จำรัส - นกเจ้าโผบิน
พิ้งค์แพนเตอร์-ไกลเกินฝัน
August 2017
MTWTFSS
« Jul   Sep »
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31    

สกู๊ปศิลปินเพลงเก่า

สัมภาษณ์ศิลปินเพลงเก่าที่คุณคิดถึง

รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำ ชาตรีทศวรรษ

สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนๆ วงชาตรีที่รักทุกๆ ท่าน
จำได้มั้ยครับ…เมื่อครั้งที่วงชาตรีใกล้ครบรอบ 10 ปีในปีพ.ศ. 2527
ครั้งนั้น เพื่อนๆ หลายคนต่างตื่นเต้นกับการรอคอยที่จะได้ฟังเพลงชาตรีชุดพิเศษคือ ชุดชาตรีทศวรรษ
และในครั้งนั้นอีกเช่นกัน… หลายคนต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดใจจ่อว่า
เมื่อไหร่ พี่ๆ ทั้ง 5 จะออกหนังสือพิเศษเพื่อฉลองการครบรอบ 10 ปีของวงชาตรี!
ถ้าการรอคอยของเพื่อนๆ บางคน…ยังคงเป็นการรอคอยที่จะได้เห็นหนังสือเล่มนี้
วันนี้ ไม่ต้องรอคอยอีกต่อไปแล้วครับ…เพราะ
หนังสือรวมภาพพี่ๆ วงชาตรี ที่ถูกพิมพ์ขึ้นมาเป็นพิเศษในปีพ.ศ. 2527 ในชื่อหนังสือ ชาตรีทศวรรษ
ได้ออนไลน์ให้ท่านได้ชมกันแล้วครับ


รวมภาพจากหนังสือแห่งความทรงจำของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ”ชาตรีทศวรรษ”ที่ถูกจัดพิมพ์เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีวงชาตรีเมื่อปีพ.ศ. 2527

นี่แหละครับ!…ปกหนังสือ ชาตรีทศวรรษ ที่ออกแบบมาด้วยรูปแบบที่ต่างจากหนังสือทั่วไป ซึ่งดูคล้ายซองใส่แผ่นเสียง

พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 5

เพลงต่างๆของวงชาตรี พวกเราจะซ้อมร่วมกันหลังเลิกเรียนบางครั้งลูกเล่นต่างๆก็มักเกิดตอนซ้อม อย่างเพลงแฟนฉัน ตอนช่วงย้ำจังหวะโดยกลองและเบส หรืออย่างเพลง รักไม่จากจร ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก่อนอื่นใด ต้องไปทำการบ้านมาก่อนต้องไปคิดเบสมาก่อน หลังจากแดงแต่งเพลงมาแล้ว จึงทำให้บางคนบอกว่า เพลงของ วงชาตรี โซโลเบสแทนกีต้าร์ หรืออย่างบางเพลงออกแนว ร๊อคแอนด์โรล เพลงระแวงรักออกในแนวเพลงของ ELVIS คำร้องติดๆกันต้องหัดอยู่นามพอควรจึงจะร้องได้ ไม่รู้คนแต่งคิดได้ยังไง “จริงจริง จริงจริงเชิญเธอมาลองจะครองดวงใจ มิให้เธอจากไป” สมัยก่อนการบันทึกเสียงจะเป็นการเล่นดนตรีพร้อมกัน พอจบเพลงก็เสร็จแล้ว รอเพียง ใส่เสียงร้องพร้อมเสียงประสาน ถ้าระหว่างเล่นอยู่เล่นผิดก็ต้องเอาใหม่หมดไม่มีการต่อกลางเพลง ฉะนั้นจึงทำให้ไม่ค่อยสมบูรณ์นักในบางเพลง แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบหนึ่ง เวลาใส่เสียงก็เหมือนกัน ร้องผิดต้องเอาใหม่หมด จะร้องประสานก็ร้องพร้อมกันผิดก็เอาใหม่

กลับมาที่อัลบั้ม ชุดที่ 2 ชุดแฟนฉัน ทางวงชาตรีก็ยังคงให้ทางห้างเมโทรขายเหมือนเดิม ในช่วงเวลานั้น เทปคาสเซ็ทเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่กฏหมายไทยยังไม่ได้รับรอง มีแต่เพียงแผ่นเสียงเท่านั้นที่กฏหมายคุ้มครอง จึงเกิดมีเทปผีที่อัดจากแผ่นเสียงใครจะนำเทปไปขายก็ได้ เพราะกฏหมายยังไม่ครอบคุมเพลงของวงชาตรีจึงไปโผล่อยู่ในเทปผีกับเขาด้วยโดยวงชาตรีไม่รู้ หนังวัยรุ่นในสมัยนั้นมักจะมี เพลงประกอบอยู่ประมาณ 2-3 เพลงนอก นั้นจะเป็นเพลงของวงชาตรีไม่รู้ว่าใครทำ คงขายได้มากพอสมควร และแล้ววันหนึ่งครูไพบูลย์ได้ติดต่อวงชาตรีให้ไปพบเพราะมีคนสร้างหนังสนใจ วงชาตรี อยากให้ทำเพลงให้หนังของ ศรีบุญเรืองฟิล์ม เรื่อง สวัสดีคุณครู คนที่ติดต่อมาก็เป็นน้องชายของ คุณครูไพบูลย์ ศุภวารี นั้นคือ อาจารย์ไพจิตร ศุภวารี

อาจารย์ไพจิตร ทำงานอยู่กับทาง ศรีบุญเรือง ฟิล์ม บังเอิญช่วงนั้น ทาง ศรีบุญเรืองมีความคิดสร้าง หนังในแนว วัยรุ่น จึงมีการประกาศรับสมัคร นักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่ ทั้งชายและหญิง เพื่อแสดงเรื่อง สวัสดีคุณครู ดังนั้น วงชาตรีในฐานะวงดนตรีวัยรุ่นไทย จึงได้มีโอกาส แต่งเพลงให้กับหนังเป็นครั้งแรก แนวทางของเพลงก็ได้รับการสรุปมาจาก ทางศรีบุญเรืองฟิล์มและแต่งโดยนราธิป หัวหน้าวงนั้นเอง คือเพลง สวัสดีคุณครู กับ เพลง สนุกกันวัยเรียน จากเพลงหนัง ดังกล่าวทำให้ วงชาตรี ได้เป็นที่รู้จักอย่างมากในวงกว้าง เพราะการโฆษณาหนังทาง โทรทัศน์ โดยเป็นการ์ตูนแอนนิเมชั่น เพลงในหนัง ทางอาจารย์ไพจิตร ได้ติดต่อกับทางห้างแผ่นเสียงทองคำให้เป็นผู้จัดจำหน่าย หลังจาก หนัง สวัสดีคุณครู ทำให้วงชาตรีมีงานแสดงมากขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ให้เสียการเรียน และได้รู้จักกับ รุ่นพี่ที่เทคนิคฯ ชื่อ พี่วิทยา ซึ่งได้สนับสนุน วง โดยให้ยืมเงินไปลงทุนทางด้านเครื่องขยายเสียงสำหรับการแสดงพร้อมกับบางครั้งก็ติดต่องานแสดงมาให้ด้วย ส่วนใหญ่งานแสดงจะเป็นงานแต่งงาน และเพื่อความสะดวกเครื่องดนตรีต่างๆ จึงเก็บไว้ในห้องมืด ยามว่าง จากการเรียนก็ซ้อมดนตรี เพื่อนๆที่เรียนที่เทคนิคบางครั้งก็ไปช่วยกันขนเครื่องดนตรีเวลาไปแสดงดนตรี

ทางห้างแผ่นเสียงทองคำ ได้ติดต่อกับทางวงชาตรีให้ทำเพลงให้ 1 ชุด บังเอิญช่วงนั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร ซึ่งกำลังทำหนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ได้ติดต่อให้แดงแต่งเพลงให้หนังเรื่อง ฝนตกแดดออก ดังนั้นเพลงนี้จึงอยู่ใน อัลบั้มชุดที่ 3 ที่ตกลงทำให้กับทางห้างทองคำ ซึ่งก็มีเพลง หลายๆเพลงในชุด เช่น ผมชื่อตุ๊ด เป็นชื่อที่เพื่อนในห้องตั้งให้แดง ในสมัยนั้นคำว่าตุ๊ดไม่ใช่หมายถึง ชายประเภท2 ไม่มีความหมาย แดงเลยสรุปว่า ตุ๊ดคือสุดที่รัก เนี้อหาในเพลง ก็เป็นดั่งแดงคือจดทุกอย่างอยู่ในเล่มเดียวกัน ห่อปกดำ จดแม้กระทั่ง เนื้อเพลงที่แดงกำลังแต่งอยู่ คำคม คำที่ดีๆ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ทาง ห้างเมโทร ก็ได้ติดต่อให้วงชาตรีร้องเพลงอยู่1ชุด โดยเป็นเพลงของ ขุนพลเพลงลูกทุ่ง ชาตรี ศรีชล 6 เพลง อีก 6 เพลงเป็นเพลงของทางวงชาตรี ให้ร้องและบรรเลงในแบบของวงชาตรี ฉะนั้น อัลบั้ม 2 ชุดนี้จึงมีระยะเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นทางศรีบุญเรืองฟิล์ม ได้นางเอกหน้าใหม่ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้นจากเรื่อง สวัสดีคุณครู นั้นคือ จารุณี สุขสวัสดิ์ ให้มาแสดงในเรื่อง รักแล้วรอหน่อย ก็ให้ทาง วงชาตรี ทำเพลง แต่งเพลง โดย นราธิป กาญจนวัฒน์และบรรเลงโดยวงชาตรีเช่นเดิม

ฟังวิทยุออนไลน์ FM 90.75 MHz RMUTP Radio

ฟังวิทยุออนไลน์ FM 90.75 MHz RMUTP Radio

พระนราธิป ตัวโน๊ตที่หายไป

พระนราธิป ตัวโน้ตที่หายไป (คัดลอกจาก หนังสือ แพรว)

ยี่สิบปีก่อน “ชาตรี” วงดนตรีชื่อไทยๆ แจ้งเกิดและได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นด้วยผลงานที่โดดเด่นต่างจากวงสตริงในขณะนั้น โด่งดังอยู่นานจวบจนกระทั่งพวกเขาประกาศอำลาเวที
หลังจากนั้นนราธิป กาญจนวัฒน์ หนึ่งในห้าของชาตรี ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าวง แต่งเพลง และร้องนำ
จึงตัดสินใจละจากโลกฆราวาส เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตลอดชีวิต
วันนี้แพรวมีโอกาสไปนมัสการพระนราธิปที่วัดลานนางฟ้า จังหวัดลพบุรี และได้รับความกรุณาให้พูดคุยซักถามได้ทุกเรื่อง
“ชีวิตเราตั้งแต่เกิดมาได้พูดอะไรไปมากมาย ขอเพียงประโยคเดียวที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วโยม”

ขอรบกวนท่านเล่าย้อนกลับไปถึงสมัยที่ยังเป็นฆราวาสอย่างย่อๆ

อาตมาเป็นลูกคนเดียว มีน้องสาวคนละแม่สองคน เรารับรู้ตั้งแต่เด็กว่าโยมพ่อแม่แยกทางกัน แต่ไม่คิดว่านั่นเป็นปมด้อย ไม่รู้สึกว่าขาดหรือเกิน คิดว่าปัญหาของผู้ใหญ่คือของผู้ใหญ่ คงเพราะได้รับการปลูกฝั่งที่ดี บวกกับเรามีพื้นฐานดีเป็นทุนเดิม เคยได้ยินไหม เด็กบางคนพ่อแม่เฝ้าอบรมสั่งสอนอยากให้เป็นคนดีแต่ไม่เป็นผล บางคนไม่ต้องสอนอะไรมากก็รักดี เราจึงไม่เชื่อว่าบุคคลที่อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหาจะต้องเป็นคนก้าวร้าวหรือทำตัวเป็นปัญหาของสังคมเสมอไป แต่จังหวะชีวิตอาจทำให้คนนอกมองว่าเราห่างจากครอบครัวเพราะอยู่โรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญศรีราชา พ่อเป็นนักร้องก็ต้องตระเวนไปทั่วประเทศอีก เขาเรียกว่าสายกรรมพาไป
จากอัสสัมชัญมาเรียนต่อที่เอซีซี อัสสัมชัญคอมเมิร์ช เรียนได้ปีกว่าก็ลาออก คิดว่าถ้าขืนยังเรียนต่อโดนไล่ออกแน่ๆ เพราะเรียนอ่อน ใจนะรัก แต่ปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องขอลามาเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดี เพราะทำให้ได้มาเจอเพื่อนๆ ที่ชอบดนตรีเหมือนกันอย่าง คทาวุธ สะท้านไตรภพ, ประเทือง อุดมกิจนุภาพ, อนุสรณ์ คำประเสริฐ ส่วนประยูร เมธีธรรมนาถ เรียนอยู่รามฯ มาเจอกันทีหลัง

ท่านเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

หัดเล่นกีตาร์ตั้งแต่ ม.ศ. 1 พอขึ้น ม.ศ. 2 มีงานประกวดร้องเพลงเนื่องในวันเด็ก เลยตั้งใจว่า นอกจากร้องเพลงฝรั่งตามข้อบังคับแล้ว ในส่วนของเพลงไทยอยากจะร้องเพลงของเราเอง จึงแต่งเพลงชื่อ “รักไม่จากจร” ปรากฏว่าได้รางวัล จากวันนั้นเราก็รู้สึกว่าอยากมีเพลงของตัวเองมากๆ แปลกนะ อาตมาแต่งเพลงได้โดยที่ไม่ได้เรียนเรื่องโน้ต ทุกวันนี้ก็ไม่รู้แต่งไปโดยธรรมชาติ อาจจะเป็นพรสวรรค์ก็ได้ ว่างเข้าก็หาที่แต่งเพลงตลอด
จนได้มาพบกับอาจารย์ไพบูลย์ ศุภวารี ปี 2516 ท่านเห็นว่าเด็กพวกนี้มีผลงานของตัวเอง น่าจะให้การสนับสนุน เลยชวนไปออกรายการวิทยุและทีวี เราจึงยิ่งมีกำลังใจแต่งเพลงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จนได้ทำเป็นอัลบั้ม ฉะนั้นต้องบอกว่า อาจารย์ไพบูลย์เป็นผู้ที่จุดประกายให้เกิดวงชาตรีอย่างแท้จริง

ชื่อวงชาตรีมีที่มาไหมคะ

สมัยก่อนวงดนตรีที่เป็นวงสตริง ดิอิมพอสซิเบิล รอยัลสไปรท์ ใช้ชื่อฝรั่งหมดเลย แต่เราอยากเริ่มด้วยเพลงไทยตายด้วยเพลงไทย ชื่อวงก็ควรจะไทยๆ จึงขอยืมชื่อชาตรี ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของโยมพ่อที่ทำเกี่ยวกับพระเครื่อง กล้วยไม้ ของเก่า วัตถุโบราณ งานอดิเรก ฯลฯ มาใช้
พอได้ออกเทปกับบริษัทเมโทรแผ่นเสียง อาจารย์ไพบูลย์ก็พาไปออกทีวีช่อง 8 ช่อง 10 ตามต่างจังหวัด
ทำให้ชาตรีเริ่มเป็นที่รู้จัก ด้วยเพลงแรกคือ “จากไปลอนดอน” ชื่อเดียวกับอัลบั้ม
สมัยก่อนกระแสสื่อสารมวลชนยังไม่เหมือนสมัยนี้ ที่พัวะเดียวดังเลย จึงค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ค่อยๆ ดัง ค่อยๆ ดับ (หัวเราะ) สมัยนี้ดังเร็วรีบดับ บางทียังไม่ทันรู้จักเลย ดับแล้ว

สังเกตได้ว่าท่านแต่งเพลงรักได้กินใจมาก

คิดไปแล้วก็ตลกนะ ที่เราแต่งเพลงรักมากมายทั้งที่ไม่มีประสบการณ์แก่กล้าเหมือนในเพลง เคยได้รับเชิญจากนักศึกษาธรรมศาสตร์ให้ไปอภิปรายเรื่องความรัก ก็ต้องขอโทษเขาไปว่า ผมไม่ได้มีประสบการณ์ความรักมากมายหลากหลายอย่างเรื่องที่แต่งไว้ในเพลงหรอก ถ้าผมมีประสบการณ์อย่างนั้น หัวใจผมคงแตกสลายเป็นผุยผงไปแล้วละ ความรักนะมี แต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแน่นอน
ทำไมนราธิปถึงถนัดเขียนแต่เพลงรักเรื่องนี้น่าคิดเหมือนกัน คาดว่าคงจะเป็นบุคลิกเก่า อุปนิสัยในชาติเก่า นราธิปต้องเคยเป็นนักรักในอดีต เขาเรียกเชื้อเก่า ชาตินี้ก็มีบ้างตามนิสัยมนุษย์ แต่ไม่เหมือนในเพลงหรอก

ขอความกรุณาเล่าบรรยากาศตอนที่วงชาตรีดังมากๆ สักนิดนะคะ

คิดไปก็ไม่น่าเชื่อว่าเราจะดังมาก มีคนชอบมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นคอนเสิร์ตที่ขอนแก่น คนแน่นขนาดกระจกในห้องขายตั๋วแตก เป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
ยอดจำหน่ายเทปก็ได้เป็นแสนๆ ซึ่งมากสำหรับตอนนั้น จำได้ว่าวงของเราจะได้รับรางวัลจากทางอีเอ็มไอในฐานะที่เป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ว่าค่าตอบแทนจะเป็นเท่าไหร่ สมาชิกทุกคนได้เท่ากันหมด รายได้ทุกอย่างหารห้า ไม่มีการว่านราธิปเป็นนักร้องนำ เป็นหัวหน้าวงแล้วจะได้มากกว่า จุดนี้จึงยืนยันได้ว่าวงชาตรีอยู่กันเพราะใจรักจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ ลึกไปกว่านั้นเราเป็นเพื่อนกันไม่ได้ทำแบบธุรกิจจ๋า
ย้อนกลับไปคิดก็รู้สึกได้ว่า จุดที่ค่อนข้างประทับใจมากในการเป็นนักร้องคือ ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเดินสายเพื่อโปรโมท คิดไอเดีย แจกแผ่นเสียง เห็นว่าสมัยนี้นักร้องร้องอย่างเดียว อย่างอื่นมีคนจัดการให้เรียบร้อยแม้แต่เรื่องแต่งตัวใช่ไหมโยม
ของเราแต่งกันเอง ชอบอะไรใส่อย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ทราบจะเรียกฟุ้งเฟ้อไหม คือเป็นคนประเภทตัดสินใจเร็ว อยากซื้อซื้อเลย ไม่คิด ไม่ต่อราคา แต่ไม่ได้เน้นยี่ห้อ

ความรู้สึกตอนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างไรคะ

ดีใจ แต่ไม่ได้ลุ่มหลง รู้ตัวทุกอย่างจึงขีดกรอบไว้ระหว่างเรากับแฟนเพลงว่าจะไม่ให้ความสัมพันธ์สนิทสนมจนเกินเลย ทุกอย่างอยู่ในความพอสมควร เรารู้ว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่ติดเพื่อน ถ้าเพื่อนดี เขาก็จะมีชีวิตที่ดี จึงควรเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ดีให้เขา ไม่ควรจะไปฉวยโอกาสล่วงเกินใคร สิ่งใดที่ไม่ควรทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์หรือร้าวรานใจก็อย่าทำ นี่เป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา จึงตีกรอบกันเอาไว้ก่อน ดูไปก็คล้ายนักบวชแล้วนะตอนนั้น
เราไม่ลุ่มหลง ไม่ตักตวง วงชาตรีจะเล่นคอนเสิร์ตหรือออกงานเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ เพื่อที่วันธรรมดาจะได้เรียนหนังสือ แม้กระทั่งจบแล้วก็ยังยึดแนวปฏิบัตินี้ไว้ เราไม่วิ่งรอก จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสพติด เวลาขึ้นเวทีจะเอาแต่หัวใจขึ้นไป ไม่ว่าคนดูจะมีร้อยหรือสิบคนก็ทำเหมือนกัน แต่เราบวชที่วัดถ้ำกระบอก รู้ว่าหลายคนไปตีความผิด คิดว่าเราคงติดยา ความจริงถ้ำกระบอกมียาเลิกทุกอย่างนั่นละ เบื่อการเวียนว่ายตายเกิดก็ไปเลิกได้ หลงตัวเองก็เลิกได้

สาเหตุที่ยุบวงชาตรีคืออะไรคะ

ชาตรีเลิกเพราะถึงที่สุดของมันแล้ว เราเองที่แต่งเพลงจนมีผลงานทั้งหมดสิบกว่าชุด ถามว่าเบื่อไหม เบื่อมาก ตอนหลังที่แต่งน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะหมดข้อมูล แต่มันจำเจ อีกอย่างสมาชิกในวงก็มีงานที่ต้องทำทุกคน ช่วงแรกเรียนหนังสือด้วยกัน จึงมีเวลาว่างพร้อมกันใกล้ชิดกัน แต่พอเรียนจบ บางคนมีธุรกิจส่วนตัว มีภารกิจทางบ้านหลายอย่าง ดนตรีที่เคยเป็นหัวใจก็กลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต จึงตัดสินใจเลิก เราต้องรู้ฐานะของตัวเอง เหมือนตอนที่ชิงลาออกจากคอมเมิร์ชเสียก่อนที่เขาจะไล่ออก จบเสียตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยังสวยงามดีกว่า ชาตรีจะได้เป็นอมตะ
ต้นปี 2528 จึงประกาศอำลาอย่างเป็นทางการบนเวทีโลกดนตรี มีเสียงค้านจากแฟนเพลงหลายคนว่ายังไม่ถึงเวลา แต่เราตัดสินใจเด็ดขาดแล้วด้วยเจตนาดี อย่างที่บอกว่าไม่อยากเป็นผลไม้ที่สุกเกินงอมจนนำไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้ รอแต่วันที่จะรวงหล่นจากต้น แต่ก็ไม่เลิกแบบปุบปับ มีการเตรียมตัวพอสมควรยังแต่งเพลง “จำจากจร” ไว้ในอัลบั้มอธิษฐานรัก ซึ่งเป็นอัลบั้มสุดท้ายด้วยเลย และถึงจะเลิกร้องเพลงแล้ว แต่ยังมีงานแต่งเพลงกับงานที่ห้องอัดบ้าง ยังไม่ได้บวชทันที

ท่านมีความคิดจะบวชตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

นานมาแล้วละ เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาชัดเจน คล้ายกับเป็นวิธีดำเนินชีวิตที่เหมือนจะเตรียมพร้อมมากกว่า อย่างสมัยมัธยม วันหนึ่งจู่ๆ ก็พูดกับเพื่อนว่าโตขึ้นเราจะไม่มีลูกหรอก โดยไม่เข้าใจว่าทำไมพูดไปอย่างนั้น
โยมแม่เปิดเทปธรรมะให้ฟังตั้งแต่เด็กจนโต เรียกว่ามีพื้นมาบ้างพอสมควร ช่วงใกล้บวช เพื่อนบ้านที่มีใจใฝ่ธรรมะชอบมาคุยด้วย คุยมากๆ เช้า เราก็เริ่มถามตัวเองว่า หรือเราจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

แล้วทำไมจึงเลือกบวชที่วัดถ้ำกระบอกคะ

เชื่อไหม ปี 2520 อาตมาเคยไปเล่นดนตรีต่อต้านยาเสพติดที่ถ้ำกระบอกตอนนั้นไม่รู้สึกศรัทธาเลย คิดด้วยซ้ำไปว่าถ้าจะบวช ถ้ำกระบอกคงเป็นวัดสุดท้ายที่จะอยู่
จนปี 2530 ได้พบอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ ที่วัดถ้ำกระบอก ท่านพูดเตือนสติให้คิดว่า
นราธิป…ชีวิตการทำงานของเธอมันจบลงแล้ว อุปมาเหมือนส้มที่หล่นลงไปในน้ำ เวลานี้จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว จะทำต่อก็ได้ แต่การทู่ซี้ไม่ดีหรอก ชีวิตที่ผ่านมาของเธอเหมือนชิงช้าสวรรค์ ขึ้นแล้วก็ลง แล้วก็ขึ้นอยู่อย่างนี้ ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกว่าต้องทำอย่างไร เธอต้องกลับไปทำตัวให้ชัดเจน คืนนั้นฝันเห็นพระรูปหนึ่งมาบอกว่า เธอไปบวชแทนคนที่เขาอยากบวชแต่ไม่ได้บวชสิ …ตื่นขึ้นมาเข้าใจเลยว่าคนคนนั้นคือเรานั่นเอง ที่อยากบวช แต่หาโอกาสไม่ได้สักที
ตัดสินใจแล้วก็จุดธูปบอกหลวงพ่อที่วัดถ้ำกระบอกว่าขอเวลาสักหนึ่งปีเพื่อเคลียร์ปัญหาชีวิตที่คั่งค้างอยู่ก่อน ผ่านไปสองเดือน ขณะที่จัดการปลดสายพานชีวิตต่างๆ คิดขึ้นได้ว่า ถ้ามัวนั่งเคลียร์ปัญหาอยู่อย่างนี้ นานเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ถ้าคิดจะบวชก็วางมือเลยแล้วกัน

แล้วทางครอบครัวท่านมีความเห็นอย่างไรคะ

โยมพ่อบอกว่าดี แต่อยากให้ใช้ชีวิตทางโลกอีกสักหน่อย ท่านอยากเห็นชีวิตทางโลกที่รุ่งเรืองของลูกอีก คือไม่ได้ห้ามแต่ไม่สนับสนุนนัก
ส่วนโยมอดีตแม่บ้านของอาตมา (ไศลโสภิณ กาญจนวัฒน์) แม้ในตอนแรกจะบอกว่าขอประวิงเวลาไว้อีกสักหน่อยได้ไหม แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เขาก็อนุโมทนามาส่งเราเข้าโบสถ์ เขาเข้าใจเราตั้งแต่เรื่องที่ไม่อยากมีลูกแล้ว ไม่เคยว่าอะไร แต่คนอื่นมักจะว่า รู้ไหมนราธิป คนที่ไม่มีลูกคือคนบาป อาตมาบอก ไม่หรอกครับ เพราะผมเชื่อตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่า การมีชีวิตเป็นทุกข์ แม้แต่ตอนที่มีความสุขก็คือทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง การทำตามพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของการตัด ไม่ใช่การต่อ
ต้องบอกว่าโยมอดีตแม่บ้านเป็นกำลังสำคัญ เพราะเป็นคนที่เปิดทาง ไม่ขวางทางเรา ต้องขออนุโมทนาไว้อีกครั้ง เขาไม่เห็นแก่ตัว ยอมเสียหลักชัยของเขาให้เราได้บวช ส่วนเขาก็จะมีกรรมของเขาเลี้ยงตัวเองตลอดไป ถ้าเป็นคนดี ทำกุศลมาในอดีต กุศลจะช่วยเขาเอง เราไม่จำเป็นต้องห่วงแทนใคร เพราะทุกคนย่อมมีกรรมเป็นของตน ใครทำอย่างไรได้อย่างนั้น เราสองคนเป็นเพียงคู่คล้องกรรม เมื่อถึงทางแยกก็ต้องจากกันไป ไม่ใช่เรื่องว่าใครทิ้งใคร
รวมแล้วใช้ชีวิตครอบครัวอยู่สิบปีก็หมดเวลา แต่ไม่ใช่หมดรัก มันเหมือนเดินมาถึงทางแยกแล้วเราเลือกเดินทางนี้ก็จำเป็นต้องละทางเก่าเป็นธรรมดา แต่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ตลอดชีวิตนี้ที่ได้ทำความดีมาจนถึงปัจจุบัน ขออุทิศให้ผู้มีคุณที่ช่วยเปิดทางให้เดิน สรุปว่าตัดสินใจแล้วก็บวชเงียบๆ ที่วัดถ้ำกระบอกในปี 2532 ขณะนั้นอายุ 36 ปี
แล้วก็บอคุณไศลโสภิณว่า นับจากนี้โยมมีชีวิตที่เป็นอิสระ เป็นสิทธิ์ของตนที่จะตัดสินใจ สิ่งใดควรไม่ควร ทำได้เลย ไม่ต้องห่วงเรา เพราะเราจะไม่ถอยกลับแล้ว โยมอยู่ทางโลกก็ใช้ชีวิตในทางที่ดีที่สุด ไม่ต้องถามหลวงพี่ว่าได้ไหม ควรไหม ทำไปเลย
ส่วนพวกลิขสิทธิ์เพลงต่างๆ หรือกิจการ เช่น ห้องซ้อมดนตรี ทุกๆ อย่างที่ทิ้งไว้ให้ข้างหลังนั้น สุดแล้วแต่ว่าเขาจะนำไปทำอะไร

ท่านตั้งใจบวชไม่สึกตั้งแต่แรกเลยหรือคะ

เราถวายสัจจะขอบวชไม่สึกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการปิดประตูและเป็นการช่วยตัวเองอีกทาง จะได้ยึดสัจจะเอาไว้ไม่ให้โลเลเหมือนไม้หลักปักเลน เอาซีเมนต์เทเสียหน่อยจะได้มั่นคง เพราะบางครั้งจิตใจเราก็อ่อนแอหรือถูกมารผจญบ้าง ถ้าเอาสัจจะข้อนี้ขึ้นมาพิจารณาไตร่ตรองอยู่เสมอก็ช่วยได้

วัดถ้ำกระบอกเป็นสถานที่รักษาผู้ติดยาเสพติดท่านได้มีส่วนร่วมช่วยงานนี้บ้างไหมคะ

อาตมาเป็นฝ่ายลงทะเบียนเวลามีโยมที่ติดยามาขอรับการรักษาตัว ต้องบันทึกว่าเขาคือใคร มาจากไหน เป็นอะไรมา มาอยู่รักษาตัวแล้วต้องถวายสัจจะว่าจะไม่กลับไปเสพยาทุกชนิดอีก ซึ่งส่วนมากจะบอกว่าได้ แต่บางคนหายแล้วก็พ่ายแพ้แก่จิตใจของตนเอง กลับไปเสพยาอีกอย่างที่ทราบกันว่า ที่ถ้ำกระบอกจะมียาสมุนไพร เรียกว่ายาตัดที่จะไปล้างคราบภายในออกมา จากนั้นก็ไปอบตัว สลับอยู่อย่างนี้ประมาณหนึ่งเดือน แต่การกินยาได้ผลแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเรื่องของจิตใจ ถ้าเขารักษาสัจจะก็จะไปถึงฝั่ง และถ้ารักษาสัจจะเท่าชีวิตได้ ก็กลายเป็นคนใหม่ได้เลย จะไม่มีทางตกเป็นทาสยาเสพติดหรือกลับไปตกกระทะทองแดงอีก
แต่บางคนเสพยามาหนักเกินกว่าร่างกายจะรับได้ เกิดอาการประสาทหลอนจะทำร้ายพ่อแม่ เห็นพระก็จะโดดเข้าชกเห็นแล้วสะท้อนใจว่า ถ้าโลกเต็มไปด้วยคนอย่างนี้ ก็จะมีแต่คนที่ทุพพลภาพทั้งกายใจ เหมือนต้นไม้ที่กลวง

แล้วเพราะเหตุใดท่านจึงย้ายมาปฏิบัติธรรมที่วัดลานนางฟ้าคะ

อยู่ที่วัดถ้ำกระบอกประมาณ 3 ปี ท่านอาจารย์เจริญบอกว่าหมดเวลาที่ท่านจะมาถามผมแล้ว
จากนี้ไปต้องเรียนเอง ถามเอง ตอบเอง
แล้วท่านก็ส่งมาอยู่ที่วัดลานนางฟ้า (วัดเนินรังวรปัญญาราม) จังหวัดลพบุรี ชื่อลานนางฟ้านี่มีเรื่องเล่า สมัยโบราณป่าแถวนี้เป็นป่าโปร่ง มีลานหิน มีแอ่งน้ำให้พวกสัตว์ต่างๆ มากิน รวมทั้งนกยูง ชาวบ้านให้สมญานกยูงว่าเป็นราชินีนกเพราะความสวยงามของมัน และตั้งชื่อลานนี้ว่าลานนางฟ้า แต่มีเรื่องลับๆ กว่านั้น ท่านอาจารย์เจริญเล่าให้ฟังก่อนที่อาตมาจะมาที่นี่ว่า ตรงลานนางฟ้านี้มีตำนาน เชื่อกันว่ามีอีกเมืองหนึ่งซ้อนอยู่ ถ้าใครมีตาทิพย์จึงจะเห็นคนเมืองลับแล วันที่ 24 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนาวัดจะมีพิธีแจกอาหารหวานคาวเป็นการฉลองให้คนที่นี่และคนในลานนางฟ้าด้วย
แต่สมัยที่มาอยู่ใหม่ๆ วัดยังไม่เป็นอย่างที่โยมเห็นตอนนี้หรอก

เป็นอย่างไรคะ

มีแต่กุฏิไม้ ปลวกกินทั้งหลัง ไม่มีไฟฟ้า ทุกวันนี้ถ้าจะใช้ไฟก็ต้องปั่นหรือไม่ก็ใช้เทียน แต่อยู่ในป่าอย่างนี้ดีที่สุดคือ เวลากลางคืนควรจะให้ในอาคารมืดแล้วจุดไฟไว้ข้างนอก เพราะแมลงเยอะเหลือเกิน ถ้าเปิดไฟ แมลงทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาหา อยู่ไปก็ค่อยเรียนรู้ว่าทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ข้างในว่างกว่าข้างนอก ไม่อย่างนั้นจะต้องทนรำคาญกับแมลงมากมาย ซึ่งการป้องกันแมลงนี้ทำให้เราชินกับการอยู่ในความมืดไปโดยปริยาย
ส่วนทางเข้าวัดก็อย่างที่โยมเห็นว่าไกลจากตัวเมืองกว่าสามสิบกิโลเมตร การบิณฑบาตจึงเป็นไปได้ยาก อาศัยว่ามีโยมมาถวายข้าวสารอาหารแห้งไว้ให้ อาตมาฉันเช้าเพียงมื้อเดียวก็ไม่เดือดร้อนอะไร ส่วนคนที่จะมาปฎิบัติธรรมหรือมาตกรถแถวลานนางฟ้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องกินข้าวลิง ที่นี่มีโรงทานไว้สำหรับจะไปหุงหากันเอง อย่างน้อยมีไข่ มีน้ำมัน เราอยู่กันอย่างไม่มีพิธีรีตอง ไม่เรื่องมาก

มาอยู่รูปเดียว กลัวบ้างไหมคะ

เรื่องกลัวนี่ ถึงจะไม่ใช่คนขวัญอ่อน แต่พอมาอยู่กับความเงียบที่เงียบสงัด ความมืดที่มืดสนิท บางครั้งก็มีอาการตกใจบ้าง แต่ไม่ใช่อุปสรรคอะไร ถ้าเราทำตัวเป็นนักบวชที่ดี คนดีคงไม่มีใครเกลียด ไม่เคยเจออะไรน่ากลัว แต่เคยเจออะไรแปลกๆ เหมือนกัน
บางทีเหมือนมีใครมาคุยด้วย อย่างคำพูดที่แว่วเข้ามาในหัว พบแล้วไม่คิดของดีก็ไม่ผุด ผู้ใดอยากรู้ ผู้นั้นต้องเพียรเอง เหมือนคลื่นความคิดของใครที่ส่งมาถึงเราโดยทางอ้อมว่า ถ้ามัวแต่ฟังผู้อื่นก็ได้แต่ฟัง
ต้องลงมือปฏิบัติเองจึงจะรู้
บางทีก็เป็นสัตว์ ตอนแรกประตูกุฏิยังทำไม่เรียบร้อย คืนหนึ่งรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในผ้าห่ม ตอนแรกข้างบน แล้วย้ายไปข้างล่าง จึงเปิดผ้าห่มเอาไฟฉายส่องดูเห็นว่าเป็นงูตัวย่อมๆ ก็หาไม้มาม้วนไปทิ้ง รุ่งเช้าเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยมา คาดว่าจะเป็นแม่ของตัวเมื่อคืน ก็บอกไปดังๆ ว่า เราไม่ได้ทำอะไรลูกเธอนะ เอาไปปล่อยแล้ววันหลังเลี้ยงลูกดีๆ หน่อยสิ เลี้ยงอย่างไรปล่อยให้เข้ากุฏิพระ พระสงฆ์องค์เจ้าจะนอน คราวหลังไม่ต้องมานอนเป็นเพื่อนเราหรอกนะ นอนข้างนอกก็แล้วกัน งูส่วนงู พระส่วนพระ แต่อุปมาก็เหมือนเขามาเตือนว่าอยู่คนเดียวต้องรู้จักระวังตัว อย่าประมาท ควรจะปิดประตูให้เรียบร้อยมิดชิด
การฝึกใจให้ชินกับการอยู่คนเดียวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เราไม่กลัวกับสิ่งเหล่านี้ อย่างงูที่โยมเห็นเลื้อยผ่านหน้าไปเมื่อสักครู่ ถ้าเราไม่ไปทำอะไรเขา เขาจะเป็นฝ่ายรีบหลบไปเอง หรือที่ไหนที่ไม่ควรเข้าไปเนื่องจากไม่เหมาะหรือเจ้าของเขาอาจไม่ต้อนรับ ก็อย่าเข้าไป เพราะไม่เสมอไปว่าทุกๆ แห่งจะมีแต่คนที่ต้อนรับพระ ที่เขาไม่ต้อนรับก็มี

ขอความกรุณาท่านเล่าถึงกิจวัตรประจำวันบ้างค่ะ

อาตมาตื่นหกโมงเช้าแล้วเปิดเทปธรรมะให้พระฟัง เพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตที่ดี ฉันเช้ามื้อเดียว แล้วก็พิจารณาสัจจะ วันนี้พิจารณาแล้วตอบอย่างนี้ อีกสิบวันคำตอบจะเปลี่ยนไปไหม สิบปีข้างหน้าล่ะ ซึ่งคำตอบเหล่านี้ไม่มีถูกผิด เป็นการใช้ตนฝึกตนที่ดี เวลาว่างก็ดูแลความเรียบร้อยต่างหๆ เย็นสวดมนต์เย็นด้วยกัน อยู่กันง่ายๆ เขาเรียกทำไป ไม่ใช่ทำอยู่ หมายถึงทำโดยไม่หวังผลตอบแทน อย่างการก่อสร้างในวัด อาจจะวางรูปแบบคร่าวๆ แต่ไม่กะเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากมาสร้างความเจริญในทางธรรม ชี้ทางให้โยม ส่วนเรื่องของสถานที่หรือผู้คนเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น
ตอนนี้ลานนางฟ้ามีพระ 3 รูป ทุกรูปมีสัจจะในการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน เช่น ฉันวันละหนึ่งมื้อ ธุดงค์ปีละหนึ่งครั้ง

ท่านธุดงค์ไปที่ใดบ้างคะ

ตอนอยู่ถ้ำกระบอก ส่วนใหญ่อาตมาจะธุดงค์เดินวนๆ อยู่แถวนั้น อยู่ที่นี่ก็ไปไม่ไกล ประมาณ 50 กิโลเมตร ความจริงใกล้ไกลไม่สำคัญ เป็นการออกไปหารสสัมผัสของพระธรรมในรูปแบบอื่นบ้าง เช่น เคยฉันในกุฏิ ก็ออกไปฉันกลางดินกลางทราย ไปนอนในที่เปียกชื้น หรือเจอพายุ ถือว่าไปลดละ ฝึกขันติอดทนในภาคปฏิบัติ ระยะเวลาในการธุดงค์ขึ้นอยู่ว่าเราตั้งสัจจะไว้กี่วัน 30 วัน 15 วัน 7 วัน ทุกอย่างอยู่ในสัจจะหมด ไม่ทำลอยๆ
ระหว่างธุดงค์แน่นอนว่าต้องเจอสัตว์ต่างๆ บ้าง จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เราเข้าไปในที่ของเขา ต้องใช้วิธีสำรวม แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งที่เห็นและไม่เห็น บางครั้งไปนอนทับที่ของงู ตะขาบ แต่ไม่เคยโดนกัด บางครั้งพวกเขาก็เหมือนเจ้ากรรมนายเวร ที่อาจจะขบกัดเราได้ถึงแม้เราจะไปด้วยใจเมตตา แต่ใครจะรู้ว่าเราไปทำอะไรเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนสัตว์ใหญ่ๆ ไม่เคยเจอ เพราะไม่ได้เข้าป่าลึก ต่อไปอาจจะธุดงค์ใกล้ๆ แถวนี้ แล้วพาเด็กๆ ไปด้วย ให้เขาได้รู้จักนิสัยของสัจจะ

การมีอดีตเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ทำให้มีโยมแฟนเพลงมาที่วัดบ้างไหมคะ

แรกๆ มีบ้าง แต่พอมาอยู่ป่าอย่างนี้นานไปก็ไม่มีใครสนใจ คล้ายว่าอยากอยู่ป่าก็อยู่เสียให้เข็ด(หัวเราะ) มีแต่ไปลือว่าพระนราธิปตายแล้ว ความจริงก็ดี จะได้จบๆ ไปใช่ไหม เราก็อยากให้กิเลสของพระนราธิปจงตายไปเสียก่อนจะหมดลมหายใจ
บวชมาสิบกว่าปี ละกิเลสไปได้พอสมควร ก่อนนี้รู้ตัวว่าโกรธง่าย อ่อนไหวง่าย หงุดหงิดเก่ง เรียกว่าโทสะจริตเยอะ บวชแล้วก็ดีขึ้นโดยลำดับ มีเหตุผลให้ตัวเอง มีปัญญาเข้าถึงสัจธรรมมากขึ้นถ้ารู้เท่าทัน โทสะจะค่อยๆ ดับไปเอง หรือถ้าเราเลือกจะมีความไม่โกรธ ความโกรธก็จะหายไป ให้โอกาสตัวเองว่า กิเลสอันใดที่ยังละไม่ได้ ก็ขอให้พยายามต่อไป ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ตึง ไม่หย่อน ทำให้เหมาะกับกำลังของตน พยายามอยู่ในความพอดี ซึ่งพอดีของเราอาจจะหย่อนไป หรือตึงไปสกหรับคนอื่นก็ได้
สำหรับบุคคลทั่วไป ถ้าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในทุกๆ เรื่อง ก็ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วโดยไม่ต้องเข้าสำนักไหน เพราะถ้าเข้าวัดแล้วไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า เหมือนกลักไม้ขีดที่ไม่มีไม้ขีดจุดไฟได้สักก้าน ก็ไม่มีประโยชน์อันใด การเป็นพระที่ดีไม่ใช่ว่าใครก็ติไม่ได้ หรือจะต้องทำตามๆ กันไป ตลอดเวลาเพราะเรื่องของสัจธรรมไม่มีขอบเขต
ทุกวันนี้ถามตัวเองว่า การที่มาบวชมากินมานอนที่ลานนางฟ้า ได้ทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง ตอบว่าทำพอสมควร เช่นมีโอกาสได้ช่วยชาวบ้านให้ละเลิกในอบายมุขได้บ้าง จนถูกบางคนต่อว่า ท่านมาเอาลูกค้าผมไปหมดเลย ร้านผมขายเหล้าบุหรี่ไม่ดีเลย ใครๆ ก็มาเลิกที่ท่านหมด
แต่ที่ลานนางฟ้าไม่มีคอร์สเแบบถ้ำกระบอก แค่มาถวายสัจจะแล้วกลับได้เลย คือถ้ารักษาสัจจะก็ทำได้ทั้งนั้น จะอธิบายให้เขาฟังว่า การที่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นบุญเหลือเกินแล้ว ควรจะแทนคุณผู้ให้กำเนิดด้วยการใช้สังขารไปทำความดี ไม่ใช่เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสพยา แต่ก็ช่วยได้เฉพาะรายที่อาการไม่มากนัก ที่อาการหนักก็ต้องทำใจว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน บางคนกำลังเผชิญอยู่กับอกุศลกรรมอันยากที่ผุ้อื่นจะช่วยเหลือเยียวยาได้ ฉะนั้นที่ช่วยได้ก็มี ช่วยไม่ได้ก็มี หมอทุกคนควรคิดถึงสัจจะข้อนี้

ตลอดระยะเวลาที่บวช ท่านเคยหวั่นไหวต่ออุปสรรคบ้างไหมคะ

แรกๆ มีบ้าง ยังได้แต่งนิทานไว้เรื่องหนึ่ง นิทานเรื่องนั้น ต้นไม้ถามเราว่าพระนราธิป ท่านมานั่งทำหน้าหงอยเหงาเศร้าสร้อยทำไม มีเรื่องอะไรต้องเศร้ากังวลใจกับลาภยศชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออะไร ท่านดูผมสิ
เวลานี้หน้าแล้ว ผมสลัดใบทิ้งหมดเพื่อรักษาต้นไว้ก่อน เมื่อฤดูฝนมาใหม่ค่อยผลิใบแผ่กิ่งก้านสาขายืนต้นต่อไป ถ้าท่านหนักอกหนักใจเรื่องใดอยู่ ก็จงปลดทิ้งเสีย ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นของเกิดดับ มีแล้วก็ดับ มีแล้วก็หมด ท่านปลดใบอย่างผมแล้วยืนต้นต่อไปสิ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ท่านต้องเจอ เรียกว่าหาเพื่อนไม่ได้ก็คุยกับต้นไม้ ดูดีๆ จะเห็นว่ามีกุศโลบายในการมีชีวิตแทรกอยู่ด้วย
เหมือนกับที่มีคนถามว่า เวลานี้ศาสนาดูเหมือนจะตกต่ำในสายตาของประชาชน ท่านห่วงไหม เราบอกไม่รู้สึกเลย กลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมียุคเจริญก็ต้องมียุคเสื่อม ถ้ายุคนี้จะเป็นยุคเสื่อมของศาสนา เราก็ต้องยอมรับความจริง เพียงแต่เราอย่าทำตัวให้เสื่อมไปกับยุค เหมือนกับที่เราไปบังคับให้คนทั้งโลกเป็นคนดีไม่ได้ แต่เราทำตัวเองให้ดีได้ มองตน ค้นตน แก้ตน ถ้าทำอย่างนี้จะไม่มีเวลาไปมองคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ อะไรถึงเวลาต้องเสื่อมก็เสื่อม ใบไม้ต้องร่วงก็ร่วง คนถึงเวลาหมดลมก็หมด ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข และเป็นสุขที่เป็นสัจจะ ไม่ได้สุขอยู่บนรูป รส กลิ่น เสียง
เมื่อยังมีเวลา ถ้าจะทำดี จงทำเลยไม่ต้องคิด ไม่ต้องเอกซเรย์ว่าคนนั้นดีจริงหรือไม่ สมควรช่วยไหม อย่าทำดีเฉพาะกับคนที่รักหรือคนที่เห็นว่าดี แต่ถ้าเมื่อไหร่จะทำชั่วจงคิดมากๆ คิดจนเลิกทำไปได้ยิ่งดี

ท่านเคยพูดว่าจะขอเดินให้สุดทางธรรม หมายความว่าอย่างไรคะ

เราจะเดินตามเยี่ยงอย่างพระพุทธองค์ โดยขอให้ตัวโน้ตที่ชื่อนราธิปนี้จงดังครั้งเดียวครั้งสุดท้าย แล้วอย่ากลับมาเปล่งเสียงอีกเลย ทำได้ก็ดี ทำไม่ได้ก็ตามอัตภาพ คนที่ปฏิบัติธรรมจนสามารถหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลเบื้องสูง นั่นถือว่าสุดทางธรรม ไม่ต้องหวนกลับมาเกิดอีก คนเราเมื่ออยู่จนอยู่ให้ถึงที่สุด มีหน้าที่อะไรก็ทำให้ถึงที่สุด อาจไม่ถูกใจ แต่ก็ต้องทำ เมื่อหมดลมหายใจก็เป็นไปตามอัตภาพ
การเดินให้สุดทางธรรมคือขอเดินตามพระพุทธเจ้าให้ถึงที่สุด ทำสุดแค่ไหนก็ไปแค่นั้น ทำสุดถึงนรกไปนรก สุดอรหันต์ไปอรหันต์ ตั้งเจตนาไว้ก่อน ไปได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง ทุกวันนี้กำลังทำ กำลังเดินอยู่ในคำพูดนั้น โดยมีสัจจะเป็นแกนกลางในชีวิต
ส่วนนราธิปในทางโลกนั้นตายแล้ว เคยมีคนถามว่า ท่านไม่กลับไปร้องเพลงอีกหรือ โถ…โยม ให้อาตมานอนตายอย่างสงบเถิด อย่าขุดศพอาตมาขึ้นมาเลย ไม่รู้จะย้อนกลับไปเพื่ออะไร มีอะไรที่ยังหลงลืมอยู่ข้างนอกหรือ ไม่มีอีกแล้ว ขอให้ลมหายใจที่เหลือเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติดีกว่า

ภาพแห่งความทรงจำ วงชาตรี

คลิกดูภาพสวยๆ ข้างใน ภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก
ชมภาพแห่งความหลัง…พลังแห่งความรัก ของพวกเราชาวชาตรีแฟนคลับ

บทสัมภาษณ์ วงภราดร

บทสัมภาษณ์

logo_name

หน้าสกู๊ปพิเศษประจำบ้านเพลงเก่าในวันนี้ พวกเราได้รับเกียรติจากศิลปินวง ภราดร เจ้าของเพลง สุดสายตา และเพียงเธอ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมติดอันดับชาร์ตประจำสัปดาห์ทางรายการ ยิ้มละไม อยู่ในขณะนี้ ศิลปินที่มาพบเราในวันนี้ ถึงแม้จะมาไม่ครบวง แต่ทั้ง 3 ท่าน พี่ชิน พี่เอี้ยว พี่ลูกน้ำที่มาพูดคุย ก็ให้ข้อมูลของวง ภราดรกับทางทีมงานอย่างเป็นกันเอง

pic1

ชีวิตการเล่นดนตรีของสมาชิกวง ภราดร นั้น ต่างคนต่างจับกลุ่มเพื่อนๆ เป็นวงดนตรี รับเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ต่างๆ โดยรับเล่นทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด งานปีใหม่

ภราดร — ตอนนั้นพวกพี่ก็อายุประมาณ 17-18 ปี พี่ชิน กับพี่ฮง ก็มีกลุ่มวงดนตรีวงนึง เวลาว่างจากการเรียนก็จับกลุ่มซ้อมดนตรีกันที่ห้องอัดแถวตลาดพลู ตอนนั้นกลุ่มพี่ชิน กับพี่ฮง ก็ได้ช่างซ่อมวิทยุอาสารับเป็นผู้จัดการวง รับงานเล่นดนตรีตามงานสังสรรค์ งานวันเกิด งานปีใหม่ แล้วก็ยังรับงานปาร์ตี้ของพวกวัยรุ่น ซึ่งต้องไปเล่นในเรือสำราญ พี่เอี้ยวเอง ตอนนั้นก็จับกลุ่มกับเพื่อนอีกกลุ่ม รับเล่นงานดนตรีเหมือนกัน อย่างในเรือสำราญนี่ ตอนนั้น เรือที่วัยรุ่นมักใช้บริการจัดปาร์ตี้ มีชื่อว่า เรือ CYC เรือก็จะล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ล่องไปเรื่อยๆ จนถึงอยุธยาโน่น พวกวัยรุ่นก็มีงานปาร์ตี้ พวกพี่ก็เล่นดนตรีไปตามหน้าที่กันไป

 

pic3

ช่วง เวลาที่ยังเล่นดนตรีกันอยู่นั้น พี่ชินเองก็ชอบที่จะแต่งเพลงเอง จึงได้แต่งเอาไว้หลายเพลง จนเมื่อวงดนตรีที่จับกลุ่มจากตลาดพลูนั้น ต้องมีอันแตกแยกกันออกไป ตอนนั้นพี่ชินคิดว่า คงหมดโอกาสที่จะรุ่งในทางดนตรีแล้ว จึงตัดสินเลือกเอาเพลงที่คิดว่าเด็ดๆ ไปเสนอขายให้กับทาง EMI 6 เพลง และ 1 ใน 6 เพลงนั้นก็มีเพลง สุดสายตาด้วย คุณประมาณ บุษกร ผู้บริหาร EMI ในขณะนั้นเมื่อได้ฟังเพลงแล้วก็ถามว่า

คุณประมาณ- ใครเป็นคนเล่น

พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเล่น

คุณประมาณ -ใครเป็นคนร้อง

พี่ชิน -ผมเป็นคนร้อง

คุณประมาณ -ใครเป็นคนเรียบเรียง

พี่ชิน -พวกผมเป็นคนเรียบเรียง

เท่า นั้นเอง ทำให้คุณประมาณซึ่งสนใจเพลงอยู่แล้ว ถามถึงอีก 4 เพลงทันที ซึ่งแน่นอน พี่ชินก็มีพร้อมที่จะเสนอให้อยู่แล้ว แต่ข้อเสนอที่ได้รับต่อมานี่สิ ทำให้ต้องคิดหนัก ถ้าขายเพลง ก็ได้เพลงละ 2,000 บาท 10 เพลงก็ 20,000 บาท ดังคนเดียวได้เงินคนเดียว แต่ถ้าเลือกเล่นเพลงเอง ก็จะทำให้ทั้งตัวเอง และเพื่อนมีความหวังกับโอกาสทางดนตรีที่กำลังจะพับเก็บอยู่แล้ว

pic5 pic6

ราดร — ตอนนั้นพี่ชินได้ชวนพี่เอี้ยวมาร่วมด้วยแล้ว พอตอบตกลงเล่นเพลงเอง ซึ่งคุณประมาณก็เซ็นเช็คให้ทันที 20,000 บาท เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในการซ้อมดนตรี ทั้งพี่ชิน พี่ฮง พี่เอี้ยว ต่างคนต่างก็ไปชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมวงกัน 8 คน แต่ก็ไม่ใช่ 8 คนปัจจุบันนะ ตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตอนนั้นก็ให้พี่ฮงเป็นหัวหน้าวง แล้วพวกเราก็เอาเงินที่ได้ไปจ่ายในเรื่องงานดนตรี จำไม่ได้แล้วว่าหมดไปกับอะไรบ้าง ทั้งซื้อเครื่องดนตรีด้วย ค่าเช่าห้องซ้อมด้วย หลายอย่าง ตอนนั้นพวกเรากระตือรือร้นกันมาก ตื่นเต้นกับงานใหม่นี้ เพราะตอนนี้เราเหมือนมีบ้านหลังใหม่แล้ว EMI เปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของพวกเรา เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของพวกเรา ต้องรับผิดชอบงานร่วมกัน ทุกคนทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมงาน การซ้อมดนตรีแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางครั้งยังถูกตั้งชื่อวงให้ว่า วง มาราธอน เลย เพราะพวกเราซ้อมกันแบบข้ามวันข้ามคืน

จากการที่สมาชิกในวงรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากนั่นเอง ทางผู้บริหารจึงตั้งชื่อวงให้ว่า ภราดร ซึ่งมีความหมายว่า พี่ชาย น้องชาย นั่นเอง

 

 

tape1tape2

ประมาณต้นปี 2528 เมื่อผลงานชุดแรก สุดสายตา ออกวางตลาด ทุกคนต่างก็มีงานเพิ่มขึ้น ต้องออกแสดงตามเวทีคอนเสิร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกดนตรี 7 สีคอนเสิร์ต และทุกสื่อที่จัดคอนเสิร์ต ในขณะที่ก็ยังต้องเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วย และแน่นอน ปัญหาย่อมตามมาแน่นอน

ภราดร — ตอนนั้นพี่เอี้ยวก็ถูกอาจารย์ว่าเอามาก เวลามีงานแสดงคอนเสิร์ต ก็ต้องหยุดเรียน พอหยุดเรียนหลายวันเข้า อาจารย์ก็ว่า การเรียนก็ตก ครอบครัวของพวกเราก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกันกับการเล่นดนตรี เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่ชอบกับอาชีพเต้นกินรำกิน

หลังจากอัลบั้มชุดแรกออกวางตลาดแล้ว ก็มีการเตรียมงานของชุดที่ 2 เพียงเธอ ทันที ซึ่งในการทำงานของชุด เพียงเธอ นี้ ทางผู้บริหารก็พยายามป้อนเพลง ให้มืออาชีพเข้ามาช่วยเรียบเรียง เข้ามาช่วยดูแลมากขึ้น

ภราดร — จุดประสงค์ของ EMI ในตอนนั้น ก็ต้องการจะให้วง ภราดร มาทดแทนวง ชาตรี ซึ่งประกาศสลายวงไปเมื่อปีที่ผ่านมา ก็เลยหามืออาชีพมาช่วยงานเพลง นอกจากนี้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่จะเอาใจวัยรุ่นเด็กๆ ด้วย และเพื่อความเหมาะสมของเพลงบางเพลงในชุดนี้ ผู้บริหารก็เลยให้ลูกน้ำมาร่วมเป็นนักร้องนำด้วยในชุดนี้ เพราะตอนนั้นลูกน้ำก็ยังเด็กอยู่เลย เรียนอยู่ ม. 4 ม. 5 ละมั้ง

ช่วงที่อัลบั้มชุด เพียงเธอ ออกวางตลาดนั้น อ.บุญสม รดาเจริญ มีโปรเจคที่จะทำเพลงคู่ในชื่ออัลบั้ม คู่รักวัยหวาน เป็นการนำเพลงหลายๆ เพลงในเครือ EMI มาทำเป็นเพลงคู่ โดยให้ศิลปินหลายๆ คนในค่ายมาร่วมกันขับร้อง ในจำนวนนั้น ก็มี พี่ชิน และ พี่ลูกน้ำ รวมอยู่ด้วย ระหว่างนั้นเอง คุณชรินทร์ นันทนาคร กำลังจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ มีดารา และ นักร้องร่วมเล่นมากมาย และต้องการนักร้องที่กำลังมีผลงานเพลงในขณะนั้น และมีหน้าตาแนวเด็กวัยรุ่นมาร่วมเล่นด้วย จึงได้สอบถามจาก อ.บุญสม ซึ่งก็ทำให้พี่ลูกน้ำ มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 ออกวางตลาดได้ไม่นาน ได้เกิดปัญหาขึ้นภายใน EMI ทำให้ EMI ต้องประกาศปิดกิจการชั่วคราว ไม่มีการดำเนินงานใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็รวมถึงการจำหน่ายเทปเพลงของทุกศิลปินในค่ายด้วย

ชีวิตที่กำลังจะเริ่มไปได้ดี มี EMI และวง เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ กลับต้องมาพบจุดผกผันในชีวิต ให้ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง ชีวิตของการเป็นนักร้องวงภราดรเพิ่งจะอยู่ในช่วงปีที่ 2 ขณะที่สัญญาทำไว้ถึง 5 ปี ทำให้กิจกรรมของทุกคนในวงต้องหยุดชะงักงัน จะไปทำดนตรีต่อกับค่ายอื่นก็ไม่ได้ เพราะติดสัญญา สมาชิกในวงล่ะ จะมีความรู้สึก หรือมีความคิดที่จะทำอย่างไรต่อไป

พี่ชิน – เฉยๆ นะ เพราะตลอดเวลาที่เล่นดนตรีมา จะมีปัญหากับทางครอบครัวมาก ทางครอบครัวจะปฏิเสธกับอาชีพนี้ ในตอนนั้น ตัวเองจะรู้สึกอิ่มตัว อีกอย่างก็มาคิดว่า หยุดไปตอนนั้น แต่ถ้ายังมีความรู้ความสามารถอยู่ ซักวันก็ต้องกลับมาได้ พี่ก็เลยหยุดไป

พี่เอี้ยว – ทุกอย่างในตอนนั้นเป็นไปตามสถานการณ์ เมื่อทุกอย่างต้องหยุดลง การแสดงก็ไม่มี กิจกรรมก็ไม่มี การรวมตัวก็น้อยลงไปตามปริยาย ก็ได้แต่คุยกันนิดหน่อยว่า ถ้าสถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ละก็ การดำเนินกิจกรรมก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว

พี่ลูกน้ำ — ตั้งแต่ช่วงที่ได้ไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง ลูกทุ่งฮอลิเดย์ ทำให้มีเวลาให้กับวงน้อยลง จึงเกิดเป็นปัญหากัน ปรับความเข้าใจกันไม่ได้ ก็เลยออกจากวงไปเฉยๆ

หลังจากเลิกวงแล้ว สมาชิกแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำอะไรกันบ้าง

พี่เอี้ยว – หลังจากเลิกแล้วตอนนั้น พอเรียนจบ ก็ไปเล่นดนตรีต่อกับทาง EMI จาก EMI ก็ไปเป็นครูสอนกีตาร์อยู่ปีนึง หลังจากนั้น ก็ทำงานบริษัทฯ แล้วตั้งแต่ปี 2535 ก็ไม่ได้เล่นดนตรีอีกเลย

chin2

พี่ชิน – หลังจากออกมาแล้ว ก็ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเลย หวังไปตายเอาดาบหน้า ตั้งใจไปเริ่มต้นใหม่ที่โน่น มีโอกาสเล่นดนตรีในห้องอาหารไทยในซิดนีย์ กลับมาช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไปเล่นโฟล์คซองคนเดียวที่ร้านอาหาร

พี่ลูกน้ำ – หลังจากออกมาแล้ว เพื่อนที่วิทยาลัยครูเค้าเป่าแซ็คให้กับวง The Saint เค้าก็เลยให้ไปร่วมวง ไปเล่นตามคาเฟ่ จากกรุงเทพฯ ออกต่างจังหวัดเรื่อยไปจนถึงเชียงใหม่ จนกระทั่งมีวงของตัวเองขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นตั้งใจจะกลับมาทำเทปด้วย แต่ก็เกิดเหตุให้ต้องหยุดชะงัก เพราะมือเบสมีสาเหตุส่วนตัว ไม่สามารถมาร่วมเล่นได้ ทั้งๆ ที่ติดต่องานไว้ทุกด้านเรียบร้อยแล้ว เลยทำให้เสียความรู้สึกอย่างแรง เกิดความท้อในชีวิต เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมกับวง ภราดร ก็ทุ่มเทให้กับดนตรีมาตลอด แต่มาถึงตรงนี้ งานที่เตรียมกลับมาทำใหม่ กลับต้องยกเลิกกลางคัน เพราะสาเหตุส่วนตัวนิดเดียว ถึงกับประกาศเลิกเล่นดนตรี ไม่จับเครื่องดนตรีอีกเลย

กับความรู้สึกของแต่ละคนนับจากวันที่เลิกวง จนมาถึงตอนนี้

พี่ลูกน้ำ – คิดถึงนะ กับบรรยากาศเก่าๆ ตอนนั้น เพราะช่วงเวลานั้น มันเป็นอะไรที่เราอยากทำ แล้วก็ได้ทำ เคยคาดหวังกับงานทางดนตรีไว้เยอะ เพราะการได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน มันเหมือนกับเป็นบ้านใหม่ที่พวกเราได้อยู่ร่วมกัน แต่พอถึงเวลาที่จะต้องหยุดแบบกระทันหันแบบนั้น ก็ทำให้เคว้งไปทันทีเหมือนกัน

พี่ชิน — ทุกครั้งที่ไปดูดนตรี จะนึกถึงเวลาที่ตัวเองเล่นดนตรีด้วย บางครั้งถึงกับร้องไห้ ที่ตัวเองต้องออกจากวงการแบบกระทันหัน แต่ก็มีความรู้สึกว่า ซักวันนึงคงจะมีโอกาสกลับมาอีก ถึงแม้จะไม่ได้กลับมาในแนวพาณิชย์ก็ตาม เดิมทีก็เคยคิดกับเอี้ยวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาส ทันทีที่ยิ้มละไมเชิญมางานปาร์ตี้ในวันนั้น ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมานะ มันเหมือนจุดประกายให้เกิดความหวังแล้วว่า จะกลับมาทำ ก็มีการคุยกันว่าจะกลับมาทำในแนวไหน ที่ทำแล้วเหมาะสมกับเรา ทำแล้วไม่น่าเกลียด

พี่เอี้ยว — ต้องมองว่าชีวิตคน 1 ชีวิตนี่ ประกอบหลายๆ อย่าง เรื่องงานเป็นส่วนนึงที่แยกจากชีวิตคนเราไม่ได้ แต่ว่าเวลาที่ผ่านไป แต่ละคนก็ไปทำงานในสิ่งที่ต้องทำ เป็นภาระ เป็นหน้าที่ เพื่อความอยู่รอด แล้ววันนึงก็มานั่งคิดว่า แล้วสิ่งที่เราทำไป มันให้ความสุขกับเราหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ เราได้แค่เรื่องของเงิน เรื่องของความเป็นอยู่ที่เราต้องอยู่กับสังคมนี้ กับชีวิตนี้ไป แล้วอะไรที่มันให้ความสุขล่ะ เราก็กลับไปมองคล้ายๆ กันว่า คือเรื่องของงานดนตรี วันนี้ผมเชื่อว่า หลายๆ คนในวงภราดร ค่อนข้างที่จะดี ค่อนข้างที่จะอยู่ตัว ในแง่ของชีวิตความเป็นอยู่ วันนี้ถ้าเราคิดจะกลับมาทำ ก็เป็นเรื่องที่ทำเพื่อความสุขของเราเอง เราถือว่า เรามาก่อน 20 ปีก่อนเราเล่นไปได้ขนาดนั้น แล้วก็ต้องหยุดไป จนกระทั่งวันนี้ ก็มีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาเยอะแยะ วันนึงถ้ามีโอกาส ก็เป็นไปได้ที่จะกลับมาร่วมเล่นด้วยกันอีก

ในวันงานมีตติ้งของแฟนคลับชาตรี ตอน ย้อนยุค วงชาตรี… ที่คิดถึง ที่โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ ถ้าสมาชิกท่านใดได้ไปร่วมในงานด้วย ก็คงจะได้เห็นพวกพี่ๆ เล่นดนตรีด้วยกันเกือบครบทั้งวง

ภราดร      pic8

พี่เอี้ยว — นั่นละ เป็นครั้งแรกที่จับเครื่องดนตรีนับตั้งแต่ปี 2535 เพราะพอทำงานเป็นจริงเป็นจัง ก็ไม่ได้จับเครื่องดนตรีอีกเลย

พี่ชิน — เพิ่งจะมาจับกลุ่มซ้อมกันก็บ่ายวันนั้นละ พอค่ำก็ลงเล่นเลย ลุ้นตลอดเวลาที่เล่นเลยล่ะ

พี่ลูกน้ำ — ตอนนั้นก็เล่นแบบไม่ค่อยมั่นใจเอาเลย พี่ป้อมก็เข้าใจ ยังให้กำลังใจอยู่ตลอด ถ้าใครจำได้ จะได้ยินพวกเราย้ำอยู่ตลอดตอนเล่นเพลงเสร็จว่า รอดแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลงเก่าอย่างเหล่าสมาชิกบ้านเพลงเก่า คงอยากทราบความคิดเห็นของนักดนตรีในอดีตที่มีต่อเพลง หรือแนวดนตรี ของเพลงในยุคปัจจุบัน

พี่เอี้ยว — เพลงสมัยใหม่ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ สามารถ copy ความคิดจากคอมพิวเตอร์ได้เลย เพลงสมัยใหม่จะคล้ายๆ กัน เนื้อร้องไม่สัมผัสก็ได้ เน้นเรื่องการตลาด ก็ดังได้แล้ว แต่การทำเพลงสมัยก่อน จะมีความพยายามมากกว่าสมัยนี้เยอะ เนื้อร้องที่ออกมาจะกลั่นออกมาจากความรู้สึกเลยทีเดียว

พี่ชิน – เพลงสมัยใหม่ไม่มีความเป็นอมตะ เป็นเพลงที่ไม่ได้เกิดจากความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็เขียนตามภาษาพูด แต่เพลงสมัยเก่านั้น ภาษาจะสละสลวยกว่าเยอะ เพลงที่มีความเป็นอมตะ จะฟังกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ฟังได้ทุกโอกาส บางเพลงของสมัยนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า อาจจะยังมีการฟังอยู่ก็ได้ นั่นหมายถึงว่าเพลงๆ นั้นดีจริง ซึ่งก็มีเหมือนกัน

พี่ลูกน้ำ — ผมกลับมองว่า เพลงก็คือเพลง อย่าอินกับมันมากนัก เพลงคือสื่อที่เวลาฟังแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึก ผมว่า เพลงมันมีวิวัฒนาการของมัน มันจะไปทางไหน ก็ปล่อยมันไปทางนั้น แต่ละคนจะมีความชอบไม่เหมือนกัน แล้วเพลงแต่ละเพลง มันก็ออกมาจากอารมณ์ของผู้แต่ง ซึ่งบางเพลงก็อาจจะมีพื้นฐานมาจากการตลาดบ้าง แต่สมัยก่อนเพลงนั้นจะมาจากอารมณ์ล้วนๆ ก็อยู่ที่คนฟังจะเลือกฟังเพลงแนวไหน การที่คนทำเพลงเอาเพลงเก่ามาทำแนวดนตรีใหม่ ผมก็ถือว่าเป็นวิวัฒนาการ เป็นการพัฒนาของเพลง ขอแต่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเพลง ก็เท่านั้น

pic9

 

แล้วตอนนี้ สมาชิกแต่ละคนทำอะไรกันบ้าง

พี่เอี้ยว — ผมอยู่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ตำแหน่ง Recruitment Manager เป็นตำแหน่งที่สรรหาบุคลากรให้กับองค์กรที่เราทำอยู่

พี่ชิน — ปัจจุบันนี้ ส่วนนึงก็ทำงานการเมือง ชื่อ พรรคธรรมชาติไทย พยายามเผยแพร่เรื่องของประชาธิปไตย ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการสร้างฐานพรรค คาดหวังว่า วันนึงคงจะได้มีส่วนร่วมในพรรครัฐบาล แนวคิดก็คือ เกษตรนำ อุตสาหกรรมหนุน บริการเสริม หมายถึงการใช้วัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลผลิตในบ้านเมืองเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยอาศัยการอุตสาหกรรมมาช่วยแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามากขึ้น และหลังจากขายผลผลิต ก็ต้องมีบริการหลังการขาย เพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความประทับใจ ส่วนนึงก็คือ ทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับโบรคเกอร์บ้านที่ดิน สำนักงานบัญชี, ทนายความ อีกส่วนนึงก็เป็นวิทยากรอิสระ ร่วมกับคณาจารย์ ด็อกเตอร์ เปิด training program ส่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปอยู่กับ family ที่เมืองนอก ตอนนี้ก็กำลังพยายามเคลียร์งานบางอย่างออก ให้เหลือน้อยลง

พี่ลูกน้ำ — ผมจะอยู่ในวงการธุรกิจ เน้นหลักใหญ่ก็ stationery, งานพลาสติค, งาน home design ตอนนี้เปิดร้านขายเนื้อวัวตุ๋น ตรงแยกช่องนนทรีย์

ส่วนพี่ฮง ก็เป็นเจ้าของโรงงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องจักร

พี่เปี๊ยก เป็นวิศวกรทั่วไป

พี่เบี้ยว เล่นการเมืองท้องถิ่น

พี่ย้ง ทำการตลาดพวกชิ้นส่วน อุปกรณ์ก่อสร้าง

สมาชิกอีกคน ตอนนี้อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ได้ข่าวว่าทำงานด้านดนตรีอยู่

ทีมงานบ้านเพลงเก่าก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ สมาชิกวง ภราดรที่สละเวลาให้เกียรติมาพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตให้พวกเราได้รับรู้กันในวันนี้ค่ะ


มอลลี่
ผู้สัมภาษณ์

ไอรดา เรียบเรียง

รำลึกวงภราดร

tape1logo_name

รำลึกความหลัง เขียนโดย เจี๊ยบ ยิ้มละไม
ร่วมให้ข้อมูลโดย ฟลุ๊ค ( ลูกนก )

ปัจจุบันถ้าเอ่ยชื่อ “ภราดร” ทุกคนจะต้องคิดไปถึงนักเทนนิสผู้มีมารยาทงามของเมืองไทย แต่ถ้าย้อนไปในปี พ.ศ.2528 ชื่อ “ภราดร” หลายๆ คนจะรู้จักในนามวงดนตรีชื่อไทยๆ ซึ่งตามพจนานุกรมแปลความหมายของคำนี้ไว้ว่า พี่ชาย, น้องชาย เป็นวงดนตรีน้องใหม่ในสังกัดค่ายเทป อี.เอ็ม.ไอ.ที่รวมเอาหนุ่มๆ 7 คนมารวมกัน มี
1.สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร กีตาร์…ร้องนำ
2.สิทธิชัย รังรองษีกุล สตริง…ร้องนำ
3.คมสันต์ หวังปรีชาอมร เบส…ร้อง
4.อนุเดช พรสุวรรณกุล เปียโน…คีย์บอร์ด
5.สมศักดิ์ อภิวิรุฬห์ทรัพย์ กีตาร์ลีด
6.ณรงค์ศักดิ์ ติยะสกุลพร กีตาร์
7.ไสว หอมทอง กลอง

tape2ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อชุด “สุดสายตา” โดยเอาเพลงเอกของอัลบั้มชุดนี้เป็นชื่อชุด ซึ่งในขณะนั้นก็มีอัลบั้มของค่ายอื่นๆ อีก ที่ออกมาวางตลาดพร้อมๆ กันกับชุดนี้ เช่น วงแกรนด์เอ็กซ์ ชุดหัวใจสีชมพู, วงไอสครีม ชุดวันดีคืนดี, วงเพื่อน ชุด อะโห..ชีวิต, วงซิกซ์เซ้นซ์ ชุดดาว รวมทั้งค่ายอี.เอ็ม.ไอเอง ก็มีอัลบั้มชุดอธิษฐานรัก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของวงชาตรี ก็ออกวางตลาดในช่วงเวลานี้เหมือนกัน เป็นต้น แต่วงภราดร ที่เป็นวงศิลปินน้องใหม่ก็สามารถนำเพลง สุดสายตา ให้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงในขณะนั้นได้เช่นเดียวกัน ด้วยประโยคแรกของเพลงที่ขึ้นว่า “หวล..คืน..ชื่น..ฤทัย เหตุไฉน..เจ้าหลบสายตา ฮา….” เสียงร้องที่นุ่มๆ ของคุณชิน (สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร) ที่เป็นผู้แต่ง และเป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงนี้ออกมาเป็นทำนองเพลงช้าๆ ซึ้งๆ เศร้าๆ ที่ซึ้งกินใจสำหรับหลายคนเลยทีเดียว

อัลบั้มชุดนี้มีเพลงทั้งหมด 12 เพลง ประกอบไปด้วย รอยแผลใจ, สุดสายตา, พบหญิงสาว, พิสูจน์รัก, กระท่อมร้าว, หนาวรัก, หมายปองรัก, ลืมอดีต, ปรานีรัก, สุดแห่งความรัก, ดนตรี และ รักเธอ ซึ่งแต่ละบทเพลงนี้ในชุดนี้ สมาชิกในวงภราดรเป็นผู้แต่งเองทั้งหมด

ต่อมาในปีพ.ศ.2529 ค่ายอี.เอ็ม.ไอ.ได้ทำอัลบั้มเพลงคู่ ที่นำบทเพลงที่ฮิตในค่ายอี.เอ็ม.ไอของวงชาตรี. วงพิงค์แพนเตอร์, คุณต้น สุชาติ ชวางกูร, คุณธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์ และวงภราดร ออกมาทำเป็นเพลงร้องคู่ ชื่อชุด“คู่รัก วัยหวาน” โดยเอาสมาชิกของวงภราดร 2 ท่านคือ คุณชิน สุจินต์ เสาวภาคย์ประยูร และ คุณลูกน้ำ สิทธิชัย รังรองษีกุล มาขับร้องร่วมกับนักร้องอีก 4 ท่านคือ คุณเอ๋ สุรักษ์ นิลกลัด, คุณตู่ ดวงเดือน โยธานัก, คุณลูกศร ธนาภรณ์ รัตนเสน และคุณต่าย สุโรจนา นิลกลัด มีผู้มาช่วยเรียบเรียงคือคุณณรงค์ อับดุลราฮิม แห่งวงพิงค์แพนเตอร์ ก็ได้มาช่วยทำอัลบั้มชุดนี้ด้วย

อัลบั้มชุดนี้มีเพลงทั้งหมด 12 เพลง เห็นชื่อเพลงแล้ว ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเพลงซึ่งแฟนเพลงรู้จักกันดี ซึ่งก็ได้แก่เพลง ยากยิ่งนัก, รักครั้งแรก, สักขีเจ้าพระยา, อธิษฐานรัก ของวงชาตรี, เพลง ใจรัก, เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป ของคุณสุชาติ ชวางกูร, เพลงรอยเท้าบนผืนทราย, วันที่เราจากกัน ของวงพิงค์แพนเตอร์, เพลง กุหลาบสีแดง ของคุณธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์, เพลง สุดสายตา ของวงภราดร

tape3ในปีเดียวกันนี้ วงภราดร ก็ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ชื่อชุด “เพียงเธอ” โดยมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มในวงอีกคนนึงในตำแหน่ง เปียโน คือ คุณสรรเพชร บทเพลงที่ได้รับความนิยมในชุดน้ ก็คือเพลงที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อชุด คือเพียงเธอ ที่ขึ้นต้นว่า “ดวงดาวพร่างพราวฟ้า คู่จันทราน่าภิรมย์” น้ำเสียงใสๆ และเป็นผู้ที่ถ่ายทอดเพลงนี้คือ คุณลูกน้ำ (สิทธิชัย รังรองษีกุล) เพลงนี้ก็เป็นเพลงช้าๆ ซึ้งๆ เศร้าๆ เหมือนกับเพลงสุดสายตา

อัลบั้มชุดนี้มีทั้งหมด 12 เพลง และได้คุณวันทนา วุฒากร ที่เป็นผู้แต่งเพลง “รักครั้งแรก” “ยากยิ่งนัก” ให้กับวงชาตรี มาช่วยแต่งเพลง “มั่นใจรัก” และได้พี่ต๋อย คุณวิชัย ปุญญยันต์ แห่งวงพิงค์แพนเตอร์ มาเป็นผู้เรียบเรียงเพลง “เพียงเธอ และรักรัญจวน” ให้กับวงภราดรด้วย

12 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ก็ได้แก่ เพียงเธอ, ยังเป็นคนเดิม, รอยช้ำ, ตำนาน, ดวงใจ, วอนรัก, รักรัญจวน, จำฝังใจ, รักแรก, ยามเรียน, มั่นใจรัก, เธอ

และถึงแม้อัลบั้ม เพียงเธอ จะออกจำหน่ายได้ไม่นาน และผลงานของวงภราดรต้องหยุดอยู่แค่อัลบั้มชุดที่ 2 นี้ เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยในอี.เอ็ม.ไอ แต่ ณ วันนี้ ถ้าพูดถึงเพลง สุดสายตา และเพียงเธอ เมื่อไหร่ แฟนเพลงในอดีตก็ยังระลึกนึกถึงวงภราดรได้ทันที นั่นก็เป็นเครื่องแสดงว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ชื่อ วงภราดร ก็ยังคงอยู่ในใจของแฟนเพลงอยู่ตราบจนทุกวันนี้

รำลึกคีรีบูน

logo_kereboon

โดย ไอรดา

haklove_cover             ” หากรัก… เป็นเหมือนเมฆลอยไปในฟากฟ้ากว้างไกลตา… “ เสียงเพลงจากนกน้อย คีรีบูน วงดนตรีน้องใหม่ของวงการเพลงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2526 ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางไหน เป็นต้องได้ยินเสียงเพลงนี้กระหึ่มไปทั่ว อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงคีรีบูนเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นวงดนตรีน้องใหม่ในขณะนั้น แต่ฝีมือนั้นไม่ใหม่เลย

             นกน้อย คีรีบูน เริ่มก่อตั้งมาด้วยสมาชิกร่วมวง 6 คนด้วยกัน ได้แก่ รณชัย ถมยาปริวัฒน์ หรือ อ๊อด ตำแหน่ง กีตาร์, ร้องนำ อาทิตย์ นามบุญศรี หรือ โอ๋ ตำแหน่ง กีตาร์, ร้องนำ ไพศาล อัญญธนา หรือ ศาล ตำแหน่ง คีย์บอร์ด, ร้องนำ ไกรฤทธิ์ แพสุวรรณ หรือ โหน่ง ตำแหน่ง เบส พิพัฒน์ นิลประภา หรือ ตุ้ม ตำแหน่ง คีย์บอร์ด ชัยพล อิ่มด้วยสุข หรือ หนุ่ม ตำแหน่ง กลอง และต่อมา ก็ได้มีการเปลี่ยนตัวมือเบส ไกรฤทธิ์ ซึ่งติดภารกิจส่วนตัว เป็น คมสัน ตันไชยฤทธิกุล หรือ ต๋อง

             หากรัก เป็นชื่อผลงานชุดแรก และเป็นชื่อเพลงที่ใช้เปิดตัววงดนตรีวงนี้ เพียงแค่เพลงแรก ก็ทำให้แฟนเพลงวัยรุ่นในยุคนั้น ต่างหลงใหลคลั่งไคล้ในเสียงเพลงของคีรีบูน และนอกจากเพลงนี้ ในอัลบั้มชุดนี้ยังมีเพลงอื่นที่มีความไพเราะเช่น ไร้คู่, โอ้นกน้อย, รักนี้เหมือนฝัน, แม่จ๋า เป็นต้น หลังจากนั้นอีกไม่นาน กระแสนิยมในวงคีรีบูนยิ่งมีมากขึ้น เมื่ออัลบั้มชุดที่ 2 ได้ออกวางตลาด ภายใต้ชื่อชุดว่า รอวัน… ฉันรักเธอ และเพลงรอวัน… ฉันรักเธอ นี่เองที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้กับคีรีบูน ถือได้ว่า เพลงนี้ เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และสร้างชื่อเสียงให้กับวงคีรีบูนก็ว่าได้ ในอัลบั้มชุดนี้ ยังมีเพลงเพราะๆ อีกมากมาย เช่น ปลูกรัก, อดีตรักยามเย็น, หนึ่งน้องนางเดียว, เด็กกำพร้า, ทะเลแห่งความหลัง คีรีบูนยังมีอัลบั้มตามกันออกมาอีก 3 ชุด คือชุด เพื่อน, เพียงก่อนนั้น และตลอดกาล ซึ่งในแต่ละชุด ก็มีเพลงเพราะๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โอ้ รัก, สะพานรัก, อายุไม่สำคัญ, พี่รักเจ้า, เด็กสลัม, เพื่อน, วิญญาณในภาพถ่าย, ไม่รู้สิ, มีสิทธิ์ไหม, เพียงก่อนนั้น, เปาะแปะ, ปลุกหัวใจ เป็นต้นwait_cover  

เพลงในแต่ละอัลบั้มของคีรีบูน จะมีแต่ความหลากหลาย นอกเหนือจากเพลงในแนวความรัก ซึ่งมีทั้ง สมหวังในรัก, ผิดหวังในรัก, รอคอยความรัก ยังแทรกเพลงที่สะท้อนถึงชีวิตในสังคมไว้ด้วย เช่น แม่จ๋า, เด็กกำพร้า, เด็กสลัม ซึ่งเพลงเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงใหม่ โดยสมาชิกในวงร่วมกันแต่งคำร้อง และทำนอง จึงไม่แปลกที่ทุกคนสามารถร่วมกันถ่ายทอดแต่ละบทเพลงออกมาได้อย่างเข้าถึง อารมณ์ นอกจากเพลงใหม่แล้ว คีรีบูนยังได้นำเอาเพลงเก่าในอดีต ซึ่งเป็นบทเพลงอมตะ มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในรูปแบบของคีรีบูนเอง ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คีรีบูนสามารถขับขานเพลงเก่าอมตะอย่าง ปลูกรัก, หนึ่งน้องนางเดียว, โอ้รัก, ขอให้เหมือนเดิม, พี่รักเจ้า, วิญญาณในภาพถ่าย ได้อย่างไพเราะ และซึ้งใจ

             จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงคีรีบูน และทำให้คีรีบูนมีความโดดเด่น และเป็นที่นิยมชมชอบของแฟนเพลงวัยรุ่นในยุคนั้น มีอยู่หลายอย่าง เริ่มจากเสียงร้องของอ๊อดเอง เรียกว่า พูดถึงคีรีบูน ก็จะต้องนึกถึงเสียงร้องพร้อมลูกคอที่พลิ้วไหวของอ๊อดก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของคำร้องในเพลง แฟนๆ ของคีรีบูนจะ ทราบกันดีว่า เพลงแต่ละเพลงของคีรีบูน แม้จะใช้เพียงคำพูดง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่เมื่อถูกนำมาเรียบเรียงไว้อย่างสวยงาม ผสมผสานกับทำนองที่สมาชิกในวงร่วมกันบรรจงแต่งอย่างพิถีพิถัน ทำให้เนื้อหาแต่ละท่อน, แต่ละประโยคของบทเพลงเหล่านั้น ดูมีความหมาย ฟังแล้วเกิดความประทับใจ ซึ้งใจ ได้อารมณ์ร่วมไปกับเสียงเพลง

friend_cover

“ หากฉันเป็นนก จะติดตามเมฆน้อยที่ล่องลอยลับไป ฟากฟ้ามืดมนเพียงไหนไม่หวั่น หวังไว้ คงสักวัน อาจได้เจอ… “

“ ฝากคำว่าคิดถึง ให้เธออยู่เสมอ แม้ไม่ได้เจอ ฉันก็สุขใจ หากชีวิตไม่สิ้น ฉันจะกลับเอารักมาให้ เธอโปรดจำไว้วันที่ฉันรอ… “

“ โลกช่างลำเอียงและไร้ความยุติธรรม หรือเป็นเวรกรรมที่ฉันนำติดตัว พ่อแม่ลืมเรา ช่างไม่นึกกลัว จะดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่สนใจ “

              นี่เป็นเพียงบางส่วนในบทเพลงของคีรีบูน ที่แสดงถึงภาษาที่ถูกนำมาเรียบเรียงไว้อย่างสละสลวย

              ทุกวันนี้ ถึงแม้คีรีบูนจะกลายเป็นตำนานแห่งเสียงเพลงไปแล้ว แต่เสน่ห์ในบทเพลงของคีรีบูนก็ยังไม่เลือนหาย ฟังเมื่อไหร่ก็ยังเกิดอารมณ์คล้อยตามเสียงเพลงได้ทุกเมื่อ และตราบใดที่นักฟังเพลงยังมีอารมณ์สุนทรีย์ในการฟังเพลงอยู่ เพลงของคีรีบูนก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ เพลงคีรีบูนทั้งเก่า และใหม่ตลอดไปด้วยเช่นกัน

**********************************************************************************************

ผลงานเพลงทั้งหมดของคีรีบูน

อัลบั้มที่1 : หากรัก (2526)
อัลบั้มที่2 : รอวันฉันรักเธอ (2527)
อัลบั้มท3 : เพื่อน (2528)
อัลบั้มที่4 : เพียงก่อนนั้น(2529)
อัลบั้มที่5 : อ๊อด in UsA(2529)
อัลบั้มที6 : ตลอดกาล(2530)

4_cover

usa_cover

forever_cover

คุยกันให้หายคิดถึง ฟรีเบิร์ดส

head_talk

สวัสดีค่ะชาวบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงฟรีเบิร์ดทุกคนนะคะ วันนี้ลี่และพี่ดาก็ขอเป็นนักข่าวเฉพาะกิจ บุกไปสัมภาษณ์พี่ประวิทย์นะคะ กว่าที่พวกเราจะนัดคุยกะพี่วิทย์ได้ ก็มีอุปสรรคหลายอย่างค่ะ ซึ่งทำให้ภารกิจลับของเรานี้เกือบไม่สำเร็จ

           แต่ความพยายามของเราก็สำเร็จ วันนี้พวกเรานั่งอยู่ตรงหน้าพี่วิทย์แล้วค่ะ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี จากหนุ่มน้อยหน้าใส ผมม้า ปากแดงๆที่เราเคยคุ้นตา ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดูใจดี สุภาพ ให้ความเป็นกันเองตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกัน ลี่และพี่ดารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะและขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ ที่พี่ได้เสียสละเวลามาพูดคุยกับพวกเราค่ะ

1

สวัสดีค่ะ พี่วิทย์
สวัสดีครับ

พี่วิทย์คะ เนี่ยพวกเรามีเทปฟรีเบิร์ดอยู่แค่ 4 อัลบั้มเองค่ะที่เหลืออยู่ นอกนั้นหายหมดเลยค่ะ (หยิบเทปมาโชว์ให้พี่วิทย์ดู)
มีอะไรบ้าง มีมากกว่าผมอีก ( หัวเราะ ) โห… ชุดนี้ (หยิบอัลบั้ม ” คอย ” มาดู) จำไม่ได้แล้ว ไม่มีแล้ว

เนี่ย… 4 อัลบั้มนี้นะคะ ( คือชุด คอย จบเกมส์ ความผันแปร นกอิสระ )
ไม่มีแล้ว โห… นี่ พอแล้ว 4 อัลบั้มนี้ สุดยอดแล้ว

เทปชุดแรก “คอย” ใช่มั้ยคะพี่
ฮะ

ย้อนหลังไปกี่ปีเอ่ย
2526 (ทำท่าคิด)

แต่ในปกเทปลงไว้ 2525
อ้าวเหรอ ถ้างั้น 25 ( หัวเราะ ) 25 เหรอ ( พลิกหาที่ตลับเทป )

ลงไว้ด้านในค่ะ
ใช่ๆๆ 25

ตอนนี้พี่ไม่มีเทปเลยเหรอคะ หรือเก็บไว้บางอัน
ไม่มี

แล้วเพลง พี่ก็ไม่ได้ฟังเลยเหรอคะ เดี๋ยวนี้
ไม่ได้ฟังเลย

เหรอคะ
มีก็…ฟังวิทยุเปิดบ้าง

f1

มีกรีนเวฟเปิดบ้าง ช่วงรำลึกถึง มีเพลงสิ่งสุดท้ายคือเธอ
ใช่มะ (อมยิ้ม)

ใช่ๆๆ
บางทีลืมไปแล้ว คือเราฟังเพลงที่เค้าเปิด เอ๊ะ…อ๋อ…เพลงนี้ของเรานี่

ลืมใช่มั้ยคะ( หัวเราะ )
ลืม ( หัวเราะบ้าง )

ก็ทีนี้ ย้อนหลังกลับไปปีพ.ศ. 2525 พี่เล่าให้ฟังได้มั้ยว่า ก่อนที่จะมาทำเทปมีความเป็นมายังไง ย้อนความทรงจำนิดนึง
ก่อนมาทำเทปเนี่ย เป็นนักศึกษาน่ะแหละ ก็คือพี่เรียนหนังสืออยู่มหาลัยปี 1 ที่รามคำแหง ซึ่งรามคำแหงนี่ ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ทุกคนก็แบบอิสระมาก ในส่วนของพี่วิทย์เองนี่ก็คือ จะมีโต๊ะ จะมีวงอยู่ประมาณ 10 วง เต็มไปหมดเลย ไม่รู้ใครเป็นใคร ก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน พอถึงเวลามีงาน ในกลุ่มของเรานี่แหละ คือวงนี่ ก็จะแข่งกัน รวมกันอะไรอย่างเนี้ย ก็สนุกอะนะ บังเอิญมีงานนึงตอนปิดภาคเรียน เล่นที่หน้าลานพ่อขุน

( ชี้ที่ปกเทปจบเกมส์ ) ทุกคนเลยหรือเปล่าคะ
ไม่ใช่

อ๋อ ไม่ใช่กลุ่มนี้
( ชี้แต่ละคนในปกเทป ) คนนี้คนละวง คนนี้วงเดียวกัน

หมายถึง ในรามใช่มั้ยคะ
ใช่ ทีนี้ เมื่อไปเล่นที่ลานพ่อขุนเสร็จแล้ว ก็มีแมวมองมาติดต่อ สนใจที่จะทำเทปหรือเปล่า เราก็ช็อค

ตอนนั้นพี่ระย้ายังจัดรายการวิทยุอยู่หรือเปล่าคะ
คือจริงๆ แล้ว ตอนนั้นพี่ระย้าไม่เกี่ยวเลย แล้วตอนนั้นก็ทำรายการวิทยุแล้ว มีสาว สาว สาวแล้วด้วย แต่ตาไม่ถึง มองไม่เห็นฟรีเบิร์ดส (หัวเราะ)

คนนี้คือแมวมองที่เป็นคนของค่ายอื่นเหรอคะ
คือเป็นคนภายนอกนะ

อ๋อค่ะ แล้วยังไงเอ่ย
ซึ่งตอนที่พี่เล่นดนตรีอยู่ ปกตินะ พี่ระย้าเค้าก็รู้ แต่ว่า…

ไม่มองคนใกล้ตัว ?
เค้าชอบไล่ แบบว่าเสียงดัง ไปเล่นที่อื่นไป อะไรอย่างเนี้ย ( หัวเราะ ) ทีนี้พอมีคนเค้าสนใจ ก็คิดว่า เออ…ก็ดีนะ ได้ประสบการณ์ เค้าไม่ได้คิดถึงธุรกิจนะ แต่ก็ คืออยากเล่น เค้าเล่นดนตรีอยู่แล้วนี่ เค้าบอกพาพวกเพื่อนที่มีความคิดเดียวกัน แนวเดียวกันมาเล่น แล้วเค้าก็เริ่มแต่งเพลง หาเพลงให้พวกเรา อะเร้นจ์กันเอง ซึ่งขณะนั้นนี่ นักดนตรีเด็กๆ อะเร้นจ์เพลงเองกันเองนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ

ใช่ ยากนะ
ส่วนใหญ่ วงรุ่นใหม่ๆ นี่เค้าจะมี producer จัดการให้เรียบร้อย ใช่มั้ยครับ ก็หาวงมาร้องมาเล่น แต่เราทำกันเอง เพราะงั้น รูปแบบทางดนตรีก็เลยออกมาค่อนข้างเปลี่ยนสไตล์ไปเลย

แล้วตอนนั้น คนพวกนี้ ( ชี้ที่ปกเทป ” คอย ” ) มากันหรือยังคะ
มาแล้ว

f2change

แล้วตั้งชื่อวงหรือยังคะ
ตอนนั้นยังไม่ตั้งชื่อเป็นฟรีเบิร์ดส แต่ตั้งกันมามากมาย

ช่วงที่กำลังวางตัวนี่ พี่ระย้ารู้หรือยังคะ
รู้แล้ว เริ่มรู้แล้ว แต่ว่า ก็ยังไม่เคยทำเพลง ยังไม่ดังน่ะ ไม่ดังหรอก รู้อยู่แล้ว รู้จักกันดีตั้งแต่เด็กอะไรอย่างเนี้ย ก็เลยไม่สนใจอะไร ทีนี้พอเพลงเสร็จปุ๊บ เพลงก็เริ่มออกไป ประมาณเดือนตุลามั้ง

เอ๊ะ ตอนนั้นที่เพลงออกไปนี่ สังกัดรถไฟดนตรีหรือเปล่าคะ
ใช่ คือต้องเข้าสังกัดรถไฟดนตรีอยู่แล้ว เพราะว่า…

จัดจำหน่ายหรือเปล่าคะ
คือจัดจำหน่าย ใช่โอเชี่ยน แต่รถไฟดนตรีไม่ได้จำหน่าย คือเข้าไปอยู่ในสังกัดรถไฟดนตรี มันต้องมีสังกัด

แล้วคนที่มาชวนพี่นี่ ฟรีแล้นซ์ ใช่มั้ยคะ ไม่ได้ชวนให้เข้าสังกัดเค้าเหรอคะ
คือคนที่มาชวนนี่ เค้าก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบริษัท คือแบบว่า เข้ารถไฟดนตรีนี่ นักดนตรีจะเป็นอะไรที่เค้าดังอยู่แล้ว คือขอเค้าเข้า อะไรอย่างนี้นะ

แล้วพี่ระย้าได้เริ่มฟังเพลงหรือยังคะ
เริ่มได้ฟังแล้ว

แล้ว comment ยังไงบ้างเอ่ย
ก็… พอใช้ได้ (หัวเราะ) พวกเราเป็นวงใหม่ ต้องมีการโปรโมต ซึ่งตอนนั้นเนี่ย คลื่นแต่ละคลื่นเริ่มเห็นว่าเป็นเพลงที่แปลก ก็เริ่มเชียร์กัน

เพลงแรกที่เชียร์กัน คือสิ่งสุดท้ายคือเธอ หรือเปล่าคะ
ใช่ สิ่งสุดท้ายคือเธอ เอ๊ะ คอยมั้ง น่าจะคอยก่อน แล้วก็มาสิ่งสุดท้ายคือเธอ ไม่มีมิวสิควิดีโอ ไม่มีอะไร ตอนนั้นเนี่ยนะ

ทีวีก็ไม่มีออก
ไม่มี แล้วก็ไปออกที่นี่ก่อน ดุสิตธานี

ตอนนั้นเริ่มดังหรือยังคะ หรือว่าก้ำกึ่ง
คนเริ่มได้ฟังเพลง เค้ายังไม่เคยเห็นหน้า เค้าเลยรู้จักวงนี้ แล้วไปที่ดุสิตธานี ตอนนั้นวงแกรนเอ็กซ์เล่น แล้วฟรีเบิร์ดสเป็นวงเสริมไป ทีนี้พอเดินออกไป ก็มีวัยรุ่นคนนึงตะโกนขึ้นมา บรรยากาศใน hall ตอนนั้น ก็เลยเหมือนมีแนวร่วม อารมณ์มันมาก ทุกคนเลยตะโกนกรี๊ดกันใหญ่ เชื่อมั้ย ตอนนั้นฟรีเบิร์ดสเนี่ยปรับเครื่องยังปรับไม่เป็นเลย เวลาเล่นก็เล่น หูอื้อไปเลย ใหม่มาก ทุกคนก็สนุกมากวันนั้น มาถึงธันวาคม เป็นช่วงที่จะออกทีวีสู่สาธารณชนเนี่ยนะ ออกช่อง 5 รายการโลกดนตรี

ตอนนั้น เทปวางแผงแล้วใช่มั้ยคะ
วางแล้ว มันอาจจะมีกระแสมาจากดุสิตธานี เพราะมันมืด เห็นไม่ชัด มาดูช่อง 5 ดีกว่า ประตูใหญ่ช่อง 5 แตก

โห……………
ดีนะที่ตอนนั้นแฟนๆ เค้าไม่เป็นอะไร ถ้าเป็นอะไรล่ะแย่เลย ครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ช่อง 5 ย้ายเวทีออกมาข้างนอก เมื่อก่อนจะอยู่ใน hall จุคนได้ประมาณ 6-700 คนเองมั้ง

ไม่เยอะหรอก ข้างในไม่เยอะค่ะ
ใช่มั้ย น้อยนะ ได้ไปหรือเปล่า

ไม่เคยไป แต่ว่าดูในทีวีเอาค่ะ
ไม่เยอะ ไม่เยอะ แต่ว่า ข้างนอกมันดันเข้ามาไง มากๆๆๆๆ ทีนี้พอคนนึงล้ม ก็เป็นโดมิโน ล้มกันหมด

ช่วงนั้น พอออกรายการโลกดนตรีแล้ว…
ทะลุเลย ดังเลย

แล้วช่วงนั้นงานเยอะมั้ยคะ
เยอะมาก

แล้วพี่รู้สึกยังไงบ้างคะ
รู้สึกแปลกๆ เพราะชีวิตมันเปลี่ยน จากคนที่เดินเข้าซอยบ้าน ไม่มีใครอยากจะมองเลย ก็มาแอบดูเรา คนข้างบ้านก็บอก ไอ้นี่นี่หว่า เห็นหน้ามาตั้งนานแล้ว ไม่เคยดูหน้ามันจริงๆ ซะที คนที่ไม่เคยมาหาเราก็มา (หัวเราะ)

ช่วงนั้นที่ดังมากๆ สาวกรี๊ดกันทั่วนี่ มีแปลกๆ มั้ยคะ
มี ก็มีเยอะ มีกระทั่งแฟนเพลงฟรีเบิร์ดชอบมาที่บ้าน จนกระทั่งพ่อแม่ของน้องๆ แต่ละคน สงสัยว่า ไอ้หมอนี่เป็นใคร เค้าก็กลัวจะไปทำอะไรลูกสาวเค้า ลูกเค้ามาที่บ้าน ก็เลยพาพ่อแม่มา เป็นสิบๆ คนที่มีพ่อแม่มา คือแต่ละคน แต่ละคนก็มา แต่ไม่ได้มาวันเดียวกันนะ คือคนโน้นก็มาดูบ้าน อะไรอย่างเนี้ย พอเห็นพี่วิทย์ แล้วก็เห็นคุณแม่ เค้าก็วางใจว่าปลอดภัย มากันทีก็จะมี 7-8 กลุ่ม หรือ 10 กลุ่ม แล้วแต่ละกลุ่มก็ไม่ถูกกัน

จริงเหรอคะ
ไม่ถูกกัน กลุ่ม 5 คน 7 คน 8 คน แล้วถ้าพี่วิทย์ไปคุยกับใครมากกว่า จะโกรธ พอจะคุยกัน ก็ต้องเรียกมาคุยกัน คุยพร้อมๆ กัน เข้าใจว่า ก็อยากให้เราใกล้ชิด

จากที่ประสบความสำเร็จชุดแรกนี้ อีกนานมั้ยคะกว่าที่ชุดที่สองจะออก
ปีครึ่ง

ปีครึ่งนี่ อัลบั้มชุดที่สองนี่ชื่อชุดอะไรคะ มีมั้ยคะ
จบเกมส์ จบเกมส์นี่ออกช่วงน้ำท่วมพอดี 27

แล้วมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมั้ยคะ
ก็น้ำท่วม ท่วมมาก

แล้วยอดขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หรือไงคะ
ยอดขายดี แต่ ปัญหาก็คือว่า เล่นคอนเสิร์ตมันทุลักทุเล ทุกอย่างมันทุลักทุเลหมด น้ำท่วมใหญ่มากๆ

ช่วงที่มีตะลุมพุกหรือเปล่าคะ
สงสัยใช่มั้ง ไม่รู้ ท่วมมากๆ กรุงเทพฯ หนักมากตอนนั้น ช่วงนั้น การเล่นคอนเสิร์ต จริงๆ แล้วก็ไม่น้อยลงนะ แต่ว่า cancel ไปเยอะ ไปไม่ได้

หน้ารามคำแหงจะเป็นคลองเลยตอนนั้น
อ้า… ใช่ ท่วมเยอะมาก

ความสัมพันธ์ในวงนี่ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยคะ
ไม่มีปัญหา ก็คบกันเหมือนเดิม

พออัลบั้ม จบเกมส์ ปุ๊บ..
มา พบเธอ ชุดที่สาม ในนี้ไม่มี พบเธอ ก็ยังเหมือนเดิมอยู่

ช่วงชุดที่สอง กับชุดที่สามนี่ นานมั้ยคะ อีกประมาณปีกว่าๆ ???
เฉลี่ยแล้วก็ประมาณปีครึ่งอะนะ

พบเธอ แล้วมาอะไรอีก พี่พอจำได้มั้ยคะ
นี่ไง ความผันแปร

แล้วอะไรอีกคะพี่
แล้วก็นกอิสระมั้ง (จำไม่ค่อยได้)

wit

อันนี้คือเดี่ยวหรือเปล่าคะ
นกอิสระไม่เดี่ยวนะ

เห็นพี่คนเดียว แต่มีคำว่า ฟรีเบิร์ดส
มีคนอื่นด้วยไม่ใช่เหรอ ไม่น่าจะเดี่ยว เออ… มีก่อนหน้านี้อีกวงนึง ใช่ ชุดนี้พี่ไปเมืองนอกแล้ว

พี่กลับจากเมืองนอกแล้ว
ใช่เปล่า

ไปนอกนานมั้ยคะ
4 ปีครับ 2 ปีกลับมาที กลับมาทำชุดนกอิสระ แล้วก็ไป

ไปเรียนต่อที่ประเทศไหนคะ
อเมริกา ต่อปริญญาโท

ก่อนไปนี่ แฟนเพลงรู้สึกยังไงบ้างคะ
เยอะ ไปส่งกันเยอะ

แล้วพี่ตัดสินใจยังไง ถึงไปช่วงที่กำลังทำเทป
จริงๆ แล้ว ไม่อยากไปหรอก แม่บังคับให้ไป แต่โชคดีแล้วที่ไป ไม่ไปละแย่เลย (หัวเราะ)

ทำไมล่ะคะ
ปริญญาตรีกินอะไรล่ะตอนนี้ ตายเลย กินแกลบ คือเราไม่กล้า พอเราไป แล้วเราก็กล้าขึ้น เราจะได้มีประสบการณ์ทางการศึกษา สมัยนี้วุฒิการศึกษามีความสำคัญในการทำงาน อย่างน้อยก็ดีกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรีเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วตอนนี้ ใช่มั้ยครับ แต่ปริญญาโทยังน้อยอยู่ (เห็นด้วยค่ะๆ)

เรียนด้านไหนเอ่ย
MARKETING

แล้วพอช่วงกลับมา ก็เลยคิดว่าจะทำเทปให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงอีกอัลบั้มนึง หรือมี PROJECT ก่อนหน้านี้แล้ว
คุณระย้าเค้าบอกว่า น่าทำอีกซักชุดนึง

แล้วพอไปอีก 2 ปี กลับมามีอัลบั้มอะไรอีกคะ
อันนี้ ( หยิบเทปชุดนกอิสระ )

นี่ช่วงปีพ.ศ.ไหนคะ จำไม่ได้ ดูปกก่อน 29 นี่เริ่มปี 29
นั่นล่ะ ทำช่วงนั้นแหละ 29 แต่ไม่ได้ออก 29 ออก 30

นี่เดี่ยว หรือหมู่นะ
จริงๆ แล้วน่าจะอัดเป็นวง มีคน ARRANGE พี่จำไม่ได้เหมือนกันนะ ( ดูในปกเทป ) ใช่ ชุดนี้ใช้ ARRANGER แล้ว คือมีคนทำเพลงแล้วพี่วิทย์ไปร้อง

ไม่ใช่วงแล้วนะคะ
ไม่ใช่แล้ว

แล้วจากชุดนี้ ยังมีอะไรอีกคะ
จะมีไกลเกินฝัน (คิด) ใช่ๆ ไกลเกินฝัน

อัลบั้มสุดท้ายหรือยังคะ
ยัง กลับมาก็ทำอีก 2 ชุด คือ นอกเวลา แต่นอกเวลาไม่ได้โปรโมตแล้ว เพราะพี่วิทย์ทำงานแล้ว แล้วก็ชุดสุดท้าย ก็คือชุด ขอร้อง

ออกช่วงปีพ.ศ.ไหนคะ
37 หรือ 38

ยังไม่ถึง 10 ปี
ไม่ถึง

พี่จบกลับมาแล้วใช่มั้ยคะ
จบแล้ว ทำงานแล้ว

แต่ยังไม่ได้ทำงานตัวเอง ใช่มั้ยคะ
ยังๆๆ ทำอยู่ THE NATION

แล้วคิดยังไง ถึงคิดว่าจะพอที่ชุดสุดท้ายนี่คะ
คือเราไม่มีเวลาไง ทำเพลงต้องเล่นคอนเสิร์ต ถ้าทำเพลงไม่เล่นคอนเสิร์ตน่ะยาก โปรโมตลำบาก เราก็คิดว่า โอกาสที่เราจะเปรี้ยงปร้างเหมือนเมื่อก่อนน่ะ คงไม่ได้แล้ว เพราะไม่ใช่ศิลปินนักดนตรีโดยตรง ถ้าโดยตรงจะต้องมีเวลาให้ เคลียร์คิวให้ตลอด

เป็นอาชีพ?
ใช่ แต่นี่… อาชีพเราคือนักธุรกิจ ก็จะบอก คอนเสิร์ตคงไม่ได้นะ คงไม่มีเวลา เจ้านายคงไม่ยอมด้วย คือไม่ค่อยตรง FIELD เท่าไหร่ ก็แค่อยากทำ มีเวลาว่างเราก็ทำ ทำด้วยความสนุกมากกว่า เรามีเพลง มีความสุข

แล้วนักดนตรีในวงทุกคน ทำอะไรกันอยู่คะ
ทุกคนก็ยังเล่นดนตรีอยู่นะ คนนี้อยู่เชียงใหม่ คนนี้ชื่อนัท ชลธี ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว

นานหรือยังคะ
หลายปีแล้ว พี่วิทย์ไม่รู้ด้วยซ้ำ

ช่วงนี้ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่าคะ
ติดต่อ ยังติดต่อกันอยู่ คนนี้เล่นอยู่เชียงใหม่ชื่อ บู๊ธ คนนี้ก็อยู่เชียงใหม่เหมือนกัน เล่นดนตรีเหมือนกัน คนนี้ทำธุรกิจแล้วชื่อ ต้อ แล้วคนนี้ชื่อ ตุ๋ย ตอนนี้ทำธุรกิจเสื้อผ้า

แล้วทำไมชุด 2 ถึงไม่มีพี่ตุ๋ยล่ะคะ
ชุด 2 เค้าไปบวช

แล้วชุดต่อไปมีเค้ามั้ยคะ หรือว่าไม่มีเลย
รับเชิญ ส่วนใหญ่ก็รับเชิญ ก็ออกไปทำด้านการค้าแล้ว

แล้วทุกวันนี้ ยังเจอกันอยู่หรือเปล่าคะ
เจอกัน

ยังติดต่อกันอยู่ใช่มั้ยคะ
( นิ่งไปเล็กน้อย ) จะบอกให้ก็ได้ 20 ปีเนี่ยจะมี RE-UNION FREE BIRDS

นี่ๆๆๆๆ ว่าจะถามอยู่พอดีเลยค่ะ
แต่ยังไม่ SET UP กันนะ

จริงเหรอคะ แล้วบอกด้วยนะคะ จะโปรโมตในเว็บให้
ได้ๆ

คิดอยู่ใช่มั้ยคะ ว่าจะทำ
ไม่ได้คิดอยู่ แต่กำลังติดต่อ ถ้าคิด คงไม่คิดอยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีเวลาจะทำ

ประมาณเดือนไหนคะ
คงจะ เท่าที่มองๆ นะ น่าจะกลางๆ ปี ถึงปลายปี ช่วงเลย 6 เดือนไปแล้ว คือการรวมตัวนี่สำคัญนะ หนึ่งคือ ร่างกายต้องพร้อม ต้องฟิต พูดง่ายๆ ว่าต้องฟิตนะ ต้องฟิตเรื่องเสียง เรื่องอะไรต่างๆ ฟิตเรื่องเพลง ซ้อมเรื่องเพลง ต้องใช้เวลานะ สำหรับการที่เราไม่ได้เจอกันนานๆ คือมันเป็นงานนะ ต้องไม่ให้เสีย ต้องดี และจะให้ดี ทุกอย่างต้องพร้อม

จัดที่ไหน พอจะทราบหรือยังคะ ศูนย์วัฒนธรรมฯ หรือเปล่า
คงในแนวนี้มั้ง ก็มีคนติดต่อมา

ทำเลย ทำเลยค่ะ พี่วิทย์ เอาใจช่วยค่ะ
กำลังมองกัน คุยกันอยู่

มีคนคิดถึงกันเยอะนะคะ วันก่อนยังเห็นในเว็บพันธุ์ทิพย์ ถามถึงฟรีเบิร์ดสกัน เพราะพี่จะหายไปเลย ศิลปินคนอื่นยังพอเห็นหน้ากันบ้าง
ใช่ๆ เพราะคนที่ทำเพลงไม่ถึง 10 ปี เค้า RE-UNION กันหมดแล้ว บางคนไม่ถึง 5 ปี 10 ปี เค้าก็มีรวมเพลงเก่า


แล้วพวกเพื่อนในวงการ มีวง สาว สาว สาว ด้วยหรือเปล่าคะ หรือว่า เป็นรุ่นพี่
สาว สาว สาว นี่เป็นรุ่นน้อง แอม กับ ปุ้ม เนี่ยนะ

ได้ติดต่อกันบ้างหรือเปล่าคะ
ช่วงหลังนี่ FADE หายไปเลยนะ แต่เจอกันก็กรี๊ดกร๊าดกัน

ช่วงนี้ พี่ระย้ายังทำอะไรอยู่คะ
พี่ระย้าช่วงนี้ จะทำแนวเพื่อชีวิต ไม่ได้ทำเพลง POP แล้ว หนักไปทางเพื่อชีวิตแล้ว

แล้วพี่ตะวัน ยังอยู่มั้ยคะ
อยู่

ทำอะไรอยู่คะ
ก็ทำเกี่ยวกับธุรกิจ

แต่ก่อนรายการวิทยุอะไรนะคะ ที่พี่ระย้า กับพี่ตะวันจัดด้วยกัน
น่าจะรถไฟดนตรี

ช่วงนี้พี่ทำอะไรอยู่คะ ทำธุรกิจอะไรคะ
ช่วงนี้เหรอ ทำบริษัท อีร่าครีเอชั่น ทำเกี่ยวกับพวกสกัดแมลง

มีอะไรบ้างคะ สินค้าในบริษัท
มีแยะ มีชอล์คอีร่า ผงอีร่า สกัดพวกปลวก พวกแมลงต่างๆ (ดังนะ เคยเห็นโฆษณา)

ยี่ห้อนี้คิดขึ้นมาเองเหรอคะ
ดั้งเดิมแล้ว สมัยคุณแม่ แล้วพี่วิทย์มาทำบริหาร เรามีโรงงานเป็นผู้ผลิตเอง

มีโรงงานที่ไหนบ้างคะ
ที่สมุทรสงคราม ราชบุรี แล้วก็มีปุ๋ย ยี่ห้อ แซนดร้า, อีแวนด้า ใช้ในนาข้าว พืชไร่ พืชสวน ของกินได้นี่ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออีแวนด้าหมด

พี่วิทย์มาทำของตัวเองกี่ปีแล้ว จากเมื่อก่อนที่ทำเนชั่น
ที่นี่เมื่อก่อนนำเข้านะ ทีนี้คุณแม่อยากตั้งโรงงานผลิตเอง เลยให้พี่วิทย์มาบริหาร ก็เลยมาตั้งโรงงาน สินค้าของเราตอนนี้ก็อยู่ในห้าง 4-5 ตัว เร็วๆ นี้ ก็จะมียากันยุงด้วย

พี่วิทย์ได้ฟังเพลงปัจจุบันบ้างมั้ยคะ
ฟังบ้าง

แล้วพี่วิทย์คิดว่า แตกต่างจากตอนที่พี่ทำยังไงบ้าง
ไม่ใช่ไม่ดีนะ เดี๋ยวนี้ก็ดี คือแต่ละยุคก็มีความเด่น ความทันสมัยของมัน ดนตรีสมัยนี้ของเค้าก็เก่ง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง คือแต่ละคนก็นำสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง สร้างรูปแบบของตัวเอง จริงๆ แล้ว เพลงที่ไม่ดีก็ยังมีอยู่ อยู่ที่ว่าเราจะมองยังไง เพราะไม่งั้นก็คงเป็นเพลงไม่ได้ มันก็ต้องเป็นตัวโน้ต บางตัวสวย บางตัวไม่สวย แต่มันก็มีความเป็นเอกลักษณ์

เพลงของพี่วิทย์พอเอามาฟังใหม่อีกรอบ ไม่เชยเลยนะคะ ยังจำเสียงโซโล่กีตาร์ พี่เป็นคนดีดกีตาร์เองใช่มั้ยคะ ทุกเพลงจะเน้นเสียงโซโล่กีตาร์ ให้คนอื่นฟัง เค้าก็ถามว่า เพลงใคร ออกใหม่เหรอ
จริงๆ แล้ว เพลงในรูปแบบของฟรีเบิร์ดส แนว COUNTRY ROCK นี่น้อยมาก เพลงส่วนใหญ่ตั้งแต่สมัยก่อน มาจนถึงเดี๋ยวนี้ จะเป็น POP, POP ROCK หรือไม่ก็ ROCK เพราะงั้น จึงเป็นคนละรูปแบบ นักร้อง นักดนตรีสมัยนี้ อาจจะทำเพลงแบบนี้ยาก เพราะต้นแบบคือ เพลงฝรั่ง ในยุคนี้ มันไม่มีแล้ว

แล้วตอนนั้น พี่เอาวงไหนเป็นต้นแบบคะ
ต้นแบบ COUNTRY ROCK – THE EAGLES เราชอบเพลงแบบนั้น ก็เลยทำเพลงคล้ายๆ กัน ในแนวเดียวกัน เพลงในแนวนี้ จะฟังสบายๆ ไม่หวือหวา ไม่เด่นอะไรมากมาย ฟังได้ตลอด

แล้วทุกวันนี้ มีคนจำพี่ได้มั้ยคะ
มีครับ (ยิ้ม)

แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ
ดี ดีนะ ดีใจนะ ผ่านมา 20 ปีแล้ว ก็ยังมีคนรู้จัก จำได้ เพราะรูปแบบพี่เมื่อก่อน ผมยาว หน้าม้า จะแตกต่างจากตอนนี้

แต่ก็ไม่เปลี่ยนนะคะ ดูหนุ่มอยู่เลย พี่ตัดแค่ผมอย่างเดียวเอง
เหรอ ก็ดีใจที่คนเค้ายังจำได้

2

อยากให้พี่ฝากข้อความถึงแฟนเพลงเว็บบ้านเพลงเก่าและแฟนเพลงฟรีเบิร์ดสค่ะ
ก็…ขอบคุณนะ ขอบคุณแฟนๆ โดยเฉพาะแฟนฟรีเบิร์ดสที่ได้ฟังเพลงกัน ได้เจอกัน ยังประทับใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างเนี้ย ยังประทับใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน คือน้องๆ สมัยนั้น ตอนนี้ก็คงเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว อยากจะให้มีชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี มีสติปัญญาที่ดี แล้วมันก็จะทำงานได้ ถ้าหากเราไม่มีชีวิตที่ดี เราไม่มีความสุข ทำงานยากนะ มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี และก็มีพลัง เราก็จะมีพลังในการทำงาน เวลาป่วยแล้วแย่ ทำอะไรไม่ได้ ก็ให้ทุกคนมีความสุข ถ้าเป็นไปได้ เวลามีข่าวคราวเกี่ยวกับฟรีเบิร์ดสล่ะก็ เชียร์ๆ กันหน่อยแล้วกัน (หัวเราะ)

ก่อนจากกัน พวกเราทำของที่ระลึกเป็นกรอบรูป และซีดีรวมฮิตของฟรีเบิร์ดส มามอบให้พี่ค่ะ อันนี้ทำเองค่ะ รับรองว่าไม่มีขายแน่ๆค่ะ (มอบของให้) พวกต้องขอรบกวนพี่วิทย์เท่านี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะพี่
สวัสดีคร๊าบบ

3

freebird_gift

cd

เป็นไงบ้างคะ สำหรับการพูดคุยกับพี่วิทย์ คงทำให้พวกเราหายคิดถึงฟรีเบิร์ดสกันไปไม่มากก็น้อยนะคะ ที่พิเศษสำหรับชาวบ้านเพลงเก่า

ส่วน รายละเอียดของการจัดคอนเสริตรำลึกของวงฟรีเบิร์ตที่จะมีในเร็วๆนี้นั้น ถ้ามีอะไรคืบหน้า พวกเราจะรีบมาบอกกันให้ทราบเลยค่ะ ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมเวบบ้านเพลงเก่าบ่อยๆนะคะ จะได้ไม่ตกข่าว
และถ้าใครคิดถึงศิลปินเพลงเก่าคนไหน ช่วยกันเขียนแสดงความคิดเห็นมานะคะ ถ้าเราสามารถติดต่อศิลปินท่านนั้นได้ พวกเราจะไปสัมภาษณ์มาให้อ่านกันค่ะ

บทสัมภาษณ์โดย : พี่ดา & มอลลี่ ณ ป๋อคลับ 23/1/2003