นวัยที่กำลังอยู่ในความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยาน เป็นวัยที่อยู่ในวัยรัก บ้างก็เพิ่งจะริรัก บ้างก็เพิ่งจะผิดหวังกับความรัก ฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้มีความสุขและพอใจ พวกเขาเหล่านั้นก็จะรับเอาไว้อย่างง่ายดายทีเดียว

จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ทำให้ทั้ง 3 คนได้ข้อคิดในการทำเพลงให้วัยรุ่นชอบ แต่การที่จะให้วัยรุ่นชอบผลงานของพวกเขาเท่านั้นยังไม่พอ เขาทั้ง 3 คนต้องการให้วัยรุ่นไทยรักและชอบเพลงไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นหมายความว่า เขาทั้ง 3 คนจะต้องสร้างค่านิยมแห่งความเป็นไทยให้วัยรุ่นได้เห็นและชอบให้ได้

ดังนั้น เขาทั้ง 3 คนจึงได้ตกลงใจว่า จะตั้งชื่อวงเป็นชื่อแบบไทยๆ นี่แหละ คำว่า วง “ ชาตรี ” จึงได้เกิดขึ้น

เมื่อเริ่มแรกนั้น วงชาตรีใช้กีตาร์โปร่งทั้ง 3 ตัว เมื่อถึงวันเลี้ยงน้ำชาต้อนรับน้องใหม่ของแผนกช่างภาพนั้น วงชาตรีได้มีโอกาสโชว์เป็นครั้งแรก ที่นั่นเป็นจุดแรกเกิดของเรา และหลังจากนั้น ก็ได้แสดงให้นักศึกษาเทคนิคได้ชมที่หอประชุมใหญ่

ต่อมาวงชาตรีเห็นว่า การเล่นกีตาร์เพียง 3 ชิ้นยังไม่แน่นพอ จึงได้ชวนเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ทวีชัย มาร่วมวงด้วย แต่ทวีชัยอยู่กับวงชาตรีได้ไม่นาน ก็ต้องจากวงชาตรีไป เพราะมีภารกิจต้องไปช่วยคุณพ่อดำเนินกิจการต่อที่ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ดังนั้น วงชาตรีจึงเหลือสมาชิกเพียง 3 คนตามเดิม

interview_pic2อยู่ต่อมาอีกไม่นานนัก วงชาตรีก็เกิดมีความคิดอยากจะได้มือกลองขึ้นมา ก็เลยชวนอนุสรณ์ คำเกษม ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาร่วมวงชาตรีอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นอนุสรณ์เพิ่งหัดเล่นกลองใหม่ๆ ตอนนั้นใช้เบาะรองนั่ง เอามาทำเป็นกลองตีเล่นไปก่อน และในที่สุด ก็ได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งไปหาซื้อกลองเก่ามาหนึ่งชุด เพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันอุตส่าห์ไปช่วยกันถือกลองคนละไม้คนละมือจากที่บ้านของอ นุสรณ์ ซึ่งอยู่ ก.ม. 8 มีนบุรี ขึ้นรถเมล์ไปเทคนิค ทุกๆ เย็นที่แผนกช่างภาพ วงชาตรีจะซ้อมดนตรีที่นั่น บางครั้งก็แอบซ้อมตอนยังไม่เลิกเรียน จนโดนท่านอาจารย์ว่าเอาหลายหน

รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเคยเรียนอยู่ที่แผนกช่างภาพ แต่ตอนนั้นเรียนจบแล้ว ชื่อ วิทยา ชัยชาญทิพยุทธ มักจะหางานมาให้วงชาตรีเสมอ ตอนนั้น วงชาตรียังไม่มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเอง พี่วิทยาจึงให้วงชาตรียืมเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อเครื่องเสียง เอาแบบพอไปได้ ทำในเมืองไทย และนั่นแหละ วงชาตรีจึงได้มีเครื่องเสียงเป็นของตัวเองเสียที

ระยะนั้นได้ยินข่าวว่า มีการประกวดโฟล์คซอง ซึ่งทางชมรมโฟล์คซองเป็นผู้จัดขึ้น วงชาตรีก็ได้เข้าร่วมประกวดครั้งนี้ด้วย ในกติกาการประกวดบอกว่า ต้องใช้เครื่องที่สามารถถือไปได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น มือกลองจึงต้องตัดกลองบางใบออก เมื่อการประกวดผ่านไปจนถึงรอบที่ 2 วงชาตรีก็สละสิทธิ์จากการประกวดครั้งนั้น พอดีคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนั้น เห็นว่าวงชาตรีมีลักษณะแปลก และเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวดี จึงได้ชวนวงชาตรีไปอัดเสียงในรายการ 120 นาทีมัลติเพลก ซึ่งเป็นรายการวิทยุที่คุณครูไพบูลย์ จัดอยู่เป็นประจำ

วงชาตรีได้อัดผลงานให้รายการของคุณครูไพบูลย์ มากมายหลายเพลงทีเดียว จนทำให้แฟนเพลงในรายการนี้รู้จักวงชาตรีมากขึ้น คุณครูไพบูลย์เห็นว่า แฟนรายการเรียกร้องอยากให้ทำเทปของวงชาตรี ดังนั้น ท่านจึงได้ทำเทปของวงชาตรีสำหรับแฟนรายการขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีคนไปเที่ยวถามหาเทปของวงชาตรีกัน บริษัทเมโทรแผ่นเสียงได้ติดต่อผ่านคุณไพบูลย์ ศุภวารี มายังวงชาตรี ให้อัดแผ่นเสียงกับบริษัท และแล้วแผ่นเสียงชุดแรกของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือชุด “ จากไปลอนดอน ( ในชุดนี้ใช้กีตาร์โปร่งทั้งหมด ) ระยะนั้น พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพลงยังไม่ออก จึงเน้นหนักในการขายแผ่นเสียงเท่านั้น ส่วนเทปที่มีอยู่ในท้องตลาดระยะนั้น ก็มีแต่เทปผีปลอมให้เกลื่อนไปหมด

tape1interview_pic3

จากคำพูดของเราชาตรี บนแผ่นปกหลังแผ่นเสียงในชุด จากไปลอนดอน เขียนเอาไว้ว่า

“ ชาตรี ” ออกจะเป็นความใหม่สำหรับวงการดนตรีในปัจจุบัน ก่อนอื่นจะไม่ขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า “ ชาตรี ” แต่จะขอกล่าวถึงจุดประสงค์ของผู้ร่วมอยู่ในวง “ ชาตรี ” คือแสดงออกซึ่งความเป็นไทยในเนื้อหาของเพลงที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ เพลงทุกๆ เพลงที่วงชาตรีได้นำมาเล่นและขับร้องนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่พวกเราชาว “ ชาตรี ” ได้แต่งขึ้นเอง เล่นเอง ร้องเองโดยทั้งสิ้น มีความตั้งใจในอันที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟังเพลงให้กว้างขึ้น โดยได้คำนึงถึงอิทธิพลของเพลงสากลที่มีต่อเยาวชนไทยในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การฟังเพลงสากลของเยาวชนไทย มักจะเน้นหนักไปในเรื่องทำนอง และจังหวะที่ดำเนินไปตามเพลงนั้นเสียมากกว่าการฟังเนื้อหาของเพลง หากจะมีก็คงได้แก่บุคคลที่พอจะมีความรู้ทางภาษาอังกฤษเท่านั้น ฉะนั้น “ ชาตรี ” จึงอยากเสนอผลงานชุดนี้ ซึ่งเหมาะแก่บุคคลทุกระดับ และยังอาจหันเหความนิยมของเยาวชนไทยบางกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ให้กลับมาสนใจในเพลงมากขึ้น ในวันข้างหน้า คำว่า “ ชาตรี ” คงเป็นที่รู้จักกันในวงการเพลงของเมืองไทย และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราชาว “ ชาตรี ” จึงใคร่ขอเสนอผลงานเพลงชุดนี้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่มากก็น้อย

ขอกล่าวถึงบุคคลที่มีพระคุณต่อวง “ ชาตรี ” สองท่าน ท่านแรกคือ คุณวิทยา เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์ดนตรี ท่านที่สองคือ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ท่านเป็นผู้ให้ความสนับสนุนต่อวง “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าหากขาดบุคคลทั้งสองท่านที่ได้กล่าวมาแล้ว “ ชาตรี ” ก็คงจะไม่ได้เป็น “ ชาตรี ” ดังเช่นทุกวันนี้

interview_pic9

วงชาตรี เป็นวงรักความอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับว่า เพลงของชาตรีจะต้องออกมาอย่างโน้นหรืออย่างนี้ และนี่ก็คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วงชาตรีไม่ยอมไปเล่นประจำที่ไหน

ในต้นปี พ.ศ. 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 2 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงชุดนั้น คือ “ แฟนฉัน ” และในระยะเดียวกันนั้นเอง คุณครูไพจิตร ศุภวารี ซึ่งเป็นน้องชายของคุณครูไพบูลย์ ศุภวารี ได้ให้ครูไพบูลย์ ช่วยติดต่อวงโฟล์คซองสักวง เพื่อแต่งเพลงให้หนังเรื่อง สวัสดีคุณครู คุณครูจึงได้แนะนำวงชาตรีให้ทำเพลงในหนังเรื่องนั้น

แนวเพลงของวงชาตรีในยุคนั้น ออกไปลักษณะเป็นการเอาใจเด็กๆ เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเพลง “ สวัสดีคุณครู ” พอหนังเรื่อง สวัสดีคุณครู ดัง ก็เลยทำให้วงชาตรีเพิ่มความดังขึ้นไปอีก

ต่อมาในตอนปลายปี 2519 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดที่ 3 ให้กับบริษัท เมโทรแผ่นเสียงอีกชุด แต่ชุดค่อนข้างจะแปลกสักหน่อยคือ เป็นผลงานของคุณชาตรี ศรีชล ซึ่งเป็นแนวลูกทุ่ง

และพอขึ้นต้นปี 2520 วงชาตรีก็ได้ทำผลงานชุดที่ 4 ให้กับห้างแผ่นเสียงทองคำ นั่นคือชุด “ ฝนตกแดดออก ” ซึ่งเป็นเพลงในหนังเรื่อง “ ฝนตกแดดออก ” และนอกจากนี้ วงชาตรียังได้ทำเพลงให้กับหนังอีกหลายเรื่องเช่น “ รักแล้วรอหน่อย ” “ จ๊ะเอ๋เบบี้ ”

และระยะนั้นเอง ก็เป็นช่วงอวสานของวงการแผ่นเสียง เพราะยอดการจำหน่ายตกต่ำ ความนิยมทางด้านแผ่นเสียงลดน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวงการเทป มันปรากฎขึ้นมาเหมือนเป็นตัวตายตัวแทน เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความบันเทิงเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์โลกมานานแล้ว เมื่อมนุษย์เบื่อสิ่งหนึ่ง ก็มักหันไปหาอีกสิ่งหนึ่ง เช่น จากแผ่นเสียงหันไปนิยมเทปคาสเซ็ท

ช่วงนี้เอง วงการเพลงกำลังปั่นป่วน เพราะยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงลดปริมาณลงอย่างน่าใจหาย และบางห้างถึงกับเลิกกิจการไปก็มี และบางห้างที่เคยเป็นผู้ผลิตแผ่นเสียงก็หันมาเป็นผู้ผลิตเทปแทนก็มี

interview_pic4ถึงช่วงนี้ วงชาตรี อยากได้มือคีย์บอร์ดสักคน แต่ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน เลยชวนเพื่อนชื่อ ประยูร เมธีธรรมนาถ มาร่วม ปกติแล้วคุณประยูรช่วยเหลือทางด้านระบบเสียงของวงชาตรีอยู่ และเมื่อวงชาตรีต้องการตัวคุณประยูรมาเล่นดนตรีในตำแหน่งคีย์บอร์ด ก็ต้องให้คุณประยูรไปเรียนกันอยู่พักใหญ่

ในต้นปี 2522 วงชาตรีได้มีโอกาสทำเพลงให้กับละครทีวีช่อง 9 เรื่อง “ นางสาวทองสร้อย ” เพลงนี้เองเป็นเพลงแรกที่ประยูรได้มีโอกาสแสดงฝีมือ

ต่อจากนั้น วงชาตรีก็ได้รวมเพลงขึ้นมาชุดหนึ่ง ให้ชื่อชุดว่า “ รัก 10 แบบ ” ตั้งใจว่าจะให้ห้างแผ่นเสียงทองคำเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้วงชาตรีจำต้องเก็บเพลงชุด “ รัก 10 แบบ ” เอาไว้ก่อน

วงชาตรีเหลียวมองไปรอบๆ วงการเพลงแล้ว ก็หมดกำลังใจ แผ่นเสียงก็ขายตก แถมเทปก็มีแต่เทปปลอมทั้งนั้น แต่วงชาตรีก็ก้าวไปเรื่อยๆ ก้าวไปสู่ความเป็นธรรม และมั่นคงของศิลปินเพลง

วงชาตรีนั่งคิดนอนคิดอยู่หลายวัน ก็นึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนพูดถึงบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. ว่าเป็นบริษัทที่มีการทำงานดี ซื่อตรง และเที่ยงธรรมต่อศิลปิน วงชาตรีจึงได้ไปพบกับผู้จัดการบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. คือคุณ ประมาณ บุษกร เมื่อคุยกันอยู่พักหนึ่ง เราทั้งสองฝ่ายก็ได้พบว่า ; เรามีความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ หรือจะเรียกว่า ชีวิตใหม่ ก็ได้สำหรับวงชาตรี และวงชาตรีได้ตัดสินใจเข้าเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทนี้ตั้งแต่นั้นมา

ในที่สุด ประมาณเดือน กรกฏาคม ของปี 2522 นั้นเอง วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชิ้นแรกให้กับบริษัท อี.เอ็ม.ไอ นั่นคือชุด “ รัก 10 แบบ ” และจังหวะนี้เอง เป็นจังหวะที่พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เพล งได้ออกมาพอดี นั่นหมายถึง แสงสว่างของศิลปินนักเพลงได้ส่องสว่างขึ้นแล้ว

วงการเพลงจะต้องดีขึ้น ศิลปินมีกำลังใจดีขึ้น เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องช่วยกันกำจัดนักทำเทปปลอมให้สูญสิ้นไปจากวงการเพลงด้วย อีกหน่อยศิลปินเพลงคนใดดัง จะไม่ดังเพียงอย่างเดียว เขาจะต้องรวยด้วย

ครั้งหนึ่งวงชาตรีเคยเดินทางไปเที่ยวที่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ที่นั่นเป็นที่บำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดให้หาย วงชาตรีได้มีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ ท่านก็ได้ฝากข้อคิดว่า ถ้าวงชาตรีมีโอกาสแต่งเพลงละก็ ขอให้แต่งเพลงเกี่ยวกับคนที่ติดยาเสพติด ว่าเมื่อเขาเหล่านั้นหาย และเลิกเสพติดแล้ว พวกเราที่อยู่ในสังคมควรจะให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มชีวิตใหม่ อย่ารังเกียจพวกเขาเหล่านั้นเลย

tape8 interview_pic5

จากคำพูดของท่านอาจารย์จำรูญ ทำให้วงชาตรีเกิดความคิดแต่งเพลง “ หลงผิด ” และในที่สุด เพลงชุดใหม่ของวงชาตรีก็ได้เกิดขึ้นอีกชุดชื่อ “ ชีวิตใหม่ ” ชุดนี้วงชาตรีนำรายได้จากการจำหน่ายเทปส่วนหนึ่ง ไปมอบให้กับสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เพื่อใช้ในการรักษาคนไข้

หลังจากออกชุดชีวิตใหม่ออกมาได้ไม่นาน นราธิป กาญจนวัฒน์ และคฑาวุธ สท้านไตรภพ 2 ในจำนวน 5 คนของวงชาตรีก็ขอลาบวช 1 พรรษา และหลังจากที่สึกออกมาแล้ว วงชาตรีก็เตรียมตัวออกผลงานชุดใหม่อีก

ปลายปี 2523 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุด “ รักครั้งแรก ” เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมผลงานของวงชาตรีไม่เคยหยุดยั้งในการขายเลยจากอดีตถึงปัจจุบัน เคยขายยังไงก็ยังมีการขายอยู่อย่างนั้น งานหลักของวงชาตรีก็คือ การนำวงชาตรีออกไปตระเว นแสดงยังต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งนำเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติของวงชาตรีไปด้วยเสมอ

กลางปี 2524 วงชาตรีก็ได้ออกผลงานชุดใหม่มาอีกชุดหนึ่งคือชุด “ สัญญาใจ ” ชุดนี้วงชาตรีทำขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เนื่องในโอกาสที่ประเทืองได้แต่งงานกับสาวชาวหาดใหญ่

วงชาตรีคิดถึง และระลึกถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงของแฟนเพลงที่มีต่อวงชาตรีเสมอมา ดังนั้น วง “ ชาตรี ” จึงพยายามที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด และถูกใจแฟนเพลงที่สุด วงชาตรีอยากอยู่กับแฟนเพลงนานๆ และนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และเมื่อปลายปี 2524 ทางบริษัท อี.เอ็ม.ไอ. มีความคิดอยากจะให้วงชาตรีออกผลงานแปลก และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับวงชาตรี ชุดนั้นคือชุด “ ชะตารัก ”

ในปี 2525 คือประมาณเดือน พฤษภาคม วงชาตรีก็ออกผลงานออกมาอีกชุดหนึ่งคือ ชุด “ ชาตรีอินคอนเสิร์ต ” ชุดนี้เป็นการแสดงสดที่โรงแรมดุสิตธานี และต่อมาในเดือน ตุลาคม 2525 ชาตรีก็ได้ออกชุด “ รักไม่เป็น ” และในชุดนี้เอง ก็ได้รับตุ๊กตาทองมหาชนในเพลง “ ภาษาเงิน ”

interview_pic6

เดือน มีนาคม 2526 ชาตรีก็ได้ออกอัลบั้มชุด “ รักที่เธอลืม ” ชุดนี้ชาตรีได้รับเกียรติจากท่านพลเอกหาญ ลีลานนท์ ท่านได้มอบเพลงให้ 2 เพลง คือเพลง วันรอคอย และเพลง ใต ้ร่มเย็น ซึ่งเป็นบทเพลงที่เตือนให้คนไทยรักชาติไทยด้วยกันมีความสามัคคี และก็มีเพลงของทางชาตรีอีก 10 เพลง รวมเป็น 12 เพลง “ รักที่เธอลืม ” เป็นอีกชุดหนึ่งที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว คือมียอดขายเกินกว่า 2 แสนตลับ

เดือน ตุลาคม 2526 เป็นความภูมิใจของชาตรีที่เราตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะมีห้องบันทึกเสียงของตนเอง ในที่สุด ผลงานชุดที่ 13 คือชุด “ แอบรัก ” ซึ่งบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงชาตรี ก็ได้ปรากฎสู่สายตาของแฟนเพลงอีกครั้ง เป็นชุดแรกที่เราบันทึกเสียงที่ห้องอัดของเราเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า เราอยากให้ผลงานแต่ละชุดนั้นประณีตพิถีพิถัน ถึงแม้จะใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นห้องอัดเสียงของเรา เราก็สามารถทำได้

interview_pic7

สำหรับปี 2546 เป็นปีที่ 28 ของวงชาตรี ที่นำความใหม่มาสู่วงการเพลง โดยการนำเอาบุคคลหนึ่งที่มีมันสมองเยี่ยมในด้านการเรียบเรียงเสียงประสานคือ คุณโทนี่ แองกิลา ร่วมกับ “ ชาตรี ” ผลิตผลงานชุดที่ 14 โดยใช้ชื่อ “ ชาตรีทศวรรษ ” และเพื่อให้การบันทึกเสียงยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทาง อี.เอ็ม.ไอ. ได้เชิญเทคนิคเชี่ยนจากสิงคโปร์คือ คุณวินเซนท์ ลิม มาบันทึกเสียง และมิกซ์เสียง

ที่เล่ามาทั้งหมดคือ เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยายที่เกิดขึ้นกับเรา “ ชาตรี ” ศิลปินจะยืนหยัดในวงการเพลงได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การต้อนรับจากประชาชน และตลอดระยะเวลา 28 ปีเต็มที่เราอยู่ในวงการนี้ เราระลึกอยู่เสมอว่า แฟนเพลงให้การสนับสนุนเราด้วยดีเสมอมา ตลอดจนสื่อมวลชนทุกแขนง บริษัทห้างร้านแผ่นเสียงต่างๆ ชาตรีจารึกไว้ในดวงใจเสมอว่า ท่านไม่ลืมเรา “ ชาตรี ”

interview_pic8

หลังจากที่ “ ชาตรี ” ได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในวงการเพลงเมืองไทย จากปี 2518 จนถึงปี 2528 และปีนี้ ก็มีผลงานล่าสุดขื่อชุด “ อธิษฐานรัก ” โดยทาง “ ชาตรี ” ได้ถือฤกษ์ออกวางตลาด 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ดูช่างเหมาะเจาะกับชื่อเทปชุดนี้เสียด้วย… ครับ !!! ตั้งแต่วันนั้น ปี 18 ถึงวันนี้ปี 46 28 ปี แทบทุกคนที่ให้ความสนใจกับวงการเพลงต้องรู้จัก “ ชาตรี ” เป็นอย่างดี !!!!!

interview_pic10

ประวัติของวงชาตรีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง จนกระทั่งได้ทำการบันทึกเสียง และดำเนินเรื่อยมาจนถึงชุดสุดท้ายที่ทำการบันทึกเสียง ได้ถูกบันทึกไว้ใน เปิดแฟ้มชาตรี แล้ว การเดินทางไปพบพวกพี่ๆ วงชาตรีในวันนี้ จึงเป็นการไปพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวหลังจากที่พวกพี่ๆ ตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี คิดว่า แฟนๆ เพลงของชาตรีหลายต่อหลายคน ก็คงต้องการทราบข่าวคราวเหมือนกัน

ถือโอกาสที่วันเสาร์ที่ 24 พ.ค. บรรดาผู้นำแฟนคลับของชาตรีซึ่งต้องการจะจัดงานมีตติ้ง เพื่อการรำลึกถึงวงชาตรี ได้นัดหมายประชุมเกี่ยวกับการจัดงาน โดยมีพี่ๆ วงชาตรีคอยเป็นที่ปรึกษา พวกเราเลยได้โอกาสมาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เพราะไหนๆ ก็ตั้งใจจะทำสกู๊ปพิเศษของวงชาตรีอยู่แล้ว เมื่อจะมีงานมีตติ้งทั้งที จะได้ช่วยกระจายข่าวในเว็บบ้านเพลงเก่าซะเลย และโอกาสนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้พบ และพูดคุยกับพี่ๆ วงชาตรีอย่างพ ร้อมหน้าพร้อมตา เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนที่ติดตามเว็บบ้านเพลงเก่ามาตลอด ย่อมรู้จักวงชาตรีเป็นอย่างดี และก็ย่อมที่จะอยากรู้เรื่องราวพร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวงชาตรีด้วย

การประชุมในวันนั้น ได้เริ่มเมื่อประมาณบ่ายโมง กินเวลาอยู่หลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะเสร็จสิ้นก็ประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งรายละเอียดของกิจกรรมมีตติ้งที่ประชุมกันในวันนั้น ขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยถึงในนี้นะคะ ไว้รอให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมาแจ้งให้แฟนๆ เว็บบ้านเพลงเก่าได้ทราบกันแน่นอน หลังจากประชุมกันในวันนั้น ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างพี่ๆ วงชาตรี กับแฟนคลับบ้าง กับสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบ้าง และพวกเราซึ่งมาพูดคุยถึงช่วงเวลาที่พวกพี่ๆ ได้ห่างหายไปจากวงการเพลงนานถึง 17 ปีทีเดียว

จากชุดสุดท้าย “อธิษฐานรัก” ตอนนั้นพวกพี่ๆ รู้สึก หรือคิดยังไงว่าจะเลิกวง

พี่ป้อม- กับคำถามนี้ พวกพี่ๆ ต่างก็รู้สึกตรงกันว่ามันถึงเวลา หรืออาจจะเป็นจุดอิ่มตัวที่การกระทำอะไรก็ตามแต่ เมื่อดำเนินมาถึงจุดๆ นึง ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน แล้วในช่วงนั้น ก็อาจเป็นเพราะพวกเราตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตมากด้วย เลยทำให้เกิดความเหนื่อย ความล้า หลังจากเปิดตัวอัลบั้มชุด อธิษฐานรัก ที่โลกดนตรีเสร็จปุ๊บ เราก็มาคุยกัน ปรึกษากัน แล้วก็ตกลงที่จะเลิกวงเลย ไม่นานจากนั้น ก็มาออกโลกดนตรีอีกครั้งนึง เป็นการปิดอัลบั้ม แล้วก็ลาแฟนเพลงเลย ไม่มีการตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนอย่างชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ก็รู้สึกนะว่า มันเร็วไป กระทันหัน แฟนๆ ก็แทบไม่เชื่อ จริงๆ แล้วก็น่าจะออกทัวร์คอนเสิร์ตก่อนด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอก ช่วงนั้นมันเหนื่อย มันล้าด้วย

ทีนี้ หลายคนคงอยากรู้กันแล้วสิว่า เมื่อเลิกวงกันแล้ว พวกพี่ๆ เค้าไปทำอะไรที่ไหนกันมาบ้าง

พี่เหมา- พอเลิกวงตอนนั้น ก็มาเริ่มทำห้องอัดเสียงเลย และก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้

พี่ปุ้ย- ตอนที่เลิกวงก็ยังอยู่ที่ อี.เอ็ม.ไอ ทำงานฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ แล้วตอนหลังก็เปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทต่างๆ จนมาถึงขณะนี้ ก็เปิดร้านเน็ต

พี่ป้อม- ก็ทำงานมาหลายอย่าง ทำทั้งบ้านจัดสรร มินิมาร์ท ตอนนี้ก็มาช่วยงานโรงเรียน ซึ่งเป็นของตระกูลพี่ป้อมเอง

พี่ยุ่น- ก่อนหน้านั้นก็ทำอยู่อีริคสัน แผนกตู้สาขา แล้วตอนนี้ที่เพิ่งเริ่มทำ ก็ดูโปรเจคเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

ได้ถามพี่ๆ เกี่ยวกับเรื่องวงการเพลงในปัจจุบัน ซึ่งพี่ๆ ก็ให้ความเห็นว่า

พี่ป้อม-เพลงในยุคนี้มีความหลากหลายมากขึ้น มีความแปลกมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของกระแสนะ เรื่องความเบื่อ เพราะคนเรานี่ก็เรียกว่า เป็นผู้บริโภค เดี๋ยวก็ฮิตแนวป๊อบบ้าง ร็อคบ้าง อะคูสติคบ้าง ซักพักพอเบื่อ ก็เปลี่ยนไปอีกละ ส่วนเรื่องทำเพลง หรือแต่งเพลงบ้างมั้ย ก็ไม่ได้ทำแล้วนะ พอมีงานอื่นทำอยู่ มันก็ไม่มีเวลาที่จะมาทำด้านนี้ สมองก็ต้องไปคิดกับเรื่องงานที่ทำอยู่ อีกอย่างก็ไม่แน่ใจว่า วงการเพลงบ้านเราจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ ก็เป็นธุรกิจไปหมด แต่ก่อนนะ ประชาชนจะมีส่วนในสื่อมากกว่าสมัยนี้ การเปิดเพลงก็ไม่เลือกค่าย ไม่มีคิวเพลง ถ้าดีเจชอบเพลง ก็เปิดให้ ซึ่งตอนนี้ที่เห็นๆ ก็มี รายการยิ้มละไม นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่า ประชาชนยังมีส่วนในการเลือกเปิดเพลงอยู่

อย่างที่เราเริ่มรู้ๆ กันแล้วว่า แฟนคลับชาตรีจะรวมตัวกันจัดมีตติ้งกันขึ้นเร็วๆ นี้ ก็อยากจะรู้ว่า พวกพี่ๆ เค้ามีส่วนรู้เห็น หรือมีความคิดเห็นยังไงกันบ้าง

พี่ป้อม-ก็ดีนะ ดีใจด้วยที่พวกเค้ายังระลึกถึง อยากมาเจอกันอีก เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้มาสังสรรค์กัน ทำให้หวนถึงความรู้สึกเก่าๆ ความรู้สึกในอดีตที่เคยลืมไปแล้ว และบางคนก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อย ก็ทำให้เรารู้สึกย้อนกลับไปว่า ในอดีตเคยรู้สึกยังไงกันบ้าง ส่วนเรื่องงานมีตติ้งนี่ พวกพี่ก็ปล่อยให้แฟนคลับเค้าทำกันไป โดยที ่เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย เจตนาจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่า เค้าก็ยังให้เกียรติพวกเรา จะทำอะไร ก็มาปรึกษาว่าอันไหนควร อันไหนเหมาะ

พูดคุยกันมาถึงตอนนี้ หลายๆ คนคงต้องการรู้ว่า ในช่วงระยะเวลานี้ที่วงดนตรี หรือนักร้องหลายคนในอดีต ต่างก็จัดคอนเสิร์ตกันเป็นการรำลึกถึงความหลัง แล้วพวกพี่ๆ วงชาตรีล่ะ คิดจะมีคอนเสิร์ตกับเค้าบ้างมั้ย

พี่ป้อม-จริงๆ แล้ว เรื่องเพลง เรื่องดนตรีนี่ก็อยู่ในอารมณ์ของพวกเราเลยนะ ห่างหายไปนานก็คิดถึง อยากมาสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ อยากกลับมาคุย มาเล่นกับแฟนเพลงอีก แต่โอกาสล่ะ มันมาถึงหรือยัง เพราะเรื่องคอนเสิร์ตนี่ มันไม่ได้อยู่ที่พี่คนเดียว แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่วงชาตรีทั้งวงด้วย แต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อม ความต้องการ สังคมยังต้องการเรามั้ย มากน้อยแค่ไหน การจัดคอนเสิร์ตเรายังต้องคิดถึงองค์ประกอบอื่นอีก อย่างเช่นว่า ใครเป็นคนจัด คนดูมีแค่ไหน ความศรัทธาในวงชาตรียังมีเยอะแค่ไหน คนจัดก็ต้องคิดถึงจุดนี้ว่า ขายบัตรแล้วมีคนดูมั้ย ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็สามารถจัดได้ พวกพี่ไม่ได้ปิดกั้น หรือปฎิเสธ หรือตอบรับว่าจะจัดหรือไม่จัด เรียกว่า ถ้ามีคนสนใจจ ะจัด ก็โอเค

คำว่า “วงชาตรี” ในความรู้สึกของพวกพี่ๆ คืออะไรคะ

พี่ป้อม – ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำสิ่งต่างๆ แล้วถ่ายทอดให้คนไทยได้ตามเจตนาที่ต้องการ คือต้องการเปลี่ยนให้คนไทยหันกลับมาร้องมาฟังเพลงไทยมากขึ้น เพลงก็เป็นเพลงง่ายๆ ฟังง่ายๆ เล่นง่ายๆ พอหลังจากที่เรามีชื่อเสียงขึ้น ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า คนก็เห็นด้วยกับเรา คล้อยตาม ; แม้กระทั่งเราเลิกวงชาตรีมาจนบัดนี้ คนที่เคยฟังเพลงเรา ก็ยังนึกถึงตรงจุดนึงว่า เพลงของเราร้องง่าย เล่นง่าย เราไม่ได้ทำดนตรีออกมาแค่ฟังเพราะ แต่เล่นไม่ได้ ร้องไม่ได้

พี่เหมา – ครั้งนึงในชีวิตที่มีโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งทุกข์ ทั้งสุข เป็นความทรงจำที่ดีที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างบางเพลงที่จู่ๆ ก็เล่นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เล่นมานาน แล้วก็ไม่ได้ซ้อมด้วย เรียกว่า เพลงอยู่ในจิตสำนึกของพวกเรา

พี่ปุ้ย – มันเป็นความภูมิใจในอดีต ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ตำนานเพลงไทย ไม่มากก็น้อย เพราะในช่วงที่ทำเพลง ช่วงที่ดัง เราก็ยังไม่มีความรู้สึกอะไรที่ผิดแผกแปลกไปจากคนทั่วไป เราก็ยังเป็นเรา

พี่ยุ่น – ทำให้รู้ว่า ช่วงเวลานึงของขีวิตได้ทำให้คนหลายคนมีความสุข สร้างโลกให้สดชื่น มีเสียงเพลง มีคนกลุ่มนึงชอบ ก็ทำให้เรามีความสุข