โซดา - คำก้อน
Xtrack6
สิชล-ยังรักเธอ
September 2017
MTWTFSS
« Aug   Oct »
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

พลิกตำนานชาตรี

พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 4

topani

ครั้งแรกที่วงได้ไปบันทึกเสียงตามที่นัดหมายไว้กับครูไพบูลย์ รู้สึกว่าจะเป็นตอนกลางคืน หลังจากไปรายการ TV วันนั้นซาวด์เอ็นจิเนียร์คงจะกลับบ้านกันหมดแล้ว วันนั้นครูไพบูลย์จึงเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์คนแรกที่บันทึกเสียงให้กับวงชาตรี ความที่เป็นวงไทยๆ ชื่อไทยๆ ร้องเพลงไทย เล่นเพลงไทย เอกลักษณ์ไทยๆ แต่งเอง ร้องเอง ก็เลยเข้ากันได้กับรายการของครูไพบูลย์ เพราะธานินทร์อุตสาหกรรมสปอนเซอร์หลักของรายการวิทยุ ก็เป็นของคนไทยซึ่งผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยคนไทย เพื่อคนไทยแข่งกับสินค้าจากต่างประเทศ

ย้อนกลับมาที่การประกวดโพล์คซอง เนื่องจากว่าข้อจำกัดของกฏเกณท์หลายอย่างดังกล่าว ทางวงจึงตัดสินใจถอนตัวจากการประกวด เพื่อให้ได้ใช้กลองชุด และเบสไฟฟ้า ในเวลาต่อมา ทราบภายหลังว่าการประกวดในปีนั้นก็ล้มโดยไม่เกี่ยวกับการถอนตัวของวงชาตรีแต่อย่างไร หลังจากวันนั้นแล้ว ครูไพบูลย์ได้นัดหมายให้ทางวงไปบันทึกเสียงเพลงเพิ่มอีกหลายเพลง เพื่อนำไปออกอากาศทางวิทยุ 120 นาทีมัลติเพลก ของธานินทร์อุตสาหกรรม คราวนี้ซาวด์เอ็นจิเนียร์ ชื่อพี่หินเป็นคนอัดเสียง สมัยนั้นการบันทึกเสียงยังเป็นแบบเล่นพร้อมกัน ไม่สามารถตัดต่อได้ ถ้าเล่นผิดต้องเริ่มต้นใหม่หมดในแต่ละเพลง

แล้ววันหนึ่งครูไพบูลย์ เห็นว่าทางวงชาตรีหน้าจะรวบรวมเพลงที่ได้บันทึกเสียงออกรายการวิทยุ ให้ได้จำนวน 12 เพลง เพื่อเป็นอัลบั้มของตัวเอง โดยครูเป็นผู้ออกทุนให้ในเบื้องแรก โดยทำเป็นเทปคาสเซ็ท และแนะนำให้ไปฝากขายยังห้างแผ่นเสียงที่ครูรู้จัก ซึ่งก็คือห้างแผ่นเสียงเมโทร สมัยนั้นอยู่ประตูน้ำ และที่ห้าง ส.รวมแผ่นเสียง อยู่ที่สะพานเหล็ก สมัยนั้นเทปคาสเซ็ทเป็นของใหม่ ที่กฏหมายไทยยังไม่ได้รับรองเพราะเป็นสื่อใหม่ มีแต่แผ่นเสียงเท่านั้นที่รับรอง ปกเทปชุดแรกจะเป็นรูป กีต้าร์โปร่ง ชื่อชุด จากไปลอนดอน สีโดยรวมของปกเทปจะออกทางน้ำเงิน รุ่นพี่ที่ช่างภาพเป็นผู้ถ่ายให้ ชื่อพี่วิทยา ซึ่งต่อมาพี่วิทยาก็ช่วยส่งเสริมทางวง โดยออกทุนซื้อเครื่องขยายเสียง

นอกจากนี้ พี่วิทยายังช่วยหางานมาให้อีกด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นงานแต่งงาน เนื่องจากพี่วิทยาทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของธนาคาร จึงมีเพื่อนมาก ดังนั้นพวกเราจึงมีโอกาสได้ออกโชว์ในงานแต่งงานต่างๆบ้าง วันหนึ่งเราได้นำเทปที่บันทึกมาเรียบร้อยแล้วไปแนะนำกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนชั้นประถม ชื่อประเวศ บ้านอยู่แถวสวนมะลิ ซึ่งบ้านประเวศเป็นอู่แท็กซี่ รถที่ใช้ในสมัยนั้นเป็นแท็กซี่บลูเบิร์ดเก่าเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่าประเวศก็พาไปบ้านเพื่อน เพื่อแนะนำเทปตัวอย่างดังกล่าวแต่เปิดไม่ได้จนแล้วจนรอดเสียงก็ไม่ดัง

สมัยก่อนวงดนตรีต่างๆมักจะเล่นเพลงสากลเป็นส่วนใหญ่ แล้วไอ้วงชื่อไทยๆว่า โพล์คซอง ชาตรี นี้มันเป็นยังไงกันเปิดเทปแล้วเสียงก็ฟังไม่รู้เรื่อง ประเวศจึงเอาเทปออกพร้อมกับเดินมาโอบไหล่ พร้อมๆกับกล่าว อมตะวาจาว่า “เฮ่ยเทือง กูว่าวงเอ็งดั่งยากว่ะ ทำไมเอ็งไม่ไปเล่นเพลงสากลว่ะ” จากนั้นเราก็กลับมาบ้านด้วยอาการ งงๆ กลับมาบ้านแล้วยังลองเทปตัวอย่างก็เล่นได้ มารู้ทีหลังว่าเครื่องเทปของเพื่อนประเวศเสียต่างหาก

หลังจากฝากเทปขายอยู่ทั้งสองห้างดังกล่าว ปรากฏผลตอบรับใช้ได้ อาศัยการเผยแพร่เพียงรายการของครูไพบูลย์รายการเดียวแท้ๆ อาจจะเป็นเพราะความแปลกแตกต่างไปจากเพลงไทยในสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงไทยสากล หรือเพลงลูกกรุง ทางห้างแผ่นเสียงเมโทร ก็ได้เสนอทางวงชาตรีให้ทำเป็นแผ่นเสียงในชุด จากไปลอนดอน ซึ่งแดงเป็นคนคิดปกเอง โดยเอารูปหอนาฬิกาที่กรุงลอนดอน อันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน มาเป็นปกแผ่นเสียง เพลงในชุดนี้มีกลิ่นไอของ ดนตรีแบบโพล์คซองใช้กีต้าร์โปร่งล้วนๆ รวมทั้งเสียงเบสด้วย และเนื่องจากเอากีต้าร์โปร่งมาทำเสียงเบสเสียงยังต่ำไม่พอ จึงมีความคิดที่จะหาสายหกของกีต้าร์โปร่งยี่ห้ออะไรก็ได้ขอให้เส้นใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งก็ได้ยี่ห้อสิงห์โต จากนั้นจึงจัดการถอดสาย 1 และ 2 ออก นำสาย 3 ไปอยู่ในตำแหน่งของสาย 2 นำสาย 4 ไปอยู่ในตำแหน่งของสาย 3 และเลื่อนสาย 5 และสาย 6 ตามลำดับ เว้นไว้แต่ตำแหน่งของสาย 6 ไว้สำหรับ สายใหม่ที่หาซื้อมา พร้อมกับลดเสียงให้ต่ำกว่าสาย 6 ไป 5 เสียง เป็นเสียง B เราก็ได้ เบสโปร่ง 5สาย ทันสมัยมาก ในภายหลังมีเบสไฟฟ้า 5 สายด้วย เราอาจเป็นคนแรกที่ใช้เบส 5 สายก็ได้ เพียงแต่เป็นกีต้าร์โปร่ง นอกจากนี้แดงก็มีหัวดัดแปลง ซึ่งทำก่อนด้วยโดยเจาะกีต้าร์ของตัวเอง เพื่อใส่สายเพิ่มเป็น 9 สายบ้าง บางทีก็ถอดออกเหลือ 8 สาย วิธีการก็คือเลียนแบบกีต้าร์ 12 สาย แต่เพิ่มเฉพาะ สาย 1 สาย 2 สาย 3 สาย1สาย 2 ก็มี 2 เส้น สาย 3 บางครั้งก็มี 2 เส้น สิ่งที่ได้เสียงน่าฟังขึ้นมาก แต่จับง่ายกว่า กีต้าร์ 12 สาย เพราะ คอกีต้าร์เท่าเดิม

พี่เหมา/วงชาตรี

พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 3

topani

แม้ว่าจะผิดหวังจากการแสดงทีตึกอำนวยการ(ตึกกลาง) แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเรารู้สึกท้อ โฟล์คซองชาตรีก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังเลิกเรียนพวกเราก็ยังซ้อมดนตรีกันเหมือนเดิม แดงก็ยังเล่นกีตาร์โปร่งตัวเก่ง ป้อมก็ใช้กีตาร์โปร่งของยามาฮ่า ส่วนพี่เหมาก็ใช้เบสโปร่งคีมัส ของเยอรมัน ซึ่งพี่เหมาก็หาซื้อมาจากหลังกระทรวงมหาดไทย เบสตัวนี้ติดคอนเทคช่วยขยายเสียง เวลาใช้กับตู้แอมป์

มีอยู่วันนึง อนุสรณ์ (เจ้าของกลองที่อ้อไปยืมมาเล่นที่ตึกอำนวยการ) เกิดความมุ่งมั่นว่าอยากจะเอาดีทางด้านตีกลองให้ได้ ถึงขนาดลงทุนให้อ้อสอนให้ แค่นั้นยังไม่พอยังลงทุนไปเรียนกลองที่ยามาฮ่าอีก เห็นความตั้งใจแบบนี้ แดงในฐานะของหัวหน้าวง ก็เดินเข้าไปหาอนุสรณ์ พร้อมกับยื่นมือเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาในวง ก็เป็นอันว่าครบองค์ประกอบวง 4 คน มีกีตาร์ 2 ตัว เบสโปร่ง 1 ตัว และก็กลอง

ภารกิจหลักของวงหลังจากเลิกเรียนก็คือซ้อมดนตรี อนุสรณ์ก็จัดการดัดแปลงกลองเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย โดยเอาเบาะนั่งรถมาทำเป็นกลอง เพื่อตีให้เข้าจังหวะกัน
ตอนซ้อม ส่วนเบสโปร่ง ก็ใช้กีตาร์โปร่งนั่นแหละ แต่ดีดแค่4สายบน ดีดเป็นเส้น ไม่ตีคอร์ด เหมือนดีดเบสไฟฟ้า เพลงที่ใช้ซ้อมกันขณะนั้นก็เช่น เพลงรอรัก, สู้ไม่ได้จริงๆ ส่วนเพลงใหม่ แดงก็เอาข้อมูลของรุ่นพี่มาขยายความ แล้วก็แต่งเพลงใหม่ ซึ่งก็คือ เพลงจากไปลอนดอน ซึ่งเวลาที่ซ้อมกันเพลงที่แดงแต่งจะไม่มีตัวแนบ จึงทำให้ต่างคนต่างก็ไปคิดลูกเล่นกัน พี่เหมาก็ไปคิดลูกเบสเอง ก่อนที่จะมาซ้อมรวมกัน ส่วนป้อมก็รับหน้าที่ร้องนำ แดงก็รับหน้าที่ร้องประสาน สลับกับร้องนำ

วันหนึ่งในฐานะที่แดงมีประสบการณ์มากกว่า ก็เลยปรึกษากันว่า เพื่อให้ผมงานของวงเป็นที่รู้จัก จำเป็นต้องเผยแพร่ผลงานของพวกเราออกไป ซึ่งในขณะนั้นก็มีการประกวดโฟล์คซอง โดยชมรมโฟล์คซองแห่งประเทศไทย ดังนั้นวงชาตรี เลยถือโอกาสนี้เข้าร่วมประกวดด้วย จึงทำให้ต้องซ้อมดนตรีกันบ่อยขึ้น โดยอาศัยห้องโสตฯ ในการซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียน แรกๆก็ยังไม่มีปัญหาอะไร จนมาวันหนึ่งห้องโสตฯ ไม่ว่าง พวกเราจึงต้องย้ายสถานที่ซ้อมดนตรีไปทีห้องน้ำชั้น 2 ที่ไม่มีใครใช้ อยู่ถัดจากห้องโสตไป จะเป็นด้วยบรรยากาศ หรืออะไรก็ไม่ทราบ ทำให้เพลงรักไม่จากจร ซึ่งปกติเป็นเพลงช้าๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะกลางเพลง เป็นจังหวะเล่น ก็เลยทำให้เกิดสีสรรใหม่ในเพลงนี้ และเพลงก็เลยเด่นขึ้นมา จากจุดนี้เอง ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงชาตรีเข้ารอบในการประกวด

ช่วงนั้นกติกาการประกวดของชมรมโฟล์คซองมีอยู่ว่า เครื่องดนตรีจะต้องไม่ใช้ไฟฟ้า และต้องนำไปได้ด้วยตัวคนดียว เพราะฉะนั้นอนุสรณ์จึงต้องตีกลองที่มีแต่กลองแต๊ก ฉาบคู่ และฉาบเดี่ยว ตัวกลองใหญ่ และกลองสูงต้องเอาออกไป แถมต้องโชว์ให้กรรมการดูอีกด้วย วิธีการก็คือ อนุสรณ์จะรวบทุกชิ้นไว้ในแขนแล้วยกขึ้นให้ดู ตอนไปออกทีวีช่อง 9 บางลำภู หลังจากเข้ารอบแล้ว หนึ่งในกรรมการตัดสินประกวดโฟล์คซองคือครูไพบูลย์ ศุภวารี เกิดติดใจเพลงที่แต่งเอง เล่นเอง ร้องเอง แบบไทยๆของโฟล์คซองวงชาตรี ครูไพบูลย์จึงชวนไปออกรายการ 120 นาที มัลติแพค ของ ธานินทร์ อุตสาหกรรม ทางวิทยุ ขสทบ. ในบ่ายวันอาทิตย์ (เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มลึกที่มีเอกลักษณ์ของครูไพบูลย์ channel A ควรเป็นลำโพงด้านซ้าย Channel B ควรเป็นลำโพงด้านขวา โดยเสียงพูดจะไปทางซ้ายตามคำพูด และวิ่งไปทางขวา) แต่การไปออกรายการวิทยุของครูไพบูลย์ ก็ต้องไปบันทึกเสียงก่อน ซึ่งตอนนั้นครูไพบูลย์มีห้องบันทึกเสียงอยู่แล้ว ชื่อ ไพบูลย์สตูดิโอ

พี่เหมา วงชาตรี

พลิกตำนานวงชาตรี ตอนที่ 2

topani

ช่วงปิดเทอมปีหนึ่งนี้ แดงมีงานอดิเรกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ร้องเพลงคนเดียวกับกีตาร์โปร่งคู่ใจที่ห้องอาหารในเซ็นทรัล ชิดลม หลังจากนั้น เรา 3 คนในนามวงโฟล์คซอง ก็เริ่มซ้อมดนตรีด้วยกัน โดยมีกีตาร์คอร์ด 2 ตัว กีตาร์เบสโปร่งอีก 1 ตัว

พอเปิดเทอมขึ้นปีสอง อันเป็นปีที่รุ่งของรุ่น 22 แผนกช่างภาพ และโฟล์คซองของนักศึกษารุ่นปีที่ 2 ก็ได้รับโอกาสจากรุ่นพี่ ให้บรรเลงในงานเลี้ยงน้ำชาน้องใหม่ปี 1 จึงนับเป็นการแสดงปฐมฤกษ์ของวงโฟล์คซอง คณะชาตรี จำได้ว่าตอนนั้น มือไม้สั่นไปหมด เพราะความตื่นเต้นดีใจ แต่ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของป้อม บวกกับเพลงของแดงที่แต่งเอง พร้อมเบสโปร่ง งานวันนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็อาศัยเวลาว่างจากการเรียน ซ้อมเพลงกันอย่างจริงจัง

แล้ววันหนึ่ง แดงก็บอกว่า มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หนวด ( ทวีชัย ) ซึ่งเคยเล่นดนตรีด้วยกันกับแดง 2 คนสมัยอยุ่ ACC จะมาร่วมเล่นในคณะชาตรีด้วยกัน คณะชาตรีตอนนั้นก็เลยกลายเป็นวงโฟล์คซอง 4 คน ประกอบด้วย 1 เบส + 3 กีตาร์ งานแรกของเราจะต้องไปแสดงที่ห้องอาหาร โรงแรมเอเชีย จ. ลำปาง บ้านเดิมของป้อม ครั้งนี้ นับเป็นการแสดงในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน หนวดมีภารกิจที่ทำให้ไม่สามารถมาร่วมซ้อมดนตรีด้วยกันได้ ประกอบกับเราเรียนอยู่คนละที่ หนวดจึงถอนตัวไปจากวง เพราะต้องไปอยู่ที่ปักธงชัย โคราช ตอนนี้ คณะของเราก็กลับมาเหลือ 3 คนเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่ท้อถอย เพราะเรารู้สึกว่า ภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น ความใฝ่ฝันของเรายังไม่บรรลุ การเผยแพร่ผลงานเพลงของวงยังไม่สำเร็จ ยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป

พูดถึงเพลงของแดงมีหลายเพลงที่น่าสนใจ อย่างเช่นเพลง รักไม่จากจร ซึ่งแดงบอกว่าเป็นเพลงแรกที่แต่งตอนสมัยที่แดงเรียนอยู่ ร.ร. อัสสัมชัญ ศรีราชา อีกเพลงหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเพลง รักเดียว เพราะว่าคอร์ดเป็นคอร์ดแพทเทิร์น แถมร้องเป็นเสียงสอดประสานกันทั้งเพลงได้อย่างลงตัว เพลงของแดงมีเสน่ห์ทีเดียว จนไปถูกใจเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อ อ้อ ซึ่งอ้อบอกว่า เคยตีกลองมาก่อน เลยอยากมาร่วมวงด้วย เป้าหมายของเราอยู่ที่ตึกกลางของวิทยาลัยฯ สมัยนั้นเวลามีดนตรีมาแสดงที่วิทยาลัย ก็จะแสดงที่ตึกกลาง จึงถือว่าเป็นเวทีใหญ่สำหรับวิทยาลัยนี้ และพวกเราก็ต้องการที่จะบรรลุจุดประสงค์นี้ให้ได้

อาวุธประจำตัวของอ้อ ก็คือ กลอง อนุสรณ์ก็เสนอกลองให้ แต่เราต้องไปขนมาเอง บ้านอนุสรณ์อยู่วัดมะกอก แต่กลองที่ว่าให้ยืมนั้นอยู่กิโล 8 มีนบุรี ดังนั้น ตำนานขนกลองขึ้นรถเมล์จากกิโล 8 มีนบุรี มาเทคนิคกรุงเทพฯ ในซอยสวนพลูจึงเกิดขึ้น หลังจากนั้น พวกเราจึงได้มีโอกาสซ้อมกัน 4 คน แต่เนื่องจากอ้อมีภารกิจมาก เพราะอ้อเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลตัวหลักของแผนก ในการแข่งกีฬาภายในของเทคนิค จึงทำให้เรามีเวลาซ้อมดนตรีกันไม่มาก เพราะอ้อต้องซ้อมกีฬาด้วย และแล้ว วันที่แสดงที่ตึกกลางมาถึง ปรากฏว่า การเล่นดนตรีในวันนั้น เล่นไม่เข้าขากันเท่าที่ควร นั่นจึงเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่อ้อได้ตีกลองร่วมกับวง แต่ปีนั้น กีฬาวอลเลย์บอลที่อ้อเป็นตัวหลักก็ประสบผลสำเร็จ เพราะอ้อสามารถช่วยให้แผนกช่างภาพชนะเลิศวอลเลย์บอลของวิทยาลัยได้ นับเป็นครั้งแรกของแผนกนับตั้งแต่ตั้งมา ที่สามารถเอาชนะแผนกอื่นๆ มาได้ ทั้งๆ ที่บางแผนกมีนักกีฬาทีมชาติอยู่ด้วย

พี่เหมา วงชาตรี

พลิกตำนานชาตรี

topani

 

คำนำ
สวัสดีครับ น้องๆแฟนๆชาตรีทุกคนครับ ยินดีครับ ที่ได้มาเขียนพลิกตำนานชาตรี ให้น้องๆได้รับรู้กัน พี่เหมาขอเล่าเรื่องตั้งแต่วันแรกที่ แผนกช่างภาพ เทคนิคกรุงเทพละกันนะครับ ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่ก็มาจากความทรงจำของพี่เหมาเอง ซึ่งอาจจะมีมุมมองที่ต่างไปจากพี่ๆชาตรีท่านอื่น และบางส่วนขอบทความก็ขออนุญาตยืมคำของคุณก่อเขตมาบ้างครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด พี่เหมาก็ขออภัย มาณ ที่นี้ด้วยครับ

ตอนที่ 1

เดือนพฤษภาคม ปี 2517 นักศึกษาใหม่รุ่นที่ 22 ของแผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตากันเป็นครั้งแรก เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ตุลาวิปโยค 2516 ทำให้นักศึกษาขาดไปประมาณ 2-5 คน จากจำนวนทั้งหมด 45 คน ในสมัยนั้นถือว่าป็นสมัยที่ช่างภาพยุคประชาธิปไตยเบ่งบานก็ได้ รุ่นพี่ไว้ผมยาว สะพายย่าม วันแรกของการเปิดเรียนก็มีงานเลี้ยงน้ำชาที่ห้องโสต ตึกช่างภาพ ซึ่งแอร์เย็นมาก ทำให้เรายิ่งตื่นเต้น แต่ก็นะครับ ใครจะรู้ว่าช่างภาพรุ่นที่ 22 จะเป็นจุดเริ่มต้นตำนานทางดนตรีของเมืองไทย

ในวันแรกที่มาเรียนผมจำได้ว่า ได้ไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนที่ชื่อ อนุสรณ์ ซึ่งเพื่อนคนนี้ใจดีช่วยจ่ายค่าน้ำแข็งเปล่าให้อีกต่างหาก ส่วนเพื่อนอีกคนที่ดูบุคลิกดี สุภาพซึ่งพี่เหมารู้จักตอนสอบสัมภาษณ์ก็คือ พี่ป้อม คฑาวุธ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้นะว่าเค้าชื่อคฑาวุธ เพิ่งจะมารู้จักกันก็เรียนไปซักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนเพื่อนอีกคน ที่สุภาพเหมือนกัน พูดคุณๆผมๆ กับทุกคน และจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือใส่เสื้อรัดรูป ตัวเค้าก็ผอมๆ แถมเล่นกีตาร์ แต่งเพลงได้อีกต่างหาก ชื่อ นราธิป หรือ แดง นั่นเอง ส่วนผมเองก็เป็นคนมีดนตรีในหัวใจ เคยเรียนโน้ตมาที่ รร.สุทินเทศารักษ์ 2 เดือน และที่สยามกลการ อีก6 เดือน พอมาเจอคนที่มีดนตรีในหัวใจด้วยกันก็เลยสนิทสนมกับนราธิปอย่างรวดเร็ว

ในตอนนั้นแดงชอบเอากีตาร์ มาเล่นที่วิทยาลัยในยามว่าง ซึ่งเพลงที่ร้องบางทีก็เป็นเพลงฝรั่งเช่น ของวง LOBO หรือบางทีก็เล่นเพลงที่แดงแต่งเอง ก็สนุกสนานกันไปในตอนนั้น จนมาถึงวันหนึ่ง แดงชวนผมไปดูการประกวดดนตรีโฟล์คซอง ซึ่งใช้กีตาร์โปร่งเป็นหลัก ก่อนหน้านั้นตอนที่แดงเรียนอยู่ที่ อัสสัมชัญคอมเมิร์ส หรือ ACC ก่อนจะมาเข้าเทคนิคกรุงเทพ แดงกับเพื่อนก็เคยประกวดวงดนตรีโฟล์คซอง ของชมรมโฟล์คซองแห่งประเทศไทย รู้สึกว่าตอนที่ประกวดจะเป็นครั้งที่ 1 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ทีนี้มาถึงเพื่อนอีกคน ป้อมหรือ คฑาวุธ ตอนนั้นกำลังหัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ พอเห็นแดงเล่นกีตาร์เก่งก็อยากจะเล่นเก่งบ้าง ก็เลยลงทุนคารวะให้แดงเป็นครูสอน คิดดูว่าตั้งใจขนาดไหน บ้านป้อมอยู่สำเหร่ เทคนิคกรุงเทพอยู่สวนพลู แต่ป้อมนั่งรถไปถึงบ้านแดงที่สี่แยกจักรพรรดิพงษ์ สะพานดำ เพื่อไปเรียนเทคนิคการเล่นกีตาร์ เรียกว่าเอาใจครูแดงสุดฤทธิ์

จนกระทั่งปิดเทอมตอนปีหนึ่ง ได้ไปบ้านป้อมที่สำเหร่ ตอนนั้นป้อมก็เล่นกีตาร์เป็นแล้ว ก็ชวนกันตั้งวงโดยยกตำแหน่งหัวหน้าวงให้แดง เพราะแดงอายุแก่กว่า 2 ปี แถมแต่งเพลงเก่งด้วย จำได้ว่าตอนนั้นตกลงตั้งวงกันทางโทรศัพท์ เพลงแรกที่เล่น คือ รอรัก ของแดง ซึ่งผมกับป้อมก็ซ้อมกันไปก่อนสองคน ที่ห้องมืดของบ้านป้อม

และนี่ก็เป็นจุดเรื่มต้นของวงดนตรี ธรรมดาๆวงหนึ่ง มีนักดนตรี 3 คน มีกีตาร์โปร่งเป็นอาวุธ เรียกว่า โฟล์คซองชาตรี ตั้งแต่ตอนนั้น

พี่เหมา วงชาตรี